<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
<rss version="2.0"
     xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
     xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
     xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
     xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
     xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
     xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/">
    <channel>
        <title>Techsauce</title>
        <atom:link href="https://techsauce.co/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
        <link>https://techsauce.co</link>
        <description></description>
        <lastBuildDate>Friday, 17 Jul 2026 20:36:34 +0700</lastBuildDate>
        <language>th</language>
        <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
        <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>

        <image>
            <url>https://techsauce.co/rss/cropped-Techsauce-logo-square_primary2-32x32.png</url>
            <title>Techsauce</title>
            <link>https://techsauce.co</link>
            <width>32</width>
            <height>32</height>
        </image>

                    <item>
            <title><![CDATA[เปิดตัว 'แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่' ไม่ต้องมีหรือผูกบัตรเครดิตก็จ่ายผ่านเครื่อง BlueTap และ EDC เตรียมขยายแตะเข้า MRT ได้ด้วย]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/truemoney-tap-paymenttech-launch-thailand</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/truemoney-tap-paymenttech-launch-thailand</guid>
            <description><![CDATA[ทรูมันนี่ประกาศยุทธศาสตร์ PaymentTech พร้อมเปิดตัว “แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่” ฟีเจอร์ชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอปที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต โดยเริ่มให้บริการผ่านอุปกรณ์ BlueTap ที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร ก่อนขยายไปยังจุดรับชำระอื่น]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295283_truemoney-32.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">ทรูมันนี่ประกาศยุทธศาสตร์ <strong>PaymentTech</strong> พร้อมเปิดตัว<strong>&nbsp;&ldquo;แตะจ่ายด้วยทรูมันนี่&rdquo;&nbsp;</strong>ฟีเจอร์ชำระเงินแบบไร้สัมผัสผ่านแอปที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีหรือผูกบัตรเครดิต โดยเริ่มให้บริการผ่านอุปกรณ์ BlueTap ที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร ก่อนขยายไปยังจุดรับชำระอื่น รวมถึงเครื่อง EDC ที่รองรับ Contactless สำหรับผู้ใช้ Android ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569</p><p>การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในงาน <strong>&ldquo;Tap Forward: Your Everyday Money Companion&rdquo;</strong> เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม โดยทรูมันนี่วางฟีเจอร์แตะจ่ายไว้เป็นส่วนหนึ่งของการขยับจากแอปวอลเล็ตไปสู่แพลตฟอร์มการเงินที่เชื่อมการใช้จ่าย สิทธิประโยชน์ และบริการทางการเงินเข้าด้วยกัน</p><h2>แตะจ่าย 2 รูปแบบ</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295297_truemoney-6.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>รูปแบบแรกคือการแตะจ่ายผ่านเครื่อง <strong>BlueTap</strong> สีส้ม ซึ่งมีวงแหวนไฟสีน้ำเงินตรงกลาง ผู้ใช้ทั้ง iOS และ Android ที่มีแอปทรูมันนี่สามารถแตะจ่ายในเครือข่ายร้านค้าพันธมิตรได้ บริษัทเรียกระบบนี้ว่า Closed Loop เพราะอยู่ภายในเครือข่ายร้านค้าที่ร่วมให้บริการกับทรูมันนี่</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784295292_truemoney-7.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>อีกรูปแบบคือการแตะจ่ายที่เครื่อง <strong>EDC</strong> ซึ่งมีสัญลักษณ์ Contactless หรือ Open Loop โดยจะเปิดให้ผู้ใช้ Android ใช้งานตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผ่านความร่วมมือกับ<strong>&nbsp;Alipay+</strong> และเทคโนโลยี<strong>&nbsp;Mastercard Wallet Pay&nbsp;</strong>โดยไม่ต้องสมัครหรือผูกบัตรเครดิต</p><p>บริษัทระบุว่า การให้บริการทั้งสองรูปแบบเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถแตะจ่ายได้ทั้งผ่านระบบ Closed Loop และ Open Loop ในบริการเดียวกัน ขณะที่การเปิดใช้ผ่าน BlueTap ทำให้ผู้ใช้ iOS และ Android แตะจ่ายได้โดยใช้แอปเป็นตัวกลาง</p><h2>จากฟีเจอร์สู่เครือข่ายการจ่าย</h2><p>BlueTap เริ่มให้บริการแล้วที่ร้าน 7-Eleven และร้านค้าพันธมิตร โดยมีแผนเพิ่มจุดรับชำระเป็นมากกว่า 50,000 จุดภายในเดือนกันยายน 2569 ส่วนบริการแตะจ่ายผ่านเครื่อง EDC บริษัทระบุว่าเครือข่ายครอบคลุมจุดรับชำระมากกว่า 900,000 จุดในไทย และมากกว่า 150 ล้านจุดรับชำระใน 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก</p><p>ปัจจุบัน มีผู้ใช้แตะจ่ายผ่าน BlueTap แล้วมากกว่า 1.5 ล้านคน รวมกว่า 5 ล้านครั้ง โดย 70% เป็นผู้ใช้ iOS และ 30% เป็นผู้ใช้ Android นอกจากนี้ ร้านค้าพันธมิตรรายหนึ่งมียอดขายจากผู้ใช้ทรูมันนี่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50% หลังเปิดบริการ ขณะที่ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้นราว 14% ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลลัพธ์ที่บริษัทเปิดเผยและยังไม่ได้ระบุชื่อร้านค้าหรือช่วงเวลาวัดผล</p><h2>ขยายไปถึงการเดินทาง</h2><p>ทิศทางถัดไปของฟีเจอร์นี้คือการใช้กับการเดินทาง ปัจจุบันผู้ใช้สามารถแตะจ่ายค่าโดยสารบนรถ ขสมก. กว่า 6,000 คันในกรุงเทพฯ ผ่านเครื่อง EDC ที่พนักงานเก็บค่าโดยสารถืออยู่</p><p>บริษัทยังอยู่ระหว่างหารือกับบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM เพื่อพัฒนาการแตะจ่ายที่ทางเข้าสถานี MRT สายสีน้ำเงินและสายสีม่วง โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 4 ปี 2569 หากแผนเดินหน้าตามกำหนด ผู้โดยสารสามารถใช้แอปเพื่อเข้าสถานีได้โดยไม่ต้องซื้อตั๋วหรือบัตรโดยสารแยกต่างหาก</p><h2>4 ยุทธศาสตร์ PaymentTech</h2><p>นอกจากฟีเจอร์แตะจ่าย ทรูมันนี่ประกาศ 4 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ การพัฒนานวัตกรรมการจ่ายในชีวิตประจำวัน การเชื่อมเครือข่ายพาร์ตเนอร์ทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มความคุ้มค่าผ่าน TrueMoney Coins และการใช้ AI กับข้อมูลเพื่อปรับประสบการณ์ตามผู้ใช้</p><p id="isPasted"><u><strong>ยุทธศาสตร์ที่ 1: นวัตกรรมการชำระเงินที่ไร้รอยต่อ และตอบโจทย์ชีวิตในทุกวัน</strong></u></p><p>ทรูมันนี่ มุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การชำระเงินในชีวิตประจำวันให้รวดเร็ว ง่าย และไร้รอยต่อยิ่งขึ้น ผ่านการเปิดตัวนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การแตะจ่าย การตั้งชำระเงินอัตโนมัติ ตลอดจนบริการทางการเงินรูปแบบใหม่ที่จะเข้ามาตอบโจทย์ชีวิตประจำวันในอนาคต โดยนอกเหนือจากการชำระเงิน ทรูมันนี่ยังเดินหน้าขยายประสบการณ์ทางการเงินให้ครอบคลุมทั้งการใช้จ่าย ออม ลงทุน และการบริหารจัดการเงินในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถจัดการเรื่องเงินได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้นในแอปเดียว</p><p><strong><u>ยุทธศาสตร์ที่ 2: การเชื่อมต่อเครือข่ายพาร์ตเนอร์และอีโคซิสเต็มส์ที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ</u></strong></p><p>ทรูมันนี่ เดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการชำระเงิน ผ่านการขยายและเชื่อมต่อเครือข่ายร้านค้า ช่องทางการชำระเงิน และการชำระเงินข้ามพรมแดน โดยในปัจจุบัน ผู้บริโภคสามารถใช้ทรูมันนี่ได้อย่างสะดวกและไร้รอยต่อบนแพลตฟอร์มออนไลน์และบริการดิจิทัลชั้นนำ รวมถึงจุดรับชำระเงินมากกว่า 7 ล้านจุดทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยเครือข่ายการชำระเงินข้ามพรมแดนและความร่วมมือกับ Alipay+ ทรูมันนี่ยังช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถชำระเงินได้ในกว่า 50 ประเทศ
และเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งในเร็วๆ นี้กำลังจะขยายเป็น 220 ประเทศและเขตการท่องเที่ยวทั่วโลก และเพื่อตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ไร้พรมแดนของผู้บริโภคที่เพิ่มมากขึ้น ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าขยายเครือข่ายการรับชำระเงินในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้งานสามารถแตะจ่ายด้วยทรูมันนี่ได้ที่จุดรับชำระในต่างประเทศด้วย</p><p><strong><u>ยุทธศาสตร์ที่ 3: ยกระดับความคุ้มค่าในการใช้จ่าย</u></strong></p><p>ทรูมันนี่ เดินหน้ายกระดับการให้สิทธิประโยชน์เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ทุกการใช้จ่าย โดยเตรียมทำให้ TrueMoney Coins เป็น Loyalty Platform ที่ครบครันยิ่งขึ้น ทั้งการเพิ่มสิทธิประโยชน์ ขยายช่องทางการแลกใช้ และเชื่อมต่อกับพันธมิตรในวงกว้าง การเชื่อมโยงระบบการชำระเงิน สิทธิประโยชน์ และทางเลือกในการใช้จ่ายที่หลากหลาย รวมถึงศักยภาพของธนาคารไร้สาขา ในอนาคต จะยิ่งช่วยให้ทรูมันนี่สามารถมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ผู้ใช้แต่ละคนได้ดียิ่งขึ้น ทั้งในด้านความสะดวก มอบความคุณค่า และเปิดโอกาสให้ผู้คนเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างทั่วถึงตลอดการใช้ชีวิตประจำวัน</p><p><strong><u>ยุทธศาสตร์ที่ 4: แพลตฟอร์มการเงินอัจฉริยะ ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล</u></strong></p><p>ทรูมันนี่ กำลังเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์ทางการเงินที่ขับเคลื่อนด้วย AI และข้อมูล โดยเมื่อเร็วๆ นี้บริษัทฯ ได้ปรับหน้าจอแอปให้จัดวางเมนูต่างๆ ให้เข้ากับความสนใจของแต่ละผู้ใช้โดยอัตโนมัติ และยังได้เปิดตัวฟีเจอร์ Money Buddy ซึ่งเป็นผู้ช่วยทางการเงินที่จะให้การแจ้งเตือน และคำแนะนำที่เหมาะสมเฉพาะผู้ใช้นั้น ๆ&nbsp;</p><p>โดยบริษัทฯ มองว่า AI ได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการสร้างประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างถูกที่ถูกเวลาและยกระดับการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยนอกเหนือจากการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ทรูมันนี่ยังนำ AI มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานภายในองค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ยกระดับระบบอัตโนมัติ และช่วยให้องค์กรสามารถสร้างสรรค์และต่อยอดนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว</p><p><strong>มนสินี นาคปนันท์</strong> กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ระบุว่า ความคาดหวังของผู้ใช้กำลังเปลี่ยนจากการจ่ายได้สะดวก ไปสู่บริการทางการเงินที่เข้าใจบริบทและผสานกับชีวิตประจำวันมากขึ้น สำหรับทรูมันนี่ การแตะจ่ายจึงเป็นทั้งช่องทางชำระเงินใหม่และจุดตั้งต้นของการเชื่อมบริการการเงินเข้ากับการใช้จ่ายในแต่ละวัน</p><p>การเปิดให้ใช้ผ่านแอปโดยไม่ต้องอาศัยบัตรเครดิตอาจช่วยลดข้อจำกัดสำหรับผู้ใช้บางกลุ่ม แต่ความสำเร็จของบริการจะขึ้นกับความครอบคลุมของจุดรับชำระ ความต่อเนื่องของประสบการณ์ระหว่างระบบทั้งสองแบบ และการขยายบริการตามแผนที่บริษัทประกาศไว้</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 20:36:34 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[DeepMind + Isomorphic Labs กางแผนคุมดาบสองคม ใช้ AI ป้องกัน AI จากการสร้างเชื้อโรคชนิดใหม่]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/google-deepmind-isomorphic-labs-bioresilience-ai-biosecurity</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/google-deepmind-isomorphic-labs-bioresilience-ai-biosecurity</guid>
            <description><![CDATA[Google DeepMind และ Isomorphic Labs ประกาศแนวทาง Bioresilience ใช้ AI ป้องกันการนำโมเดลไปสร้างเชื้อโรค พร้อมตรวจจับการระบาดและเร่งออกแบบวัคซีน ผ่านเครื่องมืออย่าง AlphaFold, IsoDDE, AlphaGenome และ SynthID]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784279154_DeepMind_%2B_Isomorphic_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">AI ตัวเดียวกันที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้นหลายเท่า ก็อาจถูกดัดแปลงไปใช้ออกแบบเชื้อโรคชนิดใหม่ได้เช่นกัน ความย้อนแย้งข้อนี้คือโจทย์ที่ Google DeepMind และ Isomorphic Labs สองบริษัท AI ในเครือ Alphabet พยายามตอบด้วยการประกาศแนวทางร่วมด้านความยืดหยุ่นต่อภัยชีวภาพ (Bioresilience) ออกมาเป็นครั้งแรก</p><p>แนวทางนี้ตั้งอยู่บนภารกิจสองด้านที่เดินคู่กัน ด้านหนึ่งคือการป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำโมเดลของบริษัทไปใช้ในทางที่ผิด อีกด้านหนึ่งคือการเปิดให้รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางชีวภาพ ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้สร้างเกราะป้องกันให้สังคมพร้อมรับมือการระบาดในอนาคต โดย Google DeepMind ระบุว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ได้เดินหน้าความร่วมมือกว่า 15 โครงการกับหน่วยงานรัฐ องค์กรด้านความมั่นคงทางชีวภาพ และกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ไปแล้ว</p><h2>ทำไมยักษ์ AI ต้องลงมาเล่นเรื่องเชื้อโรค</h2><p>เหตุผลสำคัญคือภูมิทัศน์ความมั่นคงทางชีวภาพของโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งระบบนิเวศทางธรรมชาติที่แปรปรวน การเดินทางข้ามพรมแดนที่หนาแน่น และความเสี่ยงที่ AI จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งหมดนี้ทำให้โลกต้องระแวดระวังมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน DeepMind มองว่า AI เองก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการตอบโต้ภัยเหล่านี้ เพราะโมเดล AI ระดับแนวหน้า และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ตามมา คือสิ่งที่จะช่วยให้สังคมฟื้นตัวจากเหตุการณ์อย่างการระบาดครั้งใหม่ได้เร็วขึ้น</p><p>จุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้จริงคือชุดเทคโนโลยีที่ DeepMind และ Isomorphic Labs พัฒนาขึ้น เริ่มจาก AlphaFold ที่ทำแผนที่โครงสร้างสามมิติของโปรตีนเกือบทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักราว 200 ล้านชนิด จน Demis Hassabis ซีอีโอ DeepMind และ John Jumper คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ไปครอง ต่อด้วย IsoDDE (Isomorphic Labs Drug Design Engine) เครื่องมือออกแบบยาที่ให้ความแม่นยำระดับใช้งานจริงกับระบบชีวภาพที่ซับซ้อน และ AlphaGenome ที่ช่วยไขว่าจีโนมทำงานอย่างไร เทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนสมดุลจากการ &#39;ตั้งรับรอให้เกิดการระบาดแล้วค่อยแก้&#39; มาเป็นการออกแบบแนวป้องกันเชิงรุกได้ล่วงหน้า</p><p>จากฐานนี้ ทั้งสองบริษัทจึงเปิดให้พันธมิตรที่ไว้วางใจได้เข้าถึงโมเดลและเอเจนต์ AI ของตน เพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ด้านหลัก คือ การป้องกัน (Prevent) การตรวจจับ (Detect) และการตอบสนอง (Respond)</p><h2>Prevent ปิดประตูไม่ให้โมเดลตกอยู่ในมือผิด</h2><p>ด้านการป้องกัน DeepMind วางกระบวนการความปลอดภัยไว้ 4 ขั้นตอนสำหรับโมเดลอย่าง Gemini เพื่อให้ปลอดภัยและยังเป็นประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญจริง ได้แก่ การจำลองภัยคุกคาม (Threat Modeling) การประเมินความเสี่ยง (Evaluations) การวางมาตรการลดความเสี่ยง (Mitigations) และการเฝ้าติดตาม (Monitoring) โดยทำงานใกล้ชิดกับนักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งภายในบริษัทและพันธมิตรภายนอก เพื่อทำความเข้าใจภัยที่อาจเกิด ทดสอบโมเดลกับภัยเหล่านั้น แล้วสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงเข้าไปในตัวโมเดล</p><p>ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือความพยายามนำเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัล (SynthID) ซึ่งเดิมใช้ฝังลายน้ำในคอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้น มาปรับใช้กับโลกชีววิทยา แนวคิดคือการช่วยให้ผู้ให้บริการสังเคราะห์ DNA สามารถคัดกรองลำดับพันธุกรรมที่ AI สร้างขึ้นและอาจมีความเสี่ยงได้ก่อนที่จะผลิตออกมาเป็นชิ้นงานจริง</p><h2>Detect จับสัญญาณการระบาดให้เร็วและถูกลง</h2><p>ด้านการตรวจจับ เป้าหมายคือทำให้การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรค (Pathogen Surveillance) มีต้นทุนถูกลงและได้ผลเร็วขึ้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเอเจนต์ AlphaEvolve ที่นำมาช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมสำหรับผลิตและวิเคราะห์ข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมแบบเมตาจีโนม (Metagenomic Sequencing) ผลลัพธ์คือการวิเคราะห์ DNA ทำได้เร็วและแม่นยำขึ้น ทำให้การไล่ตามร่องรอยโรคระบาดทั่วโลกในสเกลใหญ่มีต้นทุนถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ</p><p>นอกจากนี้ทีมงานยังกำลังสำรวจว่าเทคโนโลยีอย่าง AlphaGenome และการอธิบายหน้าที่ของโปรตีน (Protein Function Annotation) จะนำมาใช้ตรวจจับและระบุลักษณะเชื้อก่อโรคจากข้อมูลลำดับพันธุกรรมได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นรูปแบบแปลกใหม่และภัยคุกคามที่เพิ่งก่อตัวได้เร็วกว่าวิธีการแบบเดิม</p><h2>Respond ออกแบบวัคซีนแข่งกับเวลา</h2><p>ด้านการตอบสนองคือจุดที่ DeepMind ต่อยอดจากผลงานของ AlphaFold โดยตรง ด้วยการเปิดให้นักวิจัยที่ไว้วางใจได้เข้าถึงระบบ AI รุ่นล่าสุด เพื่อเร่งการออกแบบวัคซีนและมาตรการรับมืออื่น ๆ ทั้งสำหรับภัยที่รู้จักอยู่แล้วและภัยชนิดใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน</p><p>ในฝั่ง Isomorphic Labs ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อนำเครื่องมือออกแบบยา IsoDDE ไปใช้อย่างรวดเร็วในการออกแบบมาตรการทางการแพทย์ ทั้งรับมือการระบาดที่เกิดตามธรรมชาติและความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้ AI ขั้นสูงในทางที่ผิด โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขระดับโลก เพื่อพัฒนากลยุทธ์การวินิจฉัยและการรักษาที่หลากหลาย ทั้งนี้ Isomorphic Labs เป็นบริษัทที่ Demis Hassabis ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 และเพิ่งปิดรอบระดมทุน Series B มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่ง BioSpace ระบุว่าเป็นดีลระดมทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความร่วมมือออกแบบยากับ Novartis และ Eli Lilly อยู่แล้ว</p><h2>เมื่อบริษัท AI ยอมไม่ปล่อยโมเดล ถ้าคุมความเสี่ยงไม่ได้</h2><p>DeepMind ย้ำว่างานทั้งหมดนี้เป็นความพยายามระยะยาวที่ซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางกว้างขึ้นในการบริหารความเสี่ยงด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ (Chemical, Biological, Radiological and Nuclear: CBRN) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการลดความเสี่ยงเชิงรุกและระเบียบการประเมินอย่างเข้มงวดภายใต้กรอบความปลอดภัยของโมเดลแนวหน้า (Frontier Safety Framework) ของบริษัท</p><p>ที่น่าสนใจคือท่าทีของผู้บริหาร รายงานบทสัมภาษณ์พิเศษของ Reuters ระบุว่า Helen King รองประธานฝ่าย Responsibility ของ Google DeepMind ยืนยันจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า &#39;หากเราพบว่าโมเดลกำลังเข้าใกล้ระดับความสามารถที่เป็นอันตราย และเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เราก็จะไม่ปล่อยโมเดลนั้นออกมา&#39; สะท้อนว่าบริษัทพร้อมชะลอการเปิดตัวโมเดลหากยังคุมความเสี่ยงไม่ได้ ด้าน Owen Larter ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบาย Frontier AI และกิจการระหว่างประเทศ เสริมว่าห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าต่างเห็นตรงกันว่าต้องมีการทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนปล่อยโมเดลออกสู่สาธารณะ</p><p>DeepMind และ Isomorphic Labs ประกาศว่าจะทำงานอย่างเปิดกว้างและร่วมมือกับห้องแล็บด้านความมั่นคงทางชีวภาพ รัฐบาล และชุมชนวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง พร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเครื่องมือใหม่ แต่คือการวางตำแหน่งให้ AI เป็นทั้งเกราะและดาบในสมรภูมิความมั่นคงทางชีวภาพ ก่อนที่วันหนึ่งความสามารถแบบเดียวกันนี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ตั้งใจใช้มันสร้างภัยแทนที่จะป้องกัน</p><p><strong>ที่มา:&nbsp;</strong><a href="https://deepmind.google/blog/our-approach-to-bioresilience/" target="_blank">Google DeepMind</a>, <a href="https://tech.yahoo.com/ai/gemini/articles/exclusive-google-deepmind-expands-biosecurity-100005302.html" target="_blank">Reuters</a>, <a href="https://www.biospace.com/business/ai-fueled-isomorphic-bags-2-1b-the-second-largest-biotech-round-ever" target="_blank">BioSpace</a>, <a href="https://www.biopharmadive.com/news/isomorphic-venture-raise-alphabet-ai-drug-discovery/743983/" target="_blank">BioPharma Dive</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 16:11:18 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[WAICO คืออะไร? เจาะลึกองค์กรความร่วมมือ AI ระดับโลกที่จีนตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนกฎเกณฑ์ใหม่]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/waico-china-global-ai-organization</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/waico-china-global-ai-organization</guid>
            <description><![CDATA[จีนเปิดตัว WAICO องค์กรความร่วมมือ AI ระดับโลก ณ นครเซี่ยงไฮ้ ดึง 29 ประเทศกลุ่ม Global South ร่วมปักหมุดเขียนกฎเกณฑ์และมาตรฐานธรรมาภิบาล AI ชุดใหม่ ท้าทายระเบียบโลกเดิม]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">ถ้าเราย้อนกลับไปดูระเบียบโลกในช่วง 80 ปีที่ผ่านมา ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรตะวันตกคือผู้นั่งหัวโต๊ะและเป็นคนถือปากกาเขียนกฎเกณฑ์ทั้งหมด นับตั้งแต่การก่อตั้ง UN ในปี 1945 ตามมาด้วย IMF และ World Bank ผ่านข้อตกลง Bretton Woods (การประชุมทางการเงินและการคลังระหว่างประเทศที่จัดขึ้นในปี ค.ศ. 1944 โดยตัวแทนจาก 44 ประเทศ กำหนดโครงสร้างการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และนำไปสู่การก่อตั้งสถาบันการเงินที่สำคัญระดับโลก)</p><p>องค์กรเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีประชุมนานาชาติธรรมดา ๆ แต่คือ <strong>กระดานใบเก่า</strong> ที่กำหนดว่าใครมีสิทธิ์ยับยั้ง ใครจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินก่อน และมาตรฐานแบบไหนที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ซึ่งเป็นระเบียบโลกที่ขับเคลื่อนด้วยขั้วอำนาจเดียวมาอย่างยาวนาน</p><p>แต่ในวันนี้ เมื่อเทคโนโลยี AI ก้าวเข้ามาเป็นทรัพยากรใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ มนุษยชาติกำลังจะได้เห็นการสร้างกระดานใบใหม่ และปักกิ่งกำลังขยับหมากตัวสำคัญเพื่อก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกระดานใบนี้</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784275987_WAICO_%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD_2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>จากไอเดียสู่นโยบาย WAICO หมากตัวใหม่บนเวทีโลก</h2><p>สัปดาห์ที่ผ่านมา มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นสองเรื่องพร้อมกัน เรื่องแรกคือ Pew Research Center ได้เปิดเผยผลสำรวจที่น่าจับตาว่า เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปีที่คนทั่วโลกเริ่มมองจีนในแง่บวกมากกว่าสหรัฐฯ</p><p>และในวันเดียวกันนั้นเอง จีนก็ไม่ได้ปล่อยให้ตัวเลขนี้เป็นแค่กระแสในหน้ากระดาษ แต่ได้ประกาศจัดตั้งองค์กรระดับโลกแห่งใหม่อย่างเป็นทางการในชื่อ World AI Cooperation Organization (WAICO) มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเซี่ยงไฮ้ และที่น่าสนใจที่สุดคือ นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตทางการเมืองของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ที่เตรียมจะขึ้นเวที World AI Conference ด้วยตัวเอง</p><p>WAICO เริ่มต้นด้วยสมาชิกก่อตั้ง 29 ประเทศ ตั้งแต่รัสเซีย คาซัคสถาน อินโดนีเซีย ปากีสถาน บราซิล ไปจนถึงลาว ฟังดูอาจเหมือนข่าวการทูตทั่วไป แต่ถ้าเราลองดูรายชื่อประเทศที่เข้าร่วม ดีเอ็นเอของประเทศเหล่านี้กำลังบอกเล่าเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่านั้น</p><p><strong><em>&quot;ทุกประเทศในลิสต์นี้มีจุดร่วมเดียวกัน คือ พวกเขาไม่เคยมีที่นั่งหลักบนกระดานใบเก่า&quot;</em></strong></p><p>เมื่อ 80 ปีก่อน ตอนที่ UN หรือ IMF กำลังร่างกฎเกณฑ์ ประเทศกลุ่ม Global South เหล่านี้ยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเดินเข้าห้องประชุมด้วยซ้ำ แต่บนกระดานใบใหม่ของจีน พวกเขาได้รับการเชื้อเชิญให้มานั่งเก้าอี้ผู้ร่วมก่อตั้งตั้งแต่วันแรก นี่จึงเป็นเหตุผลที่คาซัคสถานถึงกับส่งรัฐมนตรี AI มาลงนามด้วยตัวเอง</p><h2>WAICO คืออะไรกันแน่</h2><p>World Artificial Intelligence Cooperation Organization หรือ WAICO คือ องค์กรระหว่างประเทศอิสระระดับรัฐบาล หากย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2025 หลี่ เฉียง นายกรัฐมนตรีจีน ได้เสนอไอเดียเรื่อง WAICO นี้ไว้เป็นครั้งแรก ควบคู่ไปกับแผนปฏิบัติการธรรมาภิบาล AI ระดับโลกมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว</p><p>หลังจากนั้นไม่นาน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้ตอกย้ำนโยบายนี้อีกครั้งบนเวทีประชุมสุดยอดผู้นำ APEC เมื่อปลายเดือนตุลาคม 2025 โดยสำนักข่าว Reuters รายงาน ระบุว่า WAICO จะเข้ามามีบทบาทในการวางกฎเกณฑ์ธรรมาภิบาล และผลักดันให้ AI กลายเป็นสาธารณสมบัติ ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ ก่อนที่กระบวนการทูตจะดำเนินไปอีกราว 9 เดือน จนกระทั่งเกิดการลงนามร่วมกันของประเทศสมาชิกในที่สุด</p><p>ในพิธีลงนามครั้งประวัติศาสตร์นี้ นอกจาก หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน จะเป็นผู้ลงนามในนามรัฐบาลปักกิ่งแล้ว สิ่งที่สร้างความประหลาดใจและดึงดูดสายตาจากนักวิเคราะห์ทั่วโลกคือการปรากฏตัวของ อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ (UN) ที่เดินทางมาร่วมเป็นสักขีพยานด้วยตัวเอง</p><p>การเคลื่อนไหวของผู้นำ UN ในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณยอมรับและไม่เลือกที่จะเมินเฉยต่อกลไกอำนาจใบใหม่ที่จีนกำลังสร้างขึ้น โดยในข้อตกลงของ WAICO ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ตัวองค์กรจะยังคงยึดมั่นในหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติ เน้นกระบวนการปรึกษาหารืออย่างกว้างขวาง และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง</p><h3>โครงสร้างสมาชิกสะท้อนภาพ Global South</h3><p>เมื่อพิจารณาถึงโครงสร้างของสมาชิกผู้ก่อตั้ง สำนักข่าว Reuters ได้รวบรวมรายชื่อและพบว่าประกอบด้วย 29 ประเทศ โดยแบ่งเป็น</p><ul><li>ภูมิภาคเอเชีย: 12 ประเทศ</li><li>ภูมิภาคแอฟริกา: 10 ประเทศ</li><li>ภูมิภาคอื่น ๆ: ประเทศจากแถบละตินอเมริกา ยุโรปตะวันออก และรัสเซีย อาทิ เบลารุส เซอร์เบีย คิวบา บราซิล และเวเนซุเอลา</li></ul><p>ข้อสังเกตสำคัญคือ ในรายชื่อทั้งหมดนี้ ไม่มีรายชื่อของชาติตะวันตกในกลุ่มขั้วอำนาจเดิมปรากฏอยู่เลยแม้แต่ประเทศเดียว</p><h2>นี่ไม่ใช่สงครามชิป แต่คือสงครามการเขียนมาตรฐาน</h2><p>George Chen จาก The Asia Group ได้สรุปปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า<em><strong>&nbsp;&ldquo;องค์กรใหม่นี้ไม่ได้มีไว้แข่งกันที่ตัวเทคโนโลยี แต่มีไว้แข่งกันที่มาตรฐาน&rdquo;</strong></em></p><p>ที่ผ่านมาเราอาจจะคุ้นเคยกับสงครามชิปหรือการบล็อกไม่ให้เข้าถึงโมเดล AI ขนาดใหญ่ ซึ่งนั่นคือการแข่งกันด้วยตัวเลขประสิทธิภาพ ใครแรงกว่า เร็วกว่า... ก็ชนะไป</p><p>แต่การแข่งกันเขียนกฎเกณฑ์และมาตรฐานนั้นลึกซึ้งกว่ามาก มันคือการวัดว่าประเทศต่าง ๆ ในโลกจะยอมเดินตามกรอบความคิดของใคร และประวัติศาสตร์ก็บอกเราแล้วว่า เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่งเลือกเดินตามมาตรฐานนั้นแล้ว การจะเปลี่ยนย้ายค่ายแทบจะเป็นไปไม่ได้ เหมือนที่โลกยอมเดินตามกฎ Bretton Woods มาตลอด 80 ปีโดยไม่มีข้อกังขา</p><p>จีนเข้าใจเกมนี้เป็นอย่างดี ในขณะที่สหรัฐฯ เลือกใช้กลยุทธ์ America First และแผน AI Action Plan ที่เน้นความมั่นคง ปิดประตูสร้างรั้วกั้นเทคโนโลยีขั้นสูงไว้กับพันธมิตรกลุ่มเล็ก ๆ จีนกลับเลือกเดินเกมในฐานะผู้ให้ Open-source ที่พร้อมแบ่งปันและยื่นมือเข้าหากลุ่มประเทศกำลังพัฒนา</p><p>เมื่อฝั่งหนึ่งเลือกกั้นรั้ว แต่อีกฝั่งเลือกเปิดประตู จึงไม่แปลกใจเลยที่กลุ่ม Global South จะเริ่มเทน้ำหนักและมอบความไว้เนื้อเชื่อใจให้กับฝั่งที่ยื่นมือมาให้ก่อน</p><p>ตัวเลขความนิยมที่เพิ่มขึ้นของจีนจากการสำรวจของ Pew หรือการถือกำเนิดของ WAICO ไม่ได้หมายความว่าจีนได้ข้ามเส้นชัยและชนะศึกครั้งนี้แล้ว</p><p>แต่มันทำให้เราเห็นว่า กติกาของโลกกำลังถูกเขย่า จากเดิมที่ปากกาในการเขียนกฎเกณฑ์โลกเคยอยู่ใต้การควบคุมของประเทศเพียงไม่กี่ประเทศในห้องประชุมปิด ตอนนี้ปากกาด้ามใหม่กำลังถูกส่งต่อ และในรอบนี้มีมือจากหลายขั้วอำนาจยื่นมารอรับ เกมการแย่งชิงความเป็นผู้นำในโลกยุค AI พึ่งจะเริ่มต้นขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้เลยก็คือ... <strong>ก</strong><strong>ระดานใบเดิมที่โลกเคยรู้จัก จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป</strong></p><p>อ้างอิง: <a href="https://www.bloomberg.com/news/live-blog/2026-07-17/xi-jinping-ai-speech-china-waic-conference?taid=6a5995b26f830000013a6b57&utm_campaign=trueanthem&utm_content=business&utm_medium=social&utm_source=twitter">bloomberg</a>, <a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/china-s-ai-ascendance-gives-xi-a-stage-and-a-security-dilemma?taid=6a59960c6f830000013a6b59&utm_campaign=trueanthem&utm_content=business&utm_medium=social&utm_source=twitter">bloomberg</a>, <a href="https://english.news.cn/20260716/b0449aa2133542868e310fdc45ef2969/c.html">english.news.cn</a>,<a href="https://www.reuters.com/world/china/twenty-nine-countries-sign-agreement-establish-global-ai-cooperation-body-2026-07-16/">&nbsp;reuters</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 15:16:18 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[CEO DeepMind ดันตั้งองค์กรกลางระดับโลก ตรวจโมเดล AI ขั้นสูงก่อนเปิดใช้ รับมือภัยไซเบอร์และความเสี่ยงทางชีวภาพ]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/deepmind-global-ai-watchdog-model-safety</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/deepmind-global-ai-watchdog-model-safety</guid>
            <description><![CDATA[DeepMind เสนอจัดตั้งองค์กรกลางระดับโลก เพื่อตรวจสอบโมเดล AI ขั้นสูงก่อนเปิดใช้งาน พร้อมผลักดันแนวคิดต่อผู้กำหนดนโยบายสหรัฐฯ ท่ามกลางความกังวลด้านภัยไซเบอร์และความเสี่ยงทางชีวภาพ]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>Demis Hassabis</strong> ซีอีโอของ <strong>Google DeepMind</strong> เตรียมเดินทางเข้าพบผู้กำหนดนโยบายในกรุงวอชิงตัน เพื่อผลักดันข้อเสนอจัดตั้งองค์กรอิสระระดับนานาชาติ ทำหน้าที่ทดสอบและประเมินโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงอย่างเข้มงวดก่อนเปิดให้สาธารณชนใช้งาน</p><p>ข้อเสนอดังกล่าวมีเป้าหมายสร้างกระบวนการตรวจสอบ AI ที่เป็นระบบมากขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าโมเดลรุ่นใหม่อาจพัฒนาความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ ชีวภาพ และความปลอดภัยในระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อสังคมได้ในอนาคต</p><p><strong>Demis Hassabis เ</strong>ปิดเผยแนวคิดนี้ผ่านบทความที่เผยแพร่เมื่อต้นสัปดาห์ และได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้นำในอุตสาหกรรมหลายราย โดย <strong>Sam Altman</strong> ซีอีโอของ OpenAI ระบุว่าเป็นข้อเสนอที่ผ่านการคิดมาอย่างรอบคอบ ขณะที่ <strong>Elon Musk&nbsp;</strong>มองว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการหารือ</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274965_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%285%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>เสนอให้บริษัทส่งโมเดลตรวจสอบก่อนเปิดตัว</h2><p>ภายใต้ข้อเสนอของ Demis Hassabis องค์กรดังกล่าวจะประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคที่มีความเป็นอิสระ ขณะที่เงินทุนหลักจะมาจากบริษัท AI ชั้นนำ<strong>&nbsp;โดยบริษัทผู้พัฒนาอาจต้องส่งโมเดลใหม่เข้ารับการทดสอบและตรวจสอบเป็นระยะเวลาสูงสุด 30 วันก่อนเปิดตัว</strong></p><p>แนวทางดังกล่าวมีลักษณะคล้ายองค์กรกำกับดูแลตนเองในภาคการเงิน เช่น Financial Industry Regulatory Authority หรือ FINRA และสามารถเพิ่มระดับความเข้มงวดได้ตามความรุนแรงของสถานการณ์</p><p>ในกรณีที่พบความเสี่ยงสูง องค์กรนี้อาจทำหน้าที่ประสานให้ห้องปฏิบัติการ AI ชั้นนำชะลอการพัฒนาเทคโนโลยีพร้อมกัน เพื่อลดโอกาสเกิดการแข่งขันที่เร่งรีบจนละเลยประเด็นด้านความปลอดภัย</p><p>Demis Hassabis มองว่า การหารือระหว่างบริษัท AI กับรัฐบาลและสถาบันด้านความปลอดภัย AI ในปัจจุบันยังเกิดขึ้นเป็นรายกรณี ซึ่งอาจไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืนในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีกลไกกลางและมาตรฐานที่ชัดเจน</p><h2>กังวล AI อาจสร้างภัยคุกคามทางชีวภาพ</h2><p>หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Demis Hassabis ตัดสินใจเผยแพร่ข้อเสนอ คือความกังวลเกี่ยวกับความสามารถด้านความมั่นคงไซเบอร์ของโมเดล <strong>Mythos</strong> จาก Anthropic ซึ่งเขามองว่า<strong>เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมเริ่มเตรียมรับมือกับความเสี่ยงจาก AI ที่มีความสามารถสูงขึ้น</strong></p><p>Demis Hassabis ระบุว่า ปัจจุบันโมเดล AI อาจยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสร้างภัยคุกคามทางชีวภาพในระดับรุนแรง แต่เมื่อพิจารณาจากอัตราการพัฒนา เทคโนโลยีอาจไปถึงจุดดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี</p><p>ก่อนเผยแพร่ข้อเสนออย่างเป็นทางการ เขาได้หารือกับบริษัท AI รายใหญ่เกือบทั้งหมด รวมถึง <strong>Dario Amodei</strong> ซีอีโอของ Anthropic เพื่อรับฟังความคิดเห็นและสร้างแรงสนับสนุนในอุตสาหกรรม</p><p>ก่อนหน้านี้ Dario Amodei เคยเสนอให้สหรัฐฯ จัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล AI ที่มีลักษณะคล้ายสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ หรือ FAA ขณะที่ Sam Altman เคยสนับสนุนแนวคิดจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ เพื่อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของ AI</p><h2>กฎระเบียบ AI ยังแตกต่างกันทั่วโลก</h2><p>ข้อเสนอของ Demis Hassabis เกิดขึ้นในช่วงที่ทิศทางการกำกับดูแล AI ในสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอน หลังจาก Anthropic และ OpenAI ชะลอการเปิดตัวโมเดลรุ่นล่าสุดในวงกว้าง ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลของประธานาธิบดี Donald Trump</p><p>สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประเทศที่พึ่งพาเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ เริ่มกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงโมเดล AI และนำไปสู่การหารือระหว่างสหภาพยุโรปกับรัฐบาลสหรัฐฯ รวมถึงการพูดคุยระหว่างผู้นำบริษัทเทคโนโลยีและผู้นำประเทศในเวที G7 ที่ฝรั่งเศส</p><p>อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งองค์กรตรวจสอบ AI ระหว่างประเทศยังเผชิญอุปสรรคสำคัญ เนื่องจากสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และจีนต่างมีแนวทางกำกับดูแล AI ที่แตกต่างกัน ขณะที่รัฐสภาสหรัฐฯ ยังไม่สามารถผ่านกฎหมายระดับรัฐบาลกลางที่ครอบคลุมการควบคุม AI ได้อย่างมีนัยสำคัญ</p><p>Demis Hassabis ยอมรับว่า การได้รับความเห็นพ้องจากบริษัทเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะขั้นตอนสำคัญคือการผลักดันให้รัฐบาลและฝ่ายการเมืองยอมรับข้อเสนอ</p><p>อย่างไรก็ตาม เขามองว่า ขณะนี้อุตสาหกรรมและภาครัฐอาจมีแรงส่งมากพอที่จะทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยเป้าหมายต่อไปคือเปลี่ยนข้อเสนอจากบทความและการพูดคุยให้กลายเป็นกลไกกำกับดูแลที่สามารถนำไปใช้ได้จริง</p><p>ที่มา: <a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-07-16/deepmind-ceo-to-lobby-washington-on-plan-for-group-to-vet-ai-models">Bloomberg</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 14:57:11 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Google Vids อัปเกรดใหญ่ด้วย Gemini Omni เซลฟี่ + เสียง + สคริปต์ = ร่างอวาตาร์พูดแทนเรา]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/google-vids-personal-ai-avatars-gemini-omni</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/google-vids-personal-ai-avatars-gemini-omni</guid>
            <description><![CDATA[Google Vids เปิดตัวอวาตาร์ AI ส่วนตัวที่จำลองใบหน้าและเสียงผู้ใช้จริง พร้อม Gemini Omni ที่ให้สร้างและแก้วิดีโอด้วยการพิมพ์ ผูกอวาตาร์กับเจ้าของบัญชีและฝังลายน้ำ SynthID ทุกคลิป ยกระดับสู่แพลตฟอร์มวิดีโอครบวงจรท้าชน HeyGen และ Synthesia]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274405_Google_Vids_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ถ่ายเซลฟี่หนึ่งรูป อัดคลิปเสียงสั้นๆ หนึ่งครั้ง แล้วพิมพ์สคริปต์ที่อยากพูด เท่านี้ Google Vids ก็สร้างวิดีโอที่มีตัวเราเวอร์ชันดิจิทัลยืนพูดแทนได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดกล้อง ไม่ต้องจัดไฟ และไม่ต้องอัดใหม่แม้พูดผิดกี่รอบก็ตาม</p><p>Google ประกาศเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2026 เปิดตัวความสามารถใหม่ 2 อย่างใน Google Vids เครื่องมือสร้างวิดีโอในชุด Google Workspace ได้แก่ อวาตาร์ส่วนตัว (Personal Avatars) ที่จำลองใบหน้าและเสียงของผู้ใช้จริง และการผสาน Gemini Omni โมเดล AI แบบหลายรูปแบบ (Multimodal) ที่ทำให้ผู้ใช้สร้างและแก้ไขวิดีโอได้ด้วยการพิมพ์บอกสิ่งที่ต้องการ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ยกระดับ Vids จากเครื่องมือช่วยทำวิดีโอนำเสนอในที่ทำงาน ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มสร้างวิดีโอครบวงจรที่พร้อมชนกับสตาร์ทอัพสาย AI Video โดยตรง</p><h2>จากเซลฟี่หนึ่งรูป สู่ร่างดิจิทัลที่พูดแทนเราได้ทั้งภาพและเสียง</h2><p>หัวใจของอัปเดตรอบนี้คือ Personal Avatars ที่เปิดให้ผู้ใช้สร้างอวาตาร์ดิจิทัลของตัวเองด้วยการอัปโหลดภาพเซลฟี่และคลิปบันทึกเสียง จากนั้นระบบจะสร้างร่างดิจิทัลที่มีหน้าตาและน้ำเสียงเหมือนเจ้าของบัญชี เมื่อต้องการทำวิดีโอ ผู้ใช้เพียงพิมพ์ข้อความที่อยากสื่อสาร อวาตาร์ก็จะพูดข้อความนั้นออกมาให้เสร็จสรรพ</p><p>Google วางกรณีใช้งานหลักไว้ที่ฝั่งธุรกิจ เช่น วิดีโอแจ้งข่าวสารภายในองค์กร วิดีโออบรมพนักงาน หรือคลิปอัปเดตจากผู้บริหารที่ต้องผลิตเป็นประจำ ซึ่งเดิมต้องเสียเวลาตั้งกล้อง จัดสถานที่ และตัดต่อทุกครั้ง การมีอวาตาร์ส่วนตัวหมายความว่างานเหล่านี้เหลือเพียงขั้นตอนพิมพ์สคริปต์เท่านั้น</p><h2><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784274441_Google_Vids_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></h2><h2>Gemini Omni ทำให้การตัดต่อเป็นเรื่องของการพิมพ์คุย ไม่ใช่การลากไทม์ไลน์</h2><p>อีกความสามารถที่มาพร้อมกันคือการผสาน Gemini Omni เข้ามาใน Vids ผู้ใช้สามารถสร้างคลิปวิดีโอจากคำสั่งข้อความร่วมกับภาพอ้างอิง โดยระบบจะผสมผสานวัตถุดิบทั้งหมดออกมาเป็นวิดีโอตามที่ต้องการ</p><p>จุดที่น่าสนใจกว่าคือการแก้ไขแบบสนทนาต่อเนื่องที่เปิดให้ผู้ใช้ปรับแก้วิดีโอทีละขั้นด้วยการพิมพ์บอก เช่น สั่งเปลี่ยนฉากหลัง ปรับแสง หรือใส่เอฟเฟกต์เพิ่ม โดยไม่ต้องเริ่มสร้างใหม่ทั้งหมดเหมือนเครื่องมือ AI Video รุ่นก่อนหน้า และความสามารถนี้ไม่ได้จำกัดแค่วิดีโอที่ AI สร้างขึ้นเท่านั้น แต่ยังใช้กับฟุตเทจที่ถ่ายจากโทรศัพท์มือถือได้ด้วย</p><h2>ล็อกใบหน้าไว้กับเจ้าของบัญชี ปิดประตูเกมปั่นแบบ Sora ตั้งแต่ต้นทาง</h2><p>ประเด็นที่ Google ย้ำหนักคือมาตรการความปลอดภัย อวาตาร์ส่วนตัวจะผูกกับใบหน้าของเจ้าของบัญชี Google เท่านั้น ผ่านกระบวนการยืนยันตัวตนอย่างปลอดภัย ผู้ใช้สามารถตรวจสอบและจัดการอวาตาร์ของตัวเองได้จากหน้าบัญชี Google โดยตรง และวิดีโอทุกคลิปที่สร้างขึ้นจะถูกฝังลายน้ำดิจิทัลแบบมองไม่เห็น (SynthID) เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้เสมอว่าเป็นวิดีโอที่สร้างด้วย AI</p><p>TechCrunch ตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางนี้ต่างจากกรณีของ Sora แอปวิดีโอ AI ของ OpenAI ที่เคยเปิดให้ผู้ใช้นำใบหน้าของคุณ Sam Altman ไปสร้างวิดีโอเล่นกันอย่างแพร่หลาย ขณะที่ฝั่ง Google เลือกปิดโอกาสนั้นตั้งแต่แรก ไม่มีใครสามารถนำใบหน้าของคุณ Sundar Pichai หรือบุคคลอื่นมาสร้างวิดีโอได้ เพราะระบบอนุญาตให้สร้างอวาตาร์จากใบหน้าของเจ้าของบัญชีเท่านั้น นอกจากนี้ฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวยังจำกัดเฉพาะผู้ใช้อายุ 18 ปีขึ้นไปในบางภูมิภาคเท่านั้น</p><h2>สนามที่ Google กำลังเดินเข้าไปชน HeyGen และ Synthesia เต็มตัว</h2><p>การเป็นส่วนหนึ่งของ Google Workspace ทำให้ Vids มีข้อได้เปรียบเรื่องฐานผู้ใช้องค์กรจำนวนมหาศาลที่ใช้งานอยู่แล้ว แต่ฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวและการแก้ไขแบบสนทนาก็พา Vids เข้าไปแข่งขันโดยตรงกับผู้เล่นที่ปักหลักในตลาดนี้มาก่อน ทั้ง HeyGen, Synthesia, Captions และ D-ID ซึ่งล้วนมีบริการอวาตาร์ AI สำหรับงานวิดีโอองค์กรเป็นจุดขายหลัก</p><p>ฝั่ง Google เองก็ไล่เติมอาวุธให้ Vids มาต่อเนื่อง โดยอัปเดตเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 ที่ผ่านมา Google Workspace Updates ระบุว่าได้เพิ่มอวาตาร์สำเร็จรูปจาก 23 แบบเป็น 53 แบบ ครอบคลุมทั้งสไตล์ภาพเสมือนจริง การ์ตูน 3 มิติ และกราฟิกโนเวล พร้อมขยายภาษาที่รองรับเป็น 24 ภาษา ซึ่งรวมภาษาไทยด้วย โดยมีโมเดล Veo 3.1 และ Gemini 3.1 Flash เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลัง</p><p>ฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมดเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานแล้วตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2026 สำหรับโดเมนที่ตั้งค่ารับฟีเจอร์แบบเร็ว (Rapid Release) และจะเปิดให้โดเมนแบบกำหนดรอบ (Scheduled Release) ตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2026 โดยครอบคลุมผู้สมัครใช้งาน Google AI Pro และ Ultra รวมถึงลูกค้าธุรกิจของ Google Workspace ส่วนผู้ใช้ในไทยต้องติดตามต่อว่าฟีเจอร์อวาตาร์ส่วนตัวจะเปิดให้ใช้ในภูมิภาคใดบ้าง</p><p><strong>ที่มา:&nbsp;</strong><a href="https://techcrunch.com/2026/07/16/google-vids-now-lets-you-star-in-your-own-ai-videos/" target="_blank">TechCrunch</a>, <a href="https://blog.google/products-and-platforms/products/workspace/gemini-omni-personal-avatars/" target="_blank">Google Workspace Blog</a>, <a href="https://workspaceupdates.googleblog.com/2026/06/enhanced-ai-avatars-vids.html" target="_blank">Google Workspace Updates</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 14:49:59 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Google เปลี่ยนชื่อ NotebookLM เป็น Gemini Notebook อย่างเป็นทางการ]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/gemini-notebook</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/gemini-notebook</guid>
            <description><![CDATA[Google ประกาศเปลี่ยนชื่อ NotebookLM เป็น ‘Gemini Notebook’ เพื่อรวมบริการ AI ให้เป็นหมวดหมู่เดียวกันภายใต้ชื่อ Gemini พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้จบในหน้าเดียว]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784267720_Gemini_Notebook.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="Gemini Notebook"></p><p id="isPasted">Google ประกาศเปลี่ยนชื่อ NotebookLM เป็น &lsquo;Gemini Notebook&rsquo; เพื่อรวมบริการ AI ให้เป็นหมวดหมู่เดียวกันภายใต้ชื่อ Gemini พร้อมเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ให้ผู้ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้จบในหน้าเดียว</p><p>เครื่องมือนี้เปิดตัวครั้งแรกปี 2023 ในชื่อ Project Tailwind โดยมีหน้าที่หลักคือช่วยจัดการข้อมูล ผู้ใช้เพียงแค่อัปโหลดไฟล์หรือเว็บไซต์เข้าไป ระบบจะช่วยสรุปเนื้อหาและตอบคำถาม โดยอ้างอิงจากข้อมูลที่เราป้อนให้เท่านั้น ซึ่งตลอด 3 ปีที่ผ่านมากูเกิลได้เพิ่มความสามารถใหม่ๆ เข้าไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การรองรับไฟล์หลายประเภท การเพิ่มแพ็กเกจสำหรับองค์กร และฟีเจอร์เด่นอย่างการแปลงเอกสารเป็นพอดแคสต์ จนปัจจุบันมีผู้ใช้งานกว่า 30 ล้านคน และมีองค์กรนำไปใช้กว่า 6 แสนแห่ง</p><p>ความฮิตของฟีเจอร์พอดแคสต์และระบบช่วยค้นหาข้อมูลนี้ ทำให้บริษัทไอทีและสตาร์ทอัปอื่นๆ หันมาพัฒนาเครื่องมือในลักษณะเดียวกันออกมาแข่งขันในตลาดมากขึ้น</p><p>นอกจากการเปลี่ยนชื่อ Google ยังเพิ่มฟีเจอร์ Code Execution โดยแต่ละ Notebook จะทำงานเป็นพื้นที่แยกจากกัน ผู้ใช้สามารถให้ AI สร้างและรันโค้ดเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง สร้างผลลัพธ์แบบโต้ตอบ และทำงานกับข้อมูลได้โดยไม่ต้องออกจาก Notebook</p><p>Google ยังระบุว่าฟีเจอร์นี้เปิดให้ใช้งานแล้วสำหรับผู้ใช้ Google AI Ultra และลูกค้า Google Workspace Business ที่ใช้แพ็กเกจ AI Ultra Access หรือ AI Expanded Access ส่วนผู้ใช้ Google AI Pro จะได้รับฟีเจอร์นี้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ปัจจุบันผู้ใช้สามารถเปิด Notebook ผ่านแอป Gemini ได้ และในอนาคต Google จะนำ Notebook ไปเชื่อมกับ AI Mode บน Google Search เพิ่มเติม</p><p>การเปลี่ยนชื่อครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวของ Google ในการรวมผลิตภัณฑ์ AI ต่าง ๆ ไว้ภายใต้แบรนด์ Gemini มากกว่าจะเป็นเพียงการรีแบรนด์ชื่อผลิตภัณฑ์เท่านั้น</p><p>อ้างอิง: <a class="fr-strong" href="https://techcrunch.com/2026/07/16/google-continues-its-renaming-streak-by-turning-notebooklm-to-gemini-notebook/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter" target="_blank">techcrunch</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 12:57:54 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[ค้นพบ ‘เคมีต่างดาว’ จากอุกกาบาตที่ตกในนิวเจอร์ซีย์ นักวิทย์ชี้ สิ่งนี้อาจเป็นคำตอบของคำถามที่ว่า “เรามาจากไหน”]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/alien-chemistry-meteorite-new-jersey</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/alien-chemistry-meteorite-new-jersey</guid>
            <description><![CDATA[วงการวิทยาศาสตร์สั่นสะเทือน! ทีมนักวิจัยพบ ‘เคมีต่างดาว’ และ ‘น้ำเกลือโบราณ’ ในอุกกาบาตสุดแรร์ที่พุ่งชนบ้านในนิวเจอร์ซีย์ กุญแจสำคัญที่อาจเฉลยจุดกำเนิดชีวิตบนโลก]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์และอวกาศ เมื่อทีมนักวิจัยนานาชาติเปิดเผยผลการศึกษาอุกกาบาตโบราณที่ตกใส่บ้านหลังหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ซึ่งความพีคคือมันแฝงไปด้วย &lsquo;สารเคมีต่างดาว&rsquo; และน้ำเกลือโบราณที่อาจเป็นกุญแจสำคัญในการตอบคำถามว่า <strong>&ldquo;สิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?&rdquo;</strong></p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784267619_%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A7_1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ทำความรู้จัก Hillsborough อุกกาบาตแรร์ไอเทมระดับ 5 ดาว</h2><p>ย้อนกลับไปในเดือนกรกฎาคม 2024 เกิดเหตุการณ์ดาวตกพุ่งผ่านชั้นบรรยากาศโลกด้วยความเร็วทลายมิติ 14.4 กิโลเมตรต่อวินาที เสียงโซนิกบูมสนั่นหวั่นไหวไปทั่วชานเมืองนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ก่อนที่หินอวกาศน้ำหนักราว 1 กิโลกรัมจะพุ่งทะลุหลังบ้านของชายดวงดีคนหนึ่งในเมืองฮิลส์โบโร</p><p>จากการคำนวณวิถีวงโคจรด้วยกล้องตรวจจับดาวตกและกล้องหน้าบ้านของประชาชน ทีมนักวิจัยพบว่า หินก้อนนี้เดินทางมาจาก บริเวณส่วนล่างของแถบดาวเคราะห์น้อยที่อยู่ระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัสบดี</p><p>แต่นี่ไม่ใช่เรื่องโชคร้าย เพราะหินก้อนนี้ถูกตั้งชื่อว่า อุกกาบาตฮิลส์โบโร และมันคืออุกกาบาตคาร์บอนาเชียสคอนไดรต์ประเภท CM1/2 ซึ่งในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เคยมีการเจอตอนกำลังตกลงมาแค่ 2 ครั้งเท่านั้น ทำให้มันกลายเป็นหนึ่งในวัตถุอวกาศที่มีมูลค่าทางวิทยาศาสตร์สูงที่สุดในโลกทันที</p><p>ด้วยไหวพริบของเจ้าของบ้านที่รีบใส่ถุงมือและห่ออุกกาบาตด้วยฟอยล์อลูมิเนียมเก็บลงโหลแก้วทันที ทำให้มันกลายเป็นอุกกาบาตที่บริสุทธิ์และไร้การปนเปื้อนจากสิ่งแวดล้อมบนโลกมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา</p><h2>พบหลักฐานน้ำเกลืออวกาศ และสารตั้งต้นแห่งชีวิต</h2><p>หลังจากทีมนักวิทยาศาสตร์ระดับโลก รวมถึง NASA นำเศษชิ้นส่วนไปวิเคราะห์ ผลลัพธ์ที่ได้ทำเอาวงการดาราศาสตร์ตื่นเต้น เพราะทีมนักวิจัยพบสารเคมีที่เกิดจากของเหลวรสเค็มจัดเข้มข้น (คล้ายน้ำเกลือ) อยู่บริเวณผิวของดาวเคราะห์น้อยดั้งเดิม ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่เคยพบในดาวเคราะห์น้อยประเภทนี้มาก่อน</p><p>รวมถึงตัวอุกกาบาตอุดมไปด้วยคาร์บอน สารประกอบอินทรีย์ และที่สำคัญคือ กรดอะมิโนกับกรดคาร์บอกซิลิก ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้คือ Prebiotic molecules หรือสารตั้งต้นที่จำเป็นในการก่อตัวของสิ่งมีชีวิต</p><p><strong><em>ทำไมน้ำเกลือถึงสำคัญ?</em></strong><br>ในทางเคมี น้ำเกลือเข้มข้นคือสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์แบบในการหลอมรวมโมเลกุล เพราะมันช่วยให้สารอย่าง &quot;ฟอสเฟต&quot; ละลายอยู่ได้ และทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้สารอินทรีย์และแร่ธาตุต่าง ๆ เกิดการทำปฏิกิริยากันจนเกิดเป็นโครงสร้างเคมีที่ซับซ้อนขึ้น</p><p><strong>ดร. แดนนี่ กลาวิน&nbsp;</strong>จากศูนย์อวกาศก็อดดาร์ดของ NASA สรุปว่า สารอินทรีย์ที่ซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นบนโลกหลังจากตกมา แต่พวกมันก่อตัวขึ้นภายในดาวเคราะห์น้อยตั้งแต่ตอนอยู่กลางอวกาศโดยมีน้ำเกลือโบราณเป็นตัวช่วยขับเคลื่อน</p><p>นั่นหมายความว่า สมมติฐานที่นักวิทยาศาสตร์สงสัยมาตลอดเริ่มมีหลักฐานแน่นหนาขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ในยุคที่โลกเพิ่งกำเนิดและยังแห้งแล้ง หินอวกาศพวกนี้ทำหน้าที่เหมือนบริการเดลิเวอรีจากจักรวาลที่ขนส่งน้ำ, น้ำเกลือแร่, กรดอะมิโน และสารตั้งต้นแห่งชีวิตมาตกใส่โลกอย่างต่อเนื่อง จนบ่มเพาะให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาในท้ายที่สุด</p><p>ปัจจุบัน เศษชิ้นส่วนอันล้ำค่าของอุกกาบาตฮิลส์โบโรนี้ ได้ถูกส่งไปเก็บรักษาและจัดแสดงไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติอเมริกัน (AMNH) ในมหานครนิวยอร์ก เพื่อให้นักวิจัยรุ่นต่อไปได้ศึกษาความลับของจักรวาลที่ธรรมชาติส่งมาให้ถึงหน้าบ้านชิ้นนี้ต่อไป</p><p>อ้างอิง: <a href="https://www.seti.org/news/alien-world-chemistry-found-inside-meteorite/#:~:text=July%2015%2C%202026%2C%20Mountain%20View%2C%20CA%20%2D%2D,in%20the%20town%20of%20Hillsborough%2C%20New%20Jersey">seti.org</a>, <a href="https://www.the-independent.com/space/alien-chemistry-meteorite-meteor-b3015619.html">the-independent</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 12:54:40 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[ทำไมวันนี้ต้องมอง ‘เมืองทองธานี’ เป็นเมืองอัจฉริยะที่มีทุกอย่าง เจาะดีล AIS-บางกอกแลนด์ สร้าง Intelligent Infrastructure ที่เมืองทอง]]></title>
            <link>https://techsauce.co/tech-and-biz/ais-bangkok-land-muang-thong-next-smart-city</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/tech-and-biz/ais-bangkok-land-muang-thong-next-smart-city</guid>
            <description><![CDATA[เจาะลึกโปรเจกต์ ‘Muang Thong NEXT’ เมื่อ AIS จับมือ บางกอกแลนด์ ปูพรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล 5G-Advanced และ AI พลิกโฉมเมืองทองธานีสู่ Hub Connectivity City รองรับผู้คนกว่า 2.2 ล้านคนต่อเดือน]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263197_%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87_AIS_2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">ถ้าพูดถึง <strong>&lsquo;เมืองทองธานี&rsquo;&nbsp;</strong>ภาพจำของคนส่วนใหญ่คือฮับของอีเวนต์ระดับประเทศ เวทีคอนเสิร์ตระดับโลก งานมอเตอร์โชว์ แต่ในเชิง Data พื้นที่กว่า 4,000 ไร่แห่งนี้ มีตัวเลข Transaction ของผู้คนน่าสนใจมาก เพราะในแต่ละเดือนมีคนเดินทางเข้าออกไม่น้อยกว่า 2.2 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าประชากรในหลายจังหวัดของไทยเสียอีก</p><p>เมื่อพื้นที่จัดงานอีเวนต์มีจำนวนมนุษย์หมุนเวียนมากขนาดนี้ โจทย์ใหญ่ที่ AIS และ บางกอกแลนด์ (Bangkok Land) เพิ่งจับมือประกาศยุทธศาสตร์ร่วมกันในโปรเจกต์ <strong>Muang Thong NEXT: The Smart &amp; Connected City</strong> จึงเกิดขึ้นมาเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า <strong><em>&ldquo;เมืองที่มี Scale ประชากรหนาแน่นขนาดนี้ ควรมีโครงสร้างพื้นฐาน แบบไหนมารองรับ เพื่อให้เมืองขับเคลื่อนต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุด?&rdquo;</em></strong></p><h2>จาก Satellite City สู่ Smart City</h2><p>หากจะเข้าใจภาพการเชื่อมต่อของโปรเจกต์นี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปเมื่อ 40 ปีก่อน คุณอนันต์ กาญจนพาสน์ ผู้ก่อตั้งบางกอกแลนด์ ได้วางรากฐานและคอนเซปต์ของเมืองทองธานีเอาไว้ให้เป็น Satellite City หรือเมืองบริวาร ที่ตั้งอยู่นอกกรุงเทพฯ โดยตั้งใจให้เมืองนี้มี Ecosystem ครบวงจรในตัวเอง ยึดหลักว่าต้องมีครบทั้งแหล่งงาน ที่อยู่อาศัย และความบันเทิงในที่เดียว เพื่อให้คนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวง</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263228_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9E%E0%B8%AD%E0%B8%A5_1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>10 ปีให้หลัง เมื่อคลื่นความถี่อินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยีระดับโลกเริ่มถาโถมเข้ามา <strong>คุณพอลล์ กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแลนด์ จำกัด (มหาชน)&nbsp;</strong>ผู้สืบทอดวิสัยทัศน์ ได้เล่าว่า แนวคิดของเมืองทองธานีก็ต้องขยับขยายและปรับตัวจาก Satellite City ก้าวเข้าสู่ยุค Smart City เพื่อเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเมืองตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263246_%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%97_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%98%E0%B8%99%E0%B8%B2_%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3_AIS.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ในปัจจุบัน <strong>คุณปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS</strong> ได้มองลึกลงไปในตัวเลข Data ผู้ใช้งาน 2.2 ล้านคนต่อเดือน แล้ววิเคราะห์ร่วมกันว่า วันนี้เมืองทองธานีเติบโตจนก้าวข้ามคำว่า Smart City หรือ Satellite City ในรูปแบบเดิมไปแล้ว เพราะด้วยปริมาณผู้คนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจมหาศาล ที่นี่คือ เมืองต้นแบบที่แท้จริง</p><p>และเพื่อรองรับการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ AIS จึงเข้ามาปูพรมเครือข่าย 5G อินเทอร์เน็ตบ้านความเร็วสูง และ Enterprise Solutions ทั่วทั้งพื้นที่ เพื่อยกระดับเมืองทองธานีสู่การเป็น Hub Connectivity City ที่ผูกเรื่อง การอยู่อาศัย การทำงาน การศึกษา ความบันเทิง ธุรกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย ทั้งหมดนี้เข้าด้วยกันเป็นโครงข่ายอัจฉริยะระบบเดียวอย่างไร้รอยต่อ</p><h2>เจาะลึกสถาปัตยกรรมโครงข่าย ยกระดับสู่ Intelligent Infrastructure</h2><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263283_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_5.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>AIS ขับเคลื่อนและพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมในประเทศไทยมานานกว่า 35 ปี และในโปรเจกต์นี้ คุณปรัธนาย้ำว่า AIS กำลังส่งมอบ Intelligent Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ ที่พร้อมเป็นรากฐานการพัฒนาเมืองและรองรับทุกกิจกรรมดิจิทัล โดยออกแบบโครงสร้างพื้นฐานซ้อนกันเป็น 4 ชั้นหลัก ๆ เพื่อให้ทุกเทคโนโลยีส่งเสริมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ได้แก่</p><ul><li><strong>ชั้นแรก (เครือข่ายมือถือ):&nbsp;</strong>ปูพรมด้วยเครือข่าย 5G-Advanced ที่มีความสามารถในการรวมคลื่นความถี่ รองรับความต้องการใช้งานที่หนาแน่นของผู้ใช้งานหลักหมื่นหลักแสนคนในงานคอนเสิร์ตและอีเวนต์ใหญ่ ๆ ให้เชื่อมต่อได้อย่างราบรื่นและเสถียรที่สุด</li><li><strong>ชั้นที่สอง (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง):&nbsp;</strong>วางโครงข่ายใยแก้วนำแสง ลากเข้าสู่อาคารและครัวเรือนทุกแห่ง ภายใต้ผลิตภัณฑ์ AIS 3BB Fibre3 พร้อมมาตรฐานล่าสุด WiFi 7 มอบประสบการณ์เน็ตบ้านที่เร็วและนิ่งที่สุดให้กับผู้อยู่อาศัย</li><li><strong>ชั้นที่สาม (การเชื่อมต่อระดับสากล):&nbsp;</strong>วางระบบ Gateway เชื่อมต่อโครงข่ายข้อมูลจากเมืองทองธานีและประเทศไทยออกสู่เครือข่ายทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ</li><li><strong>ชั้นบนสุด (Data &amp; AI Layer):</strong> วางระบบ Hyper Connectivity, Data Center และ Sovereign Cloud คลาวด์ที่มีความปลอดภัยสูงสุด เพื่อเตรียมต่อยอดไปสู่ Sovereign AI ในอนาคต</li></ul><p><br></p><p><strong><em>เมื่อโครงข่ายเหล่านี้เชื่อมต่อกัน... สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในเมืองทองธานีคืออะไร?</em></strong></p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263312_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>เมื่อโครงข่ายดิจิทัลทั้ง 4 ชั้นนี้ผสานการทำงานเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงในพื้นที่เมืองทองธานีคือการกำเนิดนวัตกรรมเปลี่ยนชีวิตในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ภายในที่อยู่อาศัยที่จะถูกยกระดับสู่ Smart Living ด้วยระบบออโตเมชันและอุปกรณ์อัจฉริยะที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบและสะดวกสบายผ่านเทคโนโลยี WiFi 7&nbsp;</p><p>ขณะเดียวกันในด้านสุขภาวะ ผู้พักอาศัยจะได้รับโอกาสในการดูแลสุขภาพอย่างทั่วถึงผ่านระบบ Telemedicine ที่ช่วยให้สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านการแพทย์ทางไกลได้จากทุกมุมเมือง และเพิ่มความอุ่นใจในการใช้ชีวิตดิจิทัลให้เต็มเปี่ยมยิ่งขึ้นด้วยระบบ Cybersecurity Monitoring ศูนย์เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ของ AIS ที่ทำงานได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั่วพื้นที่ 4,000 ไร่ผ่านท่อส่งข้อมูลความเร็วสูงเส้นเดียวกัน&nbsp;</p><p>ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่คุณปรัธนาได้สรุปบทบาทของ AIS เอาไว้ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อระบบในเชิงเทคนิค แต่คือการเชื่อมเครือข่าย ข้อมูล และศักยภาพของทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันเพื่อสร้างสิ่งที่ดีกว่าให้แก่สังคม</p><h2>โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล กลายเป็นฐานพลังขับเคลื่อน 5 วงการ</h2><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263388_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_3.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ความโดดเด่นของโปรเจกต์ Muang Thong NEXT: The Smart &amp; Connected City คือ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลนี้ได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำคัญให้หลากหลายอุตสาหกรรม ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา นำไปต่อยอดเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและโอกาสใหม่ ๆ อาทิ</p><h3>1. วงการเศรษฐกิจและการพัฒนาเมือง (Local Economy)</h3><p><strong>คุณระวีพรรณ แก้วเพียงเพ็ญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี&nbsp;</strong>ได้ร่วมแชร์มุมมองบวกด้านดิจิทัลว่า ในภาพใหญ่ จังหวัดนนทบุรีกำลังจัดทำแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ซึ่งเมืองทองธานีคือพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่รวม Big Corporate, ธุรกิจท้องถิ่น (SME), หน่วยงานความมั่นคง และเทศบาลนครปากเกร็ดไว้ด้วยกัน โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ AIS นำมาปูพรมในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักตัวใหม่ที่จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าสู่จังหวัดอย่างงดงาม</p><h3>2. วงการอุตสาหกรรมไมซ์ระดับโลก (MICE Industry)</h3><p><strong>ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ TCEB</strong> เผยวิสัยทัศน์ว่า ปัจจุบันธุรกิจ MICE ขยับไปสู่การแข่งขันด้านการบริหารจัดการเมืองแบบเรียลไทม์ &nbsp;ทั้งระบบความปลอดภัย การจัดการจราจร และการบริหารพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เธอยกตัวอย่างมหกรรมระดับโลกอย่าง Paris Olympics ที่นำเทคโนโลยี Digital Twin (การจำลองเมืองเสมือนจริงในโลกดิจิทัล) มาใช้คำนวณความหนาแน่นเพื่อวางแผนงานล่วงหน้า หรือเมือง Barcelona ที่ผสานคอมมูนิตี้เข้ากับอีเวนต์อย่างลงตัว ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานของ Muang Thong NEXT จะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่พาเมืองทองธานีไปสู่มาตรฐานไมซ์ระดับสากล</p><h3>3. วงการความปลอดภัยและเทคโนโลยี (Cybersecurity)</h3><p><strong>พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (บช.สอท.)&nbsp;</strong>เผยข้อมูลความก้าวหน้าว่า ในช่วงปลายปีหน้า หน่วยงานจะย้ายสำนักงานเข้ามาสู่อาคารใหม่ในเมืองทองธานี ซึ่งจะกลายเป็นศูนย์ปฏิบัติการตำรวจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การมีโครงข่ายของ AIS ที่แข็งแกร่งและปลอดภัยสูง จะช่วยสนับสนุนการทำงานของตำรวจในการป้องกันและดูแลความปลอดภัยจากภัยคุกคามยุคใหม่อย่าง Deepfake หรือ Drone Threat ได้อย่างเท่าทัน</p><h3>4. วงการการศึกษาแห่งอนาคต (EdTech)</h3><p><strong>ดร.รัสวัศ คงภูมินทร์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเมืองทองธานี</strong> ซึ่งปักหลักในพื้นที่นี้มาเกือบ 10 ปี มองการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ในแง่บวกว่า เมืองทองธานีคือ Living Lab ขนาดใหญ่ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ และเมื่อ AIS เติมโครงสร้าง Data และ AI Solutions เข้ามา ก็ยิ่งเป็นแรงสนับสนุนสำคัญที่จะช่วยยกระดับนวัตกรรมการศึกษาและการทำวิจัยในพื้นที่ให้เติบโตและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น</p><h3>5. วงการนวัตกรรมการเงินและธุรกิจ (FinTech &amp; Data-Driven Business)</h3><p><strong>คุณเด่นชัย เพชรชมรัตน์ จาก KBTG&nbsp;</strong>มองเห็นโอกาสการเติบโตทางธุรกิจมหาศาลในเมืองทองธานี เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจหมุนเวียนตลอดเวลา ทั้งแหล่งงาน ที่จัดงาน โรงแรม คอนโด และร้านอาหาร เมื่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมีความพร้อม ทางธนาคารกสิกรไทย และ KBTG จะนำเทคโนโลยี AI และ Data Analytics มาช่วยส่งมอบ Seamless Financial Services (บริการทางการเงินแบบไร้รอยต่อ) ให้แก่ผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน SME รายย่อยในพื้นที่ ก็จะสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลนี้วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเชิงลึก เพื่อสร้างยอดขายและการเติบโตที่ยั่งยืน</p><h2>Muang Thong NEXT กับก้าวสำคัญของ Digital Economy ไทย</h2><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784263477_AIS_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A_4.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ยุทธศาสตร์ Muang Thong NEXT อาจดูเหมือนเป็นเพียงแค่ดีลธุรกิจและการอัปเกรดโครงข่ายภายในพื้นที่ของเอกชนรายใหญ่สองราย แต่ในความเป็นจริง นี่คือ Blueprint ของการสร้าง Smart City ที่น่าจับตาในฐานะโมเดลทางเลือกที่ไม่ได้ตั้งต้นจากศูนย์กลางกรุงเทพฯ</p><p><strong>คุณพอลล์ กาญจนพาสน์&nbsp;</strong>ได้ชี้ให้เห็นมุมมองของการขยายผลว่า โครงสร้างดิจิทัลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในรั้ว 4,000 ไร่ของเมืองทองธานีเท่านั้น เพราะในแง่การบริหารจัดการจริง มีการทำ Data Exchange หรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับเทศบาลนครปากเกร็ดอยู่ตลอดเวลา โครงการนี้จึงเป็นเสมือนตัวเร่ง ที่จะส่งผลกระทบไปถึงการวางผังและพัฒนาภาพรวมของจังหวัดนนทบุรีด้วย ขณะเดียวกัน ฝั่ง AIS โดย<strong>คุณปรัธนา</strong>ก็มองไปถึงระดับ Macro Infrastructure การเลือกนำเทคโนโลยีระดับ Sovereign Cloud และ Sovereign AI เข้ามาใช้ใน Scale ประชากรระดับ 2.2 ล้านคนต่อเดือน&nbsp;</p><p>ซึ่งในมุมหนึ่ง Muang Thong NEXT ก็เป็นเหมือนการสร้าง Sandbox ชิ้นสำคัญในการทดสอบความปลอดภัยและการควบคุมสิทธิ์ในข้อมูลระดับท้องถิ่น ซึ่งพร้อมที่จะยกระดับเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระดับประเทศได้ในอนาคต</p><p><strong><em>บทความนี้เป็น Advertorial</em></strong></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 12:51:40 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Tech & Biz]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[นักวิจัยสเปนพัฒนายาหยอดตา กระตุ้นเซลล์ตาให้กลับมาด้วยแสง ทดลองในหนูแล้ว ฟื้นการมองเห็นได้จริง]]></title>
            <link>https://techsauce.co/healthtech/light-activated-drugs-restore-sight-blind-mice</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/healthtech/light-activated-drugs-restore-sight-blind-mice</guid>
            <description><![CDATA[ทีมวิจัยจาก IBEC สเปนพัฒนายาโมเลกุลเล็ก prosthe6 ที่ทำงานด้วยการเปิด-ปิดด้วยแสง คืนการมองเห็นให้หนูตาบอดในโมเดลโรคจอประสาทตาเสื่อม โดยใช้เพียงการหยอดตา ไม่ต้องผ่าตัดหรือดัดแปลงพันธุกรรม ตีพิมพ์ในวารสาร JACS]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784265797_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">โรคที่ทำให้ตาบอดจากการเสื่อมของเซลล์รับแสง (Photoreceptor) อย่างโรคจอประสาทตาเสื่อมตามวัย (Age-related Macular Degeneration หรือ AMD) และโรคจอประสาทตาเสื่อมทางพันธุกรรม (Retinitis Pigmentosa หรือ RP) ส่งผลกระทบต่อผู้คนราว 200 ล้านคนทั่วโลก และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของภาวะสูญเสียการมองเห็น ที่ผ่านมาแนวทางฟื้นการมองเห็นส่วนใหญ่ต้องพึ่งการผ่าตัดฝังอุปกรณ์หรือการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งซับซ้อนและเข้าถึงยาก</p><p>ล่าสุดทีมนักวิจัยที่นำโดยสถาบันวิศวกรรมชีวภาพแห่งคาตาโลเนีย (Institute for Bioengineering of Catalonia หรือ IBEC) ได้พัฒนายาโมเลกุลเล็กกลุ่มใหม่ที่ทำงานด้วยกลไก &#39;เปิด-ปิดการทำงานด้วยแสง&#39; (Photoswitchable) และสามารถฟื้นการทำงานหลักของการมองเห็นในสัตว์ทดลองที่ตาบอดได้ โดยตีพิมพ์ผลงานในวารสาร Journal of the American Chemical Society (JACS) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 จุดขายสำคัญคือยาชุดนี้ให้ผลได้แม้ใช้เพียงการหยอดตา โดยไม่ต้องดัดแปลงพันธุกรรมหรือฝังอุปกรณ์ใด ๆ</p><h2>&#39;อวัยวะเทียมระดับโมเลกุล&#39; ที่ทำงานแทนเซลล์รับแสง</h2><p>สารประกอบตระกูลใหม่นี้มีชื่อว่า prosthe6 โดยตัวที่ให้ผลโดดเด่นที่สุดคือ prosthe6-12 และ prosthe6-15 แนวคิดเบื้องหลังอาศัยศาสตร์ที่เรียกว่าเภสัชศาสตร์แสง (Photopharmacology) ซึ่งเป็นเทคนิคควบคุมการออกฤทธิ์ของยาด้วยแสงแบบย้อนกลับได้ สิ่งที่ทำให้แนวทางนี้ต่างจากเทคโนโลยีคืนการมองเห็นอื่น คือความพยายามเลียนแบบกลไกของจอตาที่แข็งแรงให้ใกล้เคียงที่สุด แทนที่จะข้ามขั้นตอนการประมวลผลของจอตาไป</p><p>Rosalba Sortino นักวิจัยหลังปริญญาเอกในกลุ่มวิจัย Nanoprobes and Nanoswitches ของ IBEC และผู้เขียนร่วมคนแรกของงานวิจัย อธิบายว่าเป้าหมายคือการฟื้นการมองเห็นด้วยกลไกระดับโมเลกุลที่ใกล้เคียงกับการทำงานของจอตาที่แข็งแรงมากที่สุด โดยแทนที่จะข้ามการประมวลผลของจอตา ทีมวิจัยเลือกกระตุ้นวงจรจอตาขึ้นมาใหม่ที่ตำแหน่งเดียวกับเซลล์รับแสงที่สูญเสียไป</p><p>ในเชิงกลไก ยา prosthe6 จะเข้าไปทำหน้าที่แทนเซลล์รับแสงที่ตายไป โดยออกฤทธิ์ที่เซลล์ ON-bipolar และโปรตีนตัวรับชื่อ mGlu6 ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อถัดจากเซลล์รับแสงในวงจรจอตา คุณ Pedro de la Villa จากมหาวิทยาลัย Alcal&aacute; ผู้ร่วมนำงานวิจัย ระบุว่าในโรคจอตาเสื่อม แม้เซลล์รับแสงจะสูญเสียไป แต่วงจรประสาทที่อยู่ถัดไปส่วนใหญ่ &#39;ยังคงอยู่ครบและทำงานได้ เพียงแต่ถูกปิดการทำงานอยู่&#39; ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการรักษา</p><h2><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784265862_%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></h2><h2>ผลทดลอง: ปลาม้าลายกลอกตาได้ หนูกลับมาหลบแสง</h2><p>ทีมวิจัยทดสอบยากับสัตว์ทดลองหลายชนิด เริ่มจากลูกปลาม้าลาย (Zebrafish) ที่ถูกทำให้ตาบอด ซึ่งหลังได้รับยา ปลาสามารถกลับมากลอกตาตอบสนองต่อภาพเคลื่อนไหว หรือที่เรียกว่าการกลอกตาแบบ Optokinetic Reflex ได้อีกครั้ง</p><p>ผลที่โดดเด่นยิ่งกว่าคือการทดสอบในหนูโมเดลโรค AMD และ RP หลังได้รับยา prosthe6 หนูกลับมาแสดงพฤติกรรมหลบเลี่ยงแสงตามสัญชาตญาณ คือเลือกอยู่ในบริเวณมืดอย่างชัดเจนและเป็นธรรมชาติ ซึ่งชี้ว่าหนูสามารถรับรู้แสงและใช้ข้อมูลนั้นกำหนดพฤติกรรมของตัวเองได้ โดยไม่ต้องผ่านการฝึกฝนใด ๆ ก่อน สิ่งที่ทำให้ผลนี้มีความหมายในเชิงการนำไปใช้จริง คือพฤติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้ระดับความสว่างที่ใกล้เคียงกับแสงในอาคารหรือแสงในวันที่ท้องฟ้ามีเมฆ ไม่จำเป็นต้องใช้แหล่งกำเนิดแสงที่เข้มเป็นพิเศษ</p><h2>หยอดตาได้ ไม่ต้องผ่าตัดหรือดัดแปลงพันธุกรรม</h2><p>จุดที่ทีมวิจัยเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือพฤติกรรมการมองเห็นที่ฟื้นกลับมานั้นเกิดขึ้นได้ทั้งจากการฉีดยาเข้าลูกตาโดยตรงตามแบบยาทางจักษุทั่วไป และจากการให้ยาแบบหยอดตา (Eye Drops) ซึ่งเป็นวิธีที่เรียบง่ายและเป็นมิตรกับผู้ป่วยมากกว่า โดยไม่ต้องอาศัยการดัดแปลงพันธุกรรมหรือการฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในดวงตา</p><p>คุณ Pau Gorostiza ศาสตราจารย์วิจัย ICREA ประจำ IBEC และผู้ร่วมนำงานวิจัย ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่ายากลุ่มนี้ &#39;ไม่ได้รักษาโรคตาบอดให้หายขาด เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุของการเสื่อมของเซลล์รับแสง&#39; แต่มีประสิทธิภาพสูงอย่างน่าทึ่งในการคืนการมองเห็น ด้วยวิธีที่เรียบง่ายและน่าจะเป็นมิตรกับผู้ป่วย นอกจากนี้ทีมวิจัยยังรายงานว่าโมเลกุลชุดนี้มีโปรไฟล์ความปลอดภัยเบื้องต้นที่ดี จึงมีศักยภาพพัฒนาต่อเป็นตัวยาสำหรับผู้ป่วยโรคจอตาเสื่อมได้</p><h2>ข้อจำกัดและก้าวต่อไปของงานวิจัยนี้</h2><p>แม้ผลลัพธ์จะน่าตื่นเต้น แต่ต้องเน้นว่างานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นผลในสัตว์ทดลองเท่านั้น และยังไม่ได้ผ่านการทดสอบในมนุษย์ กว่าจะไปถึงการใช้จริงในผู้ป่วยยังต้องผ่านการทดสอบทางคลินิกอีกหลายขั้น งานวิจัยนี้เกิดจากความร่วมมือของหลายสถาบัน ทั้ง IBEC มหาวิทยาลัย Alcal&aacute; สถาบันเคมีขั้นสูงแห่งคาตาโลเนีย (IQAC-CSIC) มหาวิทยาลัย Barcelona และหน่วยงานพันธมิตรอื่น ๆ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิผู้ป่วย Fundaluce โครงการ CaixaResearch และรัฐบาลแคว้นคาตาโลเนีย</p><p>ปัจจุบันทีมวิจัยอยู่ระหว่างจัดตั้งบริษัท Spin-off ในชื่อ Eyelumina เพื่อพัฒนายาชุดนี้ต่อไปสู่การใช้งานจริง ถือเป็นก้าวสำคัญของแนวทางฟื้นการมองเห็นที่ไม่ต้องพึ่งการผ่าตัดใหญ่หรือพันธุวิศวกรรม และเปิดความเป็นไปได้ใหม่ให้กับผู้ป่วยหลายร้อยล้านคนทั่วโลกที่กำลังเผชิญกับภาวะจอประสาทตาเสื่อม</p><p><strong>ที่มา:</strong> <a href="https://www.eurekalert.org/news-releases/1136093" target="_blank">EurekAlert (IBEC)</a>, <a href="https://www.pcb.ub.edu/en/ibec-led-consortium-develops-light-activated-drugs-that-restore-sight-in-blind-mice/" target="_blank">Parc Cient&iacute;fic de Barcelona</a>, <a href="https://pubs.acs.org/doi/10.1021/jacs.5c18611" target="_blank">Journal of the American Chemical Society</a>, <a href="https://medicalxpress.com/news/2026-07-drugs-sight-mice.html" target="_blank">Medical Xpress</a>, <a href="https://www.news-medical.net/news/20260715/New-photoswitchable-drugs-restore-light-perception-in-blind-animals.aspx" target="_blank">News-Medical</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 12:27:12 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[HealthTech]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[พบ ‘อำพัน’ ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก อายุ 385 ล้านปี ก่อนยุคไดโนเสาร์ 150 ล้านปี]]></title>
            <link>https://techsauce.co/sustainable-focus/worlds-oldest-amber-found-in-china</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/sustainable-focus/worlds-oldest-amber-found-in-china</guid>
            <description><![CDATA['อำพัน' ที่เก่าแก่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมีอายุอยู่ในช่วงหลังจากที่โลกมีไดโนเสาร์แล้ว แต่การค้นพบล่าสุดในประเทศจีนกำลังทำลายสถิตินั้น]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/7/1784259010_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_%2871%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">&#39;อำพัน&#39; ที่เก่าแก่ที่สุดที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบมีอายุอยู่ในช่วงหลังจากที่โลกมีไดโนเสาร์แล้ว แต่การค้นพบล่าสุดในประเทศจีนกำลังทำลายสถิตินั้น</p><p>ทีมนักวิจัยได้ค้นพบเศษอำพันขนาดจิ๋วที่มีอายุเก่าแก่ถึง 385 ล้านปี ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำลายสถิติเดิมที่อยู่ 65 ล้านปี แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่เก่าแก่กว่าการปรากฏตัวของไดโนเสาร์บนโลกถึง 150 ล้านปี</p><p>ความสำคัญของการค้นพบครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเจออำพันที่เก่าแก่ที่สุดในโลก แต่มันเป็นหลักฐานที่ออาจยืนยันได้ว่า พืชบนโลกเริ่มวิวัฒนาการสร้าง &lsquo;ยางไม้&rsquo; ขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองเร็วกว่าที่นักวิทยาศาสตร์เคยเชื่อกันมาตลอด</p><h2>อำพันที่เก่าแก่กว่ายุคไดโนเสาร์&nbsp;</h2><p>กว่าจะเป็นอำพันอย่างที่เราเห็น จุดเริ่มต้นของมันมาจากยางไม้ที่ไหลออกมาเคลือบเปลือกไม้ แล้วค่อย ๆ แข็งตัวสะสมผ่านกาลเวลาหลายล้านปีจนกลายเป็นฟอสซิล ที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่าต้นไม้เริ่มสร้างยางไม้ที่มีโครงสร้างทางเคมีซับซ้อนได้ในช่วงประมาณ 320 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นยุคที่ &lsquo;พืชมีเมล็ด&rsquo; ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว</p><p>แต่การค้นพบอำพันอายุ 385 ล้านปีนี้ ทำให้ทฤษฎีเดิมถูกปัดตกไป เพราะมันอยู่ในยุคดีโวเนียนตอนกลาง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โลกใบนี้ยังไม่มีพืชมีเมล็ดเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ</p><p>ความสำคัญของเรื่องนี้จึงอยู่ที่มันอาจเป็นหลักฐานว่า แม้แต่พืชไร้เมล็ดในยุคโบราณก็มีความสามารถในการผลิตยางไม้ที่ซับซ้อนได้แล้ว เท่ากับว่าพืชบนโลกมีวิวัฒนาการการสร้างเกราะป้องกันตัวเอง เร็วกว่าที่มนุษย์เคยคาดคิดไว้</p><h2>เศษอำพันจิ๋วที่ซ่อนอยู่ในถ่านหิน&nbsp;</h2><p>อำพันที่พบในครั้งนี้ไม่ได้เป็นก้อนใสสีเหลืองทองแบบที่เราเห็นตามพิพิธภัณฑ์หรือในร้านเครื่องประดับ แต่มันคือเศษชิ้นส่วนเล็กจิ๋วจำนวน 241 ชิ้น ที่มีขนาดเพียง 0.1&ndash;1.5 มิลลิเมตรเท่านั้น เศษเหล่านี้ซ่อนอยู่ในก้อนถ่านหินหนักถึง 10 กิโลกรัมที่ถูกขุดขึ้นมาจากชั้นหินทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน</p><p>ด้วยความที่มันเล็กจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า การจะสกัดหาเศษจิ๋วเหล่านี้จึงไม่ใช่เรื่องง่าย นักวิจัยต้องใช้แสง UV ส่องหา เพราะเศษอำพันพวกนี้จะสะท้อนแสงออกมาแตกต่างจากเศษหินรอบๆ</p><p>ซึ่งแม้นักวิจัยจะรู้ว่าชั้นหินบริเวณนี้มีอายุเก่าแก่ถึง 385 ล้านปี แต่ตอนที่เจอครั้งแรก ทีมนักวิจัยก็ยังไม่กล้าฟันธงว่ามันคืออำพันจริงๆ พวกเขาจึงเรียกมันว่าวัสดุคล้ายยางไม้ก่อน แล้วค่อยนำไปตรวจสอบอย่างละเอียด แต่หลังจากผ่านการทดสอบในห้องแล็บ ทั้งส่องกล้องจุลทรรศน์ ตรวจด้วยแสงอินฟราเรด และวิเคราะห์โครงสร้างมวลสาร ผลลัพธ์ทุกอย่างชี้ออกมาตรงกันว่าเศษจิ๋วเหล่านี้มีองค์ประกอบทางเคมีของยางไม้ที่สามารถกลายสภาพเป็นอำพันได้</p><h2>ทำไมพืชโบราณต้องสร้างยางไม้</h2><p>หน้าที่หลักของยางไม้ในปัจจุบัน คือการสมานแผล ป้องกันแมลง และต้านทานเชื้อโรคให้กับต้นไม้ แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 385 ล้านปีก่อน ระบบนิเวศบนบกยังไม่ได้ซับซ้อนขนาดนี้ ในยุคนั้นแมลงยังไม่ได้วิวัฒนาการมาเป็นศัตรูตัวฉกาจที่คอยกัดกินพืชเหมือนที่เห็นกันทุกวันนี้</p><p>แล้วอะไรคือสาเหตุที่ทำให้ต้นไม้โบราณต้องสร้างยางไม้ขึ้นมา ?</p><p>นักวิจัยมองว่าภัยคุกคามในตอนนั้นอาจไม่ได้มาจากแมลง แต่เป็นภัยคุกคามที่มาในรูปแบบอื่น เช่น ไฟป่าหรือเชื้อราปรสิตที่เริ่มแพร่กระจายอยู่ในระบบนิเวศ ต้นไม้จึงต้องสร้างกลไกบางอย่างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง</p><p>การสร้างยางไม้จึงนับเป็นหนึ่งใน &lsquo;กลไกเอาตัวรอด&rsquo; ของพืชในยุคนั้นควบคู่ไปกับการแตกใบ การหยั่งรากให้ลึกขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้พืชมีชีวิตรอด</p><h2>หลักฐานการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของระบบนิเวศโลก&nbsp;</h2><p>ช่วงเวลาที่อำพันเหล่านี้ก่อตัวขึ้น เป็นยุคที่โลกกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลง ต้นไม้เริ่มวิวัฒนาการมากขึ้นระบบรากที่ซับซ้อนกว่าเดิม สภาพแวดล้อมของโลกจากที่เคยเป็นเพียงพื้นที่โล่งๆ จึงค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่ที่มีพืชพรรณขึ้นหนาแน่น ดังนั้นแม้อำพันที่พบจะชิ้นเล็กมาก แต่มันก็เป็นหลักฐานที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลประวัติศาสตร์โลกให้สมบูรณ์ขึ้น ทำให้ได้รู้ว่าพืชเริ่มพัฒนากลไกป้องกันตัวเองมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เริ่มขึ้นมาเติบโตบนพื้นดิน&nbsp;</p><h2>มีสิทธิ์พบอำพันที่เก่าแก่กว่านี้อีกหรือไม่ ?&nbsp;</h2><p>นักวิจัยเชื่อว่าสถิติการค้นพบครั้งนี้อาจถูกทำลายได้อีก เพราะข้อมูลทางพันธุกรรมของพืชที่เคยศึกษากันมา ชี้ให้เห็นว่าพืชน่าจะมียีนที่ใช้สร้างยางไม้มาตั้งแต่ก่อนยุคดีโวเนียนแล้ว แต่ที่ผ่านมาเราแค่หาไม่เจอ สาเหตุก็เพราะอำพันในยุคแรกเริ่มมีขนาดเล็กจิ๋ว กระจัดกระจาย และถ้าดูแบบเผินๆ ก็เหมือนเศษทั่วไป ทำให้มันอาจถูกมองข้ามมาโดยตลอด</p><p>ดังนั้นหากหลังจากนี้นักวิทยาศาสตร์ลองนำเทคนิคฉายแสง UV และการตรวจวิเคราะห์ทางเคมีอย่างละเอียด ไปประยุกต์ใช้กับชั้นหินโบราณแหล่งอื่นๆ ดูบ้าง เราก็มีโอกาสที่จะเจออำพันที่เก่าแก่กว่านี้ได้อีก และถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ ข้อมูลเรื่องวิวัฒนาการพืชบนโลกก็คงต้องมีการปรับแก้กันใหม่อีกรอบเหมือนกับที่การค้นพบครั้งนี้ได้เปิดทางเอาไว้</p><p>อ้างอิง: <a class="fr-strong" href="https://www.sciencealert.com/worlds-oldest-amber-comes-from-a-world-150-million-years-before-dinosaurs?utm_source=flipboard&utm_content=user/ScienceAlert" target="_blank">sciencealert</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 17 Jul 2026 10:31:24 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Sustainable Focus]]></category>
                    </item>
            </channel>
</rss>
