ภิกษุณีนิรามิสา กับบทสนทนาว่าด้วยการฝึกสติ อยู่กับปัจจุบัน ท่ามกลางสังคมที่วุ่นวาย | Techsauce
Contact us
1

ภิกษุณีนิรามิสา กับบทสนทนาว่าด้วยการฝึกสติ อยู่กับปัจจุบัน ท่ามกลางสังคมที่วุ่นวาย1 min read

Posted by
Posted date กุมภาพันธ์ 11, 2019

ภิกษุณีนิรามิสา แปลว่า ผู้หมดแล้วซึ่งกิเลส ท่านเป็นภิกษุณีชาวไทยรูปแรกที่บวชในประเพณีพุทธแบบมหายานกับ ติช นัท ฮันห์ พระอาจารย์เซน ผู้นำเสนอแนวคิดว่าพุทธศาสนาต้องเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และพุทธธรรมเป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับวิธีชีวิตยุคปัจจุบันได้ (Engaged Buddhism)

ท่านเคยทำงานในตำแหน่งผู้แทนผู้อำนวยการ (Co-representative) กับองค์การ American Friends Service Committe ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย และคนชนบท ในท้องถิ่นทุรกันดาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเคยเป็นที่ปรึกษาขององค์การ UNICEF ในโครงการการศึกษาเพื่อเด็กเล็กและครอบครัวในหมู่บ้านที่ประเทศเดียวกัน

ในโลกที่ข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก อีกทั้งเทรนด์เทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามาและหายไปอย่างรวดเร็ว เราตามทันบ้าง ไม่ทันบ้าง การเจริญสติภาวนาจึงนับว่าเป็นสิ่งที่เรากำลังพยายามทำความรู้จัก เพื่อให้ได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน ฝึกสติปัญญา เพื่อใช้ในการไตร่ตรองความเป็นจริง ด้วยความที่เรายังใหม่กับเรื่องนี้ เราได้ถามท่านด้วยความสงสัย ถึงการที่คนหนุ่มสาว คนทำงานอย่างเรา ว่าจะสามารถนำการภาวนาให้เข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันที่แสนวุ่นวายได้อย่างไร

โดยเมื่อท่านได้ยิน ก็ได้เชิญให้เราได้เบิกบานไปกับการดื่มชาด้วยกัน ซึ่งหลังจากที่ได้สนทนาและได้ร่วมดื่มชาไปกับท่านแล้ว เราพบว่าสิ่งที่ท่านพูดเกี่ยวกับประโยชน์ของการภาวนาทั้งหมดนั้น ไม่มีเรื่องไหนที่เกินจริงเลย

เจริญสติภาวนาในชีวิตประจำวันง่ายๆ เริ่มได้ด้วย ‘การดื่มชา’

เวลาที่เราดื่มชา เราไม่ได้ดื่มชาอย่างแท้จริง เราดื่มความกังวลของเรา ดื่มความเศร้าโศกที่เรามี เรากำลังเสียใจกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งในอดีต เพราะฉะนั้นเราอยากเชิญชวนให้ได้ดื่มชาจริงๆ

ซึ่งจริงๆ แล้ว การภาวนานั้นไม่จำเป็นต้องไปนั่งสมาธิบนภูเขา หรือต้องนั่งสมาธิวันละหลายชั่วโมง ถึงจะได้ความสงบ เวลาเรานั่งทำงานอยู่หน้าคอม เมื่อความเครียดได้ผุดขึ้นมา ลองยกน้ำขึ้นมาดื่ม เราประคองแก้วขึ้นมาทั้งสองมือ ลองมองน้ำชา กาแฟของเราสักนิด จะเห็นได้ว่าน้ำที่เราดื่มทั้งชากาแฟ แท้ที่จริงแล้ว มีทั้งความหอม และน้ำที่เราดื่มนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นน้ำที่มาจากท้องฟ้า

Paul Csogi/Unsplash

มีคำสอนหนึ่งของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ กล่าวว่า ‘A cloud never dies’ หรือบางทีก็เรียกว่า ‘Drink your cloud’ เพราะเวลาที่น้ำระเหยขึ้นไปบนอากาศ เมื่อได้อุณหภูมิคงที่ ก็จะรวมตัวเป็นก้อนเมฆ จากนั้นก้อนเมฆจะดำรงเป็นน้ำ แล้วเราก็นำน้ำมาดื่ม

เวลาที่เรามีสติ เราจะสามารถมองเห็นเรื่องราวในรูปแบบนี้ได้อย่างลึกซึ้ง การ ‘Drink your cloud’ ดื่มก้อนเมฆที่ได้ดำรงเป็นน้ำอย่างแท้จริง ไม่ได้ดื่มความกังวล ในระหว่างที่เราดื่มชาอย่างช้าๆ ให้ลองภาวนา หายใจเข้าดื่มชาหายใจออกดื่มชา

เมื่อเราดื่มชา เรารู้สึกได้ถึงน้ำชาอุ่นๆ ค่อยๆ ไหลลงสู่ท้อง การที่เราภาวนาไปกับสิ่งเหล่านี้ ไม่ต้องอาศัยอะไรเลย มันเป็นสิ่งที่ง่ายมาก เป็นสิ่งที่เราทำอยู่แล้วในทุกวัน เราสามารถที่จะใช้การภาวนาได้ทุกที่ เพียงแต่ว่าบางทีเราก็มักจะหลงลืมมันไป

Thich Nhat Hanh and Greater Plum Village Sangha Photographer: Miheco/Flickr
Thich Nhat Hanh and Greater Plum Village Sangha Photographer: Miheco/Flickr

ที่หมู่บ้านพลัมจะมี ‘Mindfulness Bell’ จะมีเสียงระฆังดังในทุก 15 นาที เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนกลับมาอยู่กับตัวเอง เตือนให้เราได้หยุด ได้กลับมาตามลมหายใจ

หยุดในที่นี้หมายความว่า หยุดความคิด ความกังวลต่างๆ โดยใช้ลมหายใจเป็นสื่อนำจิตของเรากลับมา

เรานั่งทำงานอยู่หน้าคอมก็จริง แต่บางครั้งจิตของเราวิ่งวุ่นตลอด พระพุทธเจ้าได้สอนไว้อย่างชัดเจน ท่านได้ค้นพบสูตรอานาปานสติกลับมาตามลมหายใจให้กลับมา ความคิดความกังวลหายไปหมด หายใจเข้าชน้อมใจกลับมาสู่กาย

เมื่อลมหายใจกับกายเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือภาวะที่สมบูรณ์ของการมีสติ ภาวะที่เราอยู่ในปัจจุบันขณะได้อย่างเต็มร้อย ความสุขก็จะบังเกิดขึ้นในขณะนั้นเอง ความสุขไม่ได้อยู่ไกลเลย

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงานบนหน้าจอ เวลาจะผ่านไปเร็วมาก เราไม่รู้ตัว เราถูกกลืนไปกับโลกออนไลน์ เราต้องคอยเรียกสติให้กลับมายังตัวเรา

เมื่ออยู่บนโลกออนไลน์ ทำให้เรารู้สึกว่าต้องติดต่อสื่อสารกับคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ในขณะเดียวกันมันได้ทำให้เราขาดการสื่อสารกับตัวเอง การฝึกภาวนาจะช่วยให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับตัวเอง อีกทั้งกับผู้อื่นได้อย่างไร

การที่มีโซเชียลมีเดียและโลกออนไลน์ ทำให้เราสื่อสารกันได้รวดเร็วภายในไม่กี่วินาที แต่จริงๆ ต้องกลับมาถามตัวเองว่า มันทำให้พวกเราได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นไหม? มันช่วยทำให้เราเข้าใจกันและกันมากขึ้นไหม? ยิ่งเราสื่อสารกันผ่านสิ่งเหล่านี้ มันยิ่งทำให้เรารู้สึกห่างกันมากขึ้น เข้าใจกันน้อยลง มีความคาดหวังมากขึ้น ว่าเขาจะตอบข้อความเราทันที เขาจะกดไลค์ให้เรา หากไม่เป็นตามที่คาดหวัง ยิ่งทำให้เราเสียใจ ทำให้เราเปรียบเทียบกับคนอื่นว่าทำไมถึงพวกเขาถึงมีคนชื่นชมมากมาย

"ศิลปะลายพู่กันและหนังสือหลวงปู่ติช นัท ฮันห์”
ภาพจากนิทรรศการผลงานศิลปะลายพู่กัน

เวลาที่เราทานข้าวด้วยกัน เราไปกันเป็นครอบครัว เป็นกลุ่มเพื่อน แต่เมื่อนั่งลงทานอาหาร เราต่างอยู่กับเครื่องของตัวเอง อยู่กับโลกในจอของตัวเอง ทั้งๆ ที่กายเราอยู่ข้างหน้าพร้อมกัน แต่เราไม่ได้อยู่ด้วยกันจริงๆ นี่คือโลกสมัยใหม่ที่มันกำลังเปลี่ยนไป ซึ่งมันเป็นสิ่งที่น่าเศร้า เพราะมันทำให้เราไม่เชื่อมโยง เราต้องใช้เครื่องเหล่านี้ให้เป็น ที่จะช่วยให้เราได้เชื่อมโยงกันจริงๆ ไม่ใช่ให้เครื่องมาใช้เรา

เพราะฉะนั้นการสื่อสารที่สำคัญที่สุด คือการรู้วิธีที่จะสื่อสารกับตัวเอง

ราต้องรู้วิธีที่จะกลับมาหาตัวเองให้ได้ การที่เราสามารถที่จะนั่งตรงนี้ และให้กายเราได้อยู่ตรงนี้จริงๆ น้อมใจของเราให้กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ โดยใช้ลมหายใจเป็นสะพานเชื่อม หายใจเข้าฉันมาถึงแล้วหายใจออกฉันมาถึงบ้านในเรือนใจของฉันอย่างแท้จริง…. นี่คือการสื่อสารที่เราต้องฝึก นี่คือไอโฟนที่สำคัญที่สุดในตัวเรา

เมื่อเราสามารถสื่อสารกับตัวเองได้ เมื่อเราใช้เครื่องมือเหล่านี้ มันก็คือการที่เรารู้จักใช้มันเพื่อเป็นประโยชน์ ที่จะส่งสารกับผู้อื่น แต่ตอนนี้ ส่วนใหญ่เราไม่สามารถที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับตัวเอง มันทำให้เราเกิดความเหงา ทำให้เราไม่รู้จักตัวเอง เมื่อเราเกิดอาการเหงา เราจึงเข้าไปยังเครื่องเหล่านี้ เพื่อการติดต่อคนอื่น โพสอะไรบางอย่าง เพื่อรอการตอบกลับมาทำให้เราชื่นใจ เราเข้าไปพึ่งสิ่งเหล่านั้น เพราะเราไม่สามารถที่จะเชื่อมพันธ์กับตัวเองได้ แล้วมันก็ทำให้เราออกไปแสวงหาสิ่งต่างๆ ที่อยู่ข้างนอก ซึ่งจริงๆ แล้ว มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย

Robin Worrall/Unsplash

คำไทยสมัยก่อนบอกว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถตนเป็นที่พึ่งแห่งตน หากเรามีพื้นฐานในความสามารถที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับตัวเองได้ เวลาเราใช้เครื่องเหล่านี้ มันก็จะช่วยเรา เพราะเรามีอะไรที่จะสื่อออกไป เราไม่ได้ว่างเปล่าข้างใน แต่ส่วนใหญ่เราว่างเปล่าข้างในเราจึงใช้เครื่องเหล่านี้ มันจึงดูดเราออกไปยังโลกอื่น

คนเราเสพเรื่องราวต่างๆ ออนไลน์ หรือใช้ในการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชีวิต สุขภาพ การเมือง เมื่อเราผูกติดกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น ทำให้ไม่สามารถกลับมาสื่อสารกับตัวเองได้อย่างชัดเจน จริงๆ แล้วเรามีเครื่องมือสื่อสารที่ไม่ต้องไปซื้อที่ไหน พระพุทธเจ้าได้สอนไว้อย่างชัดเจนแล้ว กับการกำหนดลมหายใจ ให้กลับมาอยู่ตรงนี้อย่างเต็มร้อย

คำสอนของหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ที่ว่า ‘Please call me by my true names’ นั้นหมายความว่าอย่างไร

เวลาที่เราเกิดความรู้สึก อารมณ์อะไรก็ตามแต่ เราก็จะสามารถเรียกชื่ออาการนั้นได้อย่างถูกต้อง เหมือนอย่างที่ท่านบอกว่า ‘Please call me by my true names’ การที่เราสามารถเรียกอาการนั้นได้อย่างชัดเจนว่าคืออะไร ไม่ใช่การกลบเกลื่อนความรู้สึก

“การที่เราสามารถเรียกชื่ออาการที่เรากำลังเป็นอยู่ได้อย่างถูกต้อง เราจะสามารถดูแล จัดการมันได้ง่ายขึ้น”

เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันตัวเอง ก็ต้องการที่เราต้องรู้วิธีที่จะสื่อสารกับตัวเอง ที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับตัวเอง เวลาที่เราอยู่ในโลกออนไลน์ เราเก่งที่จะสื่อสาร เชื่อมสัมพันธ์กับคนในโลกออนไลน์ แต่ถ้าเราไม่มีความสามารถที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับตัวเองได้ เราก็จะถูกโลกออนไลน์กลืนหายไปในนั้น

ทุกวันนี้คนมากมายมีความเครียด เป็นโรคซึมเศร้า ทั้งหมดนี้เกิดจากการขาดการสื่อสารกับตัวเอง การฝึกภาวนาจะช่วยทำให้กลับมาเบิกบานอีกครั้งได้อย่างไร

การภาวนาเป็นยาแก้ความเครียด ความกังวลได้ดีที่สุด เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันขณะ เราจะเห็นดอกไม้ เรารู้สึกว่าเราอยู่กับมันได้อย่างเต็มร้อย เราสามารถชื่นชมความงามของดอกไม้ได้ เรามีรอยยิ้มที่ได้เห็นดอกไม้ มันสามารถช่วยเพิ่มความเบิกบานในขณะนั้นได้ทันที โดยไม่ต้องใช้ยาในการช่วยเลย

Irina Iriser/Unsplash

คนที่มีอาการซึมเศร้า เพราะว่าเขาไปหล่อเลี้ยงความซึมเศร้าในตัวเอง ในช่วงอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะด้วยการรับข่าวสาร ที่ไม่ได้เชื่อมกับตัวเอง วิถีชีวิตที่ใช้ การพักผ่อน การนอนหลับ ความสัมพันธ์กับคนอื่น เมื่อหลายสิ่งสะสมทับถมกัน ก็จะยิ่งทำให้เพิ่มความเป็นซึมเศร้า เวลาที่คนเป็นซึมเศร้า สมองจะไม่เปิด ทำให้ยิ่งเก็บตัวมากขึ้น

เพราะฉะนั้นถ้าเราฝึกภาวนา แล้วเราสามารถที่แสดงให้เขาเห็น กับการอยู่กับเขาในปัจจุบันขณะได้อย่างเต็มร้อย เราไม่ต้องพูดอะไรมากเลย เรามีความสดใส เบิกบาน เขาจะรับพลังงานในตรงนี้ได้ เขาจะซึมซับ แล้วรู้สึกว่าเขาอยู่กับเราแล้วสบายใจ ปลอดภัย ได้รับพลังงานแห่งความเบิกบานและสดชื่น เขาจะเข้าหาเราเรื่อยๆ แล้วสักวันจะถามเองว่าทำได้อย่างไร แล้วเราก็จะสามารถแนะนำเขาได้ เราไม่ต้องสอนอะไร เราอาจจะชงชาให้ดื่ม ดื่มอย่างมีสติ สัมผัสได้ถึงความรักจากชาวเขา ความสดชื่นที่ได้รับจากการดื่มชา คำพูดของเราดึงเขามาอยู่ในปัจจุบันขณะ มันเป็นคำสอนในตัว เหมือนอย่างที่เรานั่งสนทนากันในตรงนี้

การฝึกสติหรือ ‘Mindfulness’ จะช่วยในเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

“เรื่องสติ หรือ Mindfulness เป็นเรื่องที่เราสามารถที่จะอยู่ในปัจจุบันขณะได้อย่างเต็มร้อย การฝึกฝนลมหายใจจะเป็นสะพานเชื่อมจิตและกายของเราให้กลับมาอยู่ในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่เรียบง่ายมาก และสามารถทำได้ทุกคน แต่หลายครั้งที่เรามักจะหลงลืม เมื่อเราสามารถอยู่กับตรงนั้นได้อย่างเต็มร้อย จะกลายเป็นพลังแห่งสติ กลายเป็นพลังแห่งสมาธิ พอมีสมาธิอย่างต่อเนื่อง ก็จะสามารถอยู่กับงานได้อย่างเต็มร้อย เราจะสามารถเข้าใจแต่ละโจทย์ได้อย่างถ่องแท้ เมื่อเราไม่ได้วอกแวก ปัญญาก็จะเกิด”

ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่แค่การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน มันช่วยชีวิตของเรา เวลาที่เราฝึกปฏิบัติ มันเป็นวิถีชีวิต เรามองว่าเราอยากทำให้วิถีชีวิตของเราดีขึ้น เมื่อเราภาวนา ได้กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะได้อย่างเต็มร้อย ก็จะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นไปทั้งหมด

เพราะฉะนั้นการฝึก Mindfulness อย่างถ่องแท้นั้น สามารถลงลึกไปยังการดำเนินชีวิต

การที่เรามีวิธีการดำเนินชีวิตแบบนี้ คือการมีความตระหนักรู้สูง เมื่อเรามีความตระหนักรู้สูง เราก็จะรู้ว่า การกระทำของเรา มันจะส่งผลให้เกิดความสุขหรือทุกข์ได้อย่างไร นี่ก็คือสิ่งที่คนไทยเรียกว่าศีลหรือ ศีล 5 คือพื้นฐานของการเจริญสตินั่นเอง เมื่อเรามีพื้นฐานเหล่านี้แล้ว ชีวิตของเราก็จะมีความสุข มีความตระหนักรู้มากขึ้น ถึงผลของการกระทำว่าจะส่งผลต่อตัวเราและต่อผู้อื่นอย่างไรในอนาคต

หากเรานำเรื่อง Mindfulness เพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเฉยๆ ก็จะไม่ลงลึก และจะยิ่งทำให้ติดกิเลส เพราะเมื่อดำรงชีวิตจริงๆ กลับไม่รักษาศีล เพราะพื้นฐานชีวิตไม่ได้มีความตระหนักรู้ มันก็ไม่ได้มีความเต็มเปี่ยมในทุกขณะ

เรื่อง Mindfulness มันลงลึกไปถึงวิธีการดำเนินชีวิต คือพื้นฐานการรักษาศีล หากเราไม่มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตอย่างมีสติ เรื่อง Mindfulness ก็จะเป็นเพียงเทคนิคเท่านั้นเอง เหมือนกับเครื่องมืออย่างอื่น

Mindfulness คือพื้นฐานของการดำเนินชีวิต คือการรักษาศีล คือการที่เรามีความตระหนักรู้มากขึ้น

หมู่บ้านพลัมกับนิทรรศการผลงานศิลปะลายพู่กัน

คำสอนจากภาพผลงานศิลปะลายพู่กันนั้นเรียบง่าย สามารถนำไปปรับใช้ได้ง่าย โดยหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้เข้าถึงได้ ด้วยการจัดนิทรรศการในกรุงเทพฯ หากเดินทางไปที่หมู่บ้านพลัมที่ปากช่อง เราจะมีคณะสงฆ์กว่า 200 รูป จะสัมผัสได้ถึงพลัง เราจะล่องไปยังสายน้ำแห่งการปฏิบัติไปด้วยกัน เมื่อเราปฏิบัติที่นั่น เราจะเข้าถึงความสงบและเข้าถึงคำสอนได้ง่ายขึ้น คำสอนโดยพื้นฐานของหมู่บ้านพลัม ก็คือการกลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ กลับมาอยู่กับกายและใจ เป็นประตูหนึ่งที่ทำให้เรารู้ซึ้ง และถึงแก่น ต้องมาสัมผัสด้วยตนเอง

นิทรรศการ “ศิลปะลายพู่กันและหนังสือหลวงปู่ติช นัท ฮันห์” จัดเป็นครั้งที่ 2 ในประเทศไทยแต่นับว่าเป็นครั้งแรกในเอเชีย ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร  โดยไม่ต้องลงทะเบียน

 

อ้างอิงข้อมูลบางส่วนจาก: หมู่บ้านพลัมประเทศไทย

Jen is the editor at Techsauce, focusing on writing stories that explore the important question. In particular, she covers business, technology, including areas like machine learning, and AI as well as its applications for social good. Other areas of interest include global affairs, future of work and education.

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe