Contact us
Search
Generic filters
Exact matches only
Filter by Custom Post Type

Keyword Trend : iPhoneSummitBlockchainTechsauceWordpress

4 นาที

รวมข้อมูลบริการส่งของในไทย เปรียบเทียบจุดเด่นและราคา ใครตอบโจทย์ E-Commerce มากกว่ากัน1 min read

Posted by
Posted date ตุลาคม 20, 2017

ธุรกิจ E-Commerce ในประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด และนั่นทำให้เกิดธุรกิจส่งของมากมายหลายรูปแบบที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด หลายคนคงจะสับสนไม่น้อยกับตัวเลือกที่มากมายจนไม่รู้ว่าข้อแตกต่างของแต่ละผู้ให้บริการคืออะไรบ้าง และควรจะใช้บริการอันไหนดี ราคาน่าคบหาแค่ไหน และการให้บริการเจ้าไหนน่าโดนใจกว่า วันนี้ Techsauce ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆ มาเปรียบเทียบกันให้เห็นกันชัดๆ รวมทั้งความเห็นจากผู้ที่ใช้บริการจริง อย่างร้านค้าออนไลน์ชื่อดังที่ต้องส่งของแตกต่างกันไปทั้ง เสื้อผ้า รองเท้า และอาหาร ว่าพวกเขาเลือกใช้บริการของใครกัน

บริการขนส่งที่สนับสนุนด้าน E-Commerce โดยตรง (E-Commerce Fulfillment) สามารถแบ่งออกมาหลักๆ ได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้บริการส่งพัสดุในกรุงเทพและต่างจังหวัด (ใช้เวลา 1-5 วันทำการ) และ กลุ่ม application ที่ให้บริการโดยมอเตอร์ไซค์ภายในกรุงเทพและปริมณฑล (ส่งของภายใน 1 ชั่วโมง)

กลุ่มผู้บริการส่งพัสดุในกรุงเทพและต่างจังหวัด

เริ่มจากกลุ่มแรกคือผู้ให้บริการที่ส่งของไปทั่วประเทศโดยใช้เวลาประมาณ 1-5 วันทำการ เหมาะกับร้านค้า E-Commerce ที่มีลูกค้าอยู่ทั่วประเทศ หรือในกรุงเทพที่ไม่ได้รีบใช้สินค้าด่วน โดยเจ้าหลักๆ ที่ให้บริการด้านนี้ คือ ไปรษณีย์ไทย, Kerry Express, SCG Express, Alpha Fast และ Ninja Van 

ไปรษณีย์ไทย

ขาดไม่ได้แน่นอนกับเจ้าเก่าแก่ที่ให้บริการมาอย่างยาวนาน และเป็นรัฐวิสาหกิจเพียงเจ้าเดียว ที่มีจุดให้บริการทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่คู่แข่งเจ้าอื่นยังมาล้มได้ยาก ระยะเวลาส่งของ 1-5 วันทำการ มีทั้งส่งแบบ EMS แบบลงทะเบียน และแบบธรรมดา

สำหรับการส่งพัสดุไปรษณีย์แบบ EMS ใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1-2 วัน ซึ่งส่วนใหญ่ในกรุงเทพจะใช้เวลาเพียงแค่ 1 วันคือรับในวันรุ่งขึ้น สามารถติดตาม Track พัสดุได้ แต่ไม่เป็น real-time

การคิดราคาของไปรษณีย์ไทยจะคิดจากการชั่งตามน้ำหนัก โดยส่งแบบธรรมดา ราคาเริ่มต้นที่ 25 บาท และส่งแบบ EMS ราคาเริ่มต้นที่ 30 บาท

บริการเสริมพิเศษ

การส่งแบบ EMS จะมีประกันความเสียหายให้ไม่เกิน 2,000 บาท ในขณะที่ถ้าส่งแบบลงทะเบียน จะมีประกันชดใช้ไม่เกิน 300 บาท แต่จากประสบการณ์จริงของผู้ใช้หลายคนก็ยังรู้สึกว่าการจะเคลมประกันแต่ละทีมันช่างยากเย็นปวดหัวและใช้เวลานานเหลือเกินเลยทีเดียว

Kerry Express

คู่แข่งสำคัญของไปรษณีย์ไทย ที่เน้นให้บริการธุรกิจ E-Commerce กับผู้ขายสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ (Home-Shopping Channels) ในประเทศไทยโดยเฉพาะ ระยะเวลาการจัดส่ง ส่งวันนี้ถึงพรุ่งนี้ 99.9% ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

จุดเด่น

สิ่งที่พิเศษสำหรับ Kerry คือการส่งวันเดียวถึงและระบบการโทรศัพท์เข้าไปเพื่อคอนเฟิร์มเวลาและที่อยู่ก่อนเข้าไปจัดส่ง และมีจุดให้บริการมากมายทั้ง พาร์เซลช็อป (Parcel Shops) และ ตู้ล็อคเกอร์ที่ลูกค้าสามารถรับ – ส่งพัสดุได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยตู้ล็อคเกอร์นี้ได้ติดตั้งไว้ตามอาคารสำนักงานและที่พักอาศัยกว่า 100 แห่งในกรุงเทพฯ

ค่าบริการเริ่มต้นที่ 30 บาททั้งแบบซองกระดาษและแบบกล่อง

บริการเสริมพิเศษ

บริการส่งก่อนเที่ยงคืน /บริการรับพัสดุถึงที่/บริการตีคืนพัสดุ /บริการ Bangkok Same Day/บริการ Easyship และ บริการส่งก่อนเที่ยงวัน หลังจากลูกค้าได้ทำการจองรถเข้ารับพัสดุ เจ้าหน้าที่ของ Kerry จะเข้ารับพัสดุภายใน 2 ชั่วโมงและทำการจัดส่งถึงปลายทางในวันเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีประกันความเสียหายให้ไม่เกิน 2,000 บาท หรือสามารถซื้อประกันเพิ่มได้ด้วย

SCG Express

มาถึงทางเลือกใหม่ที่มีบริการโดดเด่นน่าสนใจจาก SCG ที่ให้บริการด้วย TA-Q-BIN (ทัค-คิว-บิง) หรือ บริการขนส่งพัสดุย่อยแบบเร่งด่วนถึงบ้าน (Door to Door Parcel Delivery) ที่จัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไป

จุดเด่น

มีจุดเด่นที่บริการเสริมทั้ง TA-Q-BIN, Cool TA-Q-BIN, Document TA-Q-BIN, TA-Q-BIN Collect และ Farm to table แค่ฟังชื่อก็ดูหลากหลายน่าสนใจแล้ว แถมยังสามารถติดตามสถานะสินค้าได้ผ่านทางเว็บไซต์และ mobile application ด้วย

บริการเสริมพิเศษ

บริการเสริมที่น่าสนใจมากๆ ของ SCG Express คือ บริการจัดส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ (เฉพาะในเขตกรุงเทพ) ที่สามารถส่งของสดและอาหารได้ด้วย รวมถึงบริการ Farm to table หรือบริการส่งพืชผลทางการเกษตร ตรงถึงบ้าน ที่พร้อมจะไปรับ พืช ผัก ผลไม้ หรือ อาหารทะเลจากหน้าฟาร์มมาส่งให้ผู้บริโภคเลย

นอกจากนี้ยังมีบริการส่งเอกสาร บริการเก็บเงินปลายทาง และคุ้มครองกรณีพัสดุเสียหายหรือสูญหายสูงสุดถึง 3,000 บาท

Alpha Fast

ผู้ให้บริการที่ออกตัวว่าเน้นส่งของให้กับร้านค้าออนไลน์โดยให้บริการแบบ Door to Door เข้ารับของถึงที่ โดยสามารถเรียกเข้าไปรับของได้ง่ายๆ จากแอปพลิเคชัน Alpha Sender โดยสามารถตั้งเวลาเข้ารับแบบประจำวันทุกวันได้ด้วย แต่ทั้งนี้ Alpha Fast ให้บริการด้วยตัวเองเพียงแค่ในกรุงเทพ นนทบุรี, สมุทรปราการ, ปทุมธานี เท่านั้น สำหรับการส่งของไปต่างจังหวัด Alpha Fast จะใช้บริการของไปรษณีย์ไทย

จุดเด่น

นอกจากจะสามารถตั้งเวลาให้เข้ารับแบบประจำทุกวันได้แล้ว ยังมีบริการเก็บงานปลายทางที่รับทั้งเงินสดและบัตรเครดิตด้วย

Ninja Van

Ninja Van ถือเป็นเจ้าใหม่ไฟแรงที่ Techsauce เคยมีบทสัมภาษณ์มาให้ผู้อ่านได้รู้จักกันก่อนหน้านี้

จุดเด่น

Ninja Van ชูจุดเด่นด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในระบบโลจิสติกส์และมุ่งเน้นสนับสนุนธุรกิจ e-commerce เป็นหลัก โดยบริษัทต่างๆ สามารถผสาน API ของ Ninja Van เข้ากับระบบ เพื่อจัดการคำสั่งซื้อ และติดตามสถานะการจัดส่งแบบ Real-time ได้อย่างแม่นยำ และรวดเร็ว มีการให้บริการแบบ 1-3 วันและแบบ Next day แถมค่าบริการในตอนนี้ก็ยังเป็นราคาโปรโมชันที่ถูกกว่าเจ้าอื่น

บริการเสริมพิเศษ

มีบริการจ่ายเงินปลายทาง รวมถึงสามารถเชื่อมต่อระบบ API เข้ากับบริษัทได้ด้วย

กลุ่ม application ที่ให้บริการส่งของโดยมอเตอร์ไซค์ภายในกรุงเทพและปริมณฑล

มาถึงกลุ่มที่สองที่ไม่ได้มีเพียงแค่ลูกค้าที่เป็น E-Commerce เท่านั้นที่ใช้บริการ แต่บุคคลทั่วไปก็ใช้บริการนี้กันบ่อยๆ ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะลืมของไว้ที่บ้าน หรือต้องส่งของต่างๆ โดยด่วนไปในพื้นที่กรุงเทพผ่านบริการบนแอปพลิเคชัน Startup ชื่อดังหลายๆ เจ้าที่เรารู้จักกันดี วันนี้เรามาดูกันว่า ใครที่น่าจะตอบโจทย์เราได้ดีกว่ากัน

Grab

เริ่มจากเจ้าที่ชื่อน่าจะคุ้นหูกันดีอย่าง Grab ที่ให้บริการทั้งแทกซี่ และมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และแบบส่งของ เราจะมาดูกