<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
<rss version="2.0"
     xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
     xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
     xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
     xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
     xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
     xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/">
    <channel>
        <title>Techsauce</title>
        <atom:link href="https://techsauce.co/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
        <link>https://techsauce.co</link>
        <description></description>
        <lastBuildDate>Friday, 10 Apr 2026 19:59:33 +0700</lastBuildDate>
        <language>th</language>
        <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
        <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>

        <image>
            <url>https://techsauce.co/rss/cropped-Techsauce-logo-square_primary2-32x32.png</url>
            <title>Techsauce</title>
            <link>https://techsauce.co</link>
            <width>32</width>
            <height>32</height>
        </image>

                    <item>
            <title><![CDATA[อ.เชน เปิด 8 ยุทธศาสตร์ อว. พลิกไทยสู่ประเทศรายได้สูง]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/mhesi-8-strategies-tech-war-yoschanan-2026</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/mhesi-8-strategies-tech-war-yoschanan-2026</guid>
            <description><![CDATA[กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดฉากแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธาน ท่ามกลางผู้บริหารจากทุกหน่วยงานในสังกัดที่มาร่วมรับฟัง]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775826010_%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%99-800-4.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p><strong>ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์</strong> รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) แถลงนโยบายการบริหารงานกระทรวง อว.โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว.และผู้บริหารของทุกหน่วยงานในสังกัด อว. เข้าร่วมรับฟัง</p><p>ศ.ดร.ยศชนัน ซึ่งหลาย ๆ คนรู้จักในชื่อ<strong>&nbsp;&#39;อ.เชน&#39;&nbsp;</strong>ประกาศเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่ต้นว่า <strong>อว. จะเป็น &#39;กระดูกสันหลัง&#39; อีกชิ้นของประเทศ และภารกิจหลักคือยกระดับไทยไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง ด้วยแผนปฏิบัติการ 8 ยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่เศรษฐกิจ ความมั่นคง ไปจนถึงการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่</strong></p><p id="isPasted">1.ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในประเทศไทย เชื่อมโยงมหาวิทยาลัย ภาครัฐ เอกชน แหล่งทุน และผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์</p><p>2.การพัฒนาประเทศสู่ศูนย์กลางสุขภาพและการแพทย์ (Wellness Thailand) ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง</p><p>3. การวางรากฐานอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Thailand) รองรับอุตสาหกรรมอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า AI และระบบสื่อสารยุคใหม่</p><p>4. การขับเคลื่อนประเทศด้วย AI และข้อมูล (AI &amp; Data Driven Nation) ภายใต้แนวคิด &ldquo;AI for ALL&rdquo;</p><p>5.การลงทุนในเทคโนโลยีขั้นแนวหน้า (Frontier Innovation) อาทิ ควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว</p><p>6. ส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคง (Security Technology) ครอบคลุมความมั่นคงทางไซเบอร์ การป้องกันประเทศ การรับมือภัยพิบัติและเป้าหมาย Net Zero</p><p>7.ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านคอร์รัปชั่น มุ่งสู่รัฐบาลดิจิทัล (Anti-Corruption &amp; Digital Government) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ</p><p>8.การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก (World-Class University) เพื่อเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง</p><h2>นักคิดต้องเจอนักปฏิบัติ</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775825865_%E0%B8%AD-%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%99-800-2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ยุทธศาสตร์แรกที่เขาเน้นย้ำมากที่สุดคือการสร้าง <strong>Innovation Ecosystem&nbsp;</strong>ในประเทศ โดยมองว่าปัญหาของงานวิจัยไทยที่ผ่านมาคือ<strong>&nbsp;นักวิจัย (นักคิด) กับภาคเอกชน (นักปฏิบัติ) ยังไม่ได้มาเจอกัน และ อว. จะแก้ปัญหานี้โดยตรง</strong></p><blockquote><p>อว. จะทำให้เกิดระบบนิเวศที่ทำให้นักคิดและนักปฏิบัติมาเจอกัน เพื่อสร้างไอเดียใหม่ให้เกิดการวิจัยและพัฒนา ผมเชื่อว่างานวิจัยดี ๆ ที่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรจะขอทุนวิจัยได้ง่าย</p></blockquote><p>นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังมีแผนตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาส่วนหน้าขึ้นที่กระทรวง อว. โดยจะนัดหารือกับ<strong>นางศุภจี สุธรรมพันธุ์&nbsp;</strong>รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และยังวางแผนกระจายระบบนิเวศออกไปสู่จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อดึงคนเก่งทุกพื้นที่มาร่วมทำงานด้วยกัน</p><h2>Wellness คือเครื่องยนต์ใหม่ของเศรษฐกิจ</h2><p>ในบรรดายุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ (ยุทธศาสตร์ที่ 2-5) สิ่งที่ ศ.ดร.ยศชนัน ยกขึ้นมาเป็นธงนำคือ <strong>Wellness Thailand</strong> โดยชี้ว่าไทยอยู่ในตำแหน่งเบอร์ 1 ของโลกด้านนี้อยู่แล้ว ตั้งแต่สมุนไพร เวชสำอาง อาหารแห่งอนาคต ไปจนถึงเทคโนโลยีการแพทย์ขั้นสูง และจะใช้จุดแข็งตรงนี้เป็นตัวเชื่อมต่อไปสู่ AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโต</p><p>ยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ <strong>Semiconductor Thailand&nbsp;</strong>เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและระบบสื่อสารยุคใหม่ ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 4 ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด <strong>&#39;AI for ALL&#39;</strong> และยุทธศาสตร์ที่ 5 ลงทุนใน Frontier Innovation ทั้งควอนตัม อวกาศ และพลังงานสีเขียว</p><h2>ความมั่นคงต้องมาพร้อมความโปร่งใส</h2><p>ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าเศรษฐกิจที่ดีจะไม่มีความหมายเลยถ้าประเทศไม่มีอธิปไตย ยุทธศาสตร์ที่ 6 จึงมุ่งส่งเสริมเทคโนโลยีความมั่นคงครบวงจร ทั้งไซเบอร์ การป้องกันประเทศ รับมือภัยพิบัติ และเป้าหมาย Net Zero</p><p>ขณะที่ยุทธศาสตร์ที่ 7 สู้คอร์รัปชันด้วยเทคโนโลยีผ่าน 2 โครงการหลัก คือ <strong>Open</strong> Th<strong>ailand</strong> (เปิดข้อมูลภาครัฐ) และ <strong>Zero Corruption MHESI ACT&nbsp;</strong>โดยตั้งใจให้ อว. เป็นต้นแบบด้านความโปร่งใสให้กระทรวงอื่น ๆ</p><h2>พลิกโฉมมหาวิทยาลัย: TCAS เท่าเทียม จบแล้วต้องได้งาน</h2><p>ยุทธศาสตร์สุดท้าย (ยุทธศาสตร์ที่ 8) มุ่งพลิกโฉมมหาวิทยาลัยสู่ระดับโลก ครอบคลุมตั้งแต่&nbsp;</p><ul><li>TCAS เท่าเทียม&nbsp;</li><li>ระบบ Upskill Reskill&nbsp;</li><li>แนวคิด &#39;เรียนได้งบจบได้งาน&#39;&nbsp;</li><li>การดึง Global Talent&nbsp;</li><li>AI for All ที่ต้องการให้ทุกคนเข้าถึงได้&nbsp;</li></ul><p>เขายังเน้นว่าอาจารย์และนักวิจัยต้องออกไปมีส่วนร่วมพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ใช่แค่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย</p><blockquote><p>ผมมองว่าเราต้องชนะ Tech War โดยที่เราไม่ต้องลุยเองคนเดียวและเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม อว. ต้องเข้าไปช่วยทุกภาคส่วน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง สังคม และภัยพิบัติ งานนวัตกรรมมันต้องแทรกซึมไปได้ทุกที่</p></blockquote><p>อ้างอิง : <a href="https://www.mhesi.go.th/index.php/news-and-announce-all/news-all/124-news-yodchanan/12576-10042569.html" target="_blank">กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</a></p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 19:59:33 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Microsoft ประกาศลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์ในไทย ยกระดับ Cloud และ AI สู่อนาคตเศรษฐกิจดิจิทัล]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/microsoft-invests-1-billion-thailand-cloud-ai</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/microsoft-invests-1-billion-thailand-cloud-ai</guid>
            <description><![CDATA[Microsoft ประกาศลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในประเทศไทย พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ AI ยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลและผลักดันไทยสู่ศูนย์กลาง AI ในเอเชีย]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">ในโอกาสที่ Brad Smith รองประธานกรรมการบริหารและประธาน บริษัท ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชัน ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย ประกาศการลงทุนมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์และ AI ในประเทศไทย ระหว่างปี 2569 &ndash; 2571 พร้อมร่วมหารือเพิ่มเติมกับพันธมิตรจากหลากหลายภาคส่วน ความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในฐานะพันธมิตรระยะยาวของไมโครซอฟท์และประเทศไทย ทั้งในด้านการสรรค์สร้างนวัตกรรมในภาครัฐ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเสริมศักยภาพการทำงานของภาคธุรกิจ เพื่อต่อยอดจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน มุ่งสู่เป้าหมายร่วมกันในการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่แนวหน้าของเศรษฐกิจยุค AI ในภูมิภาคเอเชีย</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775821535_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%283%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ภารกิจการกำกับดูแล AI และลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา</h2><p>ต่อยอดจากความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) Brad Smith ได้เดินทางไปร่วมเวทีเสวนาในหัวข้อ &quot;AI Policy Dialogue: Good Regulatory Practices in the Age of AI&quot; มุ่งหารือถึงแนวทางการนำ AI มาใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบในภาครัฐ เพื่อยกระดับบริการสาธารณะให้ดียิ่งขึ้น ภายในงาน Brad Smith ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของภาครัฐในฐานะผู้นำด้านการประยุกต์ใช้ AI เพราะหากประชาชนสัมผัสได้ถึงประโยชน์และคุณค่าจากเทคโนโลยีที่ภาครัฐนำมาใช้ ภาคเอกชนและบุคคลทั่วไปก็จะสามารถนำเทคโนโลยีนั้นมาปรับใช้ได้อย่างมั่นใจเช่นกัน โดยความมั่นใจนี้เอง เป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนให้ความร่วมมือกับ สคก. เป็นหนึ่งในองค์ประกอบเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อพันธกิจของไมโครซอฟท์ในประเทศไทย</p><p>Brad Smith ได้เผยมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในการพัฒนาในระดับโลก ให้กับเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานภาครัฐกว่า 150 คนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับฟัง โดยเขาได้เปรียบเทียบ AI กับพลังงานไฟฟ้า ในฐานะเทคโนโลยีอเนกประสงค์ที่ปรับใช้ได้หลายรูปแบบ และสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ผลักดันโลกให้ก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ นอกจากนี้ Brad Smith ยังตอกย้ำความสำคัญของการเข้าถึง AI อย่างเท่าเทียม ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้วกำลังเร่งนำ AI มาใช้ในอัตราที่เร็วกว่ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาถึงเกือบสองเท่าตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น แม้ว่าเทคโนโลยีจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับทุกชาติได้ก็ตาม</p><p>ในโอกาสนี้ Brad Smith ยังได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการนำนวัตกรรม AI ไปพัฒนาต่อยอดเป็นโซลูชันที่ใช้ประโยชน์ได้จริง โดยอ้างอิงจากความร่วมมือระหว่างไมโครซอฟท์กับ สคก. เขาได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีในระยะนำร่องโดยมีแผนงานและโครงสร้างที่ชัดเจน แยกกระบวนการทำงานออกเป็นขั้นตอนย่อย และนำ AI มาทดสอบกับแต่ละขั้นเพื่อระบุขั้นตอนที่ AI สามารถทำงานได้ดี ก่อนจะปรับปรุงแก้ไขให้ได้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และนำไปขยายผลการใช้งานในที่สุด ทั้งนี้ Brad Smith กล่าวว่าความท้าทายในขั้นตอนต่างๆ นี้ ไม่ได้อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ แต่อยู่ที่การฝึกอบรมบุคลากรให้สามารถผสานทักษะการใช้งาน AI เข้ากับการใช้ดุลยพินิจของมนุษย์ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะช่วยให้คนทำงานสามารถเดินหน้าสู่จุดหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p><h2>พันธมิตรนานาชาติร่วมขับเคลื่อนการนำ AI มาใช้ในภาคอีคอมเมิร์ซของประเทศไทย</h2><p>ในลำดับต่อมา Brad Smith ได้เป็นพยานในพิธีลงนามข้อตกลงมอบเงินทุนสนับสนุนระหว่างสำนักงานการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) บริษัท เอคอมเมิร์ซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการด้านอีคอมเมิร์ซชั้นนำ และบริษัท Ai-ssistance ผู้พัฒนาโซลูชัน AI เพื่อภาคธุรกิจ</p><p>ภายใต้ข้อตกลงนี้ AI-ssistance จะทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Generative AI ขั้นสูง พร้อมด้วยโซลูชันคลาวด์ที่พัฒนาจากเทคโนโลยีของไมโครซอฟท์ มาปรับใช้กับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซของบริษัทเอคอมเมิร์ซ ทั้งนี้ แนวทางการปรับใช้ที่จะนำมาพิจารณา ครอบคลุมทั้งการสร้างคอนเทนต์ใหม่จากข้อมูล ระบบอัตโนมัติด้านงานขาย และผู้ช่วย AI สำหรับการช้อปปิ้ง โดยทุกโซลูชันมีเป้าหมายที่จะยกระดับการดำเนินงานของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศได้เข้าถึงเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น</p><p>เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ความร่วมมือนี้อาจได้รับการต่อยอดออกไปในตลาดอื่นๆ ของเอคอมเมิร์ซ ทั้งในอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ซึ่งจะนับเป็นการตอกย้ำสถานะของประเทศไทยในการสรรสร้างนวัตกรรม AI ทื่ &ldquo;Born in Thailand&rdquo; จากฝีมือนักพัฒนาไทย พร้อมส่งออกสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้</p><h2>ร่วมพลิกโฉมภาคธุรกิจของไทยด้วย AI&nbsp;</h2><p>นอกจากนี้ Brad Smith ยังได้ร่วมหารือกับ คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท และคณะกรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย เพื่อหารือถึงแนวทางที่ไมโครซอฟท์จะให้การสนับสนุนพันธกิจของ DCT ทั้ง 5 ด้าน ในการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะสำรวจความเป็นไปได้ในด้านต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการเสริมสร้างทักษะให้กับกำลังคนด้านดิจิทัลของไทย ยกระดับความสามารถในการแข่งขันของสตาร์ทอัพ และส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมดิจิทัลอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</p><p>นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในระดับองค์กรแล้ว ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองด้านการขยายแผนงานสู่ระดับชาติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานด้านความเข้าใจในเทคโนโลยี AI การสร้างทักษะ AI ให้กั้บแรงงานทุกภาคส่วน และการนำ AI มาผสมผสานเข้ากับระบบการศึกษาของประเทศไทย รวมถึงการปรับเปลี่ยนบทบาทให้บุคลากรครูสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบที่มี AI สนับสนุน</p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 18:45:19 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[นักวิจัย MIT สร้าง ‘กล้ามเนื้อเทียม’ จากเส้นใยไฟฟ้า เล็กกว่าไม้จิ้มฟัน ไม่มีมอเตอร์ ไม่มีเสียง หดยืดได้เหมือนกล้ามเนื้อจริง]]></title>
            <link>https://techsauce.co/healthtech/electrofluidic-artificial-muscle-fiber-mit</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/healthtech/electrofluidic-artificial-muscle-fiber-mit</guid>
            <description><![CDATA[นักวิจัย MIT และ Politecnico di Bari พัฒนากล้ามเนื้อเทียมแบบเส้นใยที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ไม่ต้องใช้มอเตอร์หรือปั๊มภายนอก ทำงานเงียบสนิท เปิดทางสู่หุ่นยนต์ Exoskeleton และอุปกรณ์เทียมรุ่นใหม่]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775806845_%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">กล้ามเนื้อคือหนึ่งในสิ่งที่วิศวกรหุ่นยนต์อิจฉาธรรมชาติมากที่สุด มันแข็งแรง ตอบสนองเร็ว ยืดหดได้ในแนวเส้นตรง แถมยังเรียงซ้อนกันเป็นมัดได้ตามต้องการ แต่กว่าจะสร้างอะไรที่ใกล้เคียงได้ขนาดนี้ วิศวกรต้องพึ่งมอเตอร์ ปั๊ม สายยาง และอุปกรณ์ที่ทั้งหนัก ทั้งดัง ทั้งเทอะทะ</p><p>ตอนนี้ทีมวิจัยจาก MIT Media Lab ร่วมกับ Politecnico di Bari ในอิตาลี เพิ่งตีพิมพ์งานวิจัยลงวารสาร <a href="https://www.science.org/doi/10.1126/scirobotics.ady6438" target="_blank">Science Robotics</a> ที่อาจเปลี่ยนภาพนั้นไปเลย พวกเขาพัฒนา <strong>&#39;กล้ามเนื้อเทียมแบบเส้นใย&#39;&nbsp;</strong>ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ทำงานเงียบ ไม่ต้องมีมอเตอร์หรือปั๊มภายนอก และบางเส้นหนาไม่ต่างจากไม้จิ้มฟัน</p><h2>สองเทคโนโลยีที่มาเจอกัน</h2><p>หัวใจของระบบนี้คือการรวมสองสิ่งเข้าด้วยกัน สิ่งแรกคือ Thin McKibben Actuator ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อเทียมแบบขับเคลื่อนด้วยของไหล เวลามีแรงดันเข้ามา เส้นใยจะหดตัว ปล่อยแรงดันออก เส้นใยจะคลายตัว คล้ายกับกล้ามเนื้อจริงที่เกร็งแล้วคลาย</p><p>สิ่งที่สองคือ Fiber Pump ขนาดจิ๋วที่ทำงานบนหลักการ Electrohydrodynamics หรือ EHD ปั๊มตัวนี้ไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวเลยสักชิ้น มันสร้างแรงดันโดยการฉีดประจุไฟฟ้าเข้าไปในของเหลว Dielectric ทำให้เกิด Ion ที่ลากของเหลวไปด้วย ทั้งหมดนี้อยู่ในขนาดมิลลิเมตร หนักแค่ไม่กี่กรัม</p><p>Ozgun Kilic Afsar นักศึกษาปริญญาเอกจาก MIT Media Lab และหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่าปัญหาใหญ่ที่สุดของ Soft Actuator แบบใช้ของไหลมาตลอดคือมัน &#39;ต้องพึ่งโครงสร้างไฮดรอลิกภายนอกที่หนัก เทอะทะ และมักจะส่งเสียงดัง&#39; ทำให้ไม่สามารถนำไปใช้ในสถานการณ์จริงที่ต้องการความกะทัดรัดและน้ำหนักเบาได้</p><h2>เลียนแบบธรรมชาติ แต่ไม่ใช่แค่เพราะมันดูเท่</h2><p>กลยุทธ์สำคัญของทีมคือการจัดเส้นใยเป็นคู่แบบ Antagonistic Configuration ฟังดูซับซ้อน แต่จริงๆ มันคือหลักการเดียวกับแขนของเรา ตอนงอแขน Biceps หดตัว ขณะที่ Triceps ยืดออก ในระบบนี้ Fiber Pump ตัวหนึ่งจะอยู่ตรงกลางระหว่าง McKibben Actuator สองเส้น ดันของเหลวเข้าเส้นหนึ่งให้หด พร้อมกับปล่อยอีกเส้นให้คลาย</p><p>Vito Cacucciolo ศาสตราจารย์จาก Politecnico di Bari อธิบายว่า<strong>&nbsp;&#39;กล้ามเนื้อหนึ่งหดตัว ขณะที่อีกเส้นยืดออก&#39;</strong> เหมือนกับการทำงานของกล้ามเนื้อจริงทุกประการ</p><p>แต่ Afsar ย้ำว่าพวกเขาไม่ได้เลือกแบบนี้เพียงเพราะอยากเลียนแบบธรรมชาติ มันมีเหตุผลทางวิศวกรรมที่ชัดเจน ปัญหาใหญ่ของ EHD Pump คือมันต้องมีถังเก็บของเหลวภายนอกที่เปิดสู่บรรยากาศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ใช้นอกห้องแล็บไม่ได้จริง การจับคู่ McKibben สองเส้นกับ Fiber Pump ตรงกลางให้เป็นวงจรปิด ทำให้ไม่ต้องมีถังเก็บภายนอกอีกต่อไป</p><h2>ต้องอัดแรงดันไว้ก่อน ไม่งั้นฟองอากาศจะทำพัง</h2><p>อีกสิ่งที่ทีมค้นพบคือเส้นใยกล้ามเนื้อต้องมี<strong>&nbsp;&#39;แรงดันเบื้องต้น&#39;&nbsp;</strong>อยู่ในระบบตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เติมของเหลวเข้าไปแล้วจบ ถ้าแรงดันภายในตกต่ำเกินไป จะเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Cavitation ซึ่งก็คือการเกิดฟองไอภายในของเหลว เมื่อแรงดันที่ทางเข้าปั๊มต่ำกว่าแรงดันไอของของเหลว ฟองพวกนี้จะนำไปสู่ Dielectric Breakdown ทำให้ปั๊มเสียหายหรือหยุดทำงาน</p><p>วิธีแก้คือการใส่ Bias Pressure ไว้ตั้งแต่ต้น ให้แรงดันภายในไม่ตกต่ำกว่าจุดวิกฤต Afsar อธิบายว่าขนาดของ Bias Pressure ปรับได้ตามการใช้งาน ถ้าต้องการให้หดตัวได้มากที่สุด มีค่าที่เหมาะสมอยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าต้องการให้ตอบสนองเร็วขึ้น ก็เพิ่มแรงดันได้ แต่แลกกับระยะหดตัวที่น้อยลง</p><h2>ทำไมถึงดีกว่า Servo Motor</h2><p>Cacucciolo ชี้ให้เห็นว่าแขนหุ่นยนต์และหุ่นยนต์ Humanoid ส่วนใหญ่ในปัจจุบันสร้างขึ้นรอบ Servo Motor ซึ่งสร้างการเคลื่อนที่แบบหมุนบนเพลา แล้วต้องแปลงเป็นการเคลื่อนที่แนวเส้นตรงอีกที นั่นทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการจัดวาง เพราะ Servo Motor จัดเรียงให้แน่นได้ยาก และมีแนวโน้มจะกระจุกน้ำหนักไว้ใกล้ข้อต่อ</p><p>กล้ามเนื้อเทียมแบบเส้นใยนี้ต่างออกไป มันหดและยืดในแนวเส้นตรงโดยธรรมชาติ เหมือนกล้ามเนื้อจริง จัดเรียงซ้อนกันแน่นได้ และกระจายไปทั่วโครงสร้างของหุ่นยนต์หรือ Exoskeleton ได้ แทนที่จะกระจุกอยู่ตรงข้อต่อ</p><h2>จากแล็บสู่ Exoskeleton</h2><p>กล้ามเนื้อเทียมแบบนี้น่าจะมีประโยชน์มากสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ ไม่ว่าจะเป็น Exoskeleton ที่ช่วยยกของหนัก หรืออุปกรณ์ช่วยเหลือที่เพิ่มความคล่องแคล่วให้มือ แต่ Cacucciolo บอกว่าหลักการเบื้องหลังใช้ได้กว้างกว่านั้นมาก &#39;ทุกที่ที่ใช้ Fluidic Actuator หรือที่วิศวกรต้องการเปลี่ยนปั๊มภายนอกเป็นปั๊มภายใน หลักการออกแบบเหล่านี้นำไปใช้ได้ทั้งหมด&#39;</p><p>Herbert Shea ศาสตราจารย์จาก Soft Transducers Laboratory แห่ง Ecole Polytechnique Federale de Lausanne ในสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในงานวิจัยนี้ ให้ความเห็นว่า <strong>&#39;การที่ปั๊มไม่มีชิ้นส่วนเคลื่อนไหว ทำให้กล้ามเนื้อเหล่านี้เงียบสนิท ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบสำคัญสำหรับอุปกรณ์เทียมและเสื้อผ้าช่วยเหลือ&#39;</strong> และเสริมว่างานวิจัยนี้ <strong>&#39;เชื่อมช่องว่างระหว่างพลศาสตร์ของไหลพื้นฐานกับการประยุกต์ใช้ในหุ่นยนต์จริง&#39;</strong></p><p><strong>ที่มา:</strong> <a href="https://news.mit.edu/2026/new-type-electrically-driven-artificial-muscle-fiber-0409" target="_blank">News MIT</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:45:22 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[HealthTech]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[บทเรียนรักษาไฟในใจฉบับ Steve Jobs ความสำเร็จ ต้องเคยถูกวิจารณ์ อดทน ทำต่อ แม้วันที่ไม่มีใครชม]]></title>
            <link>https://techsauce.co/saucy-thoughts/steve-jobs-mindset-passion-vs-burnout</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/saucy-thoughts/steve-jobs-mindset-passion-vs-burnout</guid>
            <description><![CDATA[เรียนรู้วิชายืนระยะจาก Steve Jobs: ทำไมความรักในงานจึงไม่ใช่แค่เรื่องของหัวใจ แต่คือความอึดที่จะช่วยให้คุณไม่หมดไฟ แม้ในวันที่โลกไม่มีเสียงตบมือให้คุณ]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">เวลาจะเริ่มต้นอะไรสักอย่าง คนชอบพูดว่า<strong><em>&nbsp;ต้องมี Passion</em></strong><br>Steve Jobs ก็พูด แต่คำว่า Passion เขาหมายถึงอะไรบางอย่างที่ต่างออกไป</p><p>Jobs บอกว่า Passion ของเขาคือ ต้องรักในสิ่งที่ทำจริง ๆ ต้องสนุกกับมัน และต้องทำมันได้ยาวนาน ไม่ใช่แค่ช่วงที่ทุกอย่างดี ไม่ใช่แค่วันที่มีคนปรบมือ แต่รวมถึงวันที่ไม่มีใครมอง วันที่งานน่าเบื่อ วันที่ทุกอย่างพังต่อหน้าต่อตา</p><p>ถ้าคุณไม่ได้รักมันจริง คุณจะเลิก นั่นคือสิ่งที่เขาเห็นมาตลอด คนที่ประสบความสำเร็จไม่ได้มี passion แบบลุกโชนตลอดเวลา แต่พวกเขาอึดพอที่จะผ่านช่วงที่มันยากได้ ส่วนคนที่ไม่ได้รักจริง พอเจอแรงเสียดทาน ก็ถอย</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775804968_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B0_1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ดังนั้น คำว่า Passion สำหรับ Jobs ไม่ได้กำลังพูดถึงไฟที่ลุกโชนเพียงชั่วข้ามคืน แต่เขากำลังพูดถึง<strong>&nbsp;&lsquo;ความอึด&rsquo;&nbsp;</strong>ในการยืนระยะ</p><h2>Passion ไม่ใช่พรสวรรค์ แต่คือความอดทน</h2><p>หลายคนเข้าใจผิดว่าความหลงใหลคือสภาวะที่เรามีหรือไม่มีมันติดตัวมาแต่เกิด แต่ในโลกของการทำงานจริง Passion คือการยอมตื่นขึ้นมาจัดการกับกองงานตรงหน้าในบ่ายวันพฤหัสบดีที่แสนจืดชืด ในวันที่ไม่มีเสียงปรบมือ ไม่มีใครกดไลก์ แต่คุณยังเลือกที่จะทำมันต่อ</p><p>เขามองว่าการทำงานใหญ่หรือการทำธุรกิจ มันเหมือนเรากำลังวิ่งมาราธอนที่ไม่มีเส้นชัยชัดเจน ระหว่างทางคุณต้องเจอทั้งความน่าเบื่อ ปัญหาจุกจิก และวันที่อยากจะเลิกทำวันละหลาย ๆ รอบ Jobs เลยบอกว่า ถ้าคุณไม่ได้รักงานนั้นจริง ๆ คุณจะยอมแพ้แน่นอน เพราะคนปกติที่ไหนจะยอมทนกับความเหนื่อยสายตัวแทบขาดได้นานขนาดนั้น ถ้าใจมันไม่รัก</p><p>แต่ความพลาดของพวกเราส่วนใหญ่คือ เรามักแยกไม่ออกระหว่างความตั้งใจ กับความกดดัน เราชอบคิดไปเองว่า คนที่ตั้งใจทำงานคือคนที่ต้องยุ่งตลอดเวลา ต้องนั่งปั่นงานจนลืมกินข้าว หรือต้องเครียดหน้าดำคร่ำเครียด แต่จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่ Passion แต่มันคือการฝืน ซึ่งถ้าเราฝืนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ไฟมันจะมอดและกลายเป็นอาการหมดไฟในที่สุด Jobs เลยพยายามบอกว่า เราต้องเหลือช่องว่างให้ตัวเองได้พัก ได้สนุก และได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์บ้าง งานมันถึงจะเดินหน้าต่อได้ยาว ๆ</p><p>แล้วเราทนทำสิ่งเหล่านี้ไปตลอดรอดฝั่งได้ยังไง? เคล็ดลับของ Jobs คือให้มองไปที่ความรู้สึกของคน เขาไม่ได้สร้าง iPhone แค่เพราะอยากขายของ แต่เขาสนใจว่าคนใช้จะรู้สึกยังไงเมื่อได้ใช้มัน&nbsp;</p><p>งานของเราก็เหมือนกันครับ ถ้าเรามัวแต่มองว่ามันคือหน้าที่ มันก็จะเป็นแค่ภาระที่หนักอึ้ง แต่ถ้าลองหยุดถามตัวเองสักนิดว่า <strong><em>&quot;งานที่เรากำลังง่วนอยู่เนี่ย มันไปช่วยให้ชีวิตใครดีขึ้นบ้าง?&quot;&nbsp;</em></strong>พอเราเห็นคุณค่าตรงนี้ งานที่เคยดูน่าเบื่อจะเริ่มมีความหมายขึ้นมาทันที</p><p>สุดท้ายสิ่งที่ผู้นำต้องระวังคือ ความเครียดมันติดต่อกันได้ ถ้าหัวหน้าทำงานแบบอมทุกข์ ลูกน้องก็หมดไฟตามได้ง่าย ๆ ดังนั้นถ้าวันนี้คุณเริ่มรู้สึกไม่สนุก อย่าแค่ทนไปวัน ๆ แต่ให้ลองเปลี่ยนวิธีทำงาน หรือหาแง่มุมใหม่ ๆ ที่ทำให้ใจกลับมาเต้นแรงอีกครั้ง</p><p>เพราะสุดท้ายแล้ว ถ้างานมันไม่ดึงดูดให้เราแคร์อีกต่อไป ต่อให้คุณจะอึดแค่ไหน คุณก็ไปไม่ถึงฝันอยู่ดี</p><p>อ้างอิง: <a href="https://www.inc.com/marcel-schwantes/steve-jobs-difference-between-loving-your-work-burning-out/91299268?utm_source=flipboard&utm_content=topic%2Ftechnology">inc</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:13:24 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Saucy Thoughts]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[MIT ทดสอบ AI กับงานจริง 11,000 ชิ้น ผลคือยังเป็นแค่ 'เด็กฝึกงาน' ผ่านเกณฑ์แค่ 65%]]></title>
            <link>https://techsauce.co/tech-and-biz/mit-ai-test-11000-tasks-65-percent-pass-rate</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/tech-and-biz/mit-ai-test-11000-tasks-65-percent-pass-rate</guid>
            <description><![CDATA[คนทำงานออฟฟิศที่เคยลองใช้ AI ช่วยงาน อาจเคยรู้สึกหวั่น ๆ ว่าสักวันจะโดนแทนที่ แต่งานวิจัยล่าสุดจาก MIT บอกเราว่าตอนนี้ AI ยังทำงานได้แค่ระดับพอผ่านเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเด็กฝึกงานที่ทำงานส่งได้ แต่หัวหน้าต้องมานั่งแก้ทุกครั้ง]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775805033_meen_1200x800_-_2026-04-10T141034.205.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="MIT"></p><p id="isPasted">คนทำงานออฟฟิศที่เคยลองใช้ AI ช่วยงาน อาจเคยรู้สึกหวั่น ๆ ว่าสักวันจะโดนแทนที่ แต่งานวิจัยล่าสุดจาก MIT บอกเราว่าตอนนี้ AI ยังทำงานได้แค่ระดับพอผ่านเท่านั้น <strong>ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนเด็กฝึกงานที่ทำงานส่งได้ แต่หัวหน้าต้องมานั่งแก้ทุกครั้ง</strong></p><h2>MIT ทดสอบอะไร แล้วทดสอบอย่างไร ?</h2><p>ทีมวิจัยจาก MIT เอาโมเดล AI มา 41 ตัว ซึ่งรวมทั้ง Claude, Gemini และ ChatGPT แล้วให้ทำงานจริง ๆ ที่เป็นงานเขียนเป็นหลักมากกว่า 11,000 tasks ตามตำแหน่งงานต่าง ๆ ที่กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ระบุไว้</p><p>จากนั้นให้คนที่ทำงานจริงในสายนั้น ๆ มาให้คะแนน ไม่ใช่ให้ AI ตรวจ AI เอง แต่เอาคนที่มีประสบการณ์ตรงมาตัดสินว่าผลงานที่ AI ทำออกมา ถ้าส่งให้หัวหน้าโดยไม่ต้องแก้อะไรเลย จะผ่านไหม แล้วคุณภาพเป็นอย่างไร</p><p><strong>ผลออกมา 65% ของงานทั้งหมด AI ทำได้แค่ &#39;พอใช้ได้&#39;</strong></p><p>MIT ใช้สเกลให้คะแนน 1-9 โดยที่คะแนน 7 หมายถึงพอใช้ได้ คือส่งงานได้โดยไม่ต้องแก้ แต่ก็ไม่ได้ดีเด่นอะไร ผลคือ ณ ปลายปี 2025 ที่ผ่านมา AI ทำคะแนนถึง 7 ได้ใน ราว ๆ 65% ของงานทั้งหมด ฟังดูเหมือนเยอะ แต่ถ้าคิดกลับกันหมายความว่ายังมีอีก 35% ที่ AI ยังทำไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำด้วยซ้ำ</p><h2>พองานยากขึ้น AI ยิ่งสู้ไม่ไหว</h2><p>ส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือ เมื่อยกมาตรฐานขึ้นไปที่คะแนน 9 หรือระดับยอดเยี่ยม โอกาสที่ AI จะทำได้ ไม่เคยเกิน 50% เลย ไม่ว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ก็ตาม พูดให้เข้าใจ คือถ้างานต้องใช้หลายขั้นตอน ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือต้องการความแม่นยำสูง AI ก็มีโอกาสพลาดมากกว่าสำเร็จ</p><h2>งานไหนที่ AI ทำได้ งานไหนยังต้องพึ่งคน&nbsp;</h2><p>ข้อมูลจาก MIT ชี้ว่า AI ทำงานที่เป็นพื้นฐานในสายงานก่อสร้างและงานซ่อมบำรุงได้ค่อนข้างดี เพราะงานเหล่านี้มักเป็นงานที่มีรูปแบบชัดเจน ทำตามขั้นตอนได้ แต่พอเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะเฉพาะทางอย่างเช่น งานกฎหมาย หรือ งาน IT คะแนนเฉลี่ยที่ออกมากลับต่ำกว่า สะท้อนว่า AI ยังรับมือกับงานที่ต้องตีความ วิเคราะห์ หรือตัดสินใจที่ซับซ้อนได้ไม่ดี</p><p>ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นในตลาดแรงงานจริง ๆ ว่าบริษัทส่วนใหญ่เอา AI ไปแทนงาน routine หรืองาน entry-level ก่อน ขณะที่คนที่มีทักษะเฉพาะทาง โดยเฉพาะด้านดิจิทัลกลับได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น</p><h2>เคสจริงที่ AI ทำพลาดก็มีให้เห็น</h2><p>เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลขในงานวิจัย แต่มีตัวอย่างจริงให้เห็นแล้ว</p><ul><li>Deloitte เคยใช้ AI ทำรายงานให้ลูกค้าภาครัฐในออสเตรเลียและแคนาดา แล้วพบว่ารายงานเต็มไปด้วย ข้อมูลที่ AI แต่งขึ้นมาเอง&nbsp;</li><li>สื่ออย่าง CNET และ Sports Illustrated ก็เคยถูกจับได้ว่าใช้ AI เขียนบทความที่มีข้อมูลผิด แถมใส่ชื่อนักเขียนปลอม&nbsp;</li><li>ในวงการกฎหมาย ก็มีกรณีที่สำนักงานทนายต้องออกมาขอโทษต่อสาธารณะ หลังจากเอกสารที่ยื่นต่อศาลมีการอ้างอิงคดีที่ AI สร้างขึ้นมา ซึ่งไม่มีอยู่จริง</li></ul><h2>แต่ตอนนี้ AI กำลังเก่งขึ้นเร็วมาก</h2><p>ถึง AI จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือมันกำลังดีขึ้นอย่างรวดเร็ว&nbsp;</p><p>ทีม MIT ประเมินว่าอัตราความสำเร็จของ AI เพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 11 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จากโมเดลที่ฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ และคาดการณ์ว่าภายในปี 2029 AI จะสามารถทำงานเขียนได้ 80-95% ในระดับ &#39;พอใช้ได้&#39; แต่คำถามสำคัญคือ AI จะไปถึงระดับยอดเยี่ยมได้หรือไม่ ตรงนี้ทีมวิจัยยังไม่ฟันธง โดยเฉพาะในงานที่ผิดพลาดไม่ได้ อย่างเช่น งานกฎหมาย งานการแพทย์ หรืองานการเงิน การจะปล่อยให้ AI ทำเองทั้งหมดยังเป็นเรื่องที่อีกไกล</p><h2>สรุป</h2><p>ถ้าเปรียบ AI ตอนนี้เป็นพนักงาน AI คือพนักงานที่ร่างอีเมลได้ สรุปข้อมูลได้ กรอกตัวเลขได้ แต่ถ้าจะให้ทำงานที่ต้องคิด ตัดสินใจ หรืองานที่ถ้าผิดพลาดแล้วจะเจ็บหนัก งานเหล่านี้ยังต้องมีคนมาคุมอยู่ดี&nbsp;</p><p>สิ่งที่เราเห็นจากงานวิจัยนี้ชัดเจนว่าคนที่รู้จักใช้ AI เป็นเครื่องมือจะได้เปรียบกว่าคนที่ปล่อยให้ AI ทำเองทั้งหมด ทักษะในการตรวจสอบ แก้ไข และตัดสินใจว่าอะไรดี อะไรยังไม่ได้ ยังเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนไม่ได้&nbsp;</p><p>อ้างอิง: <a class="fr-strong" href="https://fortune.com/2026/04/03/mit-finds-ai-mostly-produces-minimally-sufficient-work/" target="_blank">fortune</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 14:11:58 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Tech & Biz]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[SoundCell สร้างกลองจิ๋วจากกราฟีน เพื่อฟังเสียงแบคทีเรียเคลื่อนไหว! ใช้ AI แยกแยะเชื้อได้แม่น 88% และตรวจเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะได้ในชั่วโมงเดียว]]></title>
            <link>https://techsauce.co/healthtech/soundcell-graphene-nanodrum-bacteria-identification</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/healthtech/soundcell-graphene-nanodrum-bacteria-identification</guid>
            <description><![CDATA[SoundCell สร้างกลองจิ๋วจากกราฟีน  ฟังเสียงการเคลื่อนไหวของแบคทีเรียระดับเซลล์เดียว ใช้ AI แยกแยะเชื้อได้แม่น 88% และตรวจเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะได้ในชั่วโมงเดียว เร็วกว่าวิธีปัจจุบันหลายเท่า ทดสอบจริงในโรงพยาบาลเนเธอร์แลนด์แล้ว]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775791999_SoundCell800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">การจะรู้ว่าแบคทีเรียในตัวผู้ป่วยเป็นเชื้ออะไร ดื้อยาหรือเปล่า ปกติต้องเพาะเชื้อแล้วรอผลหลายวัน แต่นักวิจัยจาก TU Delft ในเนเธอร์แลนด์ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าดูด้วยตายาก แล้วลอง &#39;ฟัง&#39; มันแทนล่ะ?</p><p>พวกเขาสร้างสิ่งที่เรียกว่า &#39;Nanodrum&#39; หรือกลองจิ๋วขนาดนาโนเมตร ทำจากแผ่นกราฟีนสองชั้นบางเพียง 1 นาโนเมตร วางทับบนช่องว่างขนาด 8 ไมโครเมตร พอดีกับขนาดของแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่ยาวประมาณ 1 ถึง 10 ไมโครเมตร แล้วเมื่อแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตมาเกาะบนแผ่นกราฟีนมันจะขยับตัว หมุน Flagellum (หางที่ใช้ว่ายน้ำ) สร้างแรงสั่นสะเทือนบนหน้ากลอง คล้ายกับมือกลองจิ๋วที่กำลังตีจังหวะของตัวเอง</p><p>ทีมวิจัยใช้ลำแสง Laser ยิงไปที่หน้ากลอง แล้วอ่านสัญญาณที่สะท้อนกลับมา จับการเคลื่อนไหวของแบคทีเรียตัวเดียวได้อย่างละเอียด Farbod Alijani วิศวกรเครื่องกลจาก TU Delft บอกว่า &#39;เราดูได้ถึงระดับเซลล์เดียวเลย เรามีความไวขนาดนั้น&#39;</p><p><strong>เรื่องสำคัญคือทำไมต้องกราฟีน ? </strong></p><p>เพราะมันทั้งแข็งแรงพอรับน้ำหนักแบคทีเรียได้ และอ่อนไหวพอที่จะสั่นตามทุกการขยับเล็กๆ ของเชื้อ วิธีเก่าๆ ที่เคยจับการเคลื่อนไหวของแบคทีเรียได้นั้นมักต้องวัดค่าเฉลี่ยจากเชื้อจำนวนมากพร้อมกัน แต่ Nanodrum ของ TU Delft แยกฟังเชื้อทีละตัวได้</p><h2>จากเสียงเป็นเสียงที่ต่างกัน</h2><p>พอแปลงจังหวะกลองเป็นเสียงที่ฟังได้จริง Aleksandre Japaridze หัวหน้าฝ่ายเทคนิคของ SoundCell (บริษัท Spin-off จาก TU Delft) บอกว่า &#39;มันเสียงดังมาก เหมือนอยู่ในอุโมงค์ลม&#39; แต่ถ้าฆ่าเชื้อด้วยยา เสียงจะเงียบลงทันที ไม่ได้ยินอะไรอีก</p><p>การค้นพบนี้นำไปสู่การทดสอบความดื้อยาปฏิชีวนะ เมื่อพวกเขาใส่ยาปฏิชีวนะลงไปบนกลองที่มี E. Coli เล่นอยู่ กลองเงียบลงภายในไม่กี่ชั่วโมง แต่ถ้าเป็น E. Coli สายพันธุ์ดื้อยา มันเล่นกลองต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น</p><p>แต่เรื่องพลิกตอนที่มีคนถามในงานประชุมว่า &#39;แบคทีเรียต่างชนิดเล่นเสียงต่างกันไหม?&#39; ทีมวิจัยยังไม่แน่ใจ เลยไปทดสอบจริงจัง โดยบันทึกจังหวะกลองของแบคทีเรียจากตัวอย่างผู้ป่วยจริง แล้วแปลงเป็น Spectrogram เพื่อวิเคราะห์รูปแบบการเคลื่อนไหว จากนั้นเทรน Machine Learning สองโมเดลให้แยกแยะเชื้อ 3 ชนิด ได้แก่ E. Coli, Staphylococcus Aureus (เชื้อก่อโรคติดเชื้อ Staph) และ Klebsiella Pneumoniae (หนึ่งในเชื้อก่อโรคปอดบวม)</p><p>ผลคือโมเดลทั้งสองแยกเชื้อได้แม่นถึง 87 ถึง 88 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งยืนยันว่าแบคทีเรียแต่ละชนิดมี &#39;ลายเซ็นเสียง&#39; เป็นของตัวเอง Japaridze อธิบายว่า &#39;มันเป็นวิธีตีความสปีชีส์ที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่ใช่ทางเคมีหรือชีววิทยา แต่เป็นพฤติกรรมเชิงกลล้วนๆ&#39;</p><h2>เร็วกว่าวิธีปัจจุบันหลายเท่า</h2><p>เรื่องนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะอาจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตมากกว่าหนึ่งล้านคนต่อปี และหนึ่งในปัญหาใหญ่คือการตรวจว่าเชื้อดื้อยาหรือเปล่านั้นช้ามาก วิธีปัจจุบันอาจใช้เวลาหลายวัน แต่เทคโนโลยีของ SoundCell ทำได้เร็วที่สุดแค่ชั่วโมงเดียว</p><p>ตอนนี้ SoundCell ย่อขนาดอุปกรณ์จากโต๊ะออปติคอลขนาดใหญ่ในห้องแล็บ มาเป็นเครื่องขนาดเล็กที่เหมาะกับโรงพยาบาล และได้ติดตั้งเครื่องต้นแบบที่โรงพยาบาลสองแห่งในเนเธอร์แลนด์แล้ว เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมจริง</p><p>งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร ACS Sensors เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา</p><p>ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผน อนาคตของการวินิจฉัยโรคติดเชื้ออาจไม่ใช่การส่องกล้องจุลทรรศน์อีกต่อไป แต่เป็นการ &#39;ฟัง&#39; ว่าเชื้อโรคกำลังเล่นเพลงอะไรอยู่บนกลองจิ๋วของมัน</p><p><strong>ที่มา:</strong> <a href="https://spectrum.ieee.org/soundcell-nanodrums-identify-bacteria-sound" target="_blank">Spectrum IEEE</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 10:35:38 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[HealthTech]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[OpenAI เปิด ChatGPT Pro แพลน 100 ดอลลาร์ เติมช่องว่างราคาที่หายไป เพราะ Codex โตเร็วเกินคาด]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/openai-launches-chatgpt-pro-100-dollar-plan</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/openai-launches-chatgpt-pro-100-dollar-plan</guid>
            <description><![CDATA[OpenAI เปิดตัวแพ็กเกจ ChatGPT Pro ใหม่ราคา $100/เดือน อัปเกรดขีดจำกัดการเขียนโค้ด (Codex) เพิ่มขึ้น 5 เท่า]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>OpenAI ประกาศเปิดตัวแพ็กเกจใหม่ที่ผู้ใช้งานระดับ Power User รอคอยมาอย่างยาวนาน กับแผนสมาชิกราคา 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน เพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างแพ็กเกจเดิมที่มีความห่างของราคาสูงเกินไป</p><p id="isPasted">ChatGPT มีช่องโหว่ใหญ่เรื่องราคา ผู้ใช้ที่จ่าย Plus 20 ดอลลาร์ต่อเดือนแล้วรู้สึกไม่พอ ต้องกระโดดขึ้นไป Pro 200 ดอลลาร์ทันที ไม่มีจุดกึ่งกลางให้เลือก Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI โพสต์ผ่าน X ว่าแพลนนี้เกิดขึ้นจากเสียงเรียกร้องของผู้ใช้จริง ๆ</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775789316_OpenAI_Pro_100_2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2 id="isPasted">โครงสร้างราคาปัจจุบันของ ChatGPT</h2><p>จากการปรับเปลี่ยนล่าสุด ลำดับขั้นสมาชิกของ ChatGPT มีดังนี้</p><ul><li>Free: ใช้งานฟรี (ปัจจุบันมีโฆษณา)</li><li>Go ($8/เดือน): แพ็กเกจเริ่มต้น (ยังมีโฆษณา)</li><li>Plus ($20/เดือน): ไม่มีโฆษณา</li><li>Pro ($100/เดือน): (ใหม่) เน้นงานสาย Coding</li><li>Pro ($200/เดือน): แพ็กเกจสูงสุดสำหรับงานหนักพิเศษ (แม้ปัจจุบันหน้าเว็บจะไม่แสดงราคา แต่ OpenAI ยืนยันว่ายังมีให้บริการอยู่)</li></ul><h2>สิ่งที่ได้ในแพลน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ</h2><p>แพลนใหม่ให้ Codex usage มากกว่า Plus 5 เท่า พร้อมสิทธิ์เข้าถึง exclusive Pro models, Instant models และ Thinking models แบบไม่จำกัด</p><p>สำหรับใครที่สมัครก่อนวันที่ 31 พฤษภาคม จะได้โปรโมชั่นพิเศษ คือ Codex usage เพิ่มเป็น 10 เท่าของ Plus หลังจากนั้นอาจมีการปรับลดเพดานการใช้งานลงสู่ระดับปกติ</p><p>อ้างอิง: <a href="https://techcrunch.com/2026/04/09/chatgpt-pro-plan-100-month-codex/?utm_source=dlvr.it&utm_medium=twitter">techcrunch</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 10 Apr 2026 09:50:15 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Garmin เพิ่มฟีเจอร์ 'ติดตามรอบเดือนและวันไข่ตก' แค่ใส่นอนระบบจะวัดอุณหภูมิร่างกาย ซิงก์เข้าแอปเพื่อประมวลผล]]></title>
            <link>https://techsauce.co/healthtech/garmin-sleep-temperature-menstrual-cycle-ovulation-tracking</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/healthtech/garmin-sleep-temperature-menstrual-cycle-ovulation-tracking</guid>
            <description><![CDATA[ปัจจุบันสมาร์ทวอทช์ของ Garmin ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์สำหรับติดตามการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสุขภาพโดยรวมได้กว้างขึ้น ล่าสุด Garmin ได้เพิ่มฟีเจอร์การติดตามรอบเดือนและวันไข่ตก]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775735044_meen_1200x800_-_2026-04-09T184210.482.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="Garmin เพิ่มฟีเจอร์ 'ติดตามรอบเดือนและวันไข่ตก'"></p><p id="isPasted">ปัจจุบันสมาร์ทวอทช์ของ Garmin ไม่ได้เป็นแค่อุปกรณ์สำหรับติดตามการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลสุขภาพโดยรวมได้กว้างขึ้น ล่าสุด Garmin ได้เพิ่มฟีเจอร์การติดตามรอบเดือนและวันไข่ตก เข้ามาในนาฬิกาหลายรุ่น โดยเป็นการร่วมมือกับ Natural Cycles&nbsp;</p><h2>ฟีเจอร์นี้ทำงานอย่างไร</h2><p>ระบบจะทำงานโดยการวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้ใช้งานในเวลากลางคืนขณะนอนหลับ จากนั้นเมื่อตื่นมา ข้อมูลอุณหภูมิดังกล่าวจะถูกซิงค์เข้ากับแอปพลิเคชัน Natural Cycles โดยตรง เพื่อประมวลผลเกี่ยวกับรอบเดือนและวันตกไข่&nbsp;</p><p>ข้อดีของการใช้นาฬิกาติดตามรอบเดือน คือมันง่าย เราไม่ต้องกินยาคุมกำเนิดให้ฮอร์โมนแกว่งหรือไปหาหมอทำขั้นตอนให้ยุ่งยาก แค่ดูข้อมูลจากข้อมือก็สามารถนำไปใช้ได้เลย ไม่ว่าจะวางแผนเตรียมมีลูกหรือใช้ข้อมูลนี้เพื่อคุมกำเนิดก็ได้&nbsp;</p><h2>ใช้ได้กับรุ่นไหนบ้าง</h2><p>ต้องบอกก่อนว่า Natural Cycles เป็นแอปพลิเคชันสำหรับการคุมกำเนิดเพียงแอปเดียวในขณะนี้ที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) การร่วมมือกันในครั้งนี้จึงทำให้นาฬิกา Garmin มีระบบติดตามรอบเดือนที่มีความน่าเชื่อถือสูง</p><p>ฟีเจอร์ใหม่นี้กำลังจะถูกอัปเดตและเปิดให้ใช้งานใน Smart Watch รุ่นยอดนิยมหลายรุ่นของ Garmin ได้แก่:</p><ul><li>Fenix 8</li><li>Forerunner 570</li><li>Venu 4</li><li>Venu X1&nbsp;</li></ul><h2>การแข่งขันในตลาดและประเทศที่รองรับการใช้งาน</h2><p>Garmin ไม่ใช่แบรนด์แรกหรือแบรนด์เดียวที่มีการนำฟีเจอร์นี้มาใส่ไว้ในอุปกรณ์สวมใส่ แบรนด์คู่แข่งอื่นๆ ในตลาดอย่าง Apple, Whoop และ Fitbit ต่างก็มีฟีเจอร์ในลักษณะเดียวกันนี้ให้ผู้บริโภคเลือกใช้งานอยู่แล้ว</p><p>สำหรับการเปิดให้บริการนั้น ในปัจจุบันยังไม่ได้เปิดให้ใช้งานได้ทั่วโลก โดยทาง Garmin ระบุว่าตอนนี้สามารถใช้งานได้เฉพาะในกลุ่มประเทศดังต่อไปนี้:</p><ul><li>ออสเตรเลีย</li><li>บราซิล</li><li>แคนาดา</li><li>สหภาพยุโรป</li><li>นอร์เวย์</li><li>สิงคโปร์</li><li>สวิตเซอร์แลนด์</li><li>สหราชอาณาจักร</li><li>สหรัฐอเมริกา&nbsp;</li></ul><p>ส่วนประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทย ยังไม่มีกำหนดที่แน่ชัดว่าจะเริ่มปล่อยอัปเดตให้ใช้งานได้เมื่อใด</p><h2>สรุป&nbsp;</h2><p>การจับมือระหว่าง Garmin และ Natural Cycles เพื่อเพิ่มฟีเจอร์ติดตามรอบเดือนและวันไข่ตก ถือเป็นการพัฒนาที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน Smart Watch สามารถติดตามเรื่องสุขภาพที่สำคัญต่อชีวิตประจำวันได้อย่างสะดวกมากขึ้น โดยอาศัยข้อมูลอุณหภูมิร่างกายเพื่อวิเคราะห์รอบเดือน แม้จะยังไม่เปิดให้ใช้งานครบทุกประเทศในตอนนี้ แต่ก็ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกที่มีประโยชน์และตอบโจทย์การดูแลสุขภาพโดยไม่ต้องใช้วิธีที่ซับซ้อน</p><p>อ้างอิง: <a class="fr-strong" href="https://www.techradar.com/health-fitness/smartwatches/garmin-fans-can-now-unlock-fertility-insights-on-their-wrist-thanks-to-this-handy-new-feature" target="_blank">techradar</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 18:44:26 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[HealthTech]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[รู้จัก Memento-skills เครื่องมือแก้จุดอ่อน AI Agent ให้ AI สร้าง และพัฒนา Skill ได้เอง แก้ปัญหาหยุดเรียนรู้หลัง Deploy]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/memento-skills-ai-agent-continual-learning-framework</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/memento-skills-ai-agent-continual-learning-framework</guid>
            <description><![CDATA[Memento-Skills เปิดทางให้ระบบสามารถสร้าง ปรับปรุง และสะสม Skill ของตัวเองจากการใช้งานจริง พร้อมยกระดับประสิทธิภาพโดยไม่ต้องเทรนโมเดลใหม่ แก้ปัญหา AI agent หยุดเรียนรู้หลัง Deploy]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">นักวิจัยจากหลายมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนา<strong>&nbsp;&ldquo;Memento-Skills&rdquo;</strong> เฟรมเวิร์กใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจน คือการแก้ข้อจำกัดสำคัญของ AI agent ในปัจจุบัน นั่นคือ<strong>&nbsp;การไม่สามารถเรียนรู้หรือปรับตัวได้หลังจากถูก Deploy ไปใช้งานจริง</strong></p><p>แนวคิดของระบบนี้ไม่ใช่การปรับปรุงโมเดล LLM &nbsp;โดยตรง แต่เป็นการเพิ่ม <strong>&ldquo;ชั้นของความสามารถ&rdquo;</strong> เข้าไปภายนอก เพื่อเปิดทางให้ Agent สามารถสร้าง ปรับปรุง และสะสม Skill ของตัวเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องเทรนโมเดลใหม่ทุกครั้ง</p><p>Jun Wang หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยอธิบายว่า Memento-Skills ทำหน้าที่เสริม Continual learning ให้กับ Agent ยุคใหม่ และสามารถนำไปใช้งานร่วมกับระบบเดิมได้ทันที เช่น<strong>&nbsp;OpenClaw&nbsp;</strong>และ <strong>Claude Code</strong> โดยไม่ต้องแก้ไขโครงสร้างหลักของโมเดล</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775731182_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%282%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ปัญหา AI agent ที่ &ldquo;หยุดเรียนรู้&rdquo; หลัง Deploy</h2><p id="isPasted">โดยธรรมชาติของโมเดลภาษา เมื่อผ่านการ Train และถูก Deploy แล้ว พารามิเตอร์จะถูกตรึงไว้ ส่งผลให้ Agent ไม่สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่จากการใช้งานจริงได้ช</p><p id="isPasted">ในทางปฏิบัติ ทีมพัฒนามักใช้วิธี &ldquo;เสริมจากภายนอก&rdquo; เช่น การเขียน Skill เพิ่มด้วยมือ หรือการปรับ Prompt เพื่อให้ตอบได้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม วิธีเหล่านี้ยังเป็นเพียงการปรับแต่งพฤติกรรม ไม่ใช่การเรียนรู้ที่แท้จริง และมักไม่สามารถนำไปใช้ข้าม Task ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p id="isPasted">ขณะเดียวกัน แนวทางอย่าง Rag ที่อาศัย Semantic similarity ในการค้นหาความรู้ ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง เพราะความคล้ายของภาษาไม่ได้รับประกันว่าคำตอบจะเหมาะกับบริบทของงาน ตัวอย่างเช่น Agent อาจเลือกขั้นตอน &ldquo;รีเซ็ตรหัสผ่าน&rdquo; มาใช้กับ &ldquo;คืนเงิน&rdquo; เพียงเพราะใช้คำศัพท์ใกล้เคียงกัน แม้เนื้อหาจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง</p><h2>จาก Memory ธรรมดา สู่ Skill ที่พัฒนาได้เอง</h2><p><span class="fr-img-caption fr-fic fr-dib" style="width: 509px;"><span class="fr-img-wrap"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775731202_figure2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"><span class="fr-inner">ที่มา: GitHub - Memento-Skills</span></span></span></p><p id="isPasted">Memento-Skills เสนอแนวคิดใหม่ โดยเปลี่ยน Memory ให้กลายเป็น <strong>&#39;คลัง Skill ที่พัฒนาได้&#39;&nbsp;</strong></p><p id="isPasted">แทนที่จะเก็บเพียงประวัติการทำงาน ระบบจะสร้าง Skill ในรูปแบบที่มีโครงสร้างชัดเจน และสามารถนำไปใช้ซ้ำหรือปรับปรุงต่อได้ โดยแต่ละ Skill ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่</p><ul><li data-end="2127" data-section-id="1g01y32" data-start="2045" id="isPasted"><strong>Declarative specification</strong> ที่อธิบายว่า Skill คืออะไร และควรใช้ในสถานการณ์แบบใด</li><li data-end="2184" data-section-id="12md23q" data-start="2128"><strong>Instruction</strong> และ <strong>Prompt</strong> ที่กำหนดแนวทางการคิดของ Agent</li><li data-end="2233" data-section-id="gfvn0d" data-start="2185"><strong>Executable code</strong> ที่สามารถนำไปใช้ทำงานจริงได้</li></ul><p id="isPasted">โครงสร้างนี้ทำให้ Skill ไม่ใช่แค่บันทึกสิ่งที่เคยทำแต่กลายเป็น <strong>&ldquo;หน่วยความสามารถ&rdquo;&nbsp;</strong>ที่สามารถนำกลับมาใช้และพัฒนาต่อได้อย่างเป็นระบบ</p><h2>เรียนรู้จากการใช้งานจริงแบบ Reflective</h2><p id="isPasted">หัวใจของระบบคือ<strong>&nbsp;Read-write reflective learning</strong> ที่ทำให้ Agent เรียนรู้จากผลลัพธ์ของตัวเอง ซึ่งเปลี่ยน Memory จาก Passive storage ให้กลายเป็น Active learning system</p><p id="isPasted">เมื่อ Agent ได้รับ Task ใหม่ ระบบจะใช้ Skill router เพื่อเลือก Skill ที่เหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาจากลักษณะการใช้งานจริงหรือพฤติกรรม ไม่ใช่เพียงความคล้ายของข้อความ</p><p id="isPasted">หาก Skill ที่เลือกมาไม่สามารถแก้ปัญหาได้ Agent จะวิเคราะห์สาเหตุของความล้มเหลว และดำเนินการปรับปรุงโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไข Prompt ปรับโค้ด หรือสร้าง Skill ใหม่ขึ้นมา</p><p id="isPasted">กระบวนการเรียนรู้เหล่านี้ถูกสนับสนุนด้วย Offline reinforcement learning ซึ่งเรียนรู้จากผลลัพธ์ของการทำงานจริง ทำให้การพัฒนา Skill มีทิศทางที่สอดคล้องกับประสิทธิภาพจริง ไม่ใช่เพียงการประเมินจากข้อความ</p><p>ในขณะเดียวกัน ระบบยังมี Unit-test gate เพื่อทดสอบ Skill ที่ถูกแก้ไขก่อนนำไปใช้งานจริง ช่วยลดความเสี่ยงของ Regression หรือการที่ระบบแย่ลงหลังการปรับปรุง</p><h2>ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ</h2><p id="isPasted">ทีมวิจัยประเมินระบบบน Benchmark ที่มีความซับซ้อนสูง ได้แก่ <strong>Gaia</strong> ซึ่งต้องใช้ Multi-step reasoning และการทำงานร่วมกับเครื่องมือ และ <strong>Humanity&rsquo;s last exam (Hle)</strong> ซึ่งครอบคลุมโจทย์ระดับผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขา</p><p id="isPasted">ผลการทดสอบแสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงที่มีนัยสำคัญ โดย Gaia จาก 52.3% เพิ่มเป็น <strong>66.0%</strong> และ Hle จาก 17.9% เพิ่มเป็น <strong>38.7%</strong></p><p id="isPasted">ในด้านการเลือกใช้ Skill ระบบ Skill router สามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จของงานเป็น <strong>80%</strong> เมื่อเทียบกับ 50% ของวิธี Retrieval แบบดั้งเดิมอย่าง Bm25</p><p id="isPasted">อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจคือ ระบบสามารถเริ่มต้นจาก Seed skill เพียงไม่กี่รายการ เช่น การค้นเว็บหรือการใช้ Terminal ก่อนจะค่อย ๆ ขยาย Skill library ของตัวเองขึ้นเป็นหลายสิบหรือหลายร้อยรายการตามประสบการณ์การใช้งานจริง</p><h2>เหมาะกับงานที่มีรูปแบบชัดเจน</h2><p id="isPasted">แม้แนวทางนี้จะช่วยให้ Agent พัฒนาได้ต่อเนื่อง แต่ประสิทธิภาพยังขึ้นอยู่กับลักษณะของ Task หากงานมีโครงสร้างหรือรูปแบบซ้ำกัน ระบบจะสามารถถ่ายโอนความรู้และพัฒนา Skill ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>ในทางกลับกัน หาก Task มีความหลากหลายสูง หรือไม่เกี่ยวข้องกัน การเรียนรู้ข้าม Task จะทำได้ยากขึ้น นอกจากนี้ งานที่เกี่ยวข้องกับ Physical agent หรือการตัดสินใจระยะยาวยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องการการวิจัยเพิ่มเติม</p><p id="isPasted">แม้ระบบจะมี Unit-test gate เป็นกลไกพื้นฐานในการควบคุมคุณภาพ แต่การนำไปใช้งานในระดับองค์กรยังต้องมีการออกแบบระบบกำกับดูแลเพิ่มเติม</p><p>นักวิจัยแนะนำว่าการให้ Agent ปรับปรุงตัวเองควรอยู่ภายใต้แนวคิดของ Guided self-development หรือการพัฒนาแบบมีกรอบ มากกว่าการเปิดให้เรียนรู้แบบไร้ขอบเขต ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในระยะยาว</p><p id="isPasted">ปัจจุบัน Memento-Skills เปิดให้ใช้งานแล้วในรูปแบบ Open source บน GitHub และถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่สะท้อนทิศทางสำคัญของ AI agent ในอนาคต นั่นคือการขยับจากระบบที่ทำตามคำสั่งไปสู่ระบบที่สามารถ <strong>&ldquo;พัฒนาและเรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง&rdquo;</strong> ได้อย่างต่อเนื่อง</p><p>อ้างอิง:&nbsp;<a href="https://venturebeat.com/orchestration/new-framework-lets-ai-agents-rewrite-their-own-skills-without-retraining-the?utm_source=flipboard&utm_content=user/venturebeat">VentureBeat</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 17:49:24 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[สรุปงาน GrabX 2026 เปิดตัว 13 นวัตกรรม AI พลิกโฉมจาก Super App สู่ Intelligent Guide]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/grabx-2026-13-new-ai-innovations-intelligent-everyday-guide</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/grabx-2026-13-new-ai-innovations-intelligent-everyday-guide</guid>
            <description><![CDATA[เจาะลึกไฮไลต์ GrabX 2026 เมื่อ Grab ประกาศทรานส์ฟอร์มสู่ Intelligent Everyday Guide ด้วย 13 นวัตกรรม AI ใหม่ล่าสุด ที่จะเปลี่ยนการเดินทาง การกิน และการทำธุรกิจในอาเซียนไปตลอดกาล]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775729841_GrabX_2026_1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">ล่าสุด Grab (แกร็บ) ยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประจำปี <strong>&ldquo;GrabX 2026&rdquo;</strong> ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย พร้อมประกาศวิสัยทัศน์ครั้งสำคัญในการทรานส์ฟอร์มแพลตฟอร์มจาก &ldquo;ซูเปอร์แอป&rdquo; (Super App) ไปสู่การเป็น &ldquo;ผู้ช่วยอัจฉริยะ&rdquo; (Intelligent Everyday Guide) ผ่านการเปิดตัว 13 นวัตกรรมใหม่ที่ใช้ขุมพลัง AI เข้ามาจัดการชีวิตประจำวันแบบไร้รอยต่อ</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775729853_04_GrabX_2026.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ฟิลลิป แคนดัล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแกร็บ เผยว่าหัวใจสำคัญของ GrabX 2026 คือการทำให้ AI ทำงานเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้คน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้บริการ พาร์ทเนอร์ร้านค้า หรือคนขับ โดยการนำ Insight จากพฤติกรรมการใช้งานกว่าสองหมื่นล้านครั้ง มากลั่นกรองเป็นโซลูชันภายใต้ 3 แกนหลัก ดังนี้:</p><h2>1. FOR LOCAL LIFE: เชื่อมต่อทุกจังหวะชีวิตด้วย AI ส่วนตัว</h2><p>Grab พยายามเข้ามาแก้ Pain Point ในชีวิตประจำวันด้วยเทคโนโลยีที่ฉลาดขึ้น:</p><ul><li>Group Ride &amp; Waiting Room: บริการเรียกรถแบบกลุ่มที่ AI ช่วยคำนวณเส้นทางและจุดรับ-ส่งหลายจุดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ช่วยประหยัดค่าโดยสารได้ถึง 40% พร้อมฟีเจอร์ติดตามสถานะผู้ร่วมทริปแบบเรียลไทม์</li><li>Grab More: สั่งอาหารจากร้านใกล้เคียงในออเดอร์เดียวได้โดยไม่เสียค่าส่งเพิ่ม และ AI จะคำนวณให้ไรเดอร์นำส่งอาหารจากทุกร้านถึงมือผู้รับพร้อมกัน</li><li>Grab AI Assistant &amp; Shopping Agent: เลขาส่วนตัวที่ช่วยจองร้านอาหารตามเงื่อนไขเฉพาะ (เช่น ประเภทอาหาร หรือจำนวนคน) รวมถึง Shopping Agent ที่ผู้ใช้เพียงส่งรูปหรือข้อความเสียง AI จะทำการค้นหาสินค้าและเลือกของลงตะกร้าให้โดยอัตโนมัติ</li><li>GrabMaps Next Gen: แผนที่ที่เชื่อมกับปฏิทินส่วนตัวเพื่อคาดการณ์จุดหมาย พร้อมฟีเจอร์ Indoor Navigation นำทางในอาคาร และ Custom Voice ที่ให้คุณใช้เสียงตัวเองหรือคนในครอบครัวเป็นเสียงนำทางได้</li><li>AI-Powered Cash Loan: สินเชื่อเงินสดที่ใช้ AI วิเคราะห์ศักยภาพทางการเงินจาก Data บนแอป ทำให้คนเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องใช้เอกสาร และรู้ผลอนุมัติในไม่กี่วินาที</li></ul><h2>2. FOR EFFORTLESS TRAVEL: ยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อ</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775729997_06_GrabX_2026.webp" style="width: 375px;" class="fr-fic fr-dib"></p><ul><li>Travel Checklist &amp; eSIM: จัดการทุกอย่างตั้งแต่พาสปอร์ต, ประตูขึ้นเครื่อง ไปจนถึงการซื้อ eSIM หรือ Travel Pass ในที่เดียว</li><li>GrabStays &amp; Discover: จับมือกับ Nuitee นำเสนอการจองโรงแรมแบบ Last-minute ด้วย AI พร้อมระบบสะสม GrabCoin และฟีเจอร์รีวิวร้านอาหารจากผู้ใช้จริงที่คัดสรรมาเฉพาะบุคคล</li><li>GrabPay for Travel: สแกนจ่ายผ่าน QR Code ทั่วภูมิภาคได้ทันทีผ่านบัตรที่ผูกไว้ ไม่ต้องแลกเงินหรือเติมเงินเข้า E-Wallet ให้มีเงินค้างในบัญชี</li></ul><h2>3. FOR BUSINESS EMPOWERMENT: เสริมแกร่งผู้ประกอบการด้วย Computer Vision</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1775730012_05_GrabX_2026.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>นวัตกรรมสำหรับพาร์ทเนอร์ร้านค้าและคนขับเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด</p><ul><li>Virtual Store Manager: ใช้ AI Computer Vision เปลี่ยนกล้องวงจรปิดให้เป็นผู้จัดการร้าน แจ้งเตือนเมื่อคิวยาว หรือเมื่อมาตรฐานสุขอนามัยมีปัญหา</li><li>Cloud Printer &amp; Tap to Pay: เครื่องพิมพ์อัจฉริยะที่เชื่อมต่อครัวและไรเดอร์แบบอัตโนมัติ และการเปลี่ยนสมาร์ทโฟนให้เป็นเครื่องรับชำระเงิน (EDC) ได้ทันที</li><li>Driver AI Assistant: ผู้ช่วยอัจฉริยะสำหรับคนขับ ที่คอยแนะนำช่วงเวลาและพื้นที่ที่จะสร้างรายได้สูงสุด รวมถึงช่วยสื่อสารกับผู้ใช้บริการ</li></ul><p>นอกจากการเปิดตัวนวัตกรรมแล้ว แกร็บยังส่งโปรแกรม Grab Early Access ให้ผู้ใช้ได้ทดลองฟีเจอร์ใหม่ก่อนใคร รวมถึงลูกเล่นสนุกๆ อย่าง Shake and Share เพียงแค่เขย่าโทรศัพท์ก็สามารถแจ้งปัญหาหรือแสดงความคิดเห็นได้ทันที</p><p>การขยับตัวครั้งนี้ของ Grab สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์เสริม แต่คือกระดูกสันหลังใหม่ที่จะทำให้แพลตฟอร์มนี้ฝังตัวอยู่ในทุกมิติของชีวิตชาวอาเซียนอย่างแท้จริง</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 09 Apr 2026 17:21:10 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
            </channel>
</rss>
