เคยสงสัยไหมว่า ทำไม? เดี๋ยวนี้เราแทบไม่อยากนึกถึงเรื่องงานเลยแม้แต่น้อย ได้แต่ใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆ ทั้งที่เมื่อก่อนเรามีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้ทำงานที่นี่

นั่นเป็นเพราะว่า ไม่ว่าเราจะรักงานที่ทำมากแค่ไหน ความเบื่อหน่ายจากการทำงานย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ บางที เราอาจจะเคยรู้สึกตื่นเต้นกับโปรเจคใหญ่ที่ได้รับมอบหมาย แต่เมื่อทำไปสักระยะกลับพบแต่ปัญหาให้ต้องแก้ไข จนกระทั่งรู้สึกท้อใจที่จะก้าวเดินต่อไป หรือการกลับมาทำงานแบบ Work From Home ที่ต้องนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมคนเดียว ก็อาจจะพรากความกระตือรือร้นในการทำงานไปจากเราได้เช่นกัน

แล้วเราจะจัดการกับ ‘Burnout Syndrome’ จากการทำงานเหล่านี้ไปได้อย่างไรกันล่ะ?

Burnout Syndrome หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ อะไร?

‘Burnout Syndrome’ หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน คือ ความรู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจที่เกิดขึ้น เมื่อปริมาณงานที่ทำไม่สัมพันธ์กับพลังงานที่เรามี โดยความรู้สึกเช่นนี้ เกิดขึ้นได้ทั่วไปในกลุ่มมนุษย์เงินเดือนยุคใหม่

Ron Friedman ผู้ก่อตั้งบริษัท ignite80 ที่เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำงาน และเจ้าของหนังสือ The Best Place to Work: The Art and Science of Creating an Extraordinary Workplace กล่าวว่า คนรุ่นใหม่นั้นมีความเสี่ยงสูงขึ้นมากที่จะเผชิญกับภาวะหมดไฟในการทำงาน เมื่อเทียบกับผู้คนเมื่อ 10 ปีก่อน เนื่องจากเราอยู่ในยุคที่รายล้อมไปด้วยอุปกรณ์สื่อสารมากมาย ที่คอยอัพเดทข่าวสารและความเปลี่ยนแปลงรอบตัว เป็นผลให้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ต้องติดตามความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่ง Burnout ไปในที่สุด 

Heidi Grant Halvorson นักจิตวิทยาสังคม และเจ้าของหนังสือ No One Understands You and What to Do About It ยังกล่าวในทำนองเดียวกันว่า ปัจจุบัน การทำงานแบบ 24/7 กลายเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนทำกัน เส้นแบ่งระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวหายไป ซึ่งนั่นทำให้คนรุ่นใหม่เคร่งเครียดและกดดันอยู่กับการทำงานตลอดเวลา จนส่งผลต่อความสุขในการใช้ชีวิตประจำวัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะรู้สึกเบื่อหน่ายจากการทำงานมากแค่ไหน เราก็คงจะไม่สามารถละทิ้งความรับผิดชอบที่มีไปได้ เพราะ ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป หนทางเดียวที่จะช่วยให้เราหลุดออกจากความรู้สึกแย่ๆเหล่านี้ คือ เราต้องดำเนินชีวิตการทำงานด้วยความสุขที่ยั่งยืนให้ได้ แต่จะทำอย่างไรล่ะ?

ชาร์จพลังกายและใจด้วยการพักผ่อน

Burnout Syndrome มักจะเกิดขึ้นจากความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับการทำงานอย่างหนัก เพื่อให้ได้งานที่มีคุณภาพ ซึ่งในระยะสั้น เราอาจจะได้งานที่รวดเร็วและมีคุณภาพมากก็จริง แต่การทุ่มเททำงานอย่างหนักเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลต่อสุขภาพทั้งกายและใจ จนกระทั่งงานที่ออกมาคงจะไม่สมบูรณ์แบบอีกต่อไป

ดังนั้น เพื่อที่จะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว เราจำเป็นต้องชาร์จพลังกายและใจให้กลับมาเต็มเหมือนเดิมด้วยการพักผ่อน หากเริ่มรู้สึกว่า คิดงานไม่ออกและต้องการพักสมองจากการทำงานชั่วคราว ลองลุกออกจากหน้าจอไปเดินเล่นข้างนอกสักพัก หรือไปทานอาหารกลางวันกับเพื่อนฝูงบ้างก็ได้ พยายามทำกิจกรรมอะไรก็ตาม ให้ห่างจากคอมพิวเตอร์หรือโต๊ะทำงาน เพื่อไม่ให้เรากลับไปนึกถึงเรื่องงานอีกครั้ง วิธีการนี้ จะช่วยให้สมองของเราปลอดโปร่งและสดชื่น พร้อมต่อสู้กับการทำงานที่แสนเหนื่อยล้า และยังเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย

แต่ถ้าคิดจะพักแล้ว ต้องพักให้ถูกที่ถูกเวลาด้วยนะ โดยเฉพาะในช่วงเช้า ที่สมองของเราโล่งและปลอดโปร่งมากที่สุด เราก็ควรจะโฟกัสกับงานที่ทำและทำงานให้ได้ประสิทธิภาพมากที่สุดก่อน จากนั้นจึงค่อยพักผ่อนอย่างมีคุณภาพ 

วางสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารบ้างก็ดี

ก่อนการเข้ามาของสมาร์ทโฟน การออกจากออฟฟิศและนำงานกลับไปทำที่บ้านเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยุ่งยาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันแทบจะไม่มีปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นอีกเลย เนื่องจากคนรุ่นใหม่สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้บนโลกด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอย่างสมาร์ทโฟน ซึ่งหากมองในแง่ดี แน่นอนว่า มันช่วยให้ชีวิตการทำงานของเราสะดวกสบายยิ่งขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม นั่นก็หมายความว่า เรากำลังเข้าสู่การทำงานแบบ 24/7 ด้วยเช่นกัน

เพราะฉะนั้น เพื่อป้องกันภาวะ Burnout Syndrome จากการทำงานแบบ 24/7 เราจำเป็นจะต้องลดเวลาการใช้สมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารลง และใช้เวลาไปกับการทำกิจกรรมอย่างอื่นมากขึ้น พยายามนำสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์สื่อสารไปซ่อนไว้ตามตู้เสื้อผ้าหรือในที่ที่เรามองไม่เห็น และพยายามไม่เช็คข้อความหรืออีเมลที่ส่งมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีเมลที่ส่งมาจากที่ทำงาน หรือถ้าหากเราอดเล่นสมาร์ทโฟนคู่ใจไม่ได้จริงๆ ลองตั้งเงื่อนไขกับตัวเองไหมว่า จะใช้สมาร์ทโฟนถึงแค่ 2 ทุ่มเท่านั้น เพียงเท่านี้ เราก็จะสามารถแบ่งชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวออกจากกันได้อย่างลงตัว และพร้อมตื่นเช้าทำงานในวันใหม่ด้วยความสดชื่น

หากิจกรรมสนุกๆทำ เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ

แทนที่จะใช้เวลาทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการหักห้ามใจไม่ให้ทำงานในเวลาพักผ่อน ทำไมไม่ลองหากิจกรรมสนุกๆทำเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจดูล่ะ? เราอาจเริ่มต้นจากงานอดิเรกเล็กๆอย่าง การอ่านหนังสือเล่มโปรด หรือออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆในช่วงวันหยุดก็ได้

การค้นหากิจกรรมหรืองานอดิเรก พร้อมกับกำหนดเป้าหมายในการทำ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเราจากงานที่ทำได้เป็นอย่างดี เพราะ บางครั้ง การนอนพักผ่อนเฉยๆ อาจทำให้เราย้อนกลับมานึกถึงเรื่องงานที่ต้องสะสางได้ทุกเมื่อ ดังนั้น ถ้าหากเรามีจิตใจจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานาน เรื่องงานที่เคยยากต่อการปล่อยวาง ก็จะหายไปจากสมองของเราอย่างง่ายดาย และเมื่อเรากลับมาทำงานอีกครั้ง เราจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน 

ค้นหาจุดมุ่งหมายในการทำงาน และใช้มันปลุกไฟในตัวเรา

หากหน้าที่ความรับผิดชอบต่องาน ขัดขวางไม่ให้เราได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ก็อาจจะถึงเวลาที่ต้องถามตัวเองแล้วว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตอนนี้ สำคัญต่อชีวิตของเรามากแค่ไหน เช่น โปรเจคที่เรากำลังรับผิดชอบอยู่ ณ ขณะนี้ เป็นตัวชี้วัดว่าเราจะได้เลื่อนขั้นขึ้นสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าเดิมหรือไม่ เป็นต้น 

เมื่อเราค้นพบเป้าหมายและความสำคัญของงานที่ทำแล้ว จงใช้สิ่งนั้นเป็นแรงผลักดัน และปลุกไฟในการทำงานให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง คิดอยู่เสมอว่า วันรุ่งขึ้นเราจะทำอะไรบ้าง เพื่อเข้าใกล้เป้าหมายที่ตั้งไว้ให้มากกว่าเดิม แต่อย่าลืมว่า เราสามารถมุ่งมั่นและตั้งใจพุ่งชนเป้าหมายได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อเราพยายามอย่างหนัก จนกระทั่งรู้สึกว่าเดินต่อไปไม่ไหว ก็ถึงเวลาที่ต้องพักร่างกายและจิตใจให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม มิฉะนั้น ภาวะ Burnout Syndrome อาจจะทำให้เราไปไม่ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้เลยก็ได้    

อย่าฝืนทำงานต่อ หากสิ่งที่เป็นสาหัสกว่า ภาวะ Burnout Syndrome

หากวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ไม่ได้ผลเลยสำหรับเรา เป็นไปได้ว่า เราอาจกำลังเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายกว่า ภาวะ Burnout Syndrome ก็ได้นะ หากเรารู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ แต่ยังสามารถทำงานต่อได้เป็นปกติ นั่นเป็นสัญญาณของภาวะหมดไฟในการทำงาน แต่ถ้าหากเรารู้สึกเบื่อหน่ายและเหนื่อยล้า จนกระทั่งไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป นั่นอาจหมายความว่า ถึงเวลาที่เราจะต้องพักผ่อนและดูแลรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง และออกจากงานที่ทำเพื่อก้าวสู่เส้นทางใหม่ที่เหมาะกับเรามากกว่า

อ้างอิง: Harvard Business Review

สำหรับผู้อ่านท่านใดที่สนใจบทความเกี่ยวกับชีวิตการทำงาน ทักษะที่จำเป็นในอนาคต สามารถลงทะเบียนเพื่อรับอัพเดทข้อมูลข่าวสาร และบทความในอนาคต จาก Techsauce Thailand ได้ ที่นี่ 

RELATED ARTICLE

Responsive image

‘Hidden Figures’ หนังตีแผ่ชีวิตของสตรีผิวสี แห่ง NASA ที่สร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้แก่ผู้คนทั่วโลก

ฟันเฟืองชีวิต ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอุปสรรคและความล้มเหลวนั้น ทำให้มนุษย์เงินเดือนมากมาย เหนื่อยล้า ท้อแท้และสิ้นหวังกับชีวิตที่เป็นอยู่ จนหมดศรัทธาในการทำงาน ได้แต่เพียง ใช้ชีวิตในแ...

Responsive image

ลาออกเลยดีไหม หรือ จะทนอยู่ต่อไป? เมื่อต้องเจอกับเพื่อนร่วมงานและวัฒนธรรมองค์กรที่ TOXIC

ใครหลายคนอาจคิดว่า การได้ทำงานในฝัน จะทำให้ชีวิตการทำงานของเราพบแต่ความสุข เราจะตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความสดชื่น และกระตือรือร้นไปทำงานที่เรารัก ทุกวินาทีจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนรู้ตัวอ...

Responsive image

เมื่อความผิดพลาด เป็นเรื่องที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ เราจะก้าวข้ามสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร

เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์คนหนึ่ง ที่จะต้องเผชิญกับความผิดพลาดสักครั้งในชีวิต เพราะ ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบหรอก คนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ต่างเคยผิดพลาดกันมาแล้วทั้ง...