<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
<rss version="2.0"
     xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
     xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
     xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
     xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
     xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
     xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/">
    <channel>
        <title>Techsauce</title>
        <atom:link href="https://techsauce.co/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
        <link>https://techsauce.co</link>
        <description></description>
        <lastBuildDate>Friday, 01 May 2026 12:44:13 +0700</lastBuildDate>
        <language>th</language>
        <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
        <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>

        <image>
            <url>https://techsauce.co/rss/cropped-Techsauce-logo-square_primary2-32x32.png</url>
            <title>Techsauce</title>
            <link>https://techsauce.co</link>
            <width>32</width>
            <height>32</height>
        </image>

                    <item>
            <title><![CDATA[OpenAI ยังอึ้งในไทย ใช้ Images 2.0 สร้างสรรค์ที่สุด แจก 3 Prompts ฮิตที่ไทยใช้มากที่สุด]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/openai-chatgpt-images-2-thailand-growth-stats</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/openai-chatgpt-images-2-thailand-growth-stats</guid>
            <description><![CDATA[OpenAI เผยสถิติ ChatGPT Images 2.0 ในไทยโตพุ่ง 90% ต่อสัปดาห์ ขึ้นแท่นตลาดโตเร็วสุดในเอเชีย พร้อมเจาะลึกพฤติกรรมผู้ใช้ที่เปลี่ยน AI ให้เป็นผู้ช่วยส่วนตัวระดับ Expert]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1777614222_Image_23.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">จากการเปิดเผยข้อมูลล่าสุดของ OpenAI พบว่าประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดที่ขยับตัวเข้าหา ChatGPT Images 2.0 เร็วที่สุดในเอเชีย ด้วยอัตราการเติบโตแบบสัปดาห์ต่อสัปดาห์สูงถึง 90%</p><p>ความน่าสนใจไม่ได้หยุดอยู่ที่จำนวนคนใช้ แต่คือวิธีการใช้ที่คนไทยนำ AI มาประยุกต์เข้ากับไลฟ์สไตล์อย่างชาญฉลาด จากข้อมูลสถิติระบุว่านี่คือ Top 3 Prompts ที่ถูกใช้งานมากที่สุดในไทย ซึ่งเปลี่ยนโฉมหน้าจากการเป็นแค่เครื่องมือสร้างภาพ สู่การเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ส่วนบุคคลอย่างเต็มตัว</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1777612193_Chat_GPT_Images_2.0_-_%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2_%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>1. วิเคราะห์ทรงผม (The Hair Stylist)</h2><p>ไม่ใช่แค่การถามว่าตัดผมทรงไหนดี แต่คนไทยใช้ ChatGPT Images 2.0 ในการจำลองลุคใหม่ ๆ โดยการอัปโหลดรูปใบหน้าและให้ AI วิเคราะห์โครงหน้าเพื่อจับคู่กับทรงผมที่กำลังเป็นเทรนด์</p><p><strong>ทำไมถึงฮิต:&nbsp;</strong>ช่วยลดความเสี่ยงก่อนตัดสินใจตัดผมจริง และสามารถเห็นภาพจำลองที่สมจริงกว่าแอปฯ แต่งรูปทั่วไป</p><p><strong>Prompt แนะนำ:&nbsp;</strong></p><p>create a hair analysis graphic using this portrait. analyze and present: face shape (e.g., oval, round, square, heart) hair texture (straight, wavy, curly) hair density (thin, medium, thick) hairline and forehead proportion overall vibe and style suitability show visual comparisons of: recommended hairstyles vs not recommended styles short / medium / long length options different fringe styles (no fringe, curtain bangs, side part, etc.) include sections: best hairstyles / ทรงผมที่เหมาะ not recommended / ทรงที่ไม่แนะนำ hair length / ความยาวผม parting &amp; fringe / แสกผม &amp; หน้าม้า hair color / สีผมที่เหมาะ hair color analysis: warm / cool / neutral tones show color swatches and real examples on the portrait design style: clean, modern, visual-first side-by-side comparisons using the same portrait minimal text, short labels only (no paragraphs) language: include both english and thai labels for all sections and elements optional: add a final summary section: &ldquo;overall look</p><h2>2. วิเคราะห์ Personal Color</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/5/1777612234_Your_personal_color_analysis_%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>นี่คือเทรนด์ที่มาแรงที่สุดในกลุ่มบิวตี้และแฟชั่น เมื่อการไปหาผู้เชี่ยวชาญด้าน Personal Color &nbsp;มีราคาสูง คนไทยจึงเลือกใช้ความแม่นยำของโมเดล 2.0 ในการจำแนก Undertone ของผิว</p><p><strong>ทำไมถึงฮิต:</strong> ให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับผู้เชี่ยวชาญ และช่วยในการเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือเครื่องสำอางผ่านช่องทางออนไลน์ได้แม่นยำขึ้น</p><p><strong>Prompt แนะนำ:<em>&nbsp;</em></strong><em>&quot;จากรูปถ่ายหน้าสดในแสงธรรมชาติรูปนี้ ช่วยวิเคราะห์ว่าฉันอยู่ในกลุ่ม Personal Color ใด (Spring, Summer, Autumn, Winter) พร้อมแจก Palette สีที่ควรใช้แต่งหน้าและสีเสื้อผ้าที่ช่วยขับผิวให้ดูสดใส&quot;</em></p><p>หรือ ขอภาพแนะนำการแต่งตัว บวก personal color และ branding สำหรับคนในภาพที่ส่งให้ เป็นภาพแนวตั้ง แนะนำสี เครื่องประดับที่ควรใส่ ให้เห็นภาพหลาย ๆ มุม</p><h2>3. อ่านลายมือ</h2><p>ก้าวข้ามขีดจำกัดจากเรื่องงานสู่เรื่องของความสบายใจ คนไทยนำ ChatGPT Images 2.0 มาใช้วิเคราะห์เส้นลายมือเพื่อทำนายดวงชะตา ซึ่งเป็นการบรรจบกันของศาสตร์พยากรณ์โบราณและเทคโนโลยี Computer Vision ยุคใหม่</p><p><strong>ทำไมถึงฮิต:&nbsp;</strong>กระแส Digital Mutelu ในไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง การมี AI ที่สามารถวิเคราะห์เส้นลายมือได้ละเอียดและให้คำตอบได้ทันที ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและความสนุกในการแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย</p><p><strong>Prompt แนะนำ</strong>: Create a highly detailed manga-style infographic poster in Thai language about palm reading (palmistry), designed like a professional beauty-magazine guide mixed with Japanese manga aesthetics.</p><p>Layout: vertical poster, clean white background, elegant pastel accents, soft gold sparkles, neat editorial composition.</p><ul><li>Main Title at top in Thai: &ldquo;อ่านลายมืออย่างละเอียด จากภาพมือของคุณ&rdquo;</li><li>Subtitle: &ldquo;(เพื่อความบันเทิงและความเชื่อส่วนบุคคล)&rdquo;</li><li>Center Section: Show TWO realistic female hands, front-facing palms open, side by side.</li><li>Left hand labeled: &ldquo;มือซ้าย&rdquo;</li><li>Subtitle: &ldquo;พื้นฐานดวงเดิม / นิสัยติดตัว&rdquo;</li><li>Right hand labeled: &ldquo;มือขวา&rdquo;</li><li>Subtitle: &ldquo;ปัจจุบัน / การตัดสินใจ / ชีวิตที่สร้างเอง&rdquo;</li></ul><p>Palm details:</p><p>Use colored guide lines over the palms:</p><ul><li>Heart line (pink)</li><li>Head line (blue)</li><li>Life line (green)</li><li>Fate line (purple)</li></ul><p>Use elegant arrows and Thai text notes pointing to each line.</p><p>Right side panels:</p><p><strong>1. Cute manga portrait of a beautiful Thai woman, soft brown eyes, glossy hair bun, warm smile.</strong></p><p>Header: &ldquo;ภาพรวมบุคลิก&rdquo;<br>Include Thai bullet points about personality.</p><p><strong>2. Section header:</strong></p><p>&ldquo;การงาน&rdquo;<br>With icons and Thai bullet list.</p><p><strong>3. Section header:</strong></p><p>&ldquo;การเงิน&rdquo;<br>With money icons and Thai bullet list.</p><p><strong>4. Section header:</strong></p><p>&ldquo;ความรัก&rdquo;<br>With cute manga couple illustration and Thai bullet list.</p><p><strong>Bottom Section:</strong></p><p>Timeline boxes with ages:<br>20&ndash;33 ปี<br>34&ndash;38 ปี<br>39&ndash;45 ปี<br>46&ndash;52 ปี<br>53 ปีขึ้นไป</p><p>Each box includes Thai fortune summaries.</p><p>Lower footer sections:&nbsp;</p><ul><li>&ldquo;สุขภาพที่ควรระวัง&rdquo; with cute health icons.</li><li>&ldquo;สิ่งเสริมดวง&rdquo; with icons like bracelet, wallet, notebook, heart charm</li></ul><p>Gabriel Goh หัวหน้าทีมนักวิจัยของ OpenAI กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า &ldquo;ไอเดียที่ทรงพลังที่สุดไม่ได้มาจากเรา แต่มาจากผู้ใช้งาน&rdquo; ทัศนวัฒนธรรมของคนไทยที่มีความละเอียดอ่อนเรื่องความสวยงามและไลฟ์สไตล์ ทำให้ ChatGPT Images 2.0 ถูกนำไปใช้ในมิติที่ผู้พัฒนาเองก็ยังประหลาดใจ</p><p>อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 01 May 2026 12:44:13 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[SCG แถลงผลประกอบการไตรมาส 1 ต่อด้วยกลยุทธ์เชิงรุก ตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์บริหารความเสี่ยง]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/scg-announces-stronger-q1-2026-results</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/scg-announces-stronger-q1-2026-results</guid>
            <description><![CDATA[ผลประกอบการ ไตรมาส 1 ปี 2569 SCG มี Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนสถานการณ์ตะวันออกกลาง คาดการณ์ว่าทำราคาพลังงาน-วัตถุดิบผันผวนต่อ นำมาสู่กลยุทธ์เชิกรุก 'ระยะสั้น' บริหารความเสี่ยงรอบด้านแบบทันท่วงที]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><span class="fr-img-caption fr-fic fr-dib" style="width: 720px;"><span class="fr-img-wrap"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777556711_SCG_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"><span class="fr-inner">คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี</span></span></span></p><p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี&nbsp;</strong>เปิดเผยในงานแถลงผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท&nbsp;</p><p><em>&quot;แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ คาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน &#39;กลยุทธ์เชิงรุก&#39; อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ<strong>&nbsp;&lsquo;ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน&rsquo;</strong> และ<strong>&nbsp;&lsquo;คุมสถานการณ์ได้จริง&rsquo;&nbsp;</strong>ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้ง &#39;แผนระยะสั้น&#39; บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง &lsquo;Daily War Room&rsquo; เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้นเพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง&nbsp;</em></p><p><em><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777547401_%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3_SCG_%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%AA_1_%E0%B8%9B%E0%B8%B5_2569.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></em><em>&quot;ส่วน <strong>แผนระยะ 2 ปี (2569-2570)&nbsp;</strong>เอสซีจีมุ่งสร้างกล้ามเนื้อด้วยการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics &amp; Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อมเดินหน้าโครงการ <strong>LSPE&nbsp;</strong>ที่เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน&nbsp;</em></p><p><em>&quot;ตลอดจนผลักดัน <strong>สินค้ากรีน (Green Products)</strong> &ndash; <strong>สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP)&nbsp;</strong>&ndash; <strong>สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA)&nbsp;</strong>และเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว&quot;</em></p><h2>ตั้ง Daily War Room หนึ่งในกลยุทธ์รับความผันผวน</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777566227_SCG_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3.webp" style="box-sizing: border-box; border-style: none; height: auto; max-width: 100%; cursor: pointer; padding: 0px 1px; user-select: none; text-align: left; color: rgb(65, 65, 65); font-family: Nunito, -apple-system, &quot;system-ui&quot;, &quot;Segoe UI&quot;, Roboto, &quot;Helvetica Neue&quot;, Arial, sans-serif, &quot;Apple Color Emoji&quot;, &quot;Segoe UI Emoji&quot;, &quot;Segoe UI Symbol&quot;, &quot;Noto Color Emoji&quot;; font-size: 18px; font-style: normal; font-variant-ligatures: normal; font-variant-caps: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-indent: 0px; text-transform: none; widows: 2; word-spacing: 0px; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; text-decoration-thickness: initial; text-decoration-style: initial; text-decoration-color: initial; background-color: rgb(255, 255, 255); width: 720px;" id="isPasted" class="fr-fil fr-dib">สำหรับรายละเอียด <strong>กลยุทธ์เชิงรุก&nbsp;</strong>ที่คุณธรรมศักดิ์กล่าวถึง ประกอบด้วย &#39;แผนระยะสั้น&#39; เน้นปรับตัว &#39;เข้มข้น&rsquo; ทันท่วงที โดย&nbsp;</p><p><strong>1.) บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง &lsquo;Daily War Room&rsquo;&nbsp;</strong>รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน นำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการ &lsquo;เร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น&rsquo; ทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชน ให้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้ เช่น สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง</p><p><strong>2.) บริหารต้นทุนพลังงาน&nbsp;</strong>เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดย&nbsp;&lsquo;เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก&rsquo;&nbsp;และ&nbsp;&lsquo;เพิ่มการใช้รถ&nbsp;EV&nbsp;ขนส่งสินค้า&rsquo;&nbsp;ประกอบกับ&nbsp;&lsquo;การมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศ&rsquo;&nbsp;ช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี</p><p><strong>3.) เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน &lsquo;เข้มข้น&rsquo;&nbsp;</strong>ผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมาทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137ล้านบาท</p><h2>แผนระยะ 2 ปี เดินหน้า &#39;สร้างกล้ามเนื้อ&#39;&nbsp;</h2><p>สำหรับ <strong>แผนระยะ 2 ปี (2569-2570)</strong> เอสซีจีเน้น &lsquo;สร้างกล้ามเนื้อ&rsquo; ยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งในระยะยาว โดย&nbsp;</p><p><strong>1.) บริหารความได้เปรียบจาก &lsquo;การมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน&rsquo; (Regional Optimization) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต&nbsp;</strong>ด้วยการ &lsquo;รวมศูนย์การผลิต&rsquo; และ &lsquo;ใช้ Robotics &amp; Automation&rsquo; ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการ &lsquo;บริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ&rsquo; คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วน &lsquo;โครงการ LSPE&rsquo; เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน <strong>Long Son Petrochemicals (LSP)&nbsp;</strong>ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน คาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท&nbsp;</p><p><strong>2.) ผลักดัน &lsquo;สินค้ากรีน &ndash; สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า &ndash; สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง&rsquo;&nbsp;</strong>เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า พร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ</p><p><strong>3.) เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC&nbsp;</strong>โดยได้ประกาศการ<a href="https://www.scgnewschannel.com/th/scg-news/gc-and-scgc-sign-mou-for-olefins-and-polyolefins-business-in-thailand/">ลงนามในบันทึกข้อตกลง</a>เบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกัน</p><p><strong>4.) ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร &lsquo;SCG Cleanergy&rsquo;&nbsp;</strong><strong>ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า</strong> เพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero</p><h2>ผลประกอบการ SCG และการดำเนินงานสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2569 แยกตามรายธุรกิจ</h2><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777557479_SCG_low_carbon_cement.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h3><strong>1.) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดในภูมิภาคอาเซียนและโครงการภาครัฐ<br></strong></h3><ul><li><h3><strong>เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กำไร 2,136 ล้านบาท</strong></h3><ul><li>เร่งขยาย <strong>ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ</strong> เข้าถึงตลาดในประเทศกว่า 80% พร้อมส่งออกต่างประเทศต่อเนื่อง</li><li><strong>มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้าง ลดระยะเวลาการทำงาน&nbsp;</strong>เพิ่มความทนทาน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าระยะยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กลุ่มสินค้า CPAC Super, Extras และ Advance Series อาทิ <em>คอนกรีตซูเปอร์ชายเล ซีแพค</em> และ<em>คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า มารีน ซีแพค&nbsp;</em>สำหรับภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก ป้องกันโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้ชายฝั่งทะเล, <em>คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า ทนดินเค็ม ซีแพค&nbsp;</em>สำหรับภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเค็ม</li><li><strong>ใช้พลังงานทางเลือก</strong> ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ และพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้กว่า 444 ล้านบาท</li><li><strong>ใช้รถไฟฟ้า EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย&nbsp;</strong>และทดลองขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถโม่พลังงานไฟฟ้า CPAC EV Mixer Truck ให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง</li></ul></li><li><h3><strong>เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 804 ล้านบาท</strong></h3><ul><li><strong>เร่งผลักดันสินค้า SVP ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อผู้บริโภค&nbsp;</strong>สร้างรายได้กว่า 993 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ ฉนวนกันความร้อน และกระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น</li><li><strong>มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ที่มีคุณสมบัติพิเศษ&nbsp;</strong>เช่น <em>กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น เอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท</em> ซึ่งลดการสะสมความร้อนบนแผ่นกระเบื้อง <em>ระบบหลังคากันความร้อน เอสซีจี</em> โซลูชันลดความร้อนเข้าสู่บ้าน และ <em>หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่นเซลิกา ศรา</em> ที่ราคาคุ้มค่าและได้กระแสตอบรับดี</li><li><strong>เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตต่อเนื่อง&nbsp;</strong>ด้วย Lean Automation, AI และใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพในการผลิต แต่ยังคงคุณภาพสินค้าได้ตามมาตรฐาน</li></ul></li><li><h3>เอสซีจี เดคคอร์ กำไร 247 ล้านบาท&nbsp;</h3><ul><li><strong>เน้นเดินหน้ากลยุทธ์ Regional optimization เพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาว&nbsp;</strong>ผ่าน &lsquo;โครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ในเวียดนาม&rsquo; เตรียมพร้อมเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาค อีกทั้ง &lsquo;โครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน และเพิ่มสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ในไทย&rsquo; เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำกำไร และแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น</li></ul></li></ul><h3>2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ - สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางลดกำลังการผลิตและอัตราการเดินเครื่องจักรราว 46 ล้านตัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีน ทำให้อุปทานในตลาดลดลง ด้วยปัจจัยด้านต้นทุนและอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น</h3><p><span class="fr-img-caption fr-fic fr-dib" style="width: 720px;"><span class="fr-img-wrap"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777556739_SCG_%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A8%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"><span class="fr-inner">คุณศักดิ์ชัย ปฏิภาณปรีชาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เคมิคอลส์ กล่าวถึงอุตสาหกรรมปิโตรเคมีว่า <em>&quot;สถานการณ์ฮอร์มุซทำให้เห็นว่า ปิโตรเคมีสำคัญขนาดไหน ถ้าไม่มีจะทำให้ซัพพลายเชนสะดุดหมด ดังนั้น ไม่มีไม่ได้&quot;</em></span></span></span></p><ul><li><h3>เอสซีจีซี กำไร 1,078 ล้านบาท&nbsp;</h3></li></ul><p>สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่ไปกับการผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว&nbsp;</p><p>อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ทั้งนี้ โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป&nbsp;</p><p>และนอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC</p><p><span class="fr-img-caption fr-fic fr-dib" style="width: 720px;"><span class="fr-img-wrap"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777557756_SCG_SCGC_JV_GC.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"><span class="fr-inner">การทำ MoU เพื่อหาความเป็นไปได้ทางกลยุทธ์ในครั้งนี้เป็นที่จับตาอย่างยิ่ง เพราะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในตลาดระดับประเทศและภูมิภาค เนื่องจากฝั่งหนึ่งคือ <strong>บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จํากัด (มหาชน)&nbsp;</strong>หรือ <strong>GC&nbsp;</strong>ผู้นำธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่นครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในไทยและชั้นนำในเอเชียแปซิฟิก มีฐานการผลิตและจัดจำหน่ายกว่า 90 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนากว่า 40 แห่ง ใน 20 ประเทศทั่วโลก อีกฝั่งคือ <strong>บริษัท เอส</strong><strong>ซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน)&nbsp;</strong>หรือ <strong>SCGC</strong> ผู้นำธุรกิจพอลิเมอร์และโซลูชันเคมีภัณฑ์ครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ขั้นต้น (โอเลฟินส์) ไปจนถึงเม็ดพลาสติกในขั้นปลาย ทั้งพอลิเอทิลีน (PE) พอลิโพรพิลีน (PP) และพอลิไวนิลคลอไรด์ (PVC) ด้วยฐานการผลิตหลักใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม&nbsp;</span></span></span></p><h3>3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง</h3><ul><li><h3>เอสซีจีพี กำไร 1,566 ล้านบาท&nbsp;</h3></li></ul><p>จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และจากแรงหนุนของการอุปโภคบริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเอสซีจีพีมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม</p><h3>4.) ธุรกิจพลังงานสะอาด</h3><ul><li><h3><strong>เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่&nbsp;</strong>มีกำลังการผลิตสะสมของโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์&nbsp;</h3></li></ul><p>จากการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปรับกระบวนการพัฒนาโครงการให้กระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขนาดใหญ่ได้ตามแผน อาทิ โครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (CMT1) รวมถึงโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอย่าง บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้</p><p><em>&ldquo;แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง &lsquo;เข้มข้น&rsquo; และ เร่ง&lsquo;เสริมแกร่ง&rsquo; ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ &lsquo;เข้มแข็ง&rsquo;ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯ ยัง &lsquo;แข็งแกร่ง&rsquo; มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป&rdquo;</em> กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวปิดท้าย</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 21:00:00 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[เปิด 4 ทักษะที่ AI ไม่มีวันแทนได้ ในโลกที่ AI ทำได้แทบทุกอย่าง เมื่อความเป็นมนุษย์กำลังกลายเป็นความได้เปรียบที่แท้จริง]]></title>
            <link>https://techsauce.co/saucy-thoughts/ai-proof-soft-skills-4-human-skills-future-work</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/saucy-thoughts/ai-proof-soft-skills-4-human-skills-future-work</guid>
            <description><![CDATA[ในโลกที่ AI ทำได้แทบทุกอย่าง ความแตกต่างของมนุษย์ไม่ได้อยู่ที่ความเก่งทางเทคนิค แต่คือ 4 Soft Skills ที่ AI ไม่มีวันแทนได้ ตั้งแต่การเข้าใจคน การโน้มน้าว การคิดวิเคราะห์ ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ ซึ่งกำลังกลายเป็นตัวชี้ขาดในโลกการทำงานยุคใหม่]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ในขณะที่ AI กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว หลายคนอาจโฟกัสไปที่การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ ทางเทคนิค แต่ข้อมูลจาก <strong>World Economic Forum</strong> กลับชี้ให้เห็นภาพที่น่าสนใจมากกว่า รายงาน Future of Jobs 2025 ระบุว่า ภายในปี 2030 ทักษะหลักในตลาดแรงงานกว่า 39% จะเปลี่ยนไป และทักษะที่ยังคงถูกให้ความสำคัญสูงสุด ไม่ใช่ Coding หรือ Aata analysis แต่เป็น <strong>Analytical thinking, Resilience&nbsp;</strong>และ<strong>&nbsp;Leadership</strong><strong><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777541100_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%285%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></strong></p><p>ผลสำรวจจาก <strong>Association of American Colleges and Universities&nbsp;</strong>ในปี 2025 ก็สะท้อนแนวโน้มเดียวกันอย่างชัดเจน นายจ้างไม่ได้มองหาเพียงคนที่ &ldquo;ทำงานเก่ง&rdquo; แต่ต้องการคนที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น ตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่สมบูรณ์ และสร้างผลลัพธ์ผ่านความสัมพันธ์และความเข้าใจ</p><p id="isPasted">สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขคือ ทักษะที่ผู้บริหารมองหาในการสัมภาษณ์งานวันนี้ ไม่ได้เป็นทักษะใหม่หรือซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็น <strong>ทักษะชุดเดียวกับที่นักเรียนมัธยมปลายฝึกจากการทำกิจกรรม การนำทีม หรือการรับผิดชอบโปรเจกต์เล็ก ๆ</strong></p><p>มันคือทักษะที่ไม่ได้วัดจากข้อสอบ แต่สะท้อนผ่านวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีปฏิบัติกับคนอื่นในสถานการณ์จริง ทักษะเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็น <strong>Soft skills</strong> ที่มนุษย์ใช้มาโดยตลอด เพียงแต่ในยุค AI มันกลับยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น และยังคงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีไม่สามารถทดแทนได้อย่างแท้จริง</p><h2 id="isPasted">Emotional Intelligence: สัญญาณสำคัญที่หลายคนพูดถึง แต่พิสูจน์ไม่เป็น</h2><p id="isPasted">หนึ่งในทักษะที่สำคัญที่สุดคือ<strong>&nbsp;Emotional Intelligence</strong> หรือ <strong>ความสามารถในการรับรู้ เข้าใจ และจัดการอารมณ์ของทั้งตัวเองและผู้อื่นในสถานการณ์จริง</strong> ซึ่งเป็นมิติที่ AI ยังไม่มีกลไกรองรับอย่างแท้จริง</p><p>แม้ AI จะสามารถวิเคราะห์อารมณ์จากข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง แต่การรับรู้ &#39;บริบทจริง&#39; ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน เช่น ความขัดแย้งในทีม หรือช่วงเวลาที่ต้องให้ Feedback อย่างระมัดระวัง ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยประสบการณ์และการตัดสินใจแบบมนุษย์</p><p>เหตุผลที่ทักษะนี้สำคัญ เพราะมันเป็นรากฐานของความสามารถอื่น ไม่ว่าจะเป็น <strong>Resilience</strong>, <strong>Flexibility</strong> หรือ <strong>Agility</strong> ทั้งหมดล้วนเริ่มจากการเข้าใจคนและสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง</p><p>แต่สิ่งที่ทำให้ Emotional Intelligence แตกต่าง คือ <strong>มันไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยคำพูด&nbsp;</strong>การบอกว่า &ldquo;ฉันเข้าใจคน&rdquo; ไม่ได้มีน้ำหนักเท่ากับการ &quot;เล่าเหตุการณ์จริง&rdquo;
ไม่ว่าจะเป็นการจัดการความขัดแย้งในทีม การให้ Feedback ที่เปลี่ยนทิศทางของใครบางคน หรือแม้แต่การยอมรับว่าตัวเองเคยอ่านสถานการณ์ผิด และปรับตัวอย่างไร</p><p>รายละเอียดเหล่านี้ คือสิ่งที่ทำให้ Emotional Intelligence จับต้องได้และน่าเชื่อถือเพราะในท้ายที่สุด ทักษะนี้ไม่ได้วัดจากสิ่งที่คุณพูด แต่จากสิ่งที่คุณทำในสถานการณ์ที่ซับซ้อนจริง ๆ</p><h2>Persuasion &amp; Influence: ทำให้คน &#39;เชื่อ&#39; ไม่ใช่แค่ &#39;ฟัง&#39;</h2><p id="isPasted">ในโลกที่ AI สามารถสร้างข้อความที่โน้มน้าวใจได้อย่างรวดเร็ว<strong>&nbsp;ความสามารถในการโน้มน้าวจึงยิ่งถูกแยกออกจากการ &#39;เขียนให้ดูดี&#39;&nbsp;</strong>แม้ AI จะผลิตข้อความที่ฟังดูน่าเชื่อถือได้ แต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อใจที่ทำให้คนตัดสินใจเลือกคุณจริง ๆ ได้</p><p>การโน้มน้าวที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากคำพูดเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสัมพันธ์ ความน่าเชื่อถือ และความเข้าใจอีกฝ่ายอย่างลึกซึ้ง สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลาในการสร้าง และไม่สามารถจำลองได้อย่างสมบูรณ์ผ่านโมเดล</p><p>คนที่มีอิทธิพลต่อผู้อื่นจึงไม่ใช่แค่คนที่สื่อสารเก่ง แต่คือ <strong>คนที่สามารถทำให้ผู้อื่น &#39;เชื่อ&#39; และ &#39;ลงมือทำ&#39; ได้จริง</strong></p><p>และสิ่งที่ทำให้ทักษะนี้แตกต่าง คือมันถูกพิสูจน์ผ่าน &#39;ผลลัพธ์&#39; ไม่ใช่ &#39;ความพยายาม&#39; ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอที่ได้รับการอนุมัติ ไอเดียที่ทีมยอมรับ หรือการเปลี่ยนมุมมองของใครบางคนได้จริง ล้วนเป็นหลักฐานของ Influence ที่เกิดขึ้นจริง</p><p>ในระยะยาว ทักษะนี้จึงเป็นหัวใจของทั้งผู้นำ ผู้ประกอบการ และคนทำงานทุกระดับ เพราะในโลกที่ใครก็เขียนได้ดีได้ด้วย AI คนที่สร้างความแตกต่าง คือคนที่ทำให้คนอื่นเชื่อและขยับตามได้จริง</p><h2>Critical Thinking: การตัดสินใจในโลกที่ไม่ได้มีคำตอบเดียว</h2><p>แม้ AI จะเก่งในการประมวลผลข้อมูล แต่โลกของการทำงานจริงมักเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่ข้อมูลไม่ครบ หรือแม้กระทั่งไม่มีคำถามที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น</p><p>AI ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อคำถามชัดและข้อมูลพร้อม แต่ในโลกจริง ปัญหาส่วนใหญ่กลับเริ่มจากความไม่ชัดเจน และนั่นคือพื้นที่ที่ <strong>Critical thinking&nbsp;</strong>มีบทบาทสำคัญ</p><p><strong>Critical thinking จึงไม่ใช่แค่การวิเคราะห์ แต่คือความสามารถในการตั้งคำถาม มองเห็นทางเลือก และตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน</strong></p><p>ในบริบทนี้ สิ่งที่องค์กรต้องการไม่ใช่คนที่ &#39;ถูกเสมอ&#39; แต่เป็นคนที่สามารถอธิบายเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของตัวเองได้อย่างชัดเจน เพราะในระยะยาว กระบวนการคิดสำคัญกว่าคำตอบเพียงครั้งเดียว</p><h2>Relationship-Building: สร้างความสัมพันธ์ที่สร้างโอกาส</h2><p id="isPasted">แม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เรารู้จักคนใหม่ ๆ ได้ง่ายขึ้น แต่การสร้างความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าในระยะยาวยังคงต้องอาศัยเวลา ความสม่ำเสมอ และการใส่ใจอย่างต่อเนื่อง</p><p>ความสัมพันธ์ที่นำไปสู่โอกาสจริง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงาน การแนะนำ หรือการสนับสนุนในช่วงเวลาสำคัญ มักไม่ได้เกิดจากการเชื่อมต่อเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการดูแลและการให้คุณค่าซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ</p><p><strong>สิ่งที่สะท้อนทักษะนี้ได้ชัดเจนที่สุด คือความสามารถในการบอกได้ว่า &ldquo;คุณมีผลต่อคนอื่นอย่างไร&rdquo;&nbsp;</strong>คุณช่วยให้ใครเติบโตขึ้นหรือไม่
คุณทำให้ความร่วมมือเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า
หรือคุณคือคนที่คนอื่นอยากกลับมาทำงานด้วยอีกครั้ง</p><p>สุดท้ายแล้ว <strong>Relationship-Building&nbsp;</strong>ไม่ได้วัดจากจำนวน Connection
แต่วัดจาก Impact ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์นั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ยังไม่สามารถสร้างแทนได้</p><h2>Soft Skills คือสิ่งที่ยิ่งชัดเมื่อ AI เก่งขึ้น</h2><p>ทั้งสี่ทักษะนี้มีจุดร่วมสำคัญอย่างหนึ่ง คือไม่สามารถเรียนรู้ได้จากทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการลงมือทำ และเผชิญกับสถานการณ์จริง ในขณะที่ทักษะด้านเทคนิคสามารถวัดผลได้ด้วยเครื่องมือหรือใบรับรอง Soft skills กลับต้องพิสูจน์ผ่านประสบการณ์ เรื่องราว และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง</p><p><strong>ความท้าทายจึงอยู่ที่การสื่อสารทักษะเหล่านี้ออกมาให้ชัดเจน โดยเฉพาะในโลกที่การคัดกรองผู้สมัครจำนวนมากเริ่มต้นด้วยระบบ AI</strong></p><h2>เมื่อ AI ทำได้มากขึ้น มนุษย์ต้องทำสิ่งที่ลึกขึ้น</h2><p>แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือ เมื่อ AI เข้ามารับบทบาทในงานที่เป็น Execution มากขึ้น คุณค่าของมนุษย์จะยิ่งขยับไปสู่สิ่งที่ซับซ้อนกว่า</p><p>ไม่ใช่แค่การทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือการเข้าใจคนให้ลึกขึ้นไม่ใช่แค่การให้คำตอบ แต่คือการตั้งคำถามที่ดีกว่าและไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมาย</p><p><strong>ยิ่ง AI ทำงานแทนได้มากขึ้นเท่าไร คุณค่าของมนุษย์ยิ่งอยู่ที่สิ่งที่ &ldquo;ไม่สามารถถูกแทนที่ได้&rdquo;</strong></p><p>อ้างอิง: <a href="https://www.forbes.com/sites/sarahhernholm/2026/04/12/4-soft-skills-ai-cant-replace-and-how-to-prove-you-have-them/?utm_campaign=ForbesMainTwitter&utm_source=ForbesMainTwitter&utm_medium=social">Forbes</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 16:30:15 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Saucy Thoughts]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Doosan ยักษ์ใหญ่อิเล็กทรอนิกส์ ลงทุน $135 ล้านในไทย ตั้งฐานผลิตที่ ARAYA รับดีมานด์ AI Data Center โลก]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/araya-doosan-135m-investment-ccl-thailand</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/araya-doosan-135m-investment-ccl-thailand</guid>
            <description><![CDATA[ARAYA – The Eastern Gateway ลงนาม MOU กับ Doosan ยักษ์อิเล็กทรอนิกส์จากเกาหลีใต้ ลงทุน 135 ล้านดอลลาร์ บนพื้นที่ 45 ไร่ ตั้งฐานผลิต Copper Clad Laminates (CCL) วัสดุสำคัญสำหรับ PCB รองรับการขยายตัวของ AI Data Center เริ่มผลิตครึ่งหลังปี 2028]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777539430_ARAYA_800_%283%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด ผู้พัฒนาโครงการอารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์ ระบบนิเวศเมืองอุตสาหกรรมและนวัตกรรมครบวงจรรูปแบบใหม่ ได้ลงบันทึกข้อตกลง Memorandum of Understanding (MOU) กับ ดูซาน คอร์ปอเรชั่น อิเล็กโตร-แมททีเรียลส์ บีจี ผู้นำระดับโลกด้านผลิตวัสดุและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงจากเกาหลีใต้ บนพื้นที่กว่า 45 ไร่ หรือ 73,000 ตารางเมตร</p><p>Doosan กำลังจัดตั้งฐานการผลิตแห่งใหม่ในประเทศไทย เพื่อรองรับความต้องการ Copper Clad Laminates (CCL) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI ทั่วโลก โดย CCL เป็นวัสดุพื้นฐานสำคัญที่ใช้ในการผลิต Printed Circuit Boards (PCBs)</p><p>นางสาวกมลกาญจน์ คงคาทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท อารยะ แลนด์ ดีเวลลอปเม้นต์ จำกัด เปิดเผยว่า &nbsp;</p><p><strong>&ldquo;การลงทุนของ Doosan ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตวัสดุและเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมขั้นสูงรายใหญ่ระดับโลกจากเกาหลีใต้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย และตอกย้ำบทบาทของ ARAYA &ndash; The Eastern Gateway ในการเป็น Industrial-Tech Ecosystem ที่พร้อมรองรับองค์กรระดับโลกในการขยายธุรกิจ สร้างนวัตกรรม และเติบโตอย่างยั่งยืนในระบบนิเวศที่ครบวงจร ซึ่งแนวคิดการพัฒนาโครงการที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมด้าน Smart &amp; Green Infrastructure ผ่านการวางระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานทั้งพลังงาน น้ำ และดิจิทัล ครบวงจรตั้งแต่เริ่มต้น ทำให้โครงการมีศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมที่ต้องการความเสถียรสูง และมีความซับซ้อนของระบบการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการในธุรกิจผลิตวัสดุ และเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมขั้นสูงอย่างวัสดุ Copper Clad Laminate (CCL)&rdquo;</strong></p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777539449_ARAYA_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p><strong>&ldquo;เราตัดสินใจขยายกำลังการผลิตเพื่อตอบสนองต่อความต้องการ Copper Clad Laminates (CCL) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง&rdquo;</strong> นาย แทวอน จาง ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์ ดูซาน คอร์ปอเรชั่น อิเล็กโตร-แมททีเรียลส์ บีจี กล่าว การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเลือกทำเลที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์สูง โดยตั้งอยู่ห่างจากสนามบินสุวรรณภูมิประมาณ 30 นาที และท่าเรือแหลมฉบังประมาณ 1 ชั่วโมง อารยะ ดิ อีสเทิร์น เกตเวย์เป็นนิคมอุตสาหกรรมสมัยใหม่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานและระบบรองรับเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานอย่างมั่นคงและปลอดภัย การลงทุนดังกล่าวมีมูลค่าประมาณ 180,000 ล้านวอน (ประมาณ 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีกำหนดเริ่มก่อสร้างภายในปีนี้ และคาดว่าจะเริ่มการผลิตในช่วงครึ่งหลังของปี 2028</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777539456_ARAYA_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ARAYA ในการดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ การผลิตขั้นสูง พลังงานสะอาด และเทคโนโลยี โดยมีเป้าหมายในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และเสริมสร้างศักยภาพของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 15:59:47 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[OsseoLabs จับมือรามาธิบดี เปิดตัว Osscentric Sandbox ดันนวัตกรรมอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคล]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/ramathibodi-osseolabs-osscentric-medtech-sandbox</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/ramathibodi-osseolabs-osscentric-medtech-sandbox</guid>
            <description><![CDATA[รามาธิบดีผนึก OsseoLabs เปิดตัว Osscentric Sandbox พื้นที่เชื่อมโยงหมอและวิศวกร เพื่อร่วมกันปฏิวัติการสร้างอุปกรณ์การแพทย์เฉพาะบุคคลด้วยเทคโนโลยี 3D Printing และระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ บริษัท ออสซีโอแล็บส์ จำกัด (OsseoLabs) ซึ่งเป็นบริษัท Spin-off จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกาศเปิดตัวโครงการ <strong>Osscentric: Medical Technology Innovation Sandbox</strong> อย่างเป็นทางการ</p><p>โครงการนี้ได้รับแรงสนับสนุนด้านงบประมาณจาก สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ TILSNA โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทลายกำแพงระหว่างการวิจัยในห้องแล็บและการใช้งานจริงในสถานพยาบาล</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777538371_Osscentric_Sandbox_1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>เจาะลึก Osscentric Sandbox พื้นที่ลองผิดลองถูกเพื่อชีวิตคนไข้</h2><p>หัวใจสำคัญของ Sandbox แห่งนี้คือการสร้างระบบนิเวศที่อนุญาตให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน (Co-creation) ระหว่างบุคลากรทางการแพทย์และวิศวกรผู้ออกแบบ โดยเน้นย้ำไปที่ 3 เทคโนโลยียุทธศาสตร์</p><ul><li><strong>3D Printing:&nbsp;</strong>การพิมพ์สามมิติเพื่อสร้างอุปกรณ์การแพทย์ที่พอดีกับสรีระเฉพาะบุคคล (Personalized Devices)</li><li><strong>Digital Surgical Simulation:&nbsp;</strong>ระบบจำลองการผ่าตัดเสมือนจริง ช่วยให้ศัลยแพทย์วางแผนและฝึกซ้อมเคสซับซ้อนก่อนลงมือจริง</li><li><strong>Advanced Biomaterials:&nbsp;</strong>การพัฒนาวัสดุชีวภาพขั้นสูงที่เข้ากับร่างกายมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ ลดผลข้างเคียงหลังการผ่าตัด</li></ul><p><em>&quot;เป้าหมายคือการสร้างพื้นที่ที่แพทย์และวิศวกรสามารถลองผิดลองถูกร่วมกันได้ในสภาพแวดล้อมจริง โดยไม่ต้องรอให้เทคโนโลยีสมบูรณ์ 100% ก่อนนำมาทดสอบทางคลินิก ซึ่งจะช่วยเร่งสปีดนวัตกรรมไทยให้เร็วขึ้น&quot;</em></p><p>ในพิธีเปิดโครงการได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อต่อยอดการแพทย์ครบวงจร ณ จุดการรักษา (Point of Care) โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่:</p><p><em>ศ.คลินิก นพ.อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี<br>ศ.พญ.สินี ดิษฐบรรจง รองคณบดีฝ่ายบริหารงานวิจัย รามาธิบดี<br>นางนริศา มัณฑางกูร ผู้อำนวยการโปรแกรมจาก TILSNA<br>ผศ.ดร.มณฑิรา นพรัตน์ รองอธิการบดี มจธ.</em></p><p>ความร่วมมือนี้ยังตั้งเป้าเชื่อมต่อกับ ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (YMID) เพื่อสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านเครื่องมือแพทย์ของไทยให้เข้มแข็ง ลดการนำเข้าจากต่างประเทศ</p><p><strong>รศ.ดร.พชรพิชญ์ พรหมอุปถัมภ์ CTO ของ OsseoLabs ระบุว่า</strong> เป้าหมายระยะยาวของ Osscentric Sandbox ไม่ใช่เพียงการผลิตอุปกรณ์ที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่คือการสร้างโมเดลธุรกิจ MedTech ที่ยั่งยืน โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างรัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน เพื่อผลักดันนวัตกรรมฝีมือคนไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลกอย่างเต็มภาคภูมิ</p><p>โครงการ Osscentric Sandbox ได้เริ่มเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการทันทีหลังเสร็จสิ้นพิธีลงนาม เพื่อเร่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยผ่านเทคโนโลยีที่แม่นยำและเข้าถึงได้ง่ายขึ้น</p><p>อ้างอิง: Bangmod News</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 15:40:19 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์เตือน AI อาจถูกใช้สร้างอาวุธชีวภาพ หลังทดสอบพบสามารถถูกหลอกให้ให้ข้อมูลอันตรายได้]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/ai-bioweapon-risk-test-experts-call-regulation</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/ai-bioweapon-risk-test-experts-call-regulation</guid>
            <description><![CDATA[นักวิทยาศาสตร์เตือนความเสี่ยงใหม่ของ AI หลังการทดสอบพบแชตบอตสามารถถูกหลอกให้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพได้ แม้มีมาตรการป้องกันอยู่แล้ว จุดกระแสเรียกร้องให้เร่งควบคุมข้อมูลเสี่ยงและยกระดับความปลอดภัยก่อนเกิดผลกระทบในวงกว้าง]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงชีวภาพในสหรัฐฯ ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงครั้งใหม่ของเทคโนโลยี AI หลังร่วมมือกับบริษัทผู้พัฒนาโมเดลชั้นนำ ทดลอง <strong>&ldquo;Stress test&rdquo;&nbsp;</strong>หรือทดสอบขีดจำกัดของแชตบอตยอดนิยม เช่น ChatGPT, Claude และ Gemini เพื่อดูว่าระบบจะรับมือกับคำถามอันตรายได้ดีแค่ไหน</p><p>ผลลัพธ์ที่ได้สร้างความกังวลอย่างมาก เมื่อพบว่า <strong>AI หลายระบบสามารถถูก &ldquo;ตะล่อม&rdquo; ให้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพได้ในระดับลึก</strong> ทั้งวิธีหาวัตถุดิบ การประกอบสารพิษ ไปจนถึงแนวทางการนำไปใช้และหลบเลี่ยงการตรวจจับ แม้ผู้ใช้งานจะต้องใช้เทคนิคในการตั้งคำถามก็ตาม</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777537986_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%284%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>จากการทดลองสู่ข้อค้นพบที่เกินคาด</h2><p>ในการทดลอง นักวิจัยพบว่า AI มักเริ่มต้นด้วยการปฏิเสธคำถามที่มีความเสี่ยง แต่เมื่อมีการปรับรูปแบบคำถามหรือค่อยๆ ถามต่อเนื่อง โมเดลจำนวนหนึ่งกลับให้คำตอบที่ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ และบางครั้งยังเสนอข้อมูลเพิ่มเติมโดยที่ผู้ใช้ไม่ได้ร้องขอ</p><p>ตัวอย่างที่ถูกเปิดเผยในรายงาน ได้แก่</p><ul><li data-end="1022" data-section-id="1258bhu" data-start="970" id="isPasted">แนะนำการใช้บอลลูนตรวจอากาศเพื่อกระจายสารจากอากาศ</li><li data-end="1065" data-section-id="1lkv6by" data-start="1023">จัดอันดับเชื้อโรคตามผลกระทบทางเศรษฐกิจ</li><li data-end="1134" data-section-id="brnagv" data-start="1066">เขียนคำอธิบายยาวหลายพันคำเกี่ยวกับการสร้างไวรัสที่เคยก่อโรคระบาด</li></ul><p id="isPasted">ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งถึงกับระบุว่า AI มีลักษณะ &#39;เจ้าเล่ห์และซับซ้อน&#39; เกินคาด เพราะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลและต่อยอดคำตอบได้เอง แม้ข้อมูลบางส่วนจะยังไม่สมบูรณ์และต้องอาศัยความรู้เฉพาะทางในการนำไปใช้จริง</p><h2 id="isPasted">AI ไม่ได้สร้างความรู้ใหม่ แต่ &ldquo;ทำให้เข้าถึงง่ายขึ้น&rdquo;</h2><p>แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญกังวลไม่ใช่ตัวข้อมูลเพียงอย่างเดียว แต่คือบทบาทของ AI ในการทำหน้าที่เป็น <strong>&#39;ตัวเชื่อม&#39;</strong> ที่รวบรวมข้อมูลกระจัดกระจายจากหลายแหล่ง และเรียบเรียงออกมาในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ซึ่งอาจลดอุปสรรคในการเข้าถึงความรู้ที่เดิมต้องใช้เวลาค้นคว้านานและมีความซับซ้อนสูง</p><p>ความกังวลดังกล่าวไม่ใช่แค่ทฤษฎี โดยมีรายงานกรณีในอินเดียที่แพทย์รายหนึ่งถูกจับกุมจากการวางแผนโจมตีด้วยสารพิษ และพบว่าเขาใช้ AI ในการค้นคว้าข้อมูลประกอบด้วย</p><h2>ช่องว่างที่การกำกับดูแลยังตามไม่ทัน</h2><p>ประเด็นนี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อเทียบกับสถานการณ์ด้านกฎระเบียบที่ยังพัฒนาไม่ทันความก้าวหน้าของ AI โดยในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานด้านความมั่นคงชีวภาพมีทรัพยากรลดลงอย่างต่อเนื่อง งบประมาณด้าน <strong>Biodefense</strong> ในปี 2026 ลดลงเหลือประมาณ <strong>27,000 ล้านดอลลาร์</strong> และผู้เชี่ยวชาญบางส่วนได้ออกจากตำแหน่งโดยยังไม่มีการทดแทน</p><p>ขณะเดียวกัน แม้บริษัท AI จะมีการอัปเดตโมเดลและเพิ่มมาตรการความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ใช้งานยังสามารถเข้าถึงโมเดลเวอร์ชันเก่าที่มีระบบป้องกันต่ำกว่าได้ และในบางกรณี โมเดลใหม่เองก็ยังสามารถถูก<strong>&nbsp;&#39;Jailbreak&#39;</strong> หรือหลบเลี่ยงข้อจำกัดได้ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเปรียบเทียบว่าระบบป้องกันในปัจจุบันยังเปราะบางเหมือนรั้วไม้บาง ๆ เท่านั้น</p><h2>มุมมองจากบริษัทเทคโนโลยี</h2><p>ฝั่งบริษัทเทคโนโลยีอย่าง <strong>Google</strong> และ <strong>Anthropic</strong> ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลที่ AI ให้เป็นเพียงข้อมูลที่มีอยู่แล้วในสาธารณะ และไม่ได้มีความเฉพาะเจาะจงเพียงพอสำหรับการนำไปใช้จริง พร้อมยืนยันว่าระบบมีการออกแบบให้ตรวจจับและปฏิเสธคำขอที่มีความเสี่ยง รวมถึงมีการพัฒนา Classifier และกลไกการป้องกันที่ซับซ้อนมากขึ้น</p><p id="isPasted">นอกจากนี้ บริษัทระบุว่ายังมีการทดสอบระบบอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์จำลอง เพื่อป้องกันการใช้งานในทางที่ผิด และย้ำว่าการใช้งาน AI เพื่อก่ออันตรายถือเป็นการละเมิดนโยบายโดยตรง</p><h2>เทคโนโลยีที่ต้องเดินคู่กับความรับผิดชอบ</h2><p>แม้ความเป็นไปได้ของการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงจะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าหากเกิดขึ้นจริง ผลกระทบอาจรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก มีข้อเสนอให้<strong>&nbsp;จำกัดการเข้าถึงข้อมูลชีววิทยาที่มีความอ่อนไหว&nbsp;</strong>รวมถึงกำหนดมาตรฐานใหม่ในการพัฒนา AI เพื่อให้สมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย</p><p>ขณะเดียวกัน ยังมีสัญญาณว่าการใช้ AI ในทางที่ผิดอาจเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยมีรายงานกรณีผู้ต้องสงสัยที่ใช้ AI ในการค้นคว้าเกี่ยวกับสารพิษ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงในเชิงทฤษฎีอีกต่อไป</p><p>ภาพรวมของสถานการณ์สะท้อนให้เห็นว่า AI ทำให้การเข้าถึงความรู้ซับซ้อนง่ายขึ้นอย่างมหาศาล ความท้าทายสำคัญจึงอยู่ที่การคือการสร้างระบบกำกับดูแลที่แข็งแรงพอจะรองรับผลกระทบในอนาคต</p><p>คำถามสำคัญที่ตามมาคือ โลกควรเปิดให้เข้าถึงข้อมูลได้มากแค่ไหน และใครควรเป็นผู้กำหนดขอบเขต ก่อนที่ศักยภาพของ AI จะก้าวล้ำไปไกลกว่าความสามารถในการควบคุมของมนุษย์เอง</p><p>อ้างอิง:&nbsp;<a href="https://www.inc.com/chloe-aiello/deviousness-and-cunning-scientists-reveal-chilling-results-of-ai-bioweapon-stress-test/91337841">Inc.</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 15:33:17 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Axoft บริษัทสหรัฐฯ ทดสอบ ‘ชิปฝังสมอง’ ในจีนครั้งแรก  ท่ามกลางศึกเทคโนโลยีประสาทโลก โดยมี CP ร่วมลงทุน]]></title>
            <link>https://techsauce.co/healthtech/axoft-brain-implant-china-test-cp-investment</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/healthtech/axoft-brain-implant-china-test-cp-investment</guid>
            <description><![CDATA[Axoft สตาร์ทอัพสหรัฐฯ ทดสอบชิปฝังสมองในจีนครั้งแรก ท่ามกลางการแข่งขัน Neurotech ระดับโลก พร้อมระดมทุน 55 ล้านดอลลาร์ โดยมี CP ร่วมลงทุน]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>บริษัทสตาร์ทอัพด้านประสาทเทคโนโลยีจากสหรัฐฯ <strong>Axoft</strong> เปิดเผยว่าได้ทดสอบอุปกรณ์ฝังสมองในผู้ป่วยชาวจีนที่เซี่ยงไฮ้ นับเป็นครั้งแรกที่บริษัทสหรัฐฯ รายงานการทดลองในจีนอย่างเป็นทางการ สะท้อนสัญญาณความร่วมมือที่เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีสมองระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ</p><p>การทดสอบดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทดลองในผู้ป่วยรวม 11 ราย โดยอุปกรณ์ถูกฝังแบบชั่วคราวเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของสมอง บริษัทระบุว่ามีแผนขยายการทดลองในจีนเพิ่มเติมภายในปีนี้ พร้อมเดินหน้าทดลองทางคลินิกหลายโครงการในประเทศ</p><p id="isPasted">Axoft ซึ่งก่อตั้งในปี 2021 และมีฐานอยู่ในรัฐแมสซาชูเซตส์ กำลังพัฒนาอุปกรณ์ฝังสมองด้วยวัสดุใหม่ที่เรียกว่า &ldquo;Fleuron&rdquo; ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถเชื่อมต่อกับเนื้อสมองได้ดีกว่าวัสดุแบบเดิม โดยมุ่งเน้นการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะโคม่า หรือมีความผิดปกติด้านการรับรู้เป็นหลัก</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777535501_Website_%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A71200x800_%283%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>BCI เทคโนโลยีที่มากกว่าแค่การรักษา</h2><p>เทคโนโลยีที่ Axoft พัฒนาขึ้นอยู่ในกลุ่ม <strong>Brain-Computer Interface (BCI)</strong> ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์ เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยอัมพาตสามารถควบคุมอุปกรณ์ดิจิทัล หรือสื่อสารได้ผ่านสัญญาณสมองโดยตรง นอกจากนี้ เทคโนโลยียังมีศักยภาพต่อยอดไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพสมอง และการใช้งานเชิงอุตสาหกรรมหรือการทหาร</p><p>จีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ผลักดัน BCI อย่างจริงจัง โดยรัฐบาลตั้งเป้าพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ให้เป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติภายในปี 2030 ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ ก็มีการลงทุนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงและกองทุนที่เกี่ยวข้องกับ Central Intelligence Agency เพื่อเร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว</p><p>ซีอีโอ <strong>Paul Le Floch</strong> ระบุว่า หนึ่งในเหตุผลที่บริษัทเลือกทดลองในจีนคือความรวดเร็วของกระบวนการทดลองทางคลินิก โดยดำเนินการผ่านพาร์ตเนอร์ท้องถิ่น แม้จะไม่ได้เปิดเผยชื่อโรงพยาบาลหรือบริษัทคู่ร่วมงาน</p><p><span class="fr-img-caption fr-fic fr-dib" style="width: 601px;"><span class="fr-img-wrap"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777535511_-1x-1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"><span class="fr-inner">An Axoft implant</span></span></span></p><h2 id="isPasted">ระดมทุน 55 ล้านดอลลาร์ เดินหน้า FDA</h2><p>ล่าสุด Axoft ระดมทุนเพิ่มได้ <strong>55 ล้านดอลลาร์</strong> จากนักลงทุนทั่วโลก รวมถึง <strong>C.P. Group Innovation</strong>, <strong>Gaorong Ventures</strong> และ<strong>&nbsp;Hillhouse Investment</strong> เพื่อนำไปใช้ในการขยายกำลังการผลิต พัฒนางานวิจัย และเตรียมยื่นขออนุมัติจาก US Food and Drug Administration ภายในปีหน้า</p><p>ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้น บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง<strong>&nbsp;Elon Musk</strong> ก็ได้ก่อตั้ง <strong>Neuralink</strong> เพื่อพัฒนา BCI เช่นกัน โดยมองว่า &ldquo;การเสริมศักยภาพสมอง&rdquo; อาจเป็นก้าวสำคัญของมนุษย์ในยุคที่ AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว</p><p>การเคลื่อนไหวของ Axoft ในครั้งนี้ จึงสะท้อนภาพการแข่งขันเชิงยุทธ<strong>ศาสตร์</strong>ของเทคโนโลยีสมอง ที่อาจกลายเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของโลกยุค AI</p><p>อ้างอิง: <a href="https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-04-29/us-brain-implant-company-axoft-tests-on-patient-in-china-raises-more-money" target="_self">Bloomberg</a></p><p><br></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 14:33:22 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[HealthTech]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[John Ternus ซีอีโอคนใหม่ของ Apple เผยความสำเร็จเริ่มจาก ‘การใส่ใจ’ ในงาน ทำสิ่งเล็ก ๆ ให้ดีที่สุดแม้ไม่มีใครเห็น]]></title>
            <link>https://techsauce.co/saucy-thoughts/john-ternus-apple-ceo-success-starts-with-care-at-work</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/saucy-thoughts/john-ternus-apple-ceo-success-starts-with-care-at-work</guid>
            <description><![CDATA[John Ternus ว่าที่ซีอีโอคนใหม่ของ Apple ที่เตรียมจะรับตำแหน่งในวันที่ 1 กันยายนนี้ ได้ฝากคำแนะนำถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานว่า ‘ความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากเทคนิคซับซ้อนหรือสูตรลับอะไรเป็นพิเศษ แต่เริ่มมาจากการใส่ใจในงาน]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777530227_John_Ternus.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="John Ternus"></p><p id="isPasted">John Ternus ว่าที่ซีอีโอคนใหม่ของ Apple ที่เตรียมจะรับตำแหน่งในวันที่ 1 กันยายนนี้ ได้ฝากคำแนะนำถึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานว่า <strong>&lsquo;ความสำเร็จไม่ได้เริ่มจากเทคนิคซับซ้อนหรือสูตรลับอะไรเป็นพิเศษ แต่เริ่มมาจากการใส่ใจในงานที่ตัวเองทำอย่างจริงจัง&rsquo;</strong></p><p>โดยเขาได้เล่าย้อนไปถึงประสบการณ์ตรงสมัยที่เริ่มทำงานกับ Apple ใหม่ๆ ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้กลายมาเป็นบทเรียนสำคัญที่หล่อหลอมวิธีคิดในการทำงานของเขามาจนถึงทุกวันนี้&nbsp;</p><h2>งานเล็กแค่ไหน ถ้าทำแล้วก็ควรทำให้ดีที่สุด&nbsp;</h2><p>ตอนที่ John Ternus ยังเป็นวิศวกรหนุ่ม เขาได้รับหน้าที่คุมงานออกแบบจอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะรุ่นแรกๆ ของบริษัท หลังจากทีมงานทุ่มเทเวลากันนานหลายเดือนซัพพลายเออร์ก็ส่งสินค้าตัวอย่างมาให้ตรวจสอบ แต่ดันมีจุดผิดพลาดโผล่มา นั่นคือฝาหลังของจอมีร่อง 35 ร่อง ทั้งที่สเปกกำหนดไว้แค่ 25 ร่อง&nbsp;</p><p>ซึ่งความผิดพลาดนี้เล็กน้อยมากจนลูกค้าทั่วไปน่าจะไม่มีทางสังเกตเห็นด้วยซ้ำ แต่สำหรับเขามันไม่ใช่เรื่องเล็ก ซึ่งได้เล่าต่อว่าตอนนั้นเขาถึงกับถามตัวเองว่า &lsquo;กำลังซีเรียสเกินไปหรือเปล่า&rsquo; แต่สุดท้ายเขาก็คิดได้ว่าถ้าเราใช้เวลาทำงานชิ้นนี้มานานหลายเดือนมาก ๆ เราก็ควรทำให้มันออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขามองว่าประเด็นไม่ได้อยู่ที่ลูกค้าจะเห็นหรือไม่เห็น แต่อยู่ที่ตัวเขาเองรู้ว่างานนั้นยังไม่ใช่เวอร์ชันที่ดีที่สุด</p><h2>&#39;การใส่ใจ&#39; คือสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น แต่ตัวเรารู้&nbsp;</h2><p>ตอนที่เขาไปขึ้นพูดในงานรับปริญญาของมหาวิทยาลัย University of Pennsylvania เมื่อปี 2024 เขาบอกกับบัณฑิตว่า &lsquo;<strong>ความตั้งใจที่ใส่ลงไปในงานสำคัญกว่าที่คิด&rsquo;</strong></p><p>เขายอมรับว่าการทุ่มเทและใส่ใจรายละเอียดกับงานขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มันเครียด ต้องเสียสละ และบางครั้งก็เหนื่อยมาก แต่เขาเชื่อว่ามันคุ้มค่า เพราะเวลาของคนเรามีจำกัด ถ้าต้องใช้เวลาชีวิตไปกับอะไรสักอย่าง ก็ควรทำมันให้ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จ</p><h2>มั่นใจในตัวเอง แต่ต้องไม่หยุดเรียนรู้จากคนอื่น</h2><p>อีกเรื่องที่เขาให้ความสำคัญคือการทำงานกับคนอื่น โดยสอนให้เราเชื่อมั่นว่าตัวเองไม่ได้ด้อยกว่าใคร แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ลืมความถ่อมตัว และอย่าเผลอคิดไปว่าเรารู้ทุกเรื่องเท่ากับคนรอบข้าง&nbsp;</p><p>แนวคิดนี้จะทำให้เรามีความมั่นใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีความถ่อมตัวที่จะตั้งคำถามและเรียนรู้เพิ่มเติม ตอนที่เขาเข้าร่วมงานกับ Apple ในปี 2001 ด้วยวัย 26 ปี เขาถูกรายล้อมไปด้วยคนเก่งๆ ที่มีความมั่นใจสูง จนบางครั้งรู้สึกไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะกับที่นี่หรือไม่ แต่แทนที่จะกลัว ถอยหนี หรือรู้สึกด้อยกว่า เขากลับเลือกที่จะเข้าไปถาม เลือกที่จะเรียนรู้ และมองว่าความเก่งของคนอื่นคือข้อได้เปรียบ เขาบอกว่าการไม่กลัวที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ คือหนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้เขาเติบโตที่สุด</p><p>นอกจากนี้ เขายังทิ้งท้ายกับคนรุ่นใหม่ว่าควรใช้เวลาไปกับการพัฒนาทักษะในสิ่งที่ตัวเองสนใจ และเลือกทำในสิ่งที่ตอบโจทย์คุณค่าในชีวิต ก่อนจะปิดจบด้วยโควตคลาสสิกของ สตีฟ จ็อบส์ ที่ปลุกใจให้ทุกคน &lsquo;ออกไปสร้างรอยบุบให้กับจักรวาล&rsquo; ซึ่งหมายถึงการออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้</p><p>ท้ายที่สุดแล้ว คำแนะนำของว่าที่ซีอีโอ Apple คนนี้ ทำให้เราเห็นว่า ความสำเร็จไม่ได้มีสูตรลับอะไรซับซ้อนเลย แต่มันเริ่มต้นง่ายๆ จากการลงมือทำอย่างตั้งใจ ใส่ใจในรายละเอียดแม้จะเป็นแค่เรื่องเล็กๆ กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่ได้รู้ทุกเรื่อง และไม่อายที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ</p><p>อ้างอิง: <a class="fr-strong" href="https://www.inc.com/leila-sheridan/apples-new-ceo-has-some-advice-for-gen-z-and-its-surprisingly-simple/91337299" target="_blank">inc</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 13:24:14 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Saucy Thoughts]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[เด็กแบงก์เบื่องาน Excel-PPTX ลาออกตั้งบริษัท ‘Rogo’ กับเพื่อน 4 ปีต่อมามูลค่าทะลุ 2 พันล้านดอลลาร์!]]></title>
            <link>https://techsauce.co/startup/rogo-ai-junior-bankers-2-billion-valuation</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/startup/rogo-ai-junior-bankers-2-billion-valuation</guid>
            <description><![CDATA[Rogo Technologies สตาร์ตอัป AI สำหรับ Investment Banking ที่ก่อตั้งโดยอดีต Junior Banker จาก Lazard และ JPMorgan ปิดรอบ Series D 160 ล้านดอลลาร์ นำโดย Kleiner Perkins ดันมูลค่าบริษัทแตะ 2 พันล้านดอลลาร์ มีผู้ใช้กว่า 35,000 คนใน 250 สถาบันการเงินทั่วโ]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777526512_Rogo_800_%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">ปลายปี 2021 ในห้องอพาร์ตเมนต์แคบ ๆ กลางแมนฮัตตัน Investment Banker หนุ่มสามคนยังต้องนั่งทำงานจนตีสามตีสี่ คอยปรับขนาดโลโก้บนสไลด์ Pitch Deck ลากเซลล์ Excel จัดตารางทางการเงินซ้ำไปซ้ำมา ขณะที่อีกห้องเดียวกันนั้น เพื่อนร่วมแฟลตของพวกเขากำลังเดิมพันด้วยสิ่งที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง ลาออกจากงานในวงการการเงินที่หลายคนใฝ่ฝัน เพื่อมานั่งเขียนโค้ดรอบโต๊ะกินข้าวในครัว สร้างเครื่องมือ AI ที่จะมาทำงานน่าเบื่อเหล่านั้นแทนพวกเขาเอง</p><p>สี่ปีต่อมา บริษัทที่เริ่มต้นจากโต๊ะกินข้าวนั้นชื่อ <strong>Rogo Technologies </strong>เพิ่งปิดดีลระดมทุน Series D มูลค่า 160 ล้านดอลลาร์ นำโดย Kleiner Perkins ดันมูลค่าบริษัทแตะ 2 พันล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ประเมินไว้ที่ 750 ล้านดอลลาร์ในรอบ Series C เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมาเท่านั้น รวมเงินที่ระดมทุนได้ทั้งหมดทะลุ 300 ล้านดอลลาร์ และที่น่าสนใจกว่านั้นคือลูกค้าของพวกเขากลายเป็นบริษัทเดียวกันกับที่พวกเขาเคยลาออกมา</p><h2>จาก Senior Thesis สู่บริษัท AI ที่ Wall Street ใช้กันทั่ว</h2><p>จุดเริ่มต้นของ Rogo ไม่ได้มาจากแผนธุรกิจสวย ๆ แต่มาจาก Senior Thesis ตอนปี 4 ที่ Princeton ของ Gabriel Stengel และ John Willett ทั้งคู่จบสาขา Computer Science และทำโปรเจกต์ Chatbot สำหรับวิชา Econometrics ที่ตอบคำถามได้ว่า GDP ของประเทศหนึ่งสัมพันธ์กับโอกาสได้เป็นเจ้าภาพ Olympics อย่างไร หลังเรียนจบ ทั้งคู่แยกย้ายไปทำงานในสายการเงิน Stengel ไป Lazard ส่วน Willett ไป JPMorgan Chase ก่อนย้ายไป Barclays</p><p>จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นช่วงฤดูร้อนปีเดียวกันนั้น ตอนที่ OpenAI ปล่อย GPT-3 ให้นักพัฒนาใช้งาน Stengel เล่าว่าเขาลองเล่นแล้วรู้สึกว่ามันเปลี่ยนเกม จึงส่งข้อความหา Willett ทันทีว่า <strong>&quot;ของที่เราทำไว้ตอนเรียน มันอาจจะเจ๋งจริง ๆ ก็ได้นะ&quot;</strong> ในเดือนมกราคม 2022 ทั้งคู่ตัดสินใจลาออกจากงาน Investment Banking เพื่อมาก่อตั้ง Rogo เต็มตัว โดยดึง Tumas Rackaitis วิศวกรซอฟต์แวร์จาก Gilder Gagnon Howe ที่เคยเรียนด้วยกันที่ Princeton เข้ามาเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคนที่สาม</p><p>ช่วงสองปีแรกถือว่าโหดมาก Stengel เล่าว่า <strong>&quot;24 เดือนแรก ไม่มีใครอยากคุยกับเราเลย ทุกคนถามว่าเด็กอายุ 23 สองคน จะมีเครื่องมือ AI สำหรับข้อมูลของพวกเขาได้ยังไง&quot;</strong> จนกระทั่งปลายปี 2023 พวกเขาถึงปิดดีลลูกค้าที่จ่ายเงินรายแรกได้สำเร็จ จากนั้นทุกอย่างก็เริ่มไหลตามมา</p><h2>Felix และเครื่องมือที่เข้าใจงานวงในของ Investment Banker</h2><p>Rogo วางตัวเองเป็นแพลตฟอร์ม Generative AI ที่สร้างมาเฉพาะสำหรับสายการเงินโดยตรง ไม่ใช่ ChatGPT แบบทั่วไปที่ดึงมาปรับใช้ ทีมงานออกแบบโมเดลการให้เหตุผลทางการเงิน (Financial Reasoning Models) เฉพาะของตัวเอง บวกกับการเชื่อมต่อข้อมูลทั้งภายในและภายนอกบริษัท ตั้งแต่ฐานข้อมูลดีล ตลาดหุ้น เอกสารยื่นหน่วยงานกำกับดูแล ไปจนถึงระบบ CRM</p><p>หัวใจของแพลตฟอร์มคือเทคนิคที่เรียกว่า Retrieval Augmented Generation แบบเฉพาะที่ Rogo พัฒนาขึ้นเอง เพื่อสังเคราะห์ข้อมูล ตรวจสอบข้อเท็จจริง และลดปัญหา Hallucination ของ AI ทำงานร่วมกันได้กับ Foundation Model หลายตัวพร้อมกัน</p><p>ผลิตภัณฑ์เรือธงตัวล่าสุดชื่อ Felix เป็น Agentic AI ที่ทำงานหลายขั้นตอนได้เองโดยไม่ต้องมีคนคอยกดสั่ง ตั้งแต่การคัดกรองดีล (Deal Screening) การสร้างเอกสาร Confidential Information Memorandum การส่งข้อความถึงผู้ซื้อที่มีศักยภาพ ไปจนถึงการตรวจสอบ Data Room งานที่เคยใช้ทีม Junior Banker หลายคนนั่งทำกันข้ามคืน Felix ทำเสร็จได้ในระดับนาที</p><h2>ลูกค้ากลายเป็นที่ทำงานเก่าของผู้ก่อตั้ง</h2><p>ปัจจุบัน Rogo มีผู้ใช้งานมากกว่า 35,000 คน กระจายอยู่ใน 250 สถาบันการเงินทั่วโลก รายชื่อลูกค้าประกอบไปด้วยชื่อใหญ่อย่าง Rothschild &amp; Co, Jefferies, Lazard, Moelis และ Nomura ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ Origination, Execution, Advisory ไปจนถึง Portfolio Intelligence</p><p>ที่น่าสนใจคือ Lazard ซึ่งเป็นที่ทำงานเก่าของ Stengel ได้กลายมาเป็นทั้งลูกค้าและพันธมิตรของ Rogo ขณะที่ JPMorgan ที่ Willett เคยทำงานอยู่ ก็เข้ามาร่วมลงทุนผ่าน J.P. Morgan Growth Equity Partners ตั้งแต่รอบ Series B รวมถึงร่วมรอบ Series D ครั้งล่าสุดด้วย ทีมผู้บริหารยังดึง Rahul Rekhi อดีต Managing Director ของ Lazard มานั่งตำแหน่ง President เพื่อช่วยเปิดประตูเข้าสู่วงการสถาบันการเงินที่ปกติเข้าถึงยาก</p><h2>รอบ Series D และนัยยะต่ออุตสาหกรรม</h2><p>รอบระดมทุน Series D มูลค่า 160 ล้านดอลลาร์นี้ นอกจาก Kleiner Perkins ที่เป็นผู้นำแล้ว ยังมี Sequoia Capital, Thrive Capital, Khosla Ventures, J.P. Morgan Growth Equity Partners, BoxGroup, Mantis VC, Jack Altman, Evantic และ Positive Sum เข้าร่วม Mamoon Hamid พาร์ตเนอร์จาก Kleiner Perkins ให้ความเห็นว่า Rogo สร้างแพลตฟอร์ม AI ที่สถาบันการเงินที่เข้มงวดที่สุดในโลกไว้วางใจให้จัดการ Workflow ที่สำคัญที่สุดได้ และมองว่าเมื่อแพลตฟอร์มกลายเป็น Operating System ของทั้งอุตสาหกรรม โอกาสที่ตามมาคือระดับที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยในแต่ละยุค</p><p>Stengel ซึ่งเป็น CEO และ Co-Founder ระบุว่า สถาบันการเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเปลี่ยนวิธีทำงานครั้งใหญ่โดยใช้ AI และพวกเขาเลือกทำสิ่งนี้กับ Rogo สถาบันการเงินที่อยู่หัวแถวเริ่มข้ามจากการ Automate งานเป็นชิ้น ๆ ไปสู่การเป็น AI-Native Firm ที่มีระบบ Agent ทำงานข้ามทั้งบริษัท และฉลาดขึ้นทุกครั้งที่ปิดดีล</p><p>ในมุมของอุตสาหกรรม Investment Banking สิ่งที่ Rogo สะท้อนคือคำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน เมื่องาน Grunt Work ที่เคยเป็นบันไดขั้นแรกของอาชีพ Junior Banker หลายหมื่นคน กำลังถูก AI กลืนเข้าไป โครงสร้างพีระมิดของวงการการเงินที่อาศัยการดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาทำงานหนัก ๆ เพื่อค่อย ๆ ไต่ขึ้น จะเปลี่ยนหน้าตาไปอย่างไร และที่น่าหยอกใจที่สุดคือคนที่เริ่มจุดไฟให้คำถามนี้ ก็คือเด็กที่เคยนั่งทำงานเหล่านั้นเอง</p><p>ปัจจุบัน Rogo เปิดให้บริการเชิงพาณิชย์เต็มตัวกับสถาบันการเงินทั่วโลก โดยทั้งสามผู้ก่อตั้งติดทำเนียบ Forbes 30 Under 30 สาขา Finance ประจำปี 2026 ไปเรียบร้อยตั้งแต่เดือนธันวาคมปีก่อน</p><p><strong>ที่มา:</strong> <a href="https://www.bloomberg.com/news/features/2026-04-29/junior-bankers-sick-of-grunt-work-build-2-billion-ai-tool-to-do-the-job?taid=69f1de3e05fd1e0001604a81&utm_campaign=trueanthem&utm_content=business&utm_medium=social&utm_source=twitter" target="_blank">Bloomberg</a>, <a href="https://techfundingnews.com/rogo-160m-series-d-kleiner-perkins-investment-banking-ai/" target="_blank">TechFundingNews</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 12:25:19 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Startup Guide]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[เตรียมเก็บ ‘ภาษีข่าว’ ออสเตรเลียผุดโมเดลช่วยสื่อ ให้ Google-Meta-TikTok จ่ายค่าคอนเทนต์ที่นักข่าวไปหามา]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/australia-news-bargaining-incentive-big-tech-tax</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/australia-news-bargaining-incentive-big-tech-tax</guid>
            <description><![CDATA[ออสเตรเลียผุดโมเดล 'ภาษีข่าว' งัดไม้แข็งบีบ Google, Meta และ TikTok หากไม่เจรจาจ่ายค่าคอนเทนต์สื่อท้องถิ่น เตรียมเจอภาษี 2.25% ของรายได้]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">ออสเตรเลียกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง ล่าสุดรัฐบาลออสเตรเลียเตรียมงัดไม้แข็งใส่ Google, Meta และ TikTok ด้วยร่างกฎหมายใหม่ที่ชื่อว่า News Bargaining Incentive ซึ่งคือกฎหมายบังคับแบ่งเค้ก</p><p>รัฐบาลออสเตรเลียมองว่า แพลตฟอร์มอย่าง Google (ที่คนใช้ค้นหาข่าว), Meta (ที่คนแชร์ข่าวบน FB/IG) และ TikTok (ที่คนดูสรุปข่าว) กำลังตักตวงผลประโยชน์ฟรี ๆ จากหยาดเหงื่อของนักข่าว เพราะคอนเทนต์ข่าวช่วยให้คนอยู่ในแพลตฟอร์มนานขึ้น และแพลตฟอร์มก็ขายโฆษณาได้เงินมหาศาล</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/4/1777519870_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7_4.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>รายละเอียดข้อบังคับและเงื่อนไข</h2><ul><li><strong>มีผลบังคับใช้:</strong> เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2025-26 (ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม เป็นต้นไป)</li><li><strong>เกณฑ์การจัดเก็บ:</strong> บังคับใช้กับบริษัทที่มีบริการโซเชียลมีเดียหรือเครื่องมือค้นหา (Search Engine) ที่มีนัยสำคัญ และมีรายได้ในออสเตรเลียเกิน 250 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ประมาณ 179.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)</li><li><strong>ข้อยกเว้น:</strong> กฎหมายนี้ไม่ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์ม AI ซึ่งจะมีกฎหมายแยกต่างหาก</li><li><strong>รัฐบาลระบุเพิ่มเติมว่า</strong> หากแพลตฟอร์มยอมทำข้อตกลงกับสำนักข่าวขนาดเล็ก พวกเขาจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีในสัดส่วนที่สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง</li></ul><p>ด้านองค์กรสื่อยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลีย ทั้ง Nine Entertainment, ABC และ News Corp Australia ออกแถลงการณ์ร่วมกันว่า แผนนี้คือ &quot;ก้าวสำคัญในการปกป้องอนาคตของข่าวออสเตรเลีย&quot; โดยย้ำว่าหากแพลตฟอร์มไม่จ่ายค่าคอนเทนต์ที่ตนเองนำไปแสวงหาผลกำไร วิชาชีพสื่อสารมวลชนก็จะไม่สามารถอยู่รอดได้</p><p>ฝั่งบริษัทเทคโนโลยี เช่น Meta โต้แย้งว่าแนวคิดที่ว่าตนขโมยเนื้อหาข่าวเป็นเรื่องผิดโดยสิ้นเชิง และเตือนว่านโยบายนี้จะทำให้สื่อท้องถิ่นต้องพึ่งพาสวัสดิการจากรัฐ พร้อมมองว่านี่เป็นเพียงภาษีบริการดิจิทัลที่แฝงมาในรูปแบบอื่น</p><p>ส่วน Google แสดงท่าทีคัดค้านโดยระบุว่า<strong>&nbsp;&quot;เราปฏิเสธความจำเป็นในการเก็บภาษีนี้&quot;</strong> แม้จะอยู่ระหว่างการตรวจสอบร่างกฎหมายก็ตาม และ TikTok ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในขณะนี้</p><p>ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการปรับปรุงกฎหมายเดิมปี 2021 ที่รัฐบาลมองว่าไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Meta เคยตอบโต้ด้วยการระงับการแชร์เนื้อหาข่าวในออสเตรเลียชั่วคราว</p><p>รัฐบาลออสเตรเลียไม่ได้ต้องการเงินภาษี แต่ต้องการบีบให้ Big Tech ยอมจ่ายเงินให้คนทำข่าว เพื่อรักษาระบบนิเวศของสื่อสารมวลชนให้ยังอยู่รอดได้</p><p>การเดิมพันครั้งนี้ของออสเตรเลียเป็นการประกาศชัดว่าคอนเทนต์มีราคา และแพลตฟอร์มที่สร้างรายได้จากคอนเทนต์ผู้อื่นต้องจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสม ซึ่งหากโมเดลนี้สำเร็จ เราอาจเห็นประเทศอื่น ๆ นำโมเดลนี้ไปปรับใช้เพื่อกอบกู้วงการสื่อที่กำลังวิกฤต</p><p>อ้างอิง: <a href="https://asia.nikkei.com/business/media-entertainment/australia-targets-3-tech-giants-with-tax-over-news-usage-to-boost-journalism">asia.nikkei</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 30 Apr 2026 10:32:16 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
            </channel>
</rss>
