รพ.บำรุงราษฎร์ มุ่ง Medical Tech สร้างความต่างอย่างสากล | Techsauce
Contact us
4

รพ.บำรุงราษฎร์ มุ่ง Medical Tech สร้างความต่างอย่างสากล1 min read

Posted by
Posted date กุมภาพันธ์ 26, 2019
  • Medical Technology มีบทบาทกับธุรกิจสุขภาพมากขึ้นเมื่อต้องรับมือกับ Digital Disruption
  • Big Data AI และ Life Science จะถูกนำมาใช้กับแวดวงการแพทย์เพิ่มขึ้นในหลายรูปแบบ
  • นวัตกรรมคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้ รพ.บำรุงราษฎร์ ทั้งแตกต่างและเป็นสากลยิ่งขึ้น
  • ความท้าทายของธุรกิจคือการโน้มน้าวให้บุคลากรเปิดใจและใช้ Technology เพื่อประโยชน์ของคนไข้

Medical Technology ที่ปัจจุบันมาในบทบาทของ Big Data AI และ Life Science (วิทยาศาสตร์ชีวภาพ) ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงถูกนำมาใช้ในหลายมิติเพื่อรับมือกับ Digital Disruption และส่งเสริมให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เดินหน้าสู่สถานะการบริบาลสุขภาพแบบองค์รวมระดับโลก (World-class holistic healthcare) ที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งช่วยตอบโจทย์แตกต่างด้วยนวัตกรรม คาดติดอาวุธเทคโนโลยีด้าน wellness รองรับสังคมผู้สูงอายุขยายตัว

รพ.บำรุงราษฎร์เปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2523 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในโรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ ด้วยขนาด 580 เตียง พร้อมมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทันตแพทย์ทั้ง Full Time และ Part Time รวม 1,300 คน และพนักงานอีกราว 4,000 คน

โดยมีผู้ป่วยนอกเข้ามารับบริการประมาณ 3,000 คนต่อวัน (หรือกว่า 1.1 ล้านราย/ปี) คิดเป็นสัดส่วนจำนวนผู้ป่วยต่างชาติที่ 50% (หรือกว่า 520,000 ราย/ปี) และมีรายได้จากผู้ป่วยต่างชาติที่ 65% ซึ่งมีเภสัชกรหญิงอาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ รับหน้าที่ผู้นำคนใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อปลายเดือนมกราคม 2562 ผู้สวมหมวกผู้อำนวยการด้านบริหาร (CEO) แห่งรพ.บำรุงราษฎร์

อาทิรัตน์ ประกาศวิสัยทัศน์การทำงานที่มุ่งตอกย้ำการเป็นผู้นำ World-class holistic healthcare ที่สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรม ภายในปี พ.ศ. 2565 โดยกำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานไว้ใน 5 ปีข้างหน้า มุ่งเน้นให้ความสำคัญใน 3 ส่วนหลักๆ

ประกอบด้วย 1. การปรับเปลี่ยนจากการรักษาผู้ป่วยเป็นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic Care) 2. การประมวลข้อมูลที่มีอยู่จำนวนมากเข้าด้วยกันเพื่อประโยชน์ของการบริบาลอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม (Big Data) ตลอดจนการนำเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence:AI) เข้ามาปรับใช้ และ 3. การเชื่อมโยงระหว่างกันของทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งคน เทคโนโลยี และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง (Connected, Team)

สำหรับแรงขับเคลื่อนที่จะทำให้ รพ.บำรุงราษฎร์สู่การเป็น World-class holistic healthcare ได้จำเป็นต้องนำ Medical Technology มาใช้เพื่อสุขภาพเชิงรุก (Proactive) ซึ่งให้ผลดีกว่าการตั้งรับรักษาอาการเจ็บป่วย (Reactive) โดยเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่โรงพยาบาลนำมาใช้จะคำนึงถึงผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient Centric) รวมถึงนำระบบบริหารจัดการในลักษณะ Operational Excellence มาใช้ในองค์กร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ป่วยมากที่สุด (Patient Safety)

อาทิรัตน์อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า กระแส Digital Disruption สำหรับธุรกิจสุขภาพ ในตอนนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง Big Data และ AI ที่เข้ามามีผลต่อธุรกิจอย่างมาก กระทั่งทำให้บุคลากรทางการแพทย์หวั่นเกรงว่าจะมาแทนที่แรงงานคนหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีพวกนี้จะมาช่วยเหลือในเชิงความแม่นยำและความรวดเร็วของการรักษามากกว่า

สำหรับนวัตกรรมในอนาคตที่ อาทิรัตน์ มองว่าจะส่งเสริมความเป็นมาตรฐานสากลให้แก่รพ.บำรุงราษฎร์ยิ่งขึ้นนั้น จะเกี่ยวข้องกับด้าน wellness โดยเน้นหนักในส่วนการป้องกันการเกิดโรค เพื่อที่จะช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตในวัยชราได้อย่างมีสุขภาพที่ดี รวมถึงแม้แต่ช่วยให้คนไข้สามารถฟื้นฟูร่างกายหลังเจ็บป่วยหรือหลังได้รับการผ่าตัดได้รวดเร็วขึ้น เช่นเดียวกับที่ลดโอกาสการกลับมาป่วยใหม่ได้ดีกว่าเดิม

Bumrungrad-CEO-Medical-Tech

Medical Technology หลายมิติ

ปัจจุบันรพ.บำรุงราษฎร์ริเริ่มนำ Medical Technology มาปรับใช้ในหลายส่วนสำหรับด้าน Holistic Care ที่การดูแลสุขภาพต่อไปในอนาคตจะมุ่งเน้นการดูแลเชิงป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรค ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น Next-Generation Sequencing Technology (NGS) ช่วยให้คาดการณ์ความเสี่ยงในการโรค (Prediction) เช่น สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ DNA หาความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง หรือความเสี่ยงการแพ้ยาบางชนิด

รวมถึงการนำมาใช้ในการตรวจรักษาโรคได้อย่างแม่นยำและจำเพาะต่อตัวบุคคล (Precision and Personalization) เพื่อให้เข้าใจถึงรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วยแต่ละราย (DNA Wellness) ซึ่งจะช่วยกำหนดแนวทางการรักษาเพื่อดูแล รวมถึงส่งเสริมสุขภาพที่ดีและเหมาะสมที่สุดแก่ตัวผู้ป่วย โดยในส่วนนี้โรงพยาบาลได้ทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ (VITALLIFE)

สำหรับในฝั่งของ Big Data และ AI นั้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา รพ.บำรุงราษฎร์ร่วมมือกับ BIOTIA ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านบริการเทคโนโลยีสุขภาพจากสหรัฐอเมริกา ในการเก็บข้อมูลและค้นคว้าวิจัย โดยอาศัย NGS Technology และ Big Data เพื่อศึกษาปัญหาเชื้อดื้อยา

ปัญหาเชื้อดื้อยาเป็นเรื่องสำคัญของประเทศไทยและวาระเร่งด่วนระดับโลก โดยทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 700,000 ราย และหากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ในอีก 30 ปีข้างหน้า คาดว่าการเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคน สำหรับประเทศไทยประมาณการณ์ว่ามีการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 87,751 ราย และเสียชีวิตจากเชื้อดื้อยา 38,481 ราย หรือ 40% ของผู้ติดเชื้อดื้อยา

การนำ Technology มาใช้จะช่วยยกระดับความสามารถในการตรวจและวิเคราะห์เชื้อก่อโรคได้รวดเร็วและแม่นยำ ครอบคลุมทั้งในด้านผลการรักษา การป้องกันเชื้อดื้อยา ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการรักษา

ทั้งนี้โดยทั่วไปพอมีการติดเชื้อ แพทย์จะสั่งตรวจหาเชื้อก่อโรคจากเลือดหรือสิ่งส่งตรวจอื่น เช่น ปัสสาวะ ซึ่งต้องอาศัยการเพาะเชื้อ เป็นเวลาอย่างน้อย 2-3 วัน ซึ่งในระหว่างนั้นแพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งครอบคลุมในวงกว้าง เมื่อได้รับผลเพาะเชื้อแล้ว จึงสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนยาให้จำเพาะต่อเชื้อได้

แต่เมื่อได้นำ Technology นี้มาใช้ใน รพ.บำรุงราษฎร์ สามารถทำให้ระบุเชื้อก่อโรคได้ภายใน 6 ชั่วโมง จึงช่วยลดการใช้ยา และป้องกันปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยาได้ ไม่เพียงเท่านั้นยังเริ่มใช้ IBM Watson ซึ่งเป็น Cognitive Computing ที่มาช่วยแพทย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งวินิจฉัยโรค และเสนอแนวทางการรักษาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ป่วยอีกด้วย

รวมถึง Zebra AI ซึ่งเป็นการใช้ระบบ AI ร่วมกับ CT Scan เพิ่มความแม่นยำในการอ่านข้อมูลทางด้านรังสีรักษา และสามารถตรวจได้ถึง 4 โรคในครั้งเดียวกัน ได้แก่ โรคถุงลมโป่งพอง เลือดออกในสมอง ไขมันพอกตับ และภาวะกระดูกแตก

ในด้าน Connected, Team ซึ่งเป็นการผนึกกำลังและเชื่อมโยงการทำงานในทุก ๆ ฝ่ายร่วมกันเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ ที่ถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม โดยริเริ่ม Core Value ใหม่ 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่ Agility / Innovation / Caring

ทั้งนี้ รพ.บำรุงราษฎร์ยังใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของนวัตกรรมในปัจจุบัน เข้ามาช่วยพัฒนาการสื่อสารที่เชื่อมโยงบุคลากรทางการแพทย์และทีมงานให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วย เพื่อการดูแลที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามามีส่วนช่วย เช่น Telehealth ซึ่งเป็น Communication platform ที่ให้ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ ที่มีความสามารถและความชำนาญตรงต่อโรคและความต้องการของผู้ป่วยสามารถให้ความรู้และคำแนะนำที่ถูกต้องเข้าใจง่าย

ในส่วนของ Telemedicine & Teleconsultation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลที่ร่วมมือกับ iDoctor เข้ามาช่วยให้คำปรึกษาผู้ป่วย และลดข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสำนักงานตัวแทนในต่างประเทศ (Referral Office) ที่มีอยู่ 40 แห่งทั่วโลกได้ด้วย

ขณะที่ Remote Interpreter ช่วยเจ้าหน้าที่ล่ามในการแปลภาษาให้กับผู้ป่วยผ่านอุปกรณ์สื่อสารโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับแพทย์หรือผู้ป่วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ล่ามของทางโรงพยาบาลได้ผ่านการอบรมและทดสอบการแปลความหมายที่ถูกต้องในทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการสื่อสารถึงข้อมูลในการรักษาที่ถูกต้องและครบถ้วน ผ่านการบริการที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

การพัฒนาดังกล่าวมีรากฐานจากการเปลี่ยนระบบ Hospital Information System (HIS) ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา จึงเชื่อมต่อ Interface กับระบบต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ เพราะช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในแผนกต่าง ๆ ของโรงพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยในแบบเรียลไทม์

Bumrungrad-CEO-Medical-Tech

ความท้าทายของ CEO

อาทิรัตน์เล่าถึงประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาว่า นับว่าเธอโชคดีที่ได้รับโอกาสให้ไปเรียนรู้และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในหลายด้านของธุรกิจโรงพยาบาล ทั้งงานด้านจัดซื้อ การบริหารทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนบริหารโครงการใหม่อย่างศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ VITALLIFE

แต่หนึ่งในเคล็ดลับความสำเร็จ คือ ไม่ว่าจะได้รับมอบหมายภารกิจใดสิ่งที่ตัวเธอยึดมั่นเสมอคือ Entrepreneurship หรือการคิดเหมือนเป็นเจ้าของ เพราะเธอมองว่าการได้รับโอกาสให้ลองทำโดยไม่ต้องลงทุนด้วยตัวเองก็ยิ่งต้องพยายามทำให้ประสบความสำเร็จ

“ทั้งจากพื้นฐานด้านเภสัชกรรมที่เรียนมา passion ส่วนตัวที่สนใจด้านวิตามินต่าง ๆ และความชื่นชอบด้าน Technology มีผลให้เราได้เรียนรู้งานหลาย ๆ ด้านมาก่อนที่จะมาเป็น CEO ในปัจจุบัน”

อย่างไรก็ตาม สำหรับบริบทของธุรกิจสุขภาพในปัจจุบันนั้น เธอก็ยอมรับว่ายังมีความท้าทายในฐานะ CEO คนใหม่แห่งรพ.บำรุงราษฎร์ คือ Digital Disruption ที่ไม่เพียงแต่ต้องมีความพร้อมทั้งทีมงานวิจัยและพัฒนา (R&D) งบประมาณ และพันธมิตรที่ดีแล้ว สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ ‘execution’ หรือการนำนวัตกรรมด้าน Medical Technology ต่าง ๆ มาใช้อย่างแท้จริงในโรงพยาบาลได้อย่างไร

นั่นคือจะโน้มน้าวให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล หรือเภสัชกร มีความเข้าใจและเข้าถึง Medical Technology แล้วนำไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนไข้หรือผู้ที่มารับบริการได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้ การบริหารบุคลากรของรพ.บำรุงราษฎร์ในภาพรวมก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ผู้นำอย่างอาทิรัตน์ต้องฝ่าฟันดังที่เธอย้ำว่า เพราะคงยากที่จะเปลี่ยนทุกคนให้เป็น robot ได้หมด

เราจะ transform ได้จริงต่อเมื่อเปลี่ยนคนให้เปิดรับและตอบสนองกับ Technology ใหม่ ๆ ได้ ซึ่งปัจจุบันสามารถเปลี่ยนได้ราว 70% ของทั้งหมด

