สรุปเทรนด์การทำงานร่วมกันระหว่างธนาคารและ FinTech ทั่วโลก

เมื่อปีก่อนถือเป็นปีที่ธนาคารทั่วโลกตระหนักถึงการมาของ FinTech เต็มตัว เราได้เห็นการเคลื่อนไหวของธนาคารหลายแห่ง จากทั้่งอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ลองมาดูกันว่าใครทำอะไรกันบ้าง ทั้งนี้

การตื่นตัวของธนาคารทั่วโลกในปี 2016

  • สำหรับธนาคารสหรัฐฯ หลายแห่งที่ถือครอองเศรษฐกิจโลกและดูเพิกเฉยกับเรื่องนี้ ไม่นานมานี้เองก็ได้ตื่นขึ้นมาและหันมาลงทุนใน Startup ทำการเปิด APIs และแพลตฟอร์มให้กับ 3rd party developers
  • ฟากของผู้เล่นในยุโรป ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น โดยเริ่มต้นโครงการ accelerators และ Hackathons และจับมือกับการพาร์ทเนอร์ต่างๆ
  • ธนาคารในแถบเอเชีย มักประกาศแผนอันใหญ่โต เปิดตัว Innovation Labs มากมาย (เหมือนจะไปก่อนตลาดเสียอีก) แต่ยังมีข้อสงสัยกันอยู่ว่าจะเกิดนวัตกรรมได้จริงแค่ไหนกัน
  • ในขณะที่รายที่ดูจับต้องได้กับเป็นธนาคารในออสเตรเลียและแอฟฟริกาเสียมากกว่า
  • ส่วนฟากของธนาคารในตะวันออกกลางยังคงจับตาดูความเคลื่อนไหว ยังไม่ได้ประกาศแผนอะไรออกชัดเจน

เจาะลึกการลงทุนของธนาคาร

Bank_FinTech_2016 2

  • สำหรับธนาคารแล้วส่วนที่ให้ความสนใจยังคงจำกัดอยู่ มักเน้นไปลงที่ส่วนการลงทุนอย่าง Online Trading, Robo-Advisory, Wealth Management และ Personal Financial Management ถ้านอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นสาย Online Lending และ Blockchain ในขณะที่บริการอย่างการโอนเงินข้ามประเทศผ่านโมบาย หรือ e-wallet ดูจะยังไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่นัก
  • อีกเทรนด์ที่น่าสนใจคือ การเปิดตัวของ Digital Banks อย่าง GSbank โดย Goldman Sachs จากสหรัฐฯ , Digibank (ในอินเดียและเตรียมเปิดตัวในอินโดนีเซีย) โดย DBS สิงคโปร์, ACCESS online SM (ในอินโดนีเซีย) โดย JP Morgan
  • Barclays, Goldman Sachs, Citi, Santander และ BBVA คือผู้นำด้านการลงทุนใน FinTech ในช่วงปีก่อน โดย Goldman Sachs และ Citi และ Santander เน้นลงทุนเพื่อต้องการผลตอบแทนของการลงทุนโดยตรง BBVA และ Barclays เน้นเรื่อง Strategic Investments ทั้งใน่แง่ผลตอบแทนด้านการเงิน และการเพิ่มคุณค่าให้กับธุรกิจหลักของธนาคาร
  • อย่างที่กล่าวไว้ในด้านการลงทุน ธนาคารส่วนใหญ่มองหาประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ที่จะเสริมธุรกิจหลักของทางธนาคาร ไม่ว่าจะเป็นการนำ product มาเชื่อมกับ product ของทางธนาคารและส่วนใหญ่จะเป็นช่องทางทางดิจิทัลใหม่ๆ ในการดึงลูกค้า รวมถึงการให้บริการที่ดึขึ้น บางธนาคารก็เลือกที่จะลงทุนเพื่อสร้างความแตกต่างในเชิง Product และลดความเสี่ยงในระยะยาว
  • ปี 2016 เป็นปีที่ธนาคารในเอเชียขยับตัวตามทิศทางโลกอย่างเห็นได้ชัดเจน เริ่มจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น ทั้ง DBS, OCBC, UOB ในสิงคโปร์ Maybank, CIMB, Hong Leong และ RHB จากมาเลเซีย  SCB, Kbank, Krungsri ในประเทศไทย Mandiri จากอินโดนีเซีย และอื่นๆ อีกมากมาย จุดที่น่าสนใจคือดูเหมือนธนาคารในแถบนี้จะตื่นตัวกันมากกว่าตลาดจะพร้อมเสียอีก นั่นหมายถึงพวกเขาอาจจะปรับตัวและจัดการกับสิ่งที่กำลังมาในอนาคตได้ทันท่วงทีมากขึ้น
  • ธนาคารและสถาบันการเงินต่างจับมือกับ robe-advisor และ online wealth management services ต่างๆ รวมถึง P2P และ P2B lending ด้วย อาทิ Santander, UOB, Belfius Bank, Alfa Bank เป็นต้น
  • ยังคงมีอีกหลายๆ Segment และ Niche Market อีกหลายจุดที่ทางธนาคารยังไม่ได้กระโดดลงไป การเปิดให้มีการทำงานร่วมกันในเชิงของ Open APIs จริงๆ จะเป็นโอกาสใหญ่ที่ต้องติดตามกันต่อในโมเดลอย่าง Bank-as-a-Service Platform

Bank_FinTech_2016_1

ไม่ใช่แค่ธนาคาร แต่ธุรกิจสื่อสารและประกันก็มา

  • ความคึกคักของวงการเกิดจากความกังวลของตัวธนาคารเอง อาทิ Goldman Sachs เปิดตัว Digital Bank ในเดือนเมษายนปีก่อน ตามมาด้วย online-lending platform, ข่าวการเข้าๆ ออกๆ ของธนาคารต่างๆ ใน R3 Banking blockchain consortium หรือ เงินทุนกว่า 200 ล้านยูโรโดย Unicredit อย่างไรก็ตามยังมีผู้เล่นอีกกลุ่มที่ active มากๆ ในโลก FinTech และไม่กล่าวถึงไม่ได้เลยก็คือ Telco ที่ใช้โครงข่ายและศักยภาพที่ตัวเองมีอยู่มาทำเป็น E-wallet และรวมถึงกลุ่มธุรกิจสายประกันที่ตื่นตัวกันมากขึ้นในฟากของ InsurTech ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวก็เฉกเช่นเดียวกันในบ้านเราทั้งกลุ่มจีนที่บุกไทย อย่าง Ant Financial ที่ลงทุนใน Ascend Money ที่ถือ True Money อยู่ และข่าวการมาของ เมืองไทยประกันชีวิต รวมถึง AIA ที่ฮ่องกง

การขยับตัวของธนาคารกลางในแต่ละประเทศ

LifeSREDA_FinTech_Global_Investment_2016

  • เพียงแค่ภายในระยะเวลา 1 ปีเท่านั้น FinTech ในเอเชียเติบโตเกือบ 2 เท่า และเป็นปีแรก (2016) ที่สหรัฐฯ ไม่ได้ขึ้นมานำโด่งในเชิงการลงทุนด้าน FinTech ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระตุ้นจากธนาคารกลางของแต่ละประเทศในเอเชียทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง จีน มาเลฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งมีการให้สิทธิ, แนวทาง รวมถึง Sandbox เพื่อหวังช่วยผลักดันให้ FinTech เติบโตมากขึ้นภายใต้กฏระเบียบที่วางไว้ และไม่นอกลู่นอกทาง

APAC_LifeSREDA 2

EMEA_LifeSREDA 2

  • ในขณะที่ตลาด FinTech ในสหรัฐฯ ค่อนข้างเติบโตและมีกฏระเบียบออกมาชัดเจนอยู่พอสมควรแล้ว แต่ก็ยังมีบาง segment ที่ต้องจับตาอย่าง crowdfunding อยู่ ในขณะที่อังกฤษ และยุโรปซึ่งเป็นต้นแบบและจุดวัดให้กับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่ง Open Banking Standard (Bank-as-a-Service และ APIs) และกลุ่มของ Payment Service Directive (PSD2 : ที่เปิดให้ 3rd party จัดการธุรกรรมทางการเงินได้ เช่น Facebook, Google สามาถใช้เป็นช่องทางการชำระเงินได้) จะกลายเป็น license และกฏระเบียบแบบใหม่ที่น่าจับตาสำหรับธนาคารรูปแบบดิจิทัลที่จะเกิดขึ้นต่อไปทั่วโลกในอนาคต

อ้างอิงจาก LifeSREDA, Thenextweb

ขอบคุณเนื้อหาดีๆ จากนักลงทุนสาย FinTech โดยตรงอย่าง Life.SREDA ซึ่งปีก่อน Vladislav Solodkiy ได้มาแชร์เนื้อหาด้าน FinTech ทั่วโลก ในงาน Techsauce Summit 2016

slava-tssm2016-3

และแน่นอนว่าปีนี้เนื้อหาจะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นกับงาน Techsauce Global Summit 2017 โดย Igor Pesin ซึ่งเป็น Partner และ Investment Director แห่ง Life.SREDA VC  จะมาแชร์ข้อมูลเชิงลึกในส่วนของ FinTech ให้เราได้ฟังกันอย่างจุใจ
Igor
Igor Pesin

ใครที่สนใจร่วมงาน Techsauce Global Summit 2017 สามารถสำรองที่นั่งได้แล้วที่นี่

Comments

comments