<?xml version="1.0" encoding="UTF-8" ?>
<rss version="2.0"
     xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
     xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
     xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
     xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
     xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
     xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/">
    <channel>
        <title>Techsauce</title>
        <atom:link href="https://techsauce.co/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
        <link>https://techsauce.co</link>
        <description></description>
        <lastBuildDate>Sunday, 09 Aug 2026 12:25:09 +0700</lastBuildDate>
        <language>th</language>
        <sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
        <sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>

        <image>
            <url>https://techsauce.co/rss/cropped-Techsauce-logo-square_primary2-32x32.png</url>
            <title>Techsauce</title>
            <link>https://techsauce.co</link>
            <width>32</width>
            <height>32</height>
        </image>

                    <item>
            <title><![CDATA[ศิริราชใช้เวลา 5 ปี เปลี่ยนโรงพยาบาล 130 ปีให้กลายเป็น Smart Hospital เจ้าแรกของอาเซียนได้อย่างไร]]></title>
            <link>https://techsauce.co/basedon/siriraj-5g-smart-hospital-transformation</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/basedon/siriraj-5g-smart-hospital-transformation</guid>
            <description><![CDATA[ถอดกรณีศึกษาศิริราช ปรับโฉมสู่ 5G Smart Hospital เจ้าแรกในอาเซียน ผสานเทคโนโลยี 5G Private Network, AI และ Hybrid Cloud ยกระดับการรักษาและระบบขนส่งทางการแพทย์ยามวิกฤต]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>พบ ศ. ดร. นพ.ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์ที่งาน Techsauce Global Summit 2026 ซื้อบัตรได้ที่: <a href="https://bit.ly/4e93wDm">https://bit.ly/4e93wDm</a>&nbsp;</p><p>--------------------------------------</p><p id="isPasted">ย้อนกลับไปในปี 1888 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาโรงพยาบาลศิริราชขึ้น จนถึงปัจจุบัน ด้วยอายุกว่า 130 ปี ศิริราชกลายเป็นโรงพยาบาลรัฐที่ใหญ่ที่สุดในไทย มีเตียงรองรับกว่า 2,000 เตียง รับผู้ป่วยมากกว่า 3 ล้านครั้งต่อปี และเป็นแหล่งผลิตแพทย์รุ่นใหม่ราวปีละ 250 คน</p><p>โจทย์ใหญ่ขององค์กรระดับ Legacy ที่สเกลใหญ่ขนาดนี้คือความยืดหยุ่น&quot; ถ้ายังใช้ระบบแบบเดิม คนไข้ต้องเสียเวลารอนานแค่ไหน ข้อมูลจะกระจัดกระจายอยู่กี่แผนก และเมื่อเจอวิกฤตระดับโลกอย่างโควิด-19 ระบบที่พึ่งพาแรงงานคนเป็นหลักจะรับมือไหวได้อย่างไร</p><p>นี่คือกรณีศึกษาการเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งใหญ่ของศิริราช ที่ใช้เวลา 5 ปี (เริ่มตั้งแต่ปี 2020) ปรับโฉมสู่การเป็น 5G Smart Hospital เจ้าแรกของอาเซียน</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786252678_%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A_3.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>วิกฤตที่เป็นจุดเริ่มต้น เมื่อข้อมูลต้องเดินเร็วกว่าคน</h2><p>ย้อนกลับไปต้นปี 2020 ในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 กำลังวิกฤต ศิริราชต้องกลายเป็นปราการด่านหน้าในการรับมือผู้ป่วย ปัญหาใหญ่ที่พบทันทีคือการส่งยา เวชภัณฑ์ หรือเอกสารทางการแพทย์ภายในโรงพยาบาล ต้องผ่านมือคนจำนวนมาก ยิ่งสัมผัสเยอะ ยิ่งเสี่ยงติดเชื้อมาก</p><p>ในจุดนั้นเอง ศิริราชมองเห็นแล้วว่าการแก้ปัญหาแบบผ้าเอาหน้ารอดไม่ใช่นัยสำคัญของการรอดชีวิตระยะยาว โรงพยาบาลตัดสินใจจับมือกับพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Huawei พร้อมด้วยการสนับสนุนจาก กสทช. เพื่อวางโครงสร้างใหม่ทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายง่ายๆ แต่ท้าทายสุดขีด นั่นคือ &ldquo;ทำอย่างไรให้ข้อมูลทางการแพทย์เดินทางไปถึงก่อนที่คนไข้จะเดินไปถึง&rdquo;</p><p>พวกเขารู้ดีว่า คำว่า Smart Hospital ไม่ใช่แค่การเอาคอมพิวเตอร์มาวางหรือเปิดให้จองคิวผ่านแอปพลิเคชัน แต่คือการร้อยเรียงโครงสร้างเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โครงข่าย 5G Private Network และระบบ Hybrid Cloud เพื่อเชื่อมข้อมูลทุกแผนก ต่อด้วยระบบ AI ที่ช่วยคิดและวิเคราะห์ ไปจนถึงระบบอัตโนมัติอย่างหุ่นยนต์และรถไร้คนขับที่มาช่วยเดินส่งของแทนคน</p><p>ที่สุดจากแต่ละค่ายเข้ามาต่อเติมได้เรื่อย ๆ โดยไม่เกิดปัญหาโดนล็อกสเปกไว้กับผู้ให้บริการรายเดียว</p><h2>เจาะลึกสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีศิริราช</h2><p>ปัจจัยที่ทำให้ระบบของศิริราชต่างจากงานไอทีทั่วไป คือการวางสถาปัตยกรรมระบบแบบ multi-layered ที่ทำงานประสานกัน 3 ส่วนหลัก</p><h3>1. โครงข่าย 5G Private Network &amp; Multi-access Edge Computing (MEC)</h3><p>ศิริราชไม่ได้ใช้เครือข่าย 5G สาธารณะทั่วไป แต่สร้าง 5G Private Network เฉพาะภายในพื้นที่โรงพยาบาล ควบคู่กับการตั้งเซิร์ฟเวอร์ MEC (Edge Computing) ไว้ในพื้นที่ เพื่อประมวลผลข้อมูลที่มีความไวสูงและไฟล์ภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ (เช่น DICOM/CT Scan/MRI) ได้ที่ขอบเครือข่ายโดยไม่ต้องส่งออกไปประมวลผลบน Cloud ภายนอก ช่วยลด Latency เหลือเพียงไม่กี่มิลลิวินาที และเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย</p><h3>2. Multi-APN &amp; Network Slicing</h3><p>มีการแบ่งช่องทางจราจรข้อมูลผ่านระบบ Multi-APN เพื่อแยกสิทธิ์และแบนด์วิธระหว่าง ข้อมูลวิกฤตทางการแพทย์ (เช่น สัญญาณชีพจากรถพยาบาล, ระบบ AI วินิจฉัย) ออกจาก ข้อมูลการใช้งานทั่วไป ของผู้ป่วยและญาติอย่างเด็ดขาด ป้องกันปัญหาสัญญาณติดขัดในภาวะฉุกเฉิน</p><h3>3. Hybrid Cloud Infrastructure &amp; Data Interoperability</h3><p>การเชื่อมต่อระบบสารสนเทศเดิมของโรงพยาบาล (Legacy HIS - Hospital Information System) เข้ากับระบบ Cloud ยุคใหม่ เพื่อเปิดให้แอปพลิเคชันทางการแพทย์ข้ามแผนกสามารถดึงข้อมูล EHR (Electronic Health Record) ไปใช้งานร่วมกันได้แบบ Real-time</p><h2>เจาะลึกกลยุทธ์ 9 โครงการย่อย</h2><p>ศิริราชเลือกไม่ทำ Digital Transformation แบบเปลี่ยนพร้อมกันทั้งหมด เพราะความเสี่ยงสูงเกินไปต่อชีวิตคนไข้ แต่ใช้วิธีซอยออกเป็น 9 โมดูลย่อยที่น่าสนใจ</p><p><strong>1. Smart EMS (ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินอัจฉริยะ)</strong></p><p>ตัวรถพยาบาลถูกแปลงเป็นห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่ ติดตั้งอุปกรณ์เชื่อมต่อ 5G ส่งค่าสัญญาณชีพ, คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และวิดีโอสตรีมมิ่งความละเอียดสูง 4K จากกล้องติดตัวเจ้าหน้าที่กลับมายังศูนย์ควบคุมในห้อง ER แบบ Real-time แพทย์เฉพาะทางสามารถวิเคราะห์อาการและสั่งการรักษาล่วงหน้าได้ทันทีตั้งแต่คนไข้อยู่บนถนน</p><p><strong>2. Smart ER (ห้องฉุกเฉินอัจฉริยะ)</strong></p><p>รับข้อมูลจาก Smart EMS มาประมวลผลลัพธ์ล่วงหน้า ระบบจะทำการคัดแยกความรุนแรง และจัดเตรียมห้องหัตถการ ทีมแพทย์เฉพาะทาง อุปกรณ์กู้ชีพ ตลอดจนสำรองเลือดไว้รอทันที ทำให้เมื่อรถพยาบาลมาถึง สามารถนำคนไข้เข้าสู่กระบวนการวิกฤตได้โดยไม่มี Door-to-Treatment Time ที่สูญเปล่า</p><p><strong>3. Pathological Diagnosis System (ระบบวินิจฉัยทางพยาธิวิทยาด้วย AI)</strong></p><p>เปลี่ยนการตรวจสไลด์เนื้อเยื่อผ่านกล้องจุลทรรศน์แบบเดิม เป็นการสแกนสไลด์ความละเอียดสูง (Whole Slide Imaging) ขึ้นระบบ Cloud และใช้ AI ประมวลผล</p><ul><li>มะเร็งต่อมลูกหมาก: ทำงานร่วมกับโมเดล AI (เทคโนโลยี IBM) ช่วยตรวจจับจุดสงสัยเนื้อเยื่อมะเร็ง</li><li>มะเร็งต่อมน้ำเหลือง: ใช้โมเดล Computer Vision อย่าง YOLO (You Only Look Once) ในการตรวจนับเซลล์ Centroblast บนสไลด์ H&amp;E เพื่อจัดระดับความรุนแรง</li><li>Performance: ระบบ AI ใช้เวลาประมวลผลเพียง 25 วินาทีต่อเคส ช่วยลดภาระงานของพยาธิแพทย์ลงได้อย่างมาก (ทดสอบใช้งานที่ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์)</li></ul><p><strong>4. NCD AI Platform (ระบบดูแลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง)</strong></p><p>แพลตฟอร์มบริหารจัดการผู้ป่วย NCDs (เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง) โดยใช้การเชื่อมต่อ IoT, Big Data และ AI เพื่อติดตามข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง วิเคราะห์ความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน และส่งแจ้งเตือนให้ทีมแพทย์ปรับแผนการรักษาได้ทันท่วงที</p><p><strong>5. Smart Inventory Management (ระบบคลังเวชภัณฑ์อัจฉริยะ)</strong></p><p>เปิดตัวร่วมกับศูนย์ LogHealth คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ True Corporation โดยใช้ AI วิเคราะห์และคาดการณ์ปริมาณการใช้ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และจัดตารางการส่งเวชภัณฑ์ไปยังแผนกต่างๆ ให้แม่นยำ ช่วยลดสต็อกจม (Safety Stock) และลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยา</p><p><strong>6. Permission-based Blockchain for Health Records</strong></p><p>ระบบจัดเก็บและแลกประวัติสุขภาพของผู้ป่วยด้วย Blockchain สถาปัตยกรรมแบบให้สิทธิ์ (Permissioned) คนไข้จะเป็นผู้ถือสิทธิ์ Consent ในการอนุญาตให้แพทย์หรือสถานพยาบาลต่างสถาบันเข้าถึงข้อมูลประวัติการรักษา เพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวขั้นสูง</p><p><strong>7. Smart Logistics with 5G Self-Driving Car (รถไร้คนขับ 5G)</strong></p><p>เป็นโครงการที่ออกสู่การใช้งานจริงเร็วที่สุด เริ่มทดสอบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ตัวรถใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนอัตโนมัติวิ่งตามเส้นทางกำหนด เชื่อมต่อควบคุมผ่าน 5G ของ Huawei ทำหน้าที่ขนส่งยา อุปกรณ์ และผลแล็บข้ามอาคารภายในโรงพยาบาล ช่วยลดการสัมผัสของบุคลากรในช่วงวิกฤตโรคระบาดได้ 100%</p><p><strong>8. Multi-access Edge Computing (MEC Integration)</strong></p><p>การวางโหนดประมวลผลกระจายตามจุดสำคัญในโรงพยาบาล รองรับแอปพลิเคชันที่ต้องการแบนด์วิธสูง เช่น การส่งไฟล์ภาพถ่ายรังสีขนาดใหญ่ และการประมวลผลโมเดล AI ในพื้นที่ โดยไม่ต้องดึงสายสัญญาณยาวข้ามอาคาร</p><p><strong>9. Hybrid Cloud System</strong></p><p>ระบบคลาวด์กลางที่เชื่อมแอปพลิเคชันหน้างาน (Front-end Apps) เข้ากับฐานข้อมูลหลังบ้าน (Back-end Systems) ทำให้แอปพลิเคชันนัดหมาย ระบบจ่ายยา และระบบแล็บ สามารถรับส่งข้อมูลหากันได้โดยอัตโนมัติ</p><p>นอกจากนี้จุดเด่นในการบริหารโครงการของศิริราช คือการออกแบบระบบให้เป็น Open Ecosystem โดยไม่ผูกขาดเทคโนโลยีไว้กับพันธมิตรรายใดรายหนึ่ง</p><p><strong><em>ปี 2020 (มิ.ย.)</em></strong> เริ่ม Pilot Project รถไร้คนขับ 5G ร่วมกับ Huawei และสำนักงาน กสทช.<br><strong><em>ปี 2020 (ธ.ค.)&nbsp;</em></strong>ลงนาม MoU วางโครงสร้าง 5G, Cloud และ AI ระยะยาว 5 ปี<br><strong><em>ปี 2021 (ธ.ค.)</em></strong> นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดตัว Siriraj World Class 5G Smart Hospital<br><strong><em>ปี 2022 - 2023</em></strong> พัฒนาฮาร์ดแวร์ต่อยอด เช่น 5G Portable Medical Box, รถเข็น 5G และเตียงอัจฉริยะ<br><strong><em>ปี 2023 (ส.ค.)</em></strong> ดึง True Corporation และ ม.มหิดล เข้าร่วมทำ AI Smart Logistics<br><strong><em>ปี 2024 (พ.ค.)</em></strong> ร่วมมือกับ DKSH วางระบบ End-to-End Healthcare Operations</p><p>การดึงผู้เล่นที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาต่อเชื่อม ทำให้ศิริราชได้ระบบโครงสร้างพื้นฐานจาก Huawei ได้ระบบสื่อสารและโลจิสติกส์จาก True และได้กระบวนการจัดการห่วงโซ่อุปทานจาก DKSH โดยระบบหลักยังคงควบคุมโดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล</p><p>กรณีศึกษาของศิริราชพิสูจน์ให้เห็นว่า หัวใจของ Smart Hospital ไม่ใช่การนำแกดเจ็ตหรือเทคโนโลยีมาตั้งโชว์ แต่มันคือการ Re-engineering กระบวนการทำงานเดิมทั้งหมด โดยใช้ 5G, Cloud และ AI เป็นโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นของมนุษย์ และเปลี่ยนเวลาเหล่านั้นกลับคืนมาให้แพทย์และพยาบาลได้ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดที่สุด</p><p>อ้างอิง: <a href="https://e.huawei.com/th/case-studies/th/siriraj_hospital_digital_transformation_with_huawei_supports">e.huawei</a>, <a href="https://www.bangkokpost.com/thailand/general/2270907/siriraj-5g-smart-hospital-a-model-for-the-health-sector">bangkokpost</a>, <a href="https://www.nationthailand.com/business/30390297">nationthailand</a>, <a href="https://www2.si.mahidol.ac.th/en/news-events/siriraj-won-most-innovative-5g-trial-in-apac-award/">si.mahidol.ac</a>, <a href="https://www.prnewswire.com/apac/news-releases/siriraj-hospital-integrates-ai-to-elevate-medical-research-and-diagnosis-touts-yolo-model-for-centroblast-cell-counting-302214052.html">prnewswire</a>, <a href="https://www.healthcareitnews.com/news/asia/siriraj-piyamaharajkarun-hospital-sets-ai-powered-pathology-service">healthcareitnews</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Sun, 09 Aug 2026 12:25:09 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Based On]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[เปิดกิจกรรมไฮไลต์และเวทีหลักในงาน Techsauce Global Summit 2026 ครบทุกอย่างที่ต้องรู้ก่อนไป!]]></title>
            <link>https://techsauce.co/tech-and-biz/techsauce-global-summit-2026-activity-highlight</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/tech-and-biz/techsauce-global-summit-2026-activity-highlight</guid>
            <description><![CDATA[รวมทุกกิจกรรมไฮไลต์ Techsauce Global Summit 2026 ตั้งแต่ Business Matching, Meet the VCs, Pickleball Networking, NFT Treasure Hunt ไปจนถึง 350+ Exhibitions และ 10 Stages เปลี่ยนเกมธุรกิจ พบกัน 26-28 สิงหาคมนี้ ที่ QSNCC]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><strong>Techsauce Global Summit 2026&nbsp;</strong>ในปีนี้จะพาคุณลองไปค้นหาคำตอบของคำถามปลายเปิดที่ท้าทายให้ทุกคนมาหาคำตอบว่า &quot;Next&quot; ของธุรกิจคุณคืออะไร ใน<strong>ธีม &quot;The Race to The Next&hellip;&quot;&nbsp;</strong>และปีนี้ไม่ได้มีแค่เวทีสัมมนา แต่คือ &quot;ระบบนิเวศแห่งโอกาส&quot; (Ecosystem of Opportunities) เต็มรูปแบบ ที่จะเปลี่ยนทุกบทสนทนาให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ภายในงานที่เปิดประตูสู่ Connection ระดับพรีเมียมโดยเฉพาะ นอกจากนั้นยังเป็นพื้นที่พบปะสังสรรค์ระดับเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับผู้บริหารและผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรม แลกเปลี่ยนมุมมองและขยายคอนเนคชันระดับโลก</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089657_2.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>งานจัดเต็มตลอด 3 วัน วันที่ 26-28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ที่มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 18,000 คน รวมถึง C-Level Executives กว่า 1,000 คน และนักลงทุนกว่า 300 คน จาก 60 กว่าประเทศทั่วโลก มาดูกันว่าปีนี้มีกิจกรรมอะไรที่พลาดไม่ได้บ้าง?<img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566240.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii"><strong>Business Matching&nbsp;</strong>พื้นที่จับคู่ธุรกิจแบบ 1-on-1 เพื่อเชื่อมต่อผู้ประกอบการ ธุรกิจนวัตกรรม นักลงทุน และองค์กรชั้นนำ สู่โอกาสทางธุรกิจที่เกิดขึ้นได้จริง ปลดล็อกดีลที่ใช่ เจรจาธุรกิจแบบ Exclusive</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566246.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii"> <strong>Meet the VCs</strong> ปกติกว่าจะได้คุยกับนักลงทุนสักคนต้องผ่านหลายขั้นตอน ส่งอีเมลแนะนำตัว รอตอบกลับ ขอคนกลาง นัดหมาย รอคิว... แต่ที่นี่ Meet the VCs เปิดพื้นที่เริ่มต้นบทสนทนากับนักลงทุนตัวจริงได้ง่ายขึ้น เชื่อมต่อ แลกเปลี่ยน Insight และเสนอไอเดียธุรกิจกับ VC/CVC ชั้นนำระดับโลกได้โดยตรง</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566251.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii"><strong>Pickleball Networking (กิจกรรมไฮไลต์ใหม่!)</strong> เปลี่ยนเกม Networking แบบเดิมๆ ลงสนาม Pickleball กระทบไหล่ C-Level, นักลงทุน และผู้ประกอบการชั้นนำอย่างเป็นกันเอง สร้างคอนเนกชันคุณภาพในบรรยากาศที่ผ่อนคลายแต่ทรงพลัง</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566259.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii">&nbsp; &nbsp;<strong>NFT Treasure Hunt &amp; Networking Quest Season 4&nbsp;</strong>กิจกรรมสุดฮิตที่กลับมาต่อเนื่องเป็น Season 4! ล่าสมบัติดิจิทัล ปลดล็อกคอนเนกชันสุด Exclusive ผสาน Gamification เข้ากับการสร้างเครือข่ายแบบที่ไม่มีที่ไหนเหมือน</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566265.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii"><strong>&nbsp;350+ Exhibitions</strong> พื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้ประกอบการ และพาร์ทเนอร์ระดับ Global ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค มาสัมผัสนวัตกรรมเปลี่ยนโลกและอนาคตธุรกิจในที่เดียว</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566271.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii"> <strong>40+ Exclusive Workshops &amp; Masterclass</strong> เวิร์กช็อปกลุ่มย่อยแบบ Hands-on เจาะลึกกลยุทธ์แบบ Step-by-step นำความรู้กลับไปใช้กับองค์กรได้ทันที</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089567_1786089566276.webp" width="624" height="328" style="border-width: medium; border-style: none; border-color: currentcolor; border-image: none;" class="fr-fic fr-dii"> <strong>&nbsp;Side Events ทั่วกรุงเทพฯ</strong> กิจกรรมคู่ขนานจากพาร์ทเนอร์ของ Techsauce กระจายตัวทั่วกรุงเทพฯ ตลอดสัปดาห์งาน สัมผัสประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษนอกเหนือจากเวทีสัมมนา</p><h2>10 Stages เปลี่ยนเกมธุรกิจ ครบทุกมิติ Business, Tech &amp; Innovation ในที่เดียว</h2><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089931_11.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h3>DAY 1: เปิดสนามค้นหาคำตอบของ &quot;Next&quot; (26 สิงหาคม 2026)</h3><p><strong>1. MAIN STADIUM | โซน MAIN STADIUM</strong> มองภาพใหญ่ของโลกผ่านมุมมองจากผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารองค์กรชั้นนำ</p><p><strong>2. FOODTECH | โซน GREEN ARENA</strong> มองอนาคตระบบอาหาร ผ่าน Alternative Protein, Precision Fermentation, Vertical Farming, AI in Food R&amp;D และ Sustainable Supply Chain</p><p><strong>3. FINTECH | โซน BLUE ARENA&nbsp;</strong> อัปเดตโลกการเงินยุคใหม่ ตั้งแต่ Stablecoin, CBDCs, RWA Tokenization, Virtual Banking, Open Finance และ AI-Powered Banking</p><p><strong>4. AI | โซน RED ARENA</strong> &nbsp;ก้าวสู่ยุค Agentic AI และเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุน และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่</p><p><strong>5. TECH SHOWCASE | โซน MUAY THAI STAGE </strong>&nbsp;สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั่วโลก พร้อม Pitching Stage และโอกาสต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดจริง</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089937_12.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h3 id="isPasted">DAY 2: เร่งเครื่องปลดล็อกโอกาสใหม่ (27 สิงหาคม 2026)</h3><p><strong>1. MAIN STADIUM | โซน MAIN STADIUM </strong>&nbsp;มองภาพใหญ่ของโลกผ่านมุมมองจากผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารองค์กรชั้นนำ</p><p><strong>2. NEXT ENTREPRENEUR | โซน GREEN ARENA</strong>&nbsp; เวทีของผู้สร้างธุรกิจยุคใหม่ พร้อมบทเรียนจาก Founders, Go-Global Playbook และมุมมองจากนักลงทุน</p><p><strong>3. HEALTHSPAN SUMMIT | โซน BLUE ARENA</strong> สำรวจอนาคตสุขภาพยุคใหม่ ที่ไม่ใช่แค่อายุยืน แต่ต้องใช้ชีวิตได้ดีขึ้น</p><p><strong>4. AI | โซน RED ARENA&nbsp;</strong>ก้าวสู่ยุค Agentic AI และเรียนรู้การใช้ AI เพื่อเพิ่ม Productivity ลดต้นทุน และสร้างโมเดลธุรกิจใหม่</p><p><strong>5. TECH SHOWCASE | โซน MUAY THAI STAGE </strong>สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั่วโลก พร้อม Pitching Stage และโอกาสต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดจริง</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:12pt;margin-bottom:12pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786089942_13.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h3 id="isPasted">DAY 3: ถึงเส้นชัยที่คุณกำหนดเอง (28 สิงหาคม 2026)&nbsp;</h3><p><strong>1. M</strong><strong>AIN STADIUM | โซน MAIN STADIUM&nbsp;</strong>มองภาพใหญ่ของโลกผ่านมุมมองจากผู้นำระดับโลก ผู้กำหนดนโยบาย และผู้บริหารองค์กรชั้นนำ</p><p><strong>2. INNOVATION | โซน GREEN ARENA&nbsp;</strong>เจาะกลยุทธ์ Reinvent ธุรกิจ ผ่าน Open Innovation, CVC, Innovation KPIs และ Future-Ready Workforce</p><p><strong>3. MARTECH &nbsp;| โซน BLUE ARENA&nbsp;</strong>เข้าใจลูกค้าให้แม่นขึ้นในยุค AI Agent ผ่าน Hyper-Personalization, First-Party Data, CDP, Retail Media Networks และ Omnichannel Experience</p><p><strong>4. MASTER CLASS | โซน RED ARENA </strong>เวิร์กช็อปเข้มข้นที่เน้นลงมือทำจริง ทั้ง Practical AI, Prompt Engineering, AI Agent Building, Growth Strategy และ Data-Driven Decision Making</p><p><strong>5. MUAY THAI STAGE | โซน MUAY THAI STAGE</strong> สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากทั่วโลก พร้อม Pitching Stage และโอกาสต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดจริง</p><p>ครบทุกกิจกรรม ครบทุกโอกาส ในงานเดียว ไม่ว่าคุณจะมาเพื่อดีล เพื่อคอนเนกชัน หรือเพื่อหาคำตอบว่า &quot;Next&quot; ของธุรกิจคุณคืออะไร Techsauce Global Summit 2026 พร้อมติดอาวุธทางวิสัยทัศน์ให้คุณกำหนดเส้นชัยด้วยตัวเอง</p><p>แล้วพบกัน 26-28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC), Hall 3-4</p><p>ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่: <a class="fr-strong" href="https://bit.ly/4wcuHEg" target="_blank">https://bit.ly/4wcuHEg</a></p><p>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: <a class="fr-strong" href="http://summit.techsauce.co" target="_blank">summit.techsauce.co</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 07 Aug 2026 15:07:21 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Tech & Biz]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[ไฮไลต์ Speaker งาน Techsauce Global Summit 2026 ส่อง 300+ ผู้นำระดับชั้นำ ปักหมุดอนาคต AI และธุรกิจ]]></title>
            <link>https://techsauce.co/tech-and-biz/techsauce-global-summit-2026-speaker-highlights</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/tech-and-biz/techsauce-global-summit-2026-speaker-highlights</guid>
            <description><![CDATA[เจาะลึกไฮไลต์ Speaker งาน Techsauce Global Summit 2026 รวมผู้นำความคิดระดับโลกกว่า 300+ คนจาก OpenAI, World Bank, Alibaba และองค์กรชั้นนำของไทย พร้อมพาธุรกิจคุณร่วมค้นหาคำตอบใน "The Race to The Next..." 26-28 ส.ค. นี้]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p>ในยุคที่ AI และนวัตกรรมใหม่ๆ ขับเคลื่อนโลกธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยความเร็วที่ทวีคูณ <strong>Techsauce Global Summit 2026</strong> ชวนคุณมาค้นหาคำตอบในธีม <strong>&ldquo;The Race to The Next...&rdquo;&nbsp;</strong>ว่าก้าวต่อไปของธุรกิจคุณคืออะไร? มาร่วมติดอาวุธทางวิสัยทัศน์และเตรียมความพร้อมเพื่อคว้าโอกาสในการเป็นผู้นำแห่งอนาคตไปด้วยกันตลอด 3 วันเต็ม</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786088703_AW_Article_Cover_Speaker_Highlight_-_Aug_2026_cover1_%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>พบกับ Speakers ระดับชั้นนำกว่า 300+ คน</h2><p>เตรียมพบกับทัพผู้นำทางความคิด ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารระดับท็อปจากองค์กรชั้นนำระดับสากลและระดับประเทศ ที่จะมาเปิดอินไซต์เจาะลึกบนเวทีสัมมนา ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต</p><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786088764_AW_Article_Cover_Speaker_Highlight_-_Aug_2026_1200X630%281%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h3>ผู้นำวิสัยทัศน์ด้าน AI เทคโนโลยี และนวัตกรรมระดับโลก (Global AI, Tech &amp; Innovation Visionaries)</h3><ul><li>คุณ Sid Sharma &ndash; Head of Go-To-Market, Southeast Asia and India, OpenAI</li><li>คุณ Michelle Ottey, Ph.D. &ndash; President, CIC Campuses and Labs, Cambridge Innovation Center (CIC)</li><li>คุณ Tachien Sun, Ph.D. &ndash; CEO, Digital Domain</li><li>คุณ Colley Hwang &ndash; Chairman, DIGITIMES</li></ul><h3 dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:-6pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786088787_AW_Article_Cover_Speaker_Highlight_-_Aug_2026_1200X630%282%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></h3><h3>นักลงทุนและกองทุนร่วมลงทุนระดับโลก (Global Investors &amp; Venture Capitalists)</h3><ul><li>คุณ Bill Reichert &ndash; Partner &amp; Chief Evangelist, Pegasus Tech Ventures</li><li>คุณ Jeff Wu &ndash; China Partner, Pegasus Tech Ventures</li><li>คุณ Jan Lozek &ndash; Managing Partner, Future Energy Ventures</li><li>คุณ Ian Goh &ndash; Partner, 01VC</li><li>คุณ Cindy Chow &ndash; Executive Director &amp; CEO, Alibaba Hong Kong Entrepreneurs Fund</li></ul><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786088841_AW_Article_Cover_Speaker_Highlight_-_Aug_2026_1200X630%283%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ผู้นำภาครัฐ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคการศึกษา (Government, Policy Makers &amp; Academic Leaders)&nbsp;</h2><ul><li>ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ &ndash; รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม</li><li>คุณพัฒนา พร้อมพัฒน์ &ndash; รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข</li><li>ศ.นพ. ยงยุทธ ศิริวัฒนอักษร &ndash; ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล</li><li>ดร. สันติธาร เสถียรไทย &ndash; Vice Minister for Finance, Ministry of Finance of Thailand</li><li>คุณ Alejandro Alcala-Gerez &ndash; Operations Manager, World Bank</li><li>Dr. Xiuqing Hao &ndash; Director, Tsinghua x-lab, School of Economics and Management, Tsinghua University</li><li>ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร, J.S.D. &ndash; Director, China Studies Center, Institute of Asian Studies, Chulalongkorn University</li></ul><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786088860_AW_Article_Cover_Speaker_Highlight_-_Aug_2026_1200X630%284%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ผู้นำภาคธุรกิจและระบบนิเวศเทคโนโลยีไทย (Thai Business &amp; Tech Ecosystem Leaders)</h2><ul><li>คุณขัตติยา อินทรวิชัย &ndash; CEO, KASIKORNBANK</li><li>คุณปฐมา จันทรักษ์ &ndash; Country Managing Director, Accenture Thailand</li><li>คุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร &ndash; Chairperson of KASIKORNBANK &amp; Vice Chairwoman of Thai Chamber of Commerce</li><li>คุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล &ndash; Chairman, Disrupt Health Impact Fund</li><li>คุณกวีวุฒิ เต็มภูวภัทร &ndash; Chief Innovation Officer of SCBX &amp; CEO of SCB 10X</li><li>ดร. ธนัย ชรินทร์สาร &ndash; Strategy Management Professional, Strategy Essential</li><li>คุณนาเดีย สุทธิกุลพานิช &ndash; Executive Vice President &amp; Head of Fuchsia Innovation and Venture Capital, Muang Thai Life Assurance</li></ul><p dir="ltr" style="line-height:1.38;margin-top:0pt;margin-bottom:0pt;"><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786088883_AW_Article_Cover_Speaker_Highlight_-_Aug_2026_1200X630%285%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ไลฟ์สไตล์แห่งอนาคต ศักยภาพมนุษย์ และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Future Lifestyle, Human Performance &amp; Young Entrepreneurs)</h2><ul><li>คุณ Kfir Godrich &ndash; Founder, mAIndfulness (ex-BlackRock)</li><li>คุณ Kristen Holmes, Ph.D. &ndash; Global Head of Human Performance &amp; Principal Scientist, WHOOP</li><li>คุณ Ha Linh Nguyen &ndash; Co-founder &amp; CMO of KOH YAM (Forbes Vietnam 30 Under 30)</li><li>คุณมาริษา เจียรวนนท์ &ndash; Founder &amp; Chairperson of Chef Cares and Art Forest Foundations</li></ul><p>และ Speaker ระดับแนวหน้าอีกมากมายที่พร้อมจะมาสร้างแรงกระเพื่อมให้โลกเทคโนโลยี นวัตกรรมและธุรกิจตลอด 3 วันเต็ม</p><h2>มางานนี้แล้วคุณจะได้อะไรกลับไป?</h2><ul><li>300+ Insightful Sessions: อัปเดตเทรนด์ เจาะลึกกลยุทธ์ธุรกิจและเทคโนโลยีแห่งอนาคต ครอบคลุมทั้ง AI Transformation, FinTech, Healthspan, FoodTech, MarTech และ Corporate Innovation จากผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นนำ</li><li>350+ Exhibitions: เปิดมุมมองกับพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรมจากบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ผู้ประกอบการ ดาวรุ่ง และพาร์ทเนอร์ระดับ Global</li><li>40+ Exclusive Workshops: เจาะลึกกลยุทธ์แบบ Step-by-step เน้นการลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on) เพื่อนำความรู้กลับไปประยุกต์ใช้กับองค์กรได้ทันที</li><li>Business Matching &amp; High-level Networking: แพลตฟอร์มเจรจาธุรกิจแบบ 1-on-1 และพื้นที่พบปะระดับเอ็กซ์คลูซีฟเพื่อขยายเครือข่ายคอนเนคชันระดับโลก</li><li>Side Events ทั่วกรุงเทพฯ: กิจกรรมคู่ขนานสร้างบรรยากาศของ Innovation Week ตลอดสัปดาห์ของการจัดงาน</li></ul><p>งานนี้ไม่ได้เน้นย้ำเพียงเรื่องความเร็ว แต่คือพื้นที่สำหรับคนที่อยากเข้าใจอนาคตและช่วยให้คุณค้นพบจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ เพื่อกำหนดเป้าหมาย และคว้าโอกาสในการเป็นผู้นำในทุกความท้าทาย</p><p>แล้วพบกัน 26-28 สิงหาคม 2026 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC), Hall 3-4</p><p>ซื้อบัตรได้แล้ววันนี้ที่: <a class="fr-strong" href="https://bit.ly/4wOriwy" target="_blank">https://bit.ly/4wOriwy</a></p><p>อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: <a class="fr-strong" href="http://summit.techsauce.co" target="_blank">summit.techsauce.co</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 07 Aug 2026 14:50:38 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Tech & Biz]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[ทำไมคนรุ่นใหม่ IQ ลดลง? สรุปผลวิจัยปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับที่คนทำคอนเทนต์ต้องรู้]]></title>
            <link>https://techsauce.co/saucy-thoughts/reverse-flynn-effect-are-people-getting-dumber</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/saucy-thoughts/reverse-flynn-effect-are-people-getting-dumber</guid>
            <description><![CDATA[ทำความเข้าใจ "ปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ" (Reverse Flynn Effect) สาเหตุที่คะแนน IQ และข้อสอบมาตรฐานทั่วโลกลดลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมวิเคราะห์ทักษะสมองที่กำลังเปลี่ยนไป]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p id="isPasted">เมื่อร้อยกว่าปีก่อน มนุษย์เริ่มคิดค้น แบบทดสอบวัดระดับสติปัญญา หรือ IQ Test ขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศฝรั่งเศส (เรียกว่า Binet IQ Test) และไม่นานก็ถูกนำไปใช้ต่อในสหรัฐอเมริกา ทั้งกับเด็กนักเรียน หมอ ไปจนถึงผู้อพยพที่เพิ่งเดินทางมาถึงเมือง</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786085353_No_Brain_3.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>สิ่งที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่ช่วงปี 1930 เป็นต้นมา คะแนน IQ ของมนุษย์กลับค่อย ๆ สูงขึ้นเรื่อย ๆ คนรุ่นใหม่ทำคะแนนได้ดีกว่าคนรุ่นพ่อแม่เสมอ เฉลี่ยแล้วค่าสติปัญญาของคนเราเพิ่มขึ้นราว 3 คะแนนในทุก 10 ปี ไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการทดสอบไปแบบไหนก็ตาม</p><p>การเพิ่มขึ้นทีละนิดนี้พอสะสมผ่านไปหลายรุ่น มันส่งผลก้าวกระโดดจน เพราะนั่นหมายความว่าบรรพบุรุษรุ่นทวดของเราที่เคยได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะในยุคนั้น พอเอามาวัดมาตรฐานในยุคนี้ อาจกลายเป็นแค่คนฉลาดปานกลางเท่านั้นเอง</p><p>แนวโน้มที่คนรุ่นหลังฉลาดกว่าคนรุ่นก่อน ถูกตั้งชื่อว่า<strong>&nbsp;ปรากฏการณ์ฟลินน์ (Flynn Effect)</strong> ตามชื่อของ James Flynn นักการศึกษาที่ค้นพบและตีพิมพ์เรื่องนี้ในปี 1984</p><h2>ทำไมคนเราถึงฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ</h2><p>นักวิจัยตั้งสมมติฐานไว้หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโภชนาการและอาหารการกินที่ดีขึ้น, การที่คนเรามีลูกน้อยลงทำให้ดูแลได้ทั่วถึง, เด็ก ๆ ได้เข้าโรงเรียนเร็วขึ้น, สภาพแวดล้อมรอบตัวมีความซับซ้อนกระตุ้นสมองมากขึ้น ไปจนถึงเรื่องพันธุกรรม (แต่ยีนก็น่าจะมีส่วนน้อยที่สุด เพราะยีนมนุษย์ไม่ได้เปลี่ยนกันง่าย ๆ ในเวลาแค่ไม่กี่รุ่นคน)</p><p>ในยุคนั้น การที่ IQ เพิ่มขึ้นถูกมองว่าเป็นเรื่องน่ายินดีมาก เพราะคนที่ IQ สูงมักจะเรียนหนังสือได้ดีกว่า ทำงานดีกว่า และมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตที่ยาวนานและสุขภาพดีกว่า ทุกคนจึงคิดว่ามนุษย์เราจะฉลาดขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้ไปตลอด แม้ความเร็วอาจจะชะลอลงบ้างก็ตาม</p><h2>แต่แล้ว... มนุษย์ก็เริ่มฉลาดน้อยลง</h2><p>หรืออย่างน้อยที่สุด คะแนนจากแบบทดสอบ IQ ของคนรุ่นใหม่ก็เริ่มลดลงอย่างน่าประหลาดใจ</p><p>ในยุโรป หลายประเทศเริ่มรายงานว่าคะแนนทดสอบมาตรฐานของคนในประเทศเริ่มดิ่งลง และเพื่อหาคำตอบว่าเรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาด้วยหรือไม่ Elizabeth Dworak นักวิจัยด้านสังคมศาสตร์ จึงนำเรื่องนี้มาทำเป็นงานวิจัยปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น</p><p>เธอและทีมงานได้นำข้อมูลผลการทดสอบสมองของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันเกือบ 400,000 คน (อายุตั้งแต่ 18 ถึง 90 ปี) ที่เก็บรวบรวมไว้ระหว่างปี 2006 ถึง 2018 จากโครงการวิจัยออนไลน์ขนาดใหญ่ชื่อ SAPA (Synthetic Aperture Personality Assessment) มานั่งวิเคราะห์อย่างละเอียด</p><p>โดยแบบทดสอบที่ใช้คือ ICAR (International Cognitive Ability Resource) ซึ่งเป็นชุดคำถามวัดความสามารถทางสติปัญญามาตรฐานสากล</p><p>ความพิเศษของงานวิจัยนี้คือ พวกเขาไม่ได้ดูแค่คะแนนรวมว่าได้เท่าไรแล้วตัดสินเลย แต่แยกแยะสมองออกเป็น 4 ทักษะหลัก เพื่อดูว่ามนุษย์เราเก่งขึ้นหรือแย่ลงในด้านไหนบ้าง ได้แก่</p><ol><li><strong>การคิดเชิงนามธรรมและการแก้ปัญหา (Matrix Reasoning):&nbsp;</strong>ทักษะการมองหารูปแบบที่ซ่อนอยู่ ความสัมพันธ์ของรูปทรง หรือการแก้ปัญหาที่ไม่เคยเจอมาก่อน</li><li><strong>การคิดเชิงตรรกะแบบเป็นลำดับ (Letter and Number Series):&nbsp;</strong>ความสามารถในการมองหาความสัมพันธ์ของชุดตัวเลขหรือตัวอักษรเรียงต่อกัน</li><li><strong>ความสามารถทางภาษา (Verbal Reasoning):&nbsp;</strong>ความเข้าใจเรื่องคำศัพท์ คลังคำในหัว และความรู้ทั่วไป</li><li><strong>การมองภาพ 3 มิติในความคิด (3D Rotation):</strong> ความสามารถในการจินตนาการและหมุนวัตถุในหัวว่าถ้าหมุนไปอีกด้าน หน้าตาจะเป็นอย่างไร</li></ol><p>ผลการศึกษาตลอด 13 ปีทำเอาทุกคนตะลึง เพราะมันยืนยันตรงกันว่ากำลังเกิดปรากฏการณ์ฟลินน์ย้อนกลับ (Reverse Flynn Effect) หรือก็คือคนเรากำลังทำคะแนนได้ลดลงเรื่อย ๆ นั่นเอง</p><p>แม้แต่ตัว Elizabeth Dworak เองยังไม่อยากเชื่อสายตา</p><p><strong><em>&quot;ฉันใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ๆ ย้อนกลับไปเช็กโค้ดที่เขียนคำนวณทั้งหมด&quot;</em></strong> เธอเปิดเผยกับนิตยสาร New York <em><strong>&quot;ฉันคิดว่าตัวเองต้องทำอะไรผิดสักอย่างแน่ ๆ และคงต้องเลื่อนวันส่งงานวิจัยออกไป แต่พอเอาไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาดู เขากลับบอกว่า เปล่าเลย คุณคิดเลขถูกแล้ว&quot;</strong></em></p><h2>แย่ลงบางเรื่อง... แต่บางทักษะกลับพุ่งสูงขึ้น</h2><p>เมื่อเจาะลึกไปในแต่ละทักษะ ทีมวิจัยพบข้อมูลที่น่าสนใจมาก คือ ทักษะทางภาษา ลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จนแทบนับว่าไม่ลดลง</p><p>ส่วนทักษะการมองภาพ 3 มิติ กลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง คะแนนการหมุนภาพวัตถุ 3 มิติในหัวของคนรุ่นใหม่กลับ เพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน (ซึ่งนักวิจัยตั้งข้อสงสัยว่า การเล่นวิดีโอเกมของคนยุคนี้อาจเป็นตัวช่วยฝึกสมองด้านนี้โดยไม่รู้ตัว) ทักษะภาพ 3 มิตินี้เพิ่มขึ้นในคนเกือบทุกช่วงวัย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า แม้การคิดเชิงตรรกะบางอย่างของเราจะช้าลง แต่สมองด้านการจินตนาการพื้นที่และรูปทรงกลับทำงานได้ดีขึ้น</p><p>นอกจากนี้ แบบทดสอบมาตรฐานอื่น ๆ ในสหรัฐฯ อย่าง ACT และ SAT (ซึ่งเป็นข้อสอบวัดความรู้เพื่อใช้ยื่นเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย คล้าย ๆ กับข้อสอบสอบเข้ามหาวิทยาลัยในบ้านเรา) ก็มีคะแนนเฉลี่ยของเด็กนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเช่นกัน</p><h2>แล้วอะไรคือตัวการที่ทำให้เราฉลาดน้อยลง?</h2><p>สิ่งที่น่าสนใจก็คือ แนวโน้มคะแนนที่ลดลงนี้ เกิดขึ้นก่อนที่ AI (อย่าง ChatGPT) จะฮิต และเกิดขึ้นก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 เสียอีก ดังนั้นเราจึงไม่สามารถโยนความผิดให้ AI ว่าทำให้คนเกียจคร้าน หรือโทษการล็อกดาวน์และโรคระบาดได้เลย</p><p>แต่ช่วงปลายทศวรรษ 2000 เป็นช่วงเวลาที่ สมาร์ตโฟน เริ่มระบาดและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์... หรือสมาร์ตโฟนจะเป็นตัวการจริง?</p><p>James Marriott คอลัมนิสต์จากสื่อใหญ่อย่าง Times of London เชื่อแบบนั้น เขามองว่าการเปลี่ยนจากการอ่านหนังสือเล่ม มาเป็นการอ่านผ่านหน้าจอสมาตโฟน คือสาเหตุที่ทำให้สติปัญญาของมนุษย์ถดถอย</p><p><strong><em>&quot;การอ่านสิ่งพิมพ์หรือหนังสือ มันบังคับให้เราต้องคิดและเรียบเรียงเหตุผลอย่างเป็นระบบ&quot;&nbsp;</em></strong>Marriott กล่าวในพอดแคสต์ UnHerd<em><strong>&nbsp;&quot;หัวใจสำคัญของหนังสือคือ ถ้าคุณจะเสนอมุมมองอะไรลงไป คุณต้องอธิบายให้มันสมเหตุสมผล คุณไม่สามารถแค่พูดอ้างขึ้นมาลอย ๆ สั้น ๆ เหมือนใน TikTok หรือ YouTube ได้... งานเขียนยุคเก่าจึงช่วยฝึกวิธีคิดและการประมวลผลโลกที่เป็นตรรกะ มีเหตุมีผล ได้รับข้อมูลที่ลึกซึ้ง และท้าทายสมองมากกว่า&quot;</strong></em></p><p>อย่างไรก็ตาม งานวิจัยของ Dworak ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ 100% ว่าอะไรคือสาเหตุหลัก เพราะเป็นการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบคนต่างกลุ่มกันในช่วงเวลาที่ต่างกันไม่ได้เป็นการติดตามผลจากคน ๆ เดิมตั้งแต่เด็กจนโต จึงบอกได้เพียงว่าเกิดอะไรขึ้นกับภาพรวมของประชากร แต่ยังฟันธงสาเหตุเบื้องหลังไม่ได้</p><p>ถึงอย่างนั้น ข้อค้นพบนี้ก็ทำให้เราเห็นว่า การทำงานของสมองมนุษย์ในปัจจุบันมีความซับซ้อน ทักษะบางอย่างของเราอ่อนแอลง ในขณะที่บางอย่างกลับแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นเรื่องปกติอย่างยิ่งที่สมองของมนุษย์เราต้องปรับตัวให้เข้ากับบริบทและวัฒนธรรมของโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกวัน</p><p>อ้างอิง: <a href="https://www.sciencealert.com/are-americans-actually-getting-dumber-heres-what-we-know-about-the-reverse-flynn-effect?utm_source=flipboard&utm_content=other">sciencealert</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 07 Aug 2026 13:52:22 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Saucy Thoughts]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[รู้จัก Workplace Telepressure ภาวะกดดันที่ทำให้ต้องรีบตอบแชทงาน แม้เลิกงานแล้ว]]></title>
            <link>https://techsauce.co/saucy-thoughts/workplace-telepressure</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/saucy-thoughts/workplace-telepressure</guid>
            <description><![CDATA[เคยสังเกตตัวเองไหมว่าทั้งที่เลิกงานไปแล้ว แต่พอมีแจ้งเตือนเรื่องงานเด้งขึ้นมา เราก็มักจะรีบหยิบมือถือมาอ่านทันที เพราะลึก ๆ ในใจรู้สึกว่าต้องรีบตอบเดี๋ยวนั้น Workplace Telepressure หรือแรงกดดันภายในใจที่ทำให้เราพะวงและรู้สึกว่าต้องรีบตอบกลับแชท]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786042286_Workplace_Telepressure_%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%8A%E0%B8%97%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="รู้จัก Workplace Telepressure ภาวะกดดันที่ทำให้ต้องรีบตอบแชทงาน แม้เลิกงานแล้ว"></p><p id="isPasted">เคยสังเกตตัวเองไหมว่าทั้งที่เลิกงานไปแล้ว แต่พอมีแจ้งเตือนเรื่องงานเด้งขึ้นมา เราก็มักจะรีบหยิบมือถือมาอ่านทันที เพราะลึก ๆ ในใจรู้สึกว่าต้องรีบตอบเดี๋ยวนั้น นักวิจัยเรียกภาวะนี้ว่า Workplace Telepressure หรือแรงกดดันภายในใจที่ทำให้เราพะวงและรู้สึกว่าต้องรีบตอบกลับแชทหรืออีเมลเรื่องงานอยู่ตลอดเวลา</p><p>ลองสังเกตดูว่าเรากำลังมีสัญญาณของภาวะนี้อยู่หรือไม่ เช่น มีแจ้งเตือนมาต้องรีบเปิดดูทันที รู้สึกกระวนกระวายหรือกังวลว่าจะถูกหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานมองไม่ดี ไม่มีความรับผิดชอบหากตอบแชทช้า หรือแม้แต่วันหยุด ช่วงก่อนนอนสมองก็ยังคอยพะวงจนไม่สามารถตัดขาดจากงานได้จริง ๆ</p><p>เรื่องนี้มีการตามเก็บข้อมูลจากพนักงาน 234 คน นานถึง 3 เดือน เพื่อดูว่าความรู้สึกกดดันในลักษณะนี้ส่งผลต่อสุขภาพและจิตใจอย่างไรบ้าง โดยพบว่าแม้เทคโนโลยีจะช่วยให้เราทำงานได้ยืดหยุ่นขึ้นจริง แต่หลายคนกลับรู้สึกว่าต้องคอยสแตนด์บายเรื่องงานอยู่ตลอดเวลาเหมือนเดิมไม่ว่าจะตอนอยู่บ้านหรือกำลังพักผ่อน ความรู้สึกที่ต้องคอยตอบแชทมันทำให้สมองเรายังวนเวียน ผูกติดอยู่กับงานจนไม่ได้พัก</p><p>ประเด็นไม่ได้อยู่แค่บริษัทอยากให้เราตอบแชทเร็วหรือหัวหน้าสั่งงานแล้วต้องตอบทันทีอย่างเดียว แต่สาเหตุหลักเกิดจาก &lsquo;วัฒนธรรมองค์กร&rsquo; หรือความคาดหวังแฝง เช่น พอเห็นเพื่อนร่วมงานตอบแชทไว เราก็รู้สึกกดดันว่าต้องทำตามหรือบางครั้งหัวหน้าอาจฝากข้อความไว้ตอนดึก แม้จะบอกว่า &lsquo;ค่อยทำพรุ่งนี้เช้าก็ได้&rsquo; แต่ในทางจิตวิทยาผู้รับก็มักจะรับเอาความคาดหวังนั้นมากดดันตัวเองอยู่ดี จนรู้สึกว่าถ้าเห็นแชทงานปุ๊บก็ต้องรีบตอบกลับปั๊บ</p><p>ผลการศึกษาพบว่าคนที่มีภาวะนี้สูงมักจะสลัดเรื่องงานออกจากหัวได้ยากหรือพูดง่าย ๆ คือถึงจะเลิกงานแล้วแต่ก็ยังคิดถึงเรื่องงานอยู่ ไม่สามารถตัดขาดจากงานได้จริง ๆ ซึ่งข้อมูลก็ยืนยันเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่าหากปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในภาวะนี้นาน ๆ ร่างกายและสมองจะสั่งให้เราอยู่ในโหมด &lsquo;เตรียมพร้อมรับมือ&rsquo; อยู่ตลอดจนไม่มีเวลาเอนจอยกับชีวิต</p><p>และเมื่อสมองไม่ได้พัก ก็ส่งผลกระทบหลัก ๆ 2 เรื่อง&nbsp;</p><ul><li>เรื่องแรกคือร่างกายเหนื่อยล้า คนที่มีภาวะนี้จะรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าปกติมาก เพราะพอเราพะวงเรื่องงานมันจะทำให้เรา &lsquo;พักผ่อนได้ไม่เต็มที่&rsquo; และการพักแบบไม่จริงมันจะสะสมไปเรื่อย ๆ จนทำให้ร่างกายล้าไปหมด&nbsp;</li><li>เรื่องที่สองคือคุณภาพการนอนแย่ลง คนที่มีอาการนี้มักจะมีปัญหาเรื่องการนอนตามมา เช่น หลับยาก หลับไม่สนิทหรือตื่นมาแล้วยังรู้สึกเพลีย ไม่สดชื่น ซึ่งสาเหตุก็เชื่อมโยงมาจากการที่สมองเราไม่ยอมตัดขาดจากเรื่องงาน</li></ul><p>ในภาวะนี้อาจทำให้หลายคนอาจรู้สึก &lsquo;อินกับงาน&rsquo; มากขึ้นบางคนรู้สึกว่าตัวเองตื่นตัวและมีส่วนร่วมกับงานเมื่อได้คอยเช็กแชทงาน แต่ถ้าร่างกายไม่ได้พักแบบจริง ๆ ในระยะยาวมันจะส่งผลเสียย้อนกลับมาบั่นทอนพลังและลดความผูกพันกับงานลงไปแทน พูดอีกแบบคืออาการนี้อาจทำให้เรารู้สึกทุ่มเทในระยะสั้น แต่ถ้ามันไปรบกวนเวลาพักมากเกินไป สุดท้ายก็จะทำให้เราหมดไฟได้เหมือนกัน</p><p>สำหรับการรับมือเบื้องต้น เราสามารถทำได้โดยการตั้งขอบเขตให้ตัวเอง เช่น กำหนดเวลาเช็กข้อความที่ชัดเจน และไม่เปิดอ่านแชทงานในวันหยุดหากไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน รวมถึงการตั้งกติกากับทีมให้ชัดเจนว่างานด่วนระดับไหนควรใช้วิธีสื่อสารแบบใด เพื่อลดความกังวล นอกจากนี้การใช้ตัวช่วยอย่างการปิดแจ้งเตือน นอกเวลางานก็สามารถช่วยไม่ให้เสียงเตือนมากระตุ้นความเครียดได้</p><p>ดังนั้น Workplace Telepressure จึงไม่ใช่แค่นิสัยติดเช็กมือถือทั่วไป แต่มันกระทบกับสุขภาพของเราโดยตรง และยังเป็นตัวการสะสมความเครียดที่มองไม่เห็น ซึ่งมักจะส่งผลให้บรรยากาศในการทำงานแย่ลง รวมถึงทำให้คนทำงานรู้สึกหงุดหงิดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย</p><p>อ้างอิง: <a class="fr-strong" href="https://www.researchgate.net/publication/328008616_Workplace_Telepressure_and_Worker_Well-Being_The_Intervening_Role_of_Psychological_Detachment" target="_blank">researchgate</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Fri, 07 Aug 2026 02:14:04 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Saucy Thoughts]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[ปรากฏการณ์ ‘RAMageddon’ ยุคทองของศูนย์ข้อมูล AI แต่เป็นยุคมืดของผู้บริโภค]]></title>
            <link>https://techsauce.co/tech-and-biz/ramageddon-ai-memory-chip-crisis</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/tech-and-biz/ramageddon-ai-memory-chip-crisis</guid>
            <description><![CDATA[รายงาน Deloitte เตือนวิกฤตชิปหน่วยความจำ 'RAMageddon' ที่ AI จุดชนวน ราคาแรมเซิร์ฟเวอร์พุ่ง 4 เท่าในปีเดียว ลากยาวถึงปี 2030 พร้อมคาดการณ์ราคาคอม การ์ดจอ สตอเรจ และมือถือสิ้นปีนี้]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786008413_RAMageddon_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="RAMageddon"></p><p id="isPasted">ปลายปี 2025 แรม DDR5 ขนาด 32GB สำหรับประกอบคอมพิวเตอร์เคยมีราคาราว 3,000 ถึง 4,000 บาท ต้นเดือนสิงหาคม 2026 ป้ายราคาของสินค้ารุ่นเดียวกันขยับไปแตะเกือบ 15,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบสี่เท่าในเวลาไม่ถึงปี ตัวเลขที่พุ่งจนคนประกอบคอมและเกมเมอร์ต้องกุมขมับนี้ คือปรากฏการณ์ที่คนวงในและนักวิเคราะห์ตลาดชิปเรียกกันว่า<strong>&nbsp;&#39;RAMageddon&#39;</strong></p><p>รายงานล่าสุดของ <a href="https://www.deloitte.com/us/en/insights/industry/technology/why-memory-chip-crunch-is-greater-than-expected.html">Deloitte</a> ระบุว่าต้นทุนหน่วยความจำ Dynamic Random-Access Memory (DRAM) สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI เพิ่มขึ้นราวสองเท่าในไตรมาสแรกของปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว และคาดว่าตลอดทั้งปีราคาจะพุ่งขึ้นถึงสี่เท่า ที่หนักกว่านั้นคือกำลังการผลิตใหม่ที่จะเข้ามาช่วยคลายวิกฤตยังไม่พร้อมใช้งานจนกว่าจะถึงปี 2029 หรือ 2030 หมายความว่าอาการของแพงและของขาดชุดนี้จะอยู่กับผู้บริโภคและองค์กรไปอีกหลายปี กระทบตั้งแต่เครื่องเล่นเกม สมาร์ตโฟน ไปจนถึง PC</p><h2>&#39;RAMageddon&#39; คืออะไร และทำไมถึงฟังดูเหมือนหนังหายนะ</h2><p>ชื่อ RAMageddon มาจากการนำคำว่า RAM มาผสมกับ Armageddon หรือสงครามล้างโลก เป็นคำที่วงการใช้เรียกภาวะที่ราคาชิปหน่วยความจำพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เพราะของขาดตลาดอย่างรุนแรง โดยแก่นของหน่วยความจำที่กำลังขาดแคลนมีอยู่สองประเภทหลัก คือ DRAM ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยความจำชั่วคราวให้เครื่องประมวลผลได้เร็ว และหน่วยความจำแฟลชชนิด NAND (NAND Flash) ที่ใช้เก็บข้อมูลถาวรในไดรฟ์ Solid-State Drive (SSD)</p><p>ต้นตอของวิกฤตครั้งนี้คือ AI Data Center สำหรับฝึกและให้บริการโมเดล AI ต้องการหน่วยความจำความเร็วสูงในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง High-Bandwidth Memory (HBM) และไดรฟ์ SSD ระดับองค์กร (Enterprise SSD)&nbsp;</p><p>ปัญหาคือผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่สามเจ้า ได้แก่ Samsung, SK Hynix และ Micron ซึ่งครองส่วนแบ่งการผลิต DRAM ของโลกรวมกันเกิน 95% เลือกที่จะโยกกำลังการผลิต DRAM และ NAND แบบมาตรฐานไปป้อนสินค้าสำหรับ AI ที่ทำกำไรได้มากกว่า ผลก็คือชิปที่เหลือไว้ป้อนคอมพิวเตอร์ สมาร์ตโฟน และอุปกรณ์ทั่วไปมีน้อยลงเรื่อย ๆ ข้อมูลจาก <a href="https://www.astutegroup.com/news/general/gpu-pricing-set-for-reset-as-ai-driven-memory-shortages-push-costs-sharply-higher/">IDC ที่อ้างอิงผ่าน Astute Group</a> ประเมินว่า ในปี 2026 ศูนย์ข้อมูล AI อาจดูดซับกำลังการผลิตหน่วยความจำของทั้งโลกไปมากถึง 70%</p><p>สิ่งที่ทำให้ RAMageddon ต่างจากวัฏจักรราคาชิปแพงในอดีต คือครั้งนี้ปัญหาฝังลึกในระดับโครงสร้าง เพราะการสร้างโรงงานผลิตชิป (Fab) แห่งใหม่ให้เดินเครื่องเต็มกำลังต้องใช้เวลาสามถึงห้าปี ต่อให้ผู้ผลิตทุ่มเงินลงทุนเพิ่มตั้งแต่วันนี้ ของก็ยังไม่ออกมาสู่ตลาดในเร็ววัน Deloitte จึงประเมินว่าภาวะตึงตัวและราคาสูงจะยืดเยื้อไปจนถึงปี 2029 หรืออาจลากยาวถึงปี 2030</p><h2>สถานการณ์ตอนนี้: AI ดูดหน่วยความจำจนของเหลือไม่พอขาย</h2><p>ตัวเลขที่สะท้อนแรงดูดของ AI ชัดที่สุดคือเม็ดเงินลงทุน รายงานของ Deloitte คาดว่าในปี 2026 กลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ยักษ์ใหญ่จะใช้เงินลงทุน (Capital Expenditure หรือ Capex) รวมกันทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมากกว่าที่วางแผนไว้เมื่อต้นปี 2026 ถึงสองเท่า และในจำนวนนี้ราว 30% ถูกจัดสรรไปที่หน่วยความจำโดยเฉพาะ สัดส่วนดังกล่าวจะขยับขึ้นเป็น 36% ในปี 2027 เพราะหน่วยความจำคิดเป็นราวหนึ่งในสี่ของต้นทุนวัสดุรวม (Bill of Materials หรือ BOM) ของตู้เซิร์ฟเวอร์ AI ระดับไฮเอนด์ทั้งตู้</p><p>ผลที่ตามมาคือยอดขายหน่วยความจำทั่วโลกถูกคาดว่าจะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2027 เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดจาก 230,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพื่อไล่ตามดีมานด์นี้ ผู้ผลิตสามรายใหญ่อาจต้องเพิ่มเงินลงทุนรวมกันเกือบ 340% ระหว่างปี 2024 ถึง 2027 จนเงินลงทุนด้านหน่วยความจำเพียงอย่างเดียวอาจคิดเป็นราวครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนทั้งอุตสาหกรรมชิปในปี 2026 แต่เม็ดเงินมหาศาลนี้กลับไม่ได้แปลว่าของจะออกมาเร็วขึ้น เพราะติดกับดักเวลาก่อสร้างโรงงานที่กินเวลาหลายปี</p><p>ภาวะของไม่พอขายชัดเจนถึงขั้นที่ Micron เปิดเผยในการประชุมนักลงทุนว่า บริษัทสามารถส่งมอบสินค้าให้ลูกค้าหลักได้เพียง 55 ถึง 60% ของความต้องการเท่านั้น และแรงกระเพื่อมนี้ลามออกจากศูนย์ข้อมูลมาถึงชั้นวางสินค้าของผู้บริโภคเรียบร้อยแล้ว ฝั่งเครื่องเล่นเกมเจอก่อนใคร <a href="https://www.forbes.com/sites/antoniopequenoiv/2026/06/25/xbox-raises-console-prices-up-to-150-as-ai-depletes-memory-and-storage-supply/">Forbes </a>รายงานว่า Microsoft ขึ้นราคาเครื่อง Xbox เป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงปี โดยรุ่น 512GB แพงขึ้น 100 ดอลลาร์สหรัฐ และรุ่น 1TB แพงขึ้น 150 ดอลลาร์สหรัฐ พร้อมระบุว่าต้นทุนหน่วยความจำและสตอเรจปรับขึ้นกว่า 2.5 เท่า ด้าน Nintendo ก็อ้างถึงต้นทุนหน่วยความจำเป็นเหตุผลหนึ่งที่ตั้งราคา Switch 2 ไว้สูงถึง 499.99 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ TrendForce ปรับลดคาดการณ์ยอดจัดส่งเครื่องเล่นเกมทั่วโลกในปี 2026 ลง 4.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน</p><p>ฝั่งการ์ดจอก็โดนไม่แพ้กัน<a href="https://wccftech.com/nvidia-amd-increase-gpu-prices-in-2026-rising-dram-costs/"> Wccftech</a> รายงานว่า Nvidia ขึ้นราคาการ์ดจอ GeForce RTX เป็นรอบที่สามของปี 2026 โดยปรับขึ้น 20 ถึง 30% ทั้งไลน์ เพราะหน่วยความจำบนการ์ดจอ (VRAM) กลายเป็นต้นทุนก้อนใหญ่ที่คิดเป็นกว่า 80% ของต้นทุนวัสดุรวมในการ์ดจอระดับสูงบางรุ่น และมีการประเมินว่ารุ่นเรือธงอย่าง RTX 5090 อาจมีราคาทะลุ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 170,000 บาทในช่วงปลายปี ส่วนราคาแรมขายปลีกก็สะท้อนภาพเดียวกัน<a href="https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/ram-price-index-2026-lowest-price-on-ddr5-and-ddr4-memory-of-all-capacities"> Tom&#39;s Hardware</a> ระบุว่าแรม DDR5 ชุด 32GB ขยับจากราว 80 ถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐเมื่อปีก่อน มาอยู่ที่ราว 439 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่<a href="https://www.techradar.com/computing/memory/ddr5-ram-hits-painful-new-high-in-pricing-and-it-looks-like-the-relentless-price-hike-misery-will-continue"> TechRada</a>r รายงานว่าแรม DDR5 ในตลาดเยอรมนีแพงขึ้นถึง 448% เมื่อเทียบกับปีก่อน</p><h2>สิ้นปีนี้ราคาอุปกรณ์จะเด้งไปอีกเท่าไหร่</h2><p>คำถามที่ผู้บริโภคอยากรู้ที่สุดคือ ระหว่างนี้จนถึงสิ้นปีราคาจะขึ้นไปอีกแค่ไหน คำตอบจากสำนักวิเคราะห์หลายเจ้าชี้ไปในทางเดียวกันว่า ยังขึ้นต่อ เพียงแต่แต่ละหมวดจะขึ้นด้วยจังหวะที่ต่างกัน</p><p>เริ่มจากแรมที่เป็นตัวการหลัก Counterpoint Research รายงานว่าราคาชิปหน่วยความจำพุ่งขึ้น 80 ถึง 90% ในช่วงสามเดือนแรกของปี 2026 และแม้อัตราการเพิ่มจะเริ่มชะลอลงในครึ่งปีหลัง แต่ก็ยังเป็นขาขึ้น <a href="https://www.trendforce.com/presscenter/news/20260703-13134.html">TrendForce</a> ปรับคาดการณ์ราคาสัญญาแรมสำหรับ PC ในไตรมาสสี่ปี 2026 ขึ้นเป็นบวก 3 ถึง 8% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากเดิมที่มองไว้ 0 ถึง 5% ส่วนแรมสำหรับเซิร์ฟเวอร์ยังแรงกว่ามากที่ราว 13 ถึง 18% ต่อไตรมาส เมื่อรวมทั้งปี Deloitte จึงประเมินว่าราคาหน่วยความจำ DRAM สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI จะจบปีที่ระดับสูงกว่าต้นปีถึงสี่เท่า</p><p>ฝั่งสตอเรจหนักไม่แพ้กัน Jefferies คาดการณ์ผ่านรายงานที่ <a href="https://storageswiss.com/2026/05/06/memory-and-flash-prices-not-coming-down/">StorageSwiss</a> อ้างถึงว่า ราคาสตอเรจจะปรับขึ้น 40 ถึง 50% ในไตรมาสสาม และอีก 30 ถึง 40% ในไตรมาสสี่ของปี 2026 ก่อนที่จะเริ่มชะลอ โดยเฉพาะไดรฟ์ SSD ระดับองค์กรที่ราคาพุ่งแรงเพราะเป็นสินค้าที่ศูนย์ข้อมูล AI แย่งซื้อโดยตรง ส่งผลให้ผู้ผลิตต้องเบียดกำลังการผลิตของไดรฟ์สำหรับผู้บริโภคทั่วไปออกไป</p><p>มาถึงหมวดที่กระทบคนหมู่มากที่สุดอย่างคอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก <a href="https://www.tomsguide.com/computing/ramageddon-lenovo-and-dell-tipped-to-raise-prices-soon">Tom&#39;s Guide</a> รายงานว่าผู้ผลิต PC รายใหญ่ทั้ง Dell, Lenovo, HP, Acer และ ASUS ต่างส่งสัญญาณเตรียมขึ้นราคาขายปลีก 15 ถึง 20% และในกรณีที่ของขาดหนักขึ้น ตัวเลขนี้อาจแตะ 30% ได้ ประเด็นที่น่ากังวลคือเครื่องระดับราคาประหยัดจะถูกบีบหนักที่สุด เพราะหน่วยความจำคิดเป็นสัดส่วนต้นทุนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับราคาขายทั้งเครื่อง</p><p>สมาร์ตโฟนเป็นด่านสุดท้ายที่แรงกระเพื่อมกำลังไปถึง <a href="https://www.cnbc.com/2025/12/16/smartphone-prices-to-rise-in-2026-due-to-ai-fueled-chip-shortage.html">Counterpoint Research</a> ที่ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ประเมินว่าราคาขายเฉลี่ย (Average Selling Price หรือ ASP) ของสมาร์ตโฟนทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นราว 6.9% ในปี 2026 แต่ตัวเลขเฉลี่ยนี้ซ่อนความเหลื่อมล้ำเอาไว้ เพราะ <a href="https://www.androidauthority.com/smartphone-price-increases-2026-3627848/">Android Authority</a> รายงานว่า ต้นทุนวัสดุรวมของโทรศัพท์ราคาต่ำกว่า 200 ดอลลาร์สหรัฐอาจพุ่งขึ้นได้มากถึง 30% ส่วนรุ่นเรือธงที่มีการระบุตัวเลขชัดเจนคือ Xiaomi 17 Ultra ที่คาดว่าจะแพงกว่า Xiaomi 15 Ultra ราว 10% ขณะที่ Galaxy S26 และ iPhone 18 ก็มีแนวโน้มตั้งราคาเปิดตัวสูงขึ้นเช่นกัน</p><p>ภาพรวมทั้งหมดจึงชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ตั้งแต่นี้จนสิ้นปีราคายังเป็นขาขึ้นในเกือบทุกหมวด โดยหมวดที่ผูกกับศูนย์ข้อมูล AI โดยตรงอย่างเซิร์ฟเวอร์และสตอเรจระดับองค์กรจะเด้งแรงที่สุดในระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ต่อไตรมาส ส่วนอุปกรณ์ผู้บริโภคอย่างคอมพิวเตอร์และการ์ดจอจะขยับขึ้นในระดับ 15 ถึง 30% และสิ่งที่ต้องย้ำคือ ตราบใดที่กำลังการผลิตใหม่ยังไม่พร้อมก่อนปี 2029 ราคาที่สูงชุดนี้จะไม่ใช่ของชั่วคราวที่รอไม่กี่เดือนแล้วจะกลับมาถูกเหมือนเดิม</p><h2>สถานะปัจจุบัน</h2><p>RAMageddon ยังดำเนินอยู่และมีแนวโน้มจะหนักขึ้นก่อนที่จะดีขึ้น ผู้ผลิตชิปทั้งสามรายเดินหน้าโยกกำลังการผลิตไปป้อน AI ต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ผลิตอุปกรณ์ปลายทางทยอยประกาศขึ้นราคาไปแล้วหลายเจ้า ย้อนกลับไปที่แรม DDR5 ชุด 32GB ที่ราคาเกือบ 15,000 บาทในตอนเปิดเรื่อง สิ่งที่รายงานของ Deloitte บอกกับคนที่กำลังลังเลว่าจะอัปเกรดเครื่องดีไหมก็คือ หน้าต่างของราคาหน่วยความจำถูก ๆ ได้ปิดลงไปแล้ว และจะยังไม่เปิดอีกครั้งไปจนถึงปลายทศวรรษนี้เป็นอย่างเร็ว</p><p><strong>ที่มา:</strong> <a href="https://www.deloitte.com/us/en/insights/industry/technology/why-memory-chip-crunch-is-greater-than-expected.html">Deloitte</a>, <a href="https://gamesbeat.com/ramageddon-why-the-memory-chip-crisis-is-worse-than-expected-lasting-to-2029-or-2030-deloitte/">GamesBeat</a>, <a href="https://www.trendforce.com/presscenter/news/20260703-13134.html">TrendForce</a>, <a href="https://www.cnbc.com/2025/12/16/smartphone-prices-to-rise-in-2026-due-to-ai-fueled-chip-shortage.html"></a><a href="https://www.cnbc.com/2025/12/16/smartphone-prices-to-rise-in-2026-due-to-ai-fueled-chip-shortage.html">CNBC</a>, <a href="https://www.androidauthority.com/smartphone-price-increases-2026-3627848/">Android Authority</a>, <a href="https://www.forbes.com/sites/antoniopequenoiv/2026/06/25/xbox-raises-console-prices-up-to-150-as-ai-depletes-memory-and-storage-supply/">Forbes</a>, <a href="https://wccftech.com/nvidia-amd-increase-gpu-prices-in-2026-rising-dram-costs/">Wccftech</a>, <a href="https://www.tomsguide.com/computing/ramageddon-lenovo-and-dell-tipped-to-raise-prices-soon">Tom&#39;s Guide</a>, <a href="https://www.tomshardware.com/pc-components/ram/ram-price-index-2026-lowest-price-on-ddr5-and-ddr4-memory-of-all-capacities">Tom&#39;s Hardware</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 06 Aug 2026 16:43:13 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Tech & Biz]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[3 เรื่องที่ประเทศไทยต้อง Focus สร้างคน–นวัตกรรม–ปฏิรูประบบราชการ เพื่อยกระดับขีดความสามารถประเทศ]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/thailand-3-focus-people-innovation-reform</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/thailand-3-focus-people-innovation-reform</guid>
            <description><![CDATA[นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่” ในงาน The INTANIA Forum]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1786007911_%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%99_800_%282%29.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p>นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ &ldquo;ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่&rdquo; ในงาน The INTANIA Forum ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมนิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุม Hall of INTANIA โดยชี้ว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค &ldquo;โลกไร้ระเบียบ&rdquo; (New World Disorder) ที่ไม่มีรูปแบบตายตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงต้องปรับวิธีคิดและวางยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาส</p><p>&nbsp;&ldquo;ต้องใช้ความเป็นวิศวกรในการบริหารประเทศ&rdquo; วางระบบ คิดเป็นขั้นตอน และเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด&nbsp;</p><p>นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การบริหารประเทศในโลกที่มีความผันผวนสูง จำเป็นต้องใช้แนวคิดอย่างเป็นระบบเช่นเดียวกับการทำงานด้านวิศวกรรม โดยระบุว่า &ldquo;ผมคือวิศวกรการเมือง&rdquo;</p><p>แนวคิดดังกล่าวหมายถึงการจัดลำดับความสำคัญ การบริหารทรัพยากร และการเลือกเส้นทางที่เหมาะสม โดยนายกรัฐมนตรีได้นำหลัก Critical Path Method (CPM) มาอธิบายถึงการตัดสินใจว่า ประเทศควรให้ความสำคัญกับเรื่องใดก่อน ต้องลงทุนทรัพยากรอย่างไร และควรเลือกเส้นทางใดเพื่อให้การขับเคลื่อนเกิดผลสูงสุด พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวอย่างยืดหยุ่น เพื่อพาประเทศไทยไปสู่ Steady State หรือภาวะที่ประเทศมีความมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมเติบโตอย่างยั่งยืน</p><p>&nbsp;หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการกระจายศูนย์กลางการพัฒนา โดยประเทศไทยจำเป็นต้องมี &ldquo;มหานคร&rdquo; มากกว่าหนึ่งแห่ง เพื่อกระจายความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบด้านระบบคมนาคมและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ จึงควรพัฒนาแหล่งอุตสาหกรรมและกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามแนวเส้นทางคมนาคม เพื่อสร้างรายได้และการจ้างงานเพิ่มเติม</p><p>ด้วยศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของภูมิภาค มีเส้นทางเชื่อมโยงทั้งทางเหนือและใต้ และสามารถเชื่อมต่อมหาสมุทรทั้งสองฝั่ง ประเทศไทยจึงควรใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในฐานะ ผู้ผลิตและศูนย์กลางการกระจายสินค้า</p><h2> 3 เรื่องที่ประเทศไทยต้อง Focus: สร้างคน&ndash;สร้างนวัตกรรม&ndash;ปฏิรูประบบราชการ</h2><p>นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยจำเป็นต้องเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กัน</p><ul><li>หนึ่ง &ndash; พัฒนาคน ประเทศไทยต้องสร้างกำลังคนที่สามารถแข่งขันกับคนจากประเทศอื่นได้ โดยให้ความสำคัญกับ การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อให้ประชาชนสามารถปรับตัวกับโลกการทำงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว</li><li>สอง &ndash; พัฒนาการวิจัยและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยควรเป็นพื้นที่สำคัญในการสร้างนวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ขณะที่ภาครัฐควรมีบทบาทในการช่วยสร้างหรือเปิดตลาด เพื่อให้นวัตกรรมจากงานวิจัยสามารถนำไปใช้จริงและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้</li><li>สาม &ndash; ปฏิรูประบบราชการ ระบบราชการต้องเปลี่ยนบทบาทให้เป็น พันธมิตรของภาคประชาชน ภาคเศรษฐกิจ และภาคสังคม มากกว่าการเป็นเพียงผู้กำกับดูแล</li></ul><p>ทั้ง 3 เรื่องต้องดำเนินไปพร้อมกัน เพื่อสร้างกำลังคนที่เข้มแข็ง ยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และนำไปสู่แนวคิด &ldquo;ยกกำลังคนไทย ยกกำลังประเทศไทย&rdquo;</p><p>นายกรัฐมนตรียังย้ำถึงเศรษฐกิจแบบ Self Reliance ซึ่งเป็นส่วนขยายของเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาตนเองได้ตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงมีนโยบายจะสนับสนุนสินค้า ผลผลิต และนวัตกรรมของคนไทย</p><h2>AI ต้องอยู่ภายใต้ 4P เพื่อให้เทคโนโลยีสร้างประโยชน์สูงสุด</h2><p>สำหรับการเปลี่ยนแปลงด้านปัญญาประดิษฐ์ นายกรัฐมนตรีเสนอกรอบคิด 4P เพื่อให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก AI พร้อมบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ได้แก่</p><ul><li>Prevention &ndash; ป้องกันไม่ให้เทคโนโลยีเข้ามาสร้างผลกระทบหรือทำร้ายสังคม</li><li>Prosperity &ndash; ใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความเจริญและโอกาสทางเศรษฐกิจ</li><li>Potential &ndash; พัฒนาศักยภาพของประเทศและประชาชนให้ก้าวทันเทคโนโลยี</li><li>Protection &ndash; มีระบบกำกับดูแลและสามารถควบคุมเทคโนโลยีให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสม</li></ul><p><u><strong>ธปท. ชี้โจทย์สำคัญคือจัดสรรเงินทุนให้ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพ ใช้ระบบฐานข้อมูลขจัด &ldquo;ทุนเทา&rdquo;</strong></u></p><p><strong>นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า</strong> โลกในปัจจุบันกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง และเกิดขึ้นถี่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติโควิด-19 ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวด้วยการวางแผนระยะยาว พร้อมยกระดับประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ</p><p>นายวิทัยระบุว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทย คือการทำให้เงินทุนไหลไปสู่ภาคธุรกิจที่มีศักยภาพและสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันต้องดึงทรัพยากรที่อยู่นอกระบบ โดยเฉพาะทุนผิดกฎหมายและการทุจริตคอร์รัปชัน กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถนำมาใช้สร้างมูลค่าและขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ</p><p>ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหา Resource Misallocation หรือการจัดสรรทรัพยากรและเงินทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่ผู้ประกอบการ SMEs จำนวนมากยังเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก</p><p>ในระยะต่อไป ธปท. จะนำระบบฐานข้อมูลและการวิเคราะห์ Data Analytics มาใช้พัฒนาระบบการประเมินความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยต่อยอดจาก Data Bureau เพื่อเสริมข้อมูลให้มีความครอบคลุมกว่าระบบ Credit Bureau แบบเดิม เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีวินัยทางการเงิน มีสภาพคล่องที่ดี และมีข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่น่าเชื่อถือ สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและได้รับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องมีหลักประกันหรือประวัติสินเชื่อในรูปแบบเดิม</p><p><u><strong>ภาคอุตสาหกรรมเร่งปรับโครงสร้างธุรกิจ เน้นสร้างความร่วมมือเศรษฐกิจอาเซียน</strong></u></p><p><strong>คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี(SCG) กล่าวว่า</strong> ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดรับกับระเบียบโลกใหม่ โดยภาคธุรกิจต้องกล้าปรับตัวและจัดสรรทรัพยากรใหม่อย่างจริงจัง หากธุรกิจใดไม่มีศักยภาพในการแข่งขันหรือไม่สามารถเติบโตได้ในบริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน ก็ควรตัดสินใจ ยุติหรือปรับลดธุรกิจธุรกิจที่ไม่มีอนาคตที่เรียกว่า &quot;Zombie Business&quot; และนำทรัพยากรไปลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันและสร้างการเติบโตในระยะยาว</p><p>พร้อมกันนี้ มองว่าอาเซียนควรถูกมองในฐานะ พันธมิตรทางเศรษฐกิจ (Business Partnership) มากกว่าคู่แข่ง โดยแต่ละประเทศสามารถใช้จุดแข็งของตนเองมาสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วมกัน เช่น เวียดนาม มีความโดดเด่นด้านการกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ อินโดนีเซีย มีความได้เปรียบด้านฐานการผลิตจากต้นทุนพลังงานที่ต่ำ ขณะที่ ประเทศไทย ควรมุ่งพัฒนาสินค้าที่มีคุณภาพสูง สร้างมูลค่าเพิ่ม และขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม</p><p>คุณธรรมศักดิ์ยังเสนอให้พัฒนากลไกทางการเงินในระดับภูมิภาค เช่น ASEAN-based Loan เพื่อเพิ่มขนาดของตลาดเงินและแหล่งทุนของอาเซียน เสริมศักยภาพในการแข่งขันกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างจีน</p><p>นอกจากนี้ ยังเน้นการสร้าง Multiplier Effect ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยสนับสนุนการใช้สินค้าและบริการ Made in Thailand เพื่อให้เม็ดเงินที่ใช้จ่ายหมุนเวียนต่อในห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ สร้างรายได้ การจ้างงาน และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากกว่ามูลค่าการใช้จ่ายเริ่มต้น</p><p><u><strong>ภาคการเงินชี้ SMEs ต้องเร่งเพิ่ม Productivity รับเศรษฐกิจรูปแบบ K-Shape</strong></u></p><p><strong>คุณขัตติยา อินทรวิชัย CEO ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึงแนวคิด</strong> &ldquo;Thriving under The New World Order&rdquo; หรือการเจริญเติบโตภายใต้ระเบียบโลกใหม่ โดยเฉพาะสำหรับ SMEs ที่จำเป็นต้องปรับวิธีคิดและรูปแบบการดำเนินธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน</p><p>&nbsp;หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการเพิ่ม Production Productivity เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบคิดเป็นประมาณ 50&ndash;60% ของต้นทุนรวมของธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขัน</p><p>พร้อมกันนี้ ได้กล่าวถึง K-Shape Model ซึ่งสะท้อนภาพธุรกิจที่มีทั้งกลุ่มที่สามารถเติบโตขึ้น และกลุ่มที่ไม่สามารถปรับตัวได้และมีแนวโน้มถดถอย โดยแนวนโยบายควรมุ่งสนับสนุนธุรกิจที่มีศักยภาพในการปรับตัวและสามารถเติบโตต่อไปในโลกยุคใหม่</p><p>สำหรับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ High-Income Economy ภายใน 12 ปี มีการให้ความสำคัญกับ 7 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ (1) เกษตรกรรมและการแปรรูปอาหาร (2) ยานยนต์สมัยใหม่ (3) AI อิเลคโทรนิกส์ และบริการด้านดิจิทัล (4) การแพทย์และ Wellness (5) การท่องเที่ยว (6) ค้าปลีกและการพาณิชย์ (7) เศรษฐกิจสร้างสรรค์</p><p><u><strong>พลังงานไทยต้องสร้างความมั่นคง กระจายความเสี่ยง และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่</strong></u></p><p><strong>คุณอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน กล่าวถึง</strong>ความเชื่อมโยงระหว่าง Geo-politics กับ Geo-economics ที่มีผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและพลังงานของประเทศอย่างชัดเจน</p><p>ในระยะสั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเพียงพอและความมั่นคงด้านพลังงาน โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งพลังงานที่หลากหลาย มีน้ำมันสำรอง และเพิ่มการพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการเพิ่มสัดส่วน Bio-diesel</p><p>ในระยะกลาง ภาครัฐมีบทบาทในการดูแลราคาพลังงานและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน ขณะเดียวกันการเติบโตของ Data Center และ AI จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมีการกล่าวถึงมาตรการต่าง ๆ เช่น AI Training Academy และ Power Usage Effectiveness (PUE)</p><p>นอกจากนี้ ประเทศไทยควรเร่งส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ การลงทุนโครงข่ายไฟฟ้าใหม่ และแผน PDP2026 (Power Development Plan) ซึ่งมีแนวทางเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก Small Modular Reactor (SMR) จำนวน 2,400 MW ภายในปี 2580 โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ริเริ่มนำร่อง</p><h2>วิทยากรร่วมฝากถึงคนรุ่นใหม่: &quot;การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือทักษะสำคัญที่สุดของโลกยุคใหม่&quot;</h2><p>ในช่วงท้ายของการเสวนา วิทยากรทั้งสามท่านได้ร่วมกันฝากข้อคิดถึงเด็กและเยาวชนไทย โดยเห็นพ้องกันว่า &quot;คน&quot; คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการกำหนดอนาคตของประเทศ และการเตรียมคนให้พร้อมรับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จะเป็นรากฐานสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว</p><p>วิทยากรเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้อง ยกระดับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) ให้เกิดขึ้นจริงในทุกช่วงวัย พร้อมปฏิรูประบบการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ โดยนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนการสอน การเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Personalized Learning) และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนมากกว่าการท่องจำ รวมถึงปรับรูปแบบการวัดและประเมินผลให้สะท้อนทักษะและความสามารถที่แท้จริง</p><p>นอกจากองค์ความรู้ทางวิชาการแล้ว เยาวชนควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทักษะด้านอารมณ์และการทำงานร่วมกับผู้อื่น (EQ) ควบคู่กับการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ AI ไม่สามารถทดแทนได้</p><p>ขณะเดียวกันการเรียนรู้ภาษาเพิ่มเติม โดยเฉพาะภาษาจีนรวมถึงภาษาของประเทศคู่ค้าสำคัญในภูมิภาค จะช่วยเปิดโอกาสในการทำงาน การลงทุน และการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติได้มากยิ่งขึ้น</p><p>วิทยากรทั้งสามท่านเชื่อมั่นว่า หากประเทศไทยสามารถยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับคนทุกช่วงวัยได้ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างคนรุ่นใหม่ที่พร้อมรับมือกับความท้าทาย และสามารถเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เป็นโอกาสในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน</p><p><u><strong>The INTANIA Forum: เวทีเชื่อมวิสัยทัศน์สู่การขับเคลื่อนประเทศ</strong></u></p><p>&nbsp;The INTANIA Forum จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ &ldquo;Surviving Under The New World Order &ndash; ฝ่าวิกฤติ รับมือระเบียบโลกใหม่&rdquo; โดยมีเป้าหมายในการเปิดพื้นที่ให้ผู้นำจากภาครัฐ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาควิชาการ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก และร่วมกันมองหาแนวทางที่ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาส</p><p>&nbsp;การจัดงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของสมาคมนิสิตเก่าวิศวกรรมศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการใช้ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมสร้างบทสนทนาที่นำไปสู่ความร่วมมือและการขับเคลื่อนประเทศในโลกยุคใหม่</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 06 Aug 2026 16:21:34 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[BOI รื้อเกณฑ์ Data Center ชู 4 มิติดันไทยสู่ฮับ AI ยั่งยืน คุมเข้มใช้พลังงาน ทรัพยากรน้ำ พร้อมตอบโจทย์ชาติ และการจ้างงานไทย]]></title>
            <link>https://techsauce.co/news/boi-data-center-new-regulation-4-dimensions</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/news/boi-data-center-new-regulation-4-dimensions</guid>
            <description><![CDATA[บีโอไอขานรับระเบียบใหม่คุมดาต้าเซ็นเตอร์ตามมติ ครม. เดินหน้ายกเครื่องเกณฑ์คัดกรองโครงการด้วย 4 มิติ พร้อมเปิดข้อมูล 42 โครงการ ลงทุนรวม 7.5 แสนล้านบาท ครอบคลุมประโยชน์ต่อประเทศ พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1785999248_BOI_%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C_Data_Center_800.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่าง <strong>&#39;ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์&#39;&nbsp;</strong>ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการระดับชาติเข้ามาดูแลทิศทางการลงทุน Data Center ของประเทศเป็นครั้งแรก ถัดมาเพียงวันเดียว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ก็ประกาศพร้อมรับลูกมติดังกล่าว เดินหน้าทบทวนกรอบพิจารณาให้สอดคล้องกับแนวทางของคณะกรรมการนโยบายฯ เพื่อคัดกรองโครงการ Data Center อย่างเข้มข้นขึ้น ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศ ควบคู่ไปกับการดูแลการใช้พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบชุมชน</p><p>คณะกรรมการนโยบายชุดใหม่นี้จะมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีเลขาธิการบีโอไอร่วมเป็นกรรมการ ทำหน้าที่เสนอนโยบาย มาตรฐาน และกรอบแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุมัติ อนุญาต ส่งเสริมการลงทุน หรือให้บริการต่าง ๆ แก่ผู้ประกอบธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ต่อคณะรัฐมนตรี ในส่วนของบีโอไอเอง นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า บีโอไอเตรียมทบทวนกรอบพิจารณาและยกระดับความเข้มข้นในการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของคณะกรรมการนโยบายฯ ทั้งในแง่ความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศ ควบคู่กับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและน้ำ ตลอดจนการดูแลสิ่งแวดล้อมไม่ให้กระทบต่อชุมชนและภาคส่วนอื่น ๆ</p><p>ที่ผ่านมา การลงทุน Data Center เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของโลกยุคใหม่ที่รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศและองค์กรต่าง ๆ อีกทั้งยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยี AI ของประเทศในอนาคต อย่างไรก็ตาม การขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ก็นำมาซึ่งข้อกังวลในเรื่องปริมาณการใช้ไฟฟ้าและน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความคุ้มค่าและประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่าง ๆ</p><p>คุณนฤตม์ระบุว่า บีโอไอให้ความสำคัญกับข้อกังวลของสังคม และเห็นว่าคำถามเหล่านี้เป็นประเด็นสำคัญที่ต้องตอบให้ได้ด้วยข้อมูลและมาตรการที่เป็นรูปธรรม</p><p><strong>&quot;โจทย์ของประเทศไทยไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างการปฏิเสธการลงทุน Data Center ทั้งหมด หรือเปิดรับทุกโครงการโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ต้องพิจารณาว่าเราต้องการ Data Center แบบใด ต้องมาพร้อมกับอะไรบ้าง และร่วมกันออกแบบกติกาให้ประเทศและประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจาก Data Center เหล่านี้&quot;&nbsp;</strong>คุณนฤตม์กล่าว</p><h2>ทำไมประเทศไทยถึงต้องการ Data Center และต้องการแบบไหน</h2><p>ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัลระดับโลกต่างมองว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่สำคัญของโลก และมีส่วนสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่โลกดิจิทัลของประเทศและองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการคลาวด์ (Cloud) การประมวลผลข้อมูลปริมาณมหาศาลที่ต้องการความเร็วสูง หรือการจัดเก็บข้อมูลที่ต้องการความปลอดภัยสูงไว้ในประเทศ เช่น ข้อมูลธนาคาร โรงพยาบาล หรือหน่วยงานด้านความมั่นคง นอกจากนี้ยังเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการยกระดับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ ตั้งแต่ระบบการเงินดิจิทัล การค้าออนไลน์ โรงงานอัจฉริยะ ระบบโรงพยาบาลและสาธารณสุข การให้บริการประชาชนของภาครัฐ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ไปจนถึงการพัฒนา AI ที่ต้องใช้ภาษา ข้อมูล และองค์ความรู้ของประเทศไทยเอง</p><p>การมี Data Center อยู่ในประเทศไทยยังมีส่วนสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ โดยช่วยให้ผู้ประกอบการทุกระดับเข้าถึงบริการคลาวด์และ AI ได้ดีขึ้น ลดความหน่วงของระบบ เพิ่มประสิทธิภาพและความมั่นคง ลดต้นทุนในการเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่ดีจะทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและบุคลากรทักษะสูงให้เข้าสู่ประเทศไทยด้วย</p><p>ปัจจุบันผู้ให้บริการคลาวด์รายสำคัญของโลกอย่าง AWS และ Google ได้เข้ามาลงทุน Data Center และเปิดให้บริการ Cloud Region ในประเทศไทยแล้ว โดยการลงทุนดังกล่าวไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างอาคารและวางเซิร์ฟเวอร์ แต่ทำควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลของไทยอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ความร่วมมือระหว่าง AWS กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการพัฒนาหลักสูตรปริญญาโทด้าน Data Center Engineering แห่งแรกในไทย พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรด้านวิศวกรรมศูนย์ข้อมูล นอกจากนี้ AWS ยังทำโครงการ ThaksaAI ที่มุ่งพัฒนาทักษะด้าน Cloud Computing และ Generative AI ให้แก่นักเรียนมากกว่า 23,000 คนใน 50 จังหวัด</p><p>ด้าน Google ก็ได้ทำโครงการสะพานดิจิทัล เพื่อพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และบุคคลทั่วไปไปแล้วกว่า 1 แสนราย อีกทั้งยังมีโครงการ Samart Skills ที่สนับสนุนทุนการศึกษาหลักสูตร Google Career Certificates จำนวน 22,000 ทุน เพื่อพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าประโยชน์จากการลงทุน Data Center ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการพัฒนากำลังคนและขีดความสามารถด้านดิจิทัลของประเทศด้วย</p><h2>42 โครงการ 7.5 แสนล้านบาท ใครคือผู้ลงทุนตัวจริง</h2><p>หนึ่งในข้อกังวลที่ถูกพูดถึงมากคือเรื่องสัญชาติของผู้ลงทุน ว่าจะกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งหรือไม่ ในประเด็นนี้ บีโอไอได้ตรวจสอบไปถึงบริษัทแม่หรือผู้มีอำนาจควบคุมสูงสุดของแต่ละโครงการ พบว่าโครงการ Data Center ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนระหว่างปี 2567 ถึง 2569 มีจำนวน 42 โครงการ คิดเป็นกำลังประมวลผลหรือ IT Load รวม 3,400 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวมสูงถึง 750,000 ล้านบาท</p><p>เมื่อจำแนกตามสัญชาติของผู้ลงทุน พบว่ากลุ่มบริษัทของไทยเองมีจำนวนมากที่สุดถึง 15 โครงการ ส่วนที่เหลือเป็นบริษัทเทคโนโลยีจากประเทศต่าง ๆ ได้แก่ จีน 10 โครงการ สหรัฐอเมริกา 5 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 4 โครงการ ญี่ปุ่น 2 โครงการ มาเลเซียและฮ่องกงอีก 1 โครงการ และนักลงทุนสัญชาติอื่นอีก 5 โครงการ ประกอบด้วยฮ่องกง สิงคโปร์ อินเดีย ออสเตรเลีย และฝรั่งเศส ข้อมูลชุดนี้ยืนยันได้ชัดเจนว่าฐานผู้ลงทุน Data Center ในประเทศไทยมีความหลากหลาย ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอย่างที่หลายคนกังวล ทั้งนี้ ยังไม่มีคำขอรับการส่งเสริม Data Center รายใหม่เข้ามาเลยตั้งแต่เดือนเมษายน 2569</p><h2>กติกาใหม่ที่เข้มขึ้น กับ 4 มิติคัดกรองโครงการ</h2><p>ในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา บีโอไอได้ปรับมาตรการ Data Center มาแล้วหลายครั้ง โดยยกระดับเงื่อนไขและกระบวนการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การลงทุนสอดคล้องกับความพร้อมของประเทศ ครอบคลุมทั้งการยืนยันความพร้อมของไฟฟ้าที่จะไม่กระทบต่อภาคส่วนอื่น ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่วัดด้วยค่า PUE (Power Usage Effectiveness) การบริหารจัดการน้ำ ตลอดจนการจ้างงานและการพัฒนาบุคลากร แต่ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปและข้อกังวลของสังคมที่เกิดขึ้น คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จึงได้หารือร่วมกันและเห็นว่าจำเป็นต้องทบทวนกรอบการพิจารณาอีกครั้งให้รอบด้านและเข้มข้นยิ่งขึ้น</p><p>ในระยะต่อไป บีโอไอจะยกระดับการคัดกรองโครงการให้สอดคล้องกับทิศทางของ <strong>&#39;คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์&#39; </strong>ที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะนำนโยบายและแนวทางจากคณะกรรมการนโยบายฯ ที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การดูแลการใช้พลังงานและน้ำ รวมถึงสิ่งแวดล้อม มาใช้ในการคัดกรองโครงการก่อนเข้าสู่กระบวนการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ขณะนี้บีโอไออยู่ระหว่างการศึกษาประเด็นเหล่านี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนคณะกรรมการนโยบายฯ ซึ่งจะครอบคลุมอย่างน้อย 4 มิติสำคัญ</p><ul><li><strong>มิติแรกคือ</strong><strong>&nbsp;&#39;การสร้างประโยชน์ต่อประเทศไทย&#39;</strong> โดยพิจารณาตั้งแต่การจ้างงานและพัฒนาบุคลากร เช่น การสร้างงานทักษะสูง การพัฒนาวิศวกรและช่างเทคนิคไทย การร่วมพัฒนาหลักสูตรหรือจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรม รวมทั้งการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าให้บุคลากรไทยเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและตำแหน่งเทคนิคสำคัญ ถัดมาคือการใช้อุปกรณ์ในประเทศ ทั้งการรับรองและพัฒนาผู้ผลิตหรือผู้จำหน่าย (Vendor) ไทย การเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดมาตรฐานหรือเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย ต่อด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี เช่น การตั้งทีมวิจัยหรือห้องปฏิบัติการในไทย ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีด้านดิจิทัล AI พลังงาน ระบบทำความเย็น คลาวด์ และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และสุดท้ายคือการพัฒนาระบบนิเวศ AI ในประเทศ ด้วยการช่วยให้ผู้ประกอบการไทย SMEs สตาร์ตอัป มหาวิทยาลัย และภาคเศรษฐกิจสำคัญ เข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการคลาวด์ กำลังประมวลผลข้อมูล (Computing Power) และเครื่องมือ AI เพื่อให้การลงทุน Data Center นำไปสู่การเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และการสร้างธุรกิจใหม่ในประเทศไทย</li><li><strong>มิติที่สองคือ</strong><strong>&nbsp;&#39;ความพร้อมและความมั่นคงด้านพลังงาน&#39;&nbsp;</strong>ครอบคลุมทั้งกำลังผลิตไฟฟ้า ระบบสายส่ง เทคโนโลยีและประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน รวมถึงการรับผิดชอบต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้สร้างภาระแก่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มอื่น โดยล่าสุดคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้เห็นชอบให้แยกประเภทผู้ใช้ไฟฟ้า Data Center ออกมาเพื่อกำหนดค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ ให้สะท้อนต้นทุนการจัดหาพลังงานและการขยายโครงข่าย พร้อมกำหนดให้โครงการ Data Center ต้องวางหลักประกันการขอใช้ไฟฟ้า เพื่อกลั่นกรองเฉพาะโครงการที่พร้อมดำเนินธุรกิจจริง และทำให้ผู้ลงทุนมีส่วนรับผิดชอบต่อต้นทุนที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาด และใช้เทคโนโลยีที่มุ่งสู่ Green Data Center</li><li><strong>มิติที่สามคือ</strong><strong>&nbsp;&#39;ความพร้อมและประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรน้ำ&#39;&nbsp;</strong>เช่น การพิจารณาแหล่งน้ำ การใช้เทคโนโลยีระบบหล่อเย็น การรีไซเคิลน้ำ การกำหนดค่าน้ำในอัตราสูงพิเศษ รวมถึงความสามารถในการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรและชุมชนในพื้นที่&nbsp;</li><li><strong>มิติที่สี่คือ</strong><strong>&nbsp;&#39;ผลกระทบและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม&#39;&nbsp;</strong>ตั้งแต่การผังเมือง การป้องกันปัญหาอัคคีภัยและมลพิษต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งความร้อน เสียง และน้ำเสีย ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของโครงการ</li></ul><p>นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังกำลังเร่งบูรณาการข้อมูลเพื่อจัดทำแผนที่ศักยภาพคงเหลือของระบบโครงข่ายไฟฟ้าทั่วประเทศ (Power Map) และแผนที่ระบบน้ำและชลประทานทั่วประเทศ (Water Map) เพื่อนำไปสู่การวางแผนพื้นที่หรือกำหนดโซนนิ่งที่เหมาะสมร่วมกันต่อไป</p><h2>ไทยกำลังกลายเป็นฐานผลิตอุปกรณ์ Data Center ของโลก</h2><p>อีกหนึ่งข้อกังวลคือเรื่องการนำเข้าอุปกรณ์ต่าง ๆ ของโครงการ Data Center ในประเด็นนี้ ข้อมูลของบีโอไอในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาชี้ว่ามีบริษัทชั้นนำจำนวนมากเริ่มเข้ามาลงทุนตั้งฐานผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วนสำคัญที่ใช้ใน Data Center จนทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ที่สำคัญของโลก</p><p>ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการผลิต Hard Disk Drive สำหรับ Data Center อย่างบริษัทซีเกท (Seagate) และบริษัทเวสเทิร์น ดิจิตอล (Western Digital) การผลิต AI Server อย่างบริษัทอินเวนเทค (Inventec) และบริษัทคิวเอ็มบี การผลิตอุปกรณ์รับส่งข้อมูลความเร็วสูงทางแสง (Optical Transceiver &amp; Module) อย่างบริษัทอินโนไลท์ บริษัทอีออปโตลิงค์ บริษัทซิเลซติกา (Celestica) และบริษัทฟาบริเนท (Fabrinet) การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) โดยผู้ผลิตชั้นนำระดับโลกกว่า 50 ราย การผลิตระบบทำความเย็นอย่างบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (Delta Electronics) ตลอดจนการผลิตระบบเครือข่าย สวิทช์ และชุดควบคุมไฟ โดยผู้ผลิตในไทยอีกจำนวนมาก</p><p>อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการสร้างซัพพลายเชน Data Center โดยหลายผลิตภัณฑ์มีการซื้อขายกันโดยตรงในประเทศแล้ว ขณะที่อุปกรณ์และชิ้นส่วนบางชนิดยังต้องส่งออกไปยังศูนย์จัดชุดและกระจายสินค้าตามนโยบายของบริษัทแม่ หรือส่งออกไปประกอบขั้นสุดท้ายในต่างประเทศ ก่อนนำกลับเข้ามาติดตั้งในประเทศไทย ซึ่งบีโอไอจะเดินหน้าส่งเสริมให้เกิดการลงทุนครบทั้งห่วงโซ่อุปทาน และเชื่อมโยงให้เกิดการซื้อขายอุปกรณ์ภายในประเทศมากยิ่งขึ้น</p><h2>ไม่ได้มองแค่มูลค่าเงินลงทุน แต่มองว่าคนไทยได้อะไร</h2><p>คุณนฤตม์สรุปทิศทางการทำงานในระยะต่อไปว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ แต่ต้องเป็นการลงทุนที่มีคุณภาพ มีความพร้อม และรับผิดชอบต่อทรัพยากรของประเทศ</p><p><strong>&quot;บีโอไอจึงไม่ได้มองเพียงมูลค่าการลงทุน แต่จะพิจารณาว่าโครงการเหล่านี้ช่วยสร้างคนไทย ผู้ประกอบการไทย ระบบนิเวศ AI และโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจไทยได้มากน้อยเพียงใด การส่งเสริมในระยะต่อไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมาร่วมกันจัดระเบียบและสร้างสมดุลระหว่างความจำเป็นด้านดิจิทัล ความมั่นคงด้านพลังงานและทรัพยากร และประโยชน์ที่คนไทยจะได้รับอย่างเป็นรูปธรรม&quot;</strong> คุณนฤตม์กล่าวทิ้งท้าย</p><p><strong>ที่มา:</strong> ข่าวประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ฉบับ 126/2569</p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:56:45 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[News]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[สมการ ‘ชีวิตที่สำเร็จ’ กลั่นจากชีวิต Ray Dalio]]></title>
            <link>https://techsauce.co/saucy-thoughts/ray-dalio-bridgewater-success-formula-lesson</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/saucy-thoughts/ray-dalio-bridgewater-success-formula-lesson</guid>
            <description><![CDATA[เจาะลึกสมการความสำเร็จ Ray Dalio ผู้ก่อตั้ง Bridgewater กับอุทาหรณ์เรื่อง Radical Transparency, วินัยที่แท้จริง และการตั้งเป้าหมายชีวิตด้วยตัวเอง]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1785997450_Ray_%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A1_3.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><p id="isPasted">Ray Dalio เจ้าพ่อแห่งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ระดับโลก ได้ทวีตข้อความสั้น ๆ เอาไว้ว่า</p><p><strong>Dreams + Reality + Determination = A Successful Life</strong><br>หรือแปลเป็นไทยว่า ความฝัน + ความเข้าใจโลกตามความเป็นจริง + ความมุ่งมั่น = ชีวิตที่ประสบความสำเร็จ</p><p>แต่จุดที่น่าสนใจคือ Dalio ขยายความต่อว่า คนที่เอาแต่ฝันโดยไม่ยอมรับความจริงบนโลก ไม่ใช่แค่จะไม่ก้าวหน้า แต่คือตัวการที่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น</p><p>คำพูดนี้ดูมีน้ำหนักเพราะออกมาจากปากของคนที่สร้างอาณาจักร Bridgewater Associates มากับมือ แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่เคยรู้คือ ตัวของ Dalio เองก็นำสูตรนี้ไปใช้อย่างสุดโต่ง จนเกือบทำลายองค์กรของตัวเองมาแล้วเช่นกัน</p><p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1785997469_Ray_Dalio_1.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib"></p><h2>ความจริง</h2><p>เพื่อดึงเอาตัวแปร <strong>&lsquo;ความจริง&rsquo;&nbsp;</strong>มาใช้ในชีวิตจริง Dalio สร้างระบบบริหารที่ชื่อว่า Radical Transparency หรือการเปิดเผยความจริงอย่างสุดโต่ง</p><p>เขาเชื่อว่าการประเมินงานต้องมาจากข้อมูลตรงไปตรงมา โดยไม่สนลำดับชั้นหรืออารมณ์ความรู้สึก มีการอัดวิดีโอมุมกว้างในทุกห้องประชุม และเปิดให้พนักงานวิจารณ์ความคิดกันได้อย่างไร้ข้อจำกัด เพื่อให้ความจริงเป็นผู้ชนะเสมอ</p><p>ฟังดูเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม แต่ในความเป็นจริง การมุ่งเค้นหาความจริงโดยปราศจากความเห็นอกเห็นใจ กลับเนรมิตออฟฟิศให้กลายเป็นหม้อต้มความกลัว&nbsp;</p><p>ในช่วงกลางทศวรรษ 2010 พนักงานเริ่มใช้ระบบนี้ร้องเรียนกันในเรื่องเล็กน้อย ตั้งแต่เรื่องงาน หนี้สินส่วนตัว ไปจนถึงเรื่องส่วนตัวอย่างการล้างมือ บทเรียนนี้ชี้ให้เห็นว่า การยึดติดกับความจริงโดยไม่เหลือพื้นที่ให้ความรู้สึกของมนุษย์ ก็สร้างพิษร้ายได้ไม่ต่างจากการเป็นนักฝันที่ไม่ยอมรับความจริง</p><h2>ความมุ่งมั่น</h2><p>เมื่อเขยิบมาดูตัวแปรถัดมาในสมการอย่าง<strong>&nbsp;&lsquo;ความมุ่งมั่น&rsquo;&nbsp;</strong>คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่ามันคือไฟแรงหรือ Passion พลุ่งพล่านในช่วงเริ่มปลุกปั้นโปรเจกต์ แต่ในมุมมองของจิตวิทยาองค์กร ความมุ่งมั่นที่แท้จริงคือความสามารถในการรักษาวินัยอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยด้านการตั้งเป้าหมายยืนยันตรงกันว่า การตั้งเป้าที่ท้าทายช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้มหาศาล แต่สิ่งที่พาคนไปถึงเส้นชัยได้จริง ไม่ใช่ความฮึกเหิมชั่วคราวในวันแรก หากคือพันธะสัญญาที่พาตัวเองกลับมาทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ ได้ในวันที่ไม่มีใครมองเห็น</p><p>ความมุ่งมั่นในบริบทนี้ จึงไม่ใช่การมีไฟแรงหรือความรู้สึกตื่นเต้น แต่มันคือความถึกทนทางจิตวิญญาณ ที่บังคับให้เรานั่งลงทำงานตรงหน้าให้เสร็จ ในวันที่แสนธรรมดาให้ผ่านไปได้ในทุก ๆ วัน</p><h2>ความฝัน</h2><p>สำหรับองค์ประกอบสุดท้ายอย่าง<strong>&nbsp;&lsquo;ความฝัน&rsquo;&nbsp;</strong>Dalio ได้ทิ้งข้อคิดที่น่าสนใจไว้ว่า เขาไม่สนใจว่าความฝันของใครจะเป็นการครอบครองโลก หรือเพียงแค่การใช้ชีวิตเรียบง่ายอยู่กับตัวเอง เพราะแต่ละคนมีแรงขับเคลื่อนภายในที่ไม่เหมือนกัน&nbsp;</p><p>สิ่งนี้สอดคล้องกับงานวิจัยจาก Harvard Business School ที่ชวนผู้บริหารตั้งคำถามว่า เรากำลังวัดคุณค่าความสำเร็จของชีวิตจากอะไร จากขนาดตัวเลขในบัญชีธนาคาร ตำแหน่งงานที่หรูหรา หรือวัดจากความพึงพอใจและคุณภาพความสัมพันธ์ที่เรามี</p><p>ซึ่งข้อสรุปที่เด่นชัดที่สุดคือ ความสำเร็จที่ยั่งยืนที่สุด คือความสำเร็จที่เรากำหนดมาตรฐานขึ้นมาด้วยตัวเอง ไม่ใช่การยืมตัววัดของคนอื่นมาสวมรอย</p><p>เมื่อนำทั้ง 3 ส่วนมารวมเข้าด้วยกัน สมการของ Ray Dalio ยังคงเป็นกรอบความคิดที่ทรงพลัง ความฝันคอยทำหน้าที่ชี้ทิศทาง ความจริงคอยดึงให้เท้ายังคงติดดิน และความมุ่งมั่นคอยผลักดันให้เราออกเดิน&nbsp;</p><p>แต่กรณีศึกษาจาก Bridgewater ได้ทิ้งอุทาหรณ์สำคัญไว้ให้คนทำงานทุกคนได้ตระหนักว่า ความจริงที่ปราศจากความเมตตา ก็สามารถทำลายระบบลงได้ ไม่ต่างอะไรมีความฝันที่ไร้การลงมือทำ</p><p>ท้ายที่สุดแล้ว สมการนี้เป็นเพียงโครงสร้างที่ว่างเปล่า ไม่ว่าเทคโนโลยี อัลกอริทึม หรือกูรูคนไหน ก็ไม่สามารถกรอกตัวเลขแทนคุณได้ เพราะคำตอบเดียวที่สำคัญที่สุดเบื้องหลังคำว่าความฝัน คือคำตอบที่มาจากใจของคุณเองว่า คุณกำลังวิ่งตามสิ่งที่ต้องการจริง ๆ หรือกำลังวิ่งตามความฝันของคนอื่นกันแน่</p><p>อ้างอิง: <a href="https://hbr.org/2017/10/radical-transparency-can-reduce-bias-but-only-if-its-done-right">hbr.org</a>, <a href="https://www.hbs.edu/faculty/Pages/item.aspx?num=61008">hbs.edu</a>, <a href="https://factually.co/fact-checks/business/bridgewater-radical-transparency-controversies-governance-61a95e">factually.co</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:25:33 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[Saucy Thoughts]]></category>
                    </item>
                    <item>
            <title><![CDATA[Meta เปิดตัว Muse Code AI เขียนโค้ดตัวแรก พัฒนาโดย Alexandr Wang]]></title>
            <link>https://techsauce.co/ai/meta-muse-code-ai-coding-agent</link>
            <guid isPermaLink="false">https://techsauce.co/ai/meta-muse-code-ai-coding-agent</guid>
            <description><![CDATA[Meta เปิดตัว Muse Code เอไอเขียนโค้ดตัวแรกของบริษัทเพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่าง Anthropic และ OpenAI]]></description>
            <content:encoded><![CDATA[<p><img src="https://storage.googleapis.com/techsauce-prod/ugc/uploads/2026/8/1785995705_Meta_%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7_Muse_Code_AI_%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%81__%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A2_Alexandr_Wang.webp" style="width: 720px;" class="fr-fic fr-dib" alt="Muse Code"></p><p id="isPasted">Meta เปิดตัว Muse Code เอไอเขียนโค้ดตัวแรกของบริษัทเพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่าง Anthropic และ OpenAI การพัฒนาเครื่องมือนี้คือความพยายามของ Mark Zuckerberg ในการหารายได้ช่องทางใหม่หลังจากที่บริษัททุ่มเงินลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลและระบบประมวลผลไปมหาศาลจนทำให้กระแสเงินสดในไตรมาสสองลดลงและส่งผลให้หุ้นของบริษัทตกเมื่อสัปดาห์ก่อน</p><h2>การทำงานของ Muse Code</h2><p>โปรเจกต์นี้ดูแลโดย Alexandr Wang หัวหน้าฝ่ายเอไอของ Meta Superintelligence Labs ที่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อกลางปีที่แล้วเพื่อแก้ปัญหาด้านกลยุทธ์เอไอของบริษัท</p><p>Muse Code ถูกสร้างมาให้ใช้งานง่าย ติดตั้งได้ด้วยคำสั่งเดียวและสามารถทำงานด้าน Software Engineering ได้ครบวงจร ตั้งแต่การวางแผน เขียนโค้ด ไปจนถึงตรวจสอบความถูกต้อง การทำงานทั้งหมดจะอยู่ในหน้าจอเดียวคล้ายกับ Claude และ Codex ปัจจุบัน Muse Code เปิดให้ทดลองใช้ในเวอร์ชันพรีวิว โดยทำงานร่วมกับโมเดลเวอร์ชันใหม่อย่าง Muse Spark 1.2 ทั้งคู่ถูกนำมาฝึกพร้อมกันเพื่อให้การเขียนโค้ดมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เรียกว่า Harness สำหรับให้นักพัฒนาใช้จัดการโมเดลเอไอในโปรเจกต์เขียนโค้ดโดยเฉพาะ</p><h2>ราคาและช่องทางการใช้งาน</h2><p>Meta เลือกแข่งขันด้วยราคาที่ถูกกว่า โดยผู้ใช้สามารถจ่ายค่าบริการและเข้าใช้งานผ่านหน้าเว็บนักพัฒนาของ Meta (หน้าเดียวกับที่ให้บริการ API ของ Muse Spark) นอกจากนี้ ตัวโมเดลยังเปิดให้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม OpenRouter ซึ่งเป็นแหล่งรวมเอไอจีนอย่าง DeepSeek และ Z.ai&nbsp;</p><p>ค่าบริการของ Muse Code เป็นรูปแบบจ่ายตามจริง โดยอ้างอิงราคาเดียวกับโมเดล Muse Spark 1.1 คือคิดเงิน 1.25 ดอลลาร์ต่อข้อมูลนำเข้า 1 ล้านโทเคน และ 4.25 ดอลลาร์ต่อผลลัพธ์ 1 ล้านโทเคน แต่ถ้าต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย สามารถเลือกแพ็กเกจระดับผู้มีส่วนร่วมที่ราคาถูกลง 10 เท่าได้ โดยมีข้อแม้ว่าจะต้องยินยอมให้ Meta นำข้อมูลการใช้งานไปปรับปรุงเทคโนโลยีต่อ และสำหรับลูกค้าระดับองค์กรที่ห่วงเรื่องความลับของข้อมูล Meta เริ่มเปิดรับคำขอใช้งานแบบไม่เก็บข้อมูลเลย เพื่อรับประกันว่าจะไม่มีการนำข้อมูลของนักพัฒนาไปใช้ฝึกโมเดลต่อเด็ดขาด&nbsp;</p><p>อ้างอิง: &nbsp;<a class="fr-strong" href="https://www.cnbc.com/2026/08/05/meta-debuts-muse-code-to-take-on-anthropic-and-openai-.html?taid=6a738ab74a3dab0001dace35&utm_campaign=trueanthem&utm_content=main&utm_medium=social&utm_source=twitter" target="_blank">cnbc</a></p>]]></content:encoded>
            <dc:creator xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/">
                                    Techsauce Team
                            </dc:creator>
            <pubDate>Thu, 06 Aug 2026 13:00:33 +0700</pubDate>
                            <category><![CDATA[AI]]></category>
                    </item>
            </channel>
</rss>