ทั้งนี้้ทางรพ.บำรุงราษฎร์จึงเริ่มนำการอบรม Crew resource management or cockpit resource management (CRM) มาใช้กับบุคลากรทั้งโรงพยาบาล เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานและการนำ Technology มาใช้ ซึ่งเป็นการต่อยอดทางความคิดแล้วจะนำไปสู่การเปลี่ยนทัศนคติมากขึ้น ตลอดจนให้ได้รับรู้ข้อมูลในจุดที่อาจไม่เคยรู้มาก่อน

เช่น หากเปลี่ยนจากเขียนด้วยลายมือมาเป็นการป้อนข้อมูลเข้าระบบ เพื่อช่วยให้ลดการผิดพลาดในการทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้เพื่อนร่วมงานสะดวกขึ้น ซึ่งสุดท้ายแล้วจะช่วยให้คนไข้ได้รับการรักษาที่ดีและปลอดภัย ก็ย่อมช่วยโน้มน้าวให้ทุกยอมปรับเปลี่ยนเพื่อเป้าหมายรวมของทั้งองค์กรได้

รวมถึงด้วยสถานการณ์ที่มีโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นใหม่เป็นจำนวนมากในปัจจุบัน ซึ่งการที่สามารถผูกใจให้บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกลุ่ม talent เลือกทำงานกับรพ.บำรุงราษฎร์ก็เป็นอีกความท้าทายขององค์กร นั่นคือจำเป็นต้องสร้าง Entrepreneurship อีกทั้งส่งเสริมให้บุคลากรเหล่านั้นมองเป้าหมายในการทำงานเป็นเป้าหมายเดียวกับองค์กร อีกทั้งพัฒนาให้เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษและมีมุมมองที่กว้างขวาง เปิดใจยอมรับสิ่งใหม่ ๆ ไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต

เช่นเดียวกับที่เรื่องความต่างในช่วงวัยของบุคลากรก็ส่งผลต่อการบริหารองค์กรในปัจจุบันด้วย ซึ่งต้องพยายามทำให้เรื่องของ human touch ยังคงอยู่ ด้วยเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจการแพทย์ เพราะจุดที่เราสามารถดึงดูดคนต่างชาติมาได้ก็เพราะ Thai hospitality และการมีใจให้บริการต่าง ๆ

เคยมีการทำแบบสอบถามแล้วพบว่าเราเป็นรพ.อันดับหนึ่งที่ต้องการมาทำงานด้วย ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่เลือกก็คือความทันสมัย ซึ่งพนักงานก็เป็นเหมือน internal customer ที่เราต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้อยากอยู่กับเรา

อย่างไรก็ตามปัจจัยที่ทำให้ รพ.บำรุงราษฏร์มีอัตราการลาออกของพนักงานเพียง 9% นั้นอาทิรัตน์เล่าว่าเหตุผลหลักคือการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานแบบมืออาชีพที่เปิดโอกาสให้บุคลากรได้เรียนวิชาความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในระยะอันใกล้นี้รพ.บำรุงราษฎร์ จะเริ่มใช้ซอฟท์แวร์ที่เป็น Interactive Learning System ด้วยงบลงทุนถึงเกือบ 20 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมให้พนักงานสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองและเชื่อมโยงไปสู่ระบบประเมินผลพนักงานด้วย

สำหรับสไตล์การบริหารงานที่ผู้นำหญิงแห่งรพ.บำรุงราษฎร์ยึดถือคือ Results-Oriented ซึ่งจะกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการอย่างชัดเจน นั่นคือการบริหารทีมงานในยุคนี้ผู้นำต้องมีความสามารถในการดึงศักยภาพของคนมาใช้อย่างถูกต้อง

เนื่องจากโดยปกติแล้วคงไม่สามารถดึงทีมงานที่ต้องการมาไว้ใกล้ตัวได้ทั้งหมด แต่ต้องรู้ว่าทำอย่างไรถึงจะดึงศักยภาพของคนที่อยู่ใกล้ตัวเราออกมาให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรสูงสุด ซึ่งผลดีก็จะย้อนกลับไปถึงตัวคน ๆ นั้นด้วยเมื่อได้ทำงานที่ใช่และชอบจนประสบความสำเร็จก็ย่อมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตัวเขา

อีกจุดที่พี่พยายามสร้างให้เกิดขึ้นคือการทำงานเป็นทีมแบบ project base ที่ไม่มี boundary ไม่มี silo ไม่ต้องมีการขอนุญาตเป็นลำดับขั้น เพราะถ้าสามารถดำเนินการให้สำเร็จสัก 10% ของ project ทั้งหมด ก็ถือว่าได้สร้างสิ่งใหม่ให้องค์กรแล้ว และทำให้เด็กรุ่นใหม่รู้สึกมีความท้าทายในการทำงาน

Content Director

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe