รายงานเชิงลึกด้านการพัฒนา ‘เศรษฐกิจดิจิทัล’ ที่จะเข้ามาผลักดัน 3 อุตสาหกรรมในประเทศไทยให้เติบโต พร้อมกรณีศึกษาเกี่ยวกับ ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยว’ ในต่างประเทศ

จากรายงาน ‘Traveler’s Road to Decision’ โดย Google ในปี 2014 พบว่า 65% ของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจเลือกใช้ช่องทางออนไลน์ในการพิจารณาและวางแผนในการเดินทาง ในขณะเดียวกัน eMarketer ประเมินว่ารายได้ที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางผ่านช่องทางดิจิทัลทั่วโลก (Global Digital Travel Sales) มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปี 2015 (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 500 พันล้านดอลลาร์) และคาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยกว่า 10% ต่อปี (CAGR) โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อัตราการเติบโตที่สูงนี้แสดงให้เห็นถึงความแพร่หลายและความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัลในพิจารณาและวางแผนเดินทางสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

หากดูสถิติการใช้อินเทอร์เน็ตในทุกทวีปทั่วโลกในปี 2017 พบว่า ณ เดือนมีนาคม มีจำนวนประชากรทั่วโลกมากกว่า 7.5 พันล้านคน และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 3.7 พันล้านคน โดยประชากรชาวเอเชียมีมากถึง 55% ของประชากรทั่วโลก และเป็นภูมิภาคที่มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากที่สุดถึง 1.8 ล้านคน

ที่สำคัญ อัตราการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2000-2017 เฉลี่ยทุกภูมิภาคแล้วสูงถึง 933.8%

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าคนทั่วโลกมีปฏิสัมพันธ์กับโลกออนไลน์อย่างมาก และหลังจากนี้ โลกออนไลน์ก็จะทวีความสำคัญต่อวิถีชีวิตในทุกๆ มิติ ดังนั้น ประเทศใดที่มีความพร้อมด้านโครงข่ายอินเทอร์เน็ต ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และประชาชนมีความรู้ความเข้าใจด้านการใช้อินเทอร์เน็ต ก็จะสามารถผลักดันให้เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลในประเทศนั้นๆ เติบโตได้เร็วและรุดหน้ากว่า

‘โรดแมปเมืองไทย’ เพื่อพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลใน 3 ด้าน

ไม่นานมานี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาแถลงข่าวความร่วมมือกับ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ให้บริการจัดหาโซลูชั่นด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารชั้นนำของโลก ในการพัฒนาโรดแมป (Roadmap) ด้านดิจิทัลเพื่อช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเพื่อเร่งผลักดันวิสัยทัศน์ ‘ไทยแลนด์ 4.0’ ไปสู่ความจริง โดยจัดทำ รายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทย (Thailand Digitalization Whitepaper) ขึ้น และมุ่งเน้นการพัฒนา 3 ภาคส่วน ได้แก่ สังคมสูงวัย, การเกษตร และท่องเที่ยว

รายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทยนี้ เกิดจากการพัฒนาเนื้อหาร่วมกันกับ บริษัท โรแลนด์ เบอร์เกอร์ (Roland Berger) ในหัวข้อ ‘เจาะลึกเรื่องดิจิทัลในอุตสาหกรรมไทย : ดิจิทัลโรดแมปเพื่อสังคมสูงอายุ (Aging Society) ภาคการเกษตร (Agriculture) และภาคการท่องเที่ยว (Tourism)’ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่คณะผู้บริหารอาวุโส บริษัท หัวเว่ย ได้เข้าเยี่ยมและหารือกับพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2559 โดยระบุว่า ภาคสังคมผู้สูงวัย ภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยว คือ 3 ภาคส่วนสำคัญที่ถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติและมีความสำคัญระดับต้นๆ ของประเทศ

ในรายงานมีข้อมูลเชิงลึกของ 3 ภาคส่วน มีการจัดลำดับความสำคัญของแผนการดำเนินงาน ตั้งแต่การวางแผนแม่บทและโครงการแนวคิดริเริ่มในระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเป็นการให้ข้อเสนอแนะถึงแนวทางที่ประเทศไทยจะสามารถยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดผลดีที่สุดในการรับมือกับประเด็นที่สำคัญต่อประเทศอย่างมาก 3 ประการ คือ

  • การบริหารจัดการสังคมสูงอายุ
  • การเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร
  • การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

โดยในรายงานยังนำเสนอแนวทางการพัฒนากว่า 39 แนวทาง ครอบคลุมทั้ง 3 ภาคส่วน รวมถึงบอก 4 ปัจจัยขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านบรอดแบนด์ โครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์ นวัตกรรม และ ทุนมนุษย์

ทั้งนี้ การนำเสนอรายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทย จัดขึ้นพร้อมงานสัมมนาหัวข้อ ‘การพัฒนาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล พ.ศ. 2564 ในภาคสังคมสูงวัย ภาคการเกษตร และภาคการท่องเที่ยว’ โดยผู้เข้าร่วมงานสัมมนาประกอบด้วยหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ กลุ่มสตาร์ทอัพ สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ มูลนิธิ และสมาคมธุรกิจต่างๆ รวมถึงการเข้าร่วมของกลุ่มชุมชนท้องถิ่น

การผนึกกำลังครั้งสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศไทย

วิคเตอร์ จาง ประธานบริหาร ฝ่ายสื่อสารรัฐกิจ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จํากัด กล่าวว่า โดยสรุปแล้ว การปรับเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัลผ่านทั้ง 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคสังคมสูงอายุ, ภาคเกษตร และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรากฐานของประเทศไทยนั้น จะนำไปสู่ความท้าทายครั้งสำคัญและการปรับปรุงให้เกิดการพัฒนาแบบยั่งยืนในระยะยาว

โดยความก้าวหน้าและการพร้อมยอมรับในเทคโนโลยีจะช่วยสนับสนุนประเทศไทยไปสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลเพื่อนวัตกรรมในระดับภูมิภาค จากการรวมตัวของผู้มีความสามารถด้านดิจิทัลระดับโลก เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการด้านดิจิทัลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และหัวเว่ยได้เปิดตัว Huawei OpenLab Bangkok  เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนานวัตกรรมความร่วมมือและการคิดค้นโซลูชั่นใหม่ร่วมกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศไทย รวมไปถึงประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย 

“หัวเว่ยในฐานะผู้นำด้านโซลูชั่นไอซีทีของโลกขอให้คำมั่นที่จะสนับสนุนการพัฒนาประเทศไทยด้วยการใช้ความสามารถด้านเทคโนโลยีของบริษัทมาเป็นส่วนช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล พร้อมได้ร่วมลงนามข้อตกลง (MoU) กับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (เอ็นไอเอ) เและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ซึ่งรายงานเชิงลึกฉบับนี้ถือเป็นหนึ่งในข้อตกลงของความร่วมมือครั้งนี้ด้วย และหัวเว่ยจะต้องพัฒนาและส่งมอบให้กับรัฐบาลเพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวสู่เศรษฐกิจดิจิทัลภายใต้วิสัยทัศน์ ไทยแลนด์ 4.0

ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นย้ำถึงความสำคัญ ของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนที่มีต่อการพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ โดยกล่าวว่า

“กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ริเริ่มแผนงานและโครงการมากมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันให้มีการยกระดับขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน อาทิ การให้การสนับสนุนกลุ่มสตาร์ทอัพ การพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การให้การสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มสตาร์ทอัพและบริษัทด้านเทคโนโลยีในโครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลแทบทั้งสิ้น”

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวถึงการจัดทำแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเชิงบูรณาการ และแผนความร่วมมือระดับชาติ เรื่อง ‘ดิจิทัลไทยแลนด์’ ว่า ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงถึงก้าวสำคัญของการพัฒนาในระยะที่สอง นั่นคือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงทุกคน ทั้งภาครัฐและเอกชนในการก้าวสู่สังคมดิจิทัล เพื่อนำมาใช้เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีความสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้กับประเทศ การเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนดิจิทัลทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณให้พร้อมต่อเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ก็เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์หลัก โดยกระทรวงดิจิทัลฯ มีแผนที่จะพัฒนากำลังคนดิจิทัลทุกระดับร่วมกับหัวเว่ยจำนวน 500,000 คน ภายใน 5 ปี

“เราเคยคุยกับหัวเว่ยแล้วเรื่องการพัฒนาบุคลากรด้าน Cloud Computing สักประมาณ 10,000 คน และภายใน 5 ปีนี้ กระทรวงดิจิทัลอยากจะพัฒนา Digital Workforces ให้เป็นตัวเลข 500,000 คน ซึ่งจะมีบุคลากรหลายประเภท เช่น ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย ผู้บริหารในระดับชุมชน โดยเป็นโอกาสที่จะสร้างงานดิจิทัลชุมชนขึ้น

ซึ่งไทยมี 75,000 หมู่บ้าน ถ้ามี 1 ต่อ 1 ก็จะมีคน 70,000 กว่าตำแหน่งที่จะบอกต่อเรื่องการใช้ซอฟต์แวร์แบบง่ายๆ การใช้มือถือให้เต็มศักยภาพ การปกป้องตนเองใน Cyber Security ซึ่งรัฐบาลทำเองทั้งหมดไม่ได้ ต้องร่วมมือกับหลายเอกชนดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ตามแผนใน Thailand Digitalization Whitepaper”

นอกจากนี้ ดร.พิเชฐยังบอกเพิ่มเติมว่า ภายในปลายปีหน้า ประเทศไทยจะมีไฮสปีด บรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตใน 75,000 หมู่บ้าน ซึ่งหัวเว่ยและไทยร่วมกันดำเนินการ โดยเป้าหมายของปีนี้คือ จะวางสายบรอดแบนด์ให้ครบ 24,700 หมู่บ้าน และตอนนี้ทำสำเร็จแล้ว 3,000 หมู่บ้านภายในระยะเวลาหนึ่งเดือน และยังเชิญหัวเว่ยให้เข้ามาร่วมลงทุนในเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัลภาคตะวันออก (EEC) หรือ โครงการดิจิทัลพาร์ค ไทยแลนด์ อีกด้วย

ข้อมูลส่วนหนึ่งของ ‘อุตสาหกรรมท่องเที่ยว’ จากรายงานเชิงลึกฯ

มูลค่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยคิดเป็นกว่า 17% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ
ซึ่งอยู่ในระดับค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านและค่าเฉลี่ยของโลก
อีกทั้งยังเป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศและนำมาซึ่งการจ้างงานจำนวนมาก

ปี 2015 ประเทศไทยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 29.8 ล้านคน สูงเป็นอันดับที่ 11 ของโลก และสร้างรายได้กว่า 1.44 ล้านล้านบาท ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 6 ของโลก อีกทั้งการท่องเที่ยวไม่เพียงแต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตของคนในชาติ ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในประเทศ เป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศและนำมาซึ่งการจ้างงานกว่า 4.4 ล้านตำแหน่งทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยแวดล้อมที่สร้างความท้าทาย การแข่งขันทวีความรุนแรงขึ้น ประกอบกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งนักท่องเที่ยวมีความคาดหวังสูงขึ้นขณะท่องเที่ยว ดังนั้น การวางรากฐานและแก้ไขปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการรักษาเสถียรภาพและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและเพื่อคงตำแหน่งแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำในเวทีโลกต่อไปในอนาคต

ตัวอย่างปัญหาที่รอการแก้ไขและพัฒนา

สถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน
มีการทำตลาดผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว แต่ยังค่อนข้างจำกัด
และยังมี Data ไม่เพียงพอที่จะนำไปบูรณาการ
เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการตลาดดิจิทัลได้อย่างเต็มที่

การวิเคราะห์ข้อเสนอการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญ 4 ประการ ในรายงานเชิงลึกฯ

พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้ช่องทางออนไลน์ในการเลือกสถานที่ท่องเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร สายการบิน ฯลฯ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องวางแผนและปรับกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขัน ซึ่งในรายงานเชิงลึกฯ มีการวิเคราะห์ข้อเสนอการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สำคัญ 4 ประการ สำหรับการขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวไทยในระยะ 5 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2560–2564) ดังนี้

A – ระบบสารสนเทศการท่องเที่ยวแห่งชาติ (National Tourism Information System) คือ การบูรณาการระบบฐานข้อมูลด้านการท่องเที่ยวจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data Analytics) และเปิดเผยชุดข้อมูลสู่สาธารณะ (Open Data) เพื่อสนับสนุนการวางนโยบายด้านการท่องเที่ยว ส่งเสริมการบริหารจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโดยรวม และส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจท่องเที่ยวทั้งระบบ

B – แพลตฟอร์มช่วยวางแผนการท่องเที่ยวแห่งชาติ (National Trip Planning Platform) คือ การพัฒนาต่อยอดระบบสารสนเทศการท่องเที่ยวแห่งชาติเพื่อการจัดทำระบบช่วยวางแผนท่องเที่ยว เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวรายบุคคลอย่างทันท่วงทีและเต็มรูปแบบ ผ่านการอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและการนำเสนอแผนการท่องเที่ยว รวมถึงการทำการตลาด เชิงรุกผ่านช่องทางดิจิทัลในกลุ่มตลาดเป้าหมายและกลุ่มความสนใจเฉพาะให้สอดคล้องต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มนั้นๆ

C – แหล่งท่องเที่ยวอัจฉริยะ (Smart Tourism Destination) คือ การเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถของแหล่งท่องเที่ยว เพื่อ เสริมสร้างประสบการณ์โดยรวมสำหรับนักท่องเที่ยว โดยการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาองค์ประกอบต่างๆ ของแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ สถานที่ท่องเที่ยว ระบบขนส่งและคมนาคม และสิ่งอำนวยสะดวกในการชำระเงิน เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายและความเพลิดเพลินในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย

D – ระบบรักษาความปลอดภัยสาธารณะแก่นักท่องเที่ยว (Public Safety and Security System) คือ การบูรณาการข้อมูลและ ใช้ระบบดิจิทัลในการควบคุมและรักษาความปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยวตลอดวงจรการท่องเที่ยว ซึ่งประกอบด้วย 4 ระบบย่อย ได้แก่ ระบบการรักษาความปลอดภัยชายแดนและการตรวจคนเข้าเมือง ระบบกล้องวงจรปิดเพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับความเสี่ยง ระบบศูนย์บัญชาการความปลอดภัย และระบบการแจ้งเตือนในภาวะฉุกเฉิน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเพิ่มความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว และเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่และการบริหารจัดการในภาวะต่างๆ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและน่าเยี่ยมเยือน

กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในต่างประเทศ

สำหรับประเทศไทยก็มีโครงการ ภูเก็ตเมืองอัจฉริยะ

วงเสวนา ‘Digital Roadmap for Tourism’ คุยอะไรกัน

ทีมเทคซอสมีโอกาสเข้าฟังการเสวนาเกี่ยวกับโรดแมปดิจิทัลด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา 5 คน ได้แก่ มงคล วิมลรัตน์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา, John Koldowski ที่ปรึกษาพิเศษซีอีโอ Pacific Asia Travel Association, John Traas ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกตอนใต้ของ Booking.com ที่สิงคโปร์, Simon Akeroyd รองประธาน APAC Corporate Strategy & New Business และ นพพล อนุกูลวิทยา COO/CMO/Co-founder ของ TakeMeTour สตาร์ทอัพด้านการท่องเที่ยว

ในภาพรวม หลายฝ่ายอยากให้พัฒนาเรื่องความพร้อมด้านดิจิทัลหรือแพลตฟอร์ม และทำทุกอย่างให้เรียลไทม์ขึ้น ใช้งานง่ายขึ้น เพื่อช่วยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวและที่พักได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ Local ในประเทศไทย ซึ่งจะช่วยให้มีรายได้ลงไปถึงผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลมากขึ้น อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็จะขยายตัวได้ทั่วประเทศ ไม่กระจุกอยู่แต่ในเมืองใหญ่ รวมทั้งอยากให้มีการปรับกฏหรือเงื่อนไขบางอย่างพร้อมกับการสร้างความร่วมมือเพิ่ม เพื่อให้เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมากขึ้น

นพพล อนุกูลวิทยา จาก TakeMetour บอกสิ่งที่เห็นว่า ในไทยมี FinTech มาก แต่ยังมี TravelTech ไม่มาก ไทยจึงต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะจะทำอะไรใหม่ๆ เช่นในด้าน Sharing Economy อย่าง AirBnb และตอนนี้การท่องเที่ยวมีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ก็ต้องทำให้ตลาดการท่องเที่ยวอยู่ในสเกลของ Global

“แม้ว่าประเทศไทยจะเป็น Base ด้านการท่องเที่ยว แต่เป็นในแง่การตลาด ขณะที่การพัฒนาโพรดักส์กลับไปอยู่ในประเทศอื่นๆ เหมือนการสร้างรถยนต์ที่เราเป็นฐานด้านการผลิต และเราจะเห็นมากในอุตสาหกรรมโรงแรม คนไทยทำงานในระดับ Staff, Management แต่ในตำแหน่งระดับสูงเป็นชาวต่างชาติ อาจจะเพราะ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คนต่างชาติเข้าใจนักท่องเที่ยวในประเทศอื่นมากกว่า หรือสอง เพราะว่าเรายังไม่สามารถขยับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้สร้าง Know how ได้ คนที่รู้จึงเป็นต่างชาติที่เริ่มทำโพรดักส์ก่อน เข้าสู่ตลาดก่อน ครอบครองตลาดก่อน

ผมจึงคิดว่าถ้าเรามี Sandbox ที่ภาครัฐเข้ามามีส่วนร่วมในการมองว่า ควรจะผลักโพรดักส์ของไทยไปทางไหน รูปแบบไหน ภูเขา ชนบท หรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา สตาร์ทอัพที่รัฐซัพพอร์ตก็จะได้มองว่าควรพัฒนาโพรดักส์ไปในทิศทางใด ซึ่งการที่สตาร์ทอัพต้องไปชักชวนให้มีคนมาใช้งาน มันไม่ง่ายอยู่แล้ว และในเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบก็เป็นอุปสรรคอยู่ เช่นเรื่อง Sharing Economy ซึ่งถ้าเราไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ก็อาจจะทำอะไรออกมาได้เลย”

ภาพจาก  TakeMeTour

มงคล วิมลรัตน์ จาก กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่า โรงแรมที่จดทะเบียนกับกระทรวงมหาดไทยมีประมาณ 6,000 แห่ง แต่สำนักงานสถิติแห่งชาติให้ข้อมูลว่ามี 24,000 กว่าแห่ง ภาครัฐจึงจะทำแพลตฟอร์มเพื่อรวบรวมและให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่พักโดยตรงและถูกต้อง แต่ขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการด้วยว่าจะให้ความร่วมมือหรือไม่ เช่น ที่พักไหนที่มีต่างชาติเข้าพักก็ต้องแจ้งเข้าระบบทั้งหมด และถ้าทุกคนให้ความร่วมมือก็จะเข้าสู่การจัดการด้านการท่องเที่ยวได้มากขึ้น

“การนำเสนอข้อมูลตัวเองเข้าระบบจะเป็นประโยชน์ในการที่จะขายที่พักให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก กระทรวงก็จะได้รับทราบ Transaction แล้วทำ Big Data ประเมินผล ซึ่งเทรนด์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เข้ามาผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ภาคธุรกิจก็นำไปบริหารจัดการต่อได้ กระทรวงก็นำไป  Boost ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวแข็งแรงขึ้นได้จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน”

ทั้งนี้ มงคลให้ข้อมูลเพิ่มว่า ภาครัฐจะนำข้อมูล 5 จากกลุ่มมาบูรณาการ เพื่อประกอบสร้างเป็น Big Data ที่สร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกและเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ดังนี้

  • กลุ่มที่หนึ่ง แหล่งท่องเที่ยว จากข้อมูลของกรมการท่องเที่ยว
  • กลุ่มที่สอง อีเวนต์/กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
  • กลุ่มที่สาม กลุ่มโรงแรม ซึ่งจะไปเชื่อมต่อข้อมูลกับกรมการปกครอง
  • กลุ่มที่สี่ กลุ่มสปา ซึ่งขึ้นทะเบียนกับกระทรวงสาธารณสุข
  • กลุ่มที่ห้า ธุรกิจนำเที่ยว มัคคุเทศก์

“จำนวนนักท่องเที่ยว Ranking ในอันดับ 3 ด้าน Demand แต่การ Supply อยู่ในอันดับที่ 35 เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจ เทคโนโลยีไม่ใช่ปัญหา แต่การจัดระเบียบต้องให้ความร่วมมือกัน ซึ่งถ้าใครเข้ามาก่อนได้ก็ประโยชน์ก่อน” ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬากล่าวสรุป

ส่วน John Koldowski จาก PATA แสดงความคิดเห็นว่า ภาครัฐไม่สามารถทำทุกอย่างเองและทำให้ทันเวลาได้ ซึ่งถ้าภาครัฐจะทำ Big Data ได้ ต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความพร้อมด้านเครื่องมือ และรัฐต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ โดยต้องมองว่าการท่องเที่ยวแบบไหนที่เป็นหลักของประเทศ พิจารณาว่านักท่องเที่ยวอยู่ในไทยนานแค่ไหน ต้องการอะไร ทำอย่างไรให้อยู่นานขึ้น จะสร้างประสบการณ์ เพิ่มความทรงจำให้แก่นักท่องเที่ยวได้อย่างไร รวมทั้งต้องหาวิธีใหม่ๆ ที่จะทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้มากขึ้น

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘รายงานเชิงลึกการพัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจฐานดิจิทัลของประเทศไทย’ ได้ที่ Huawei

บทความนี้เป็น Advertorial

Comments

comments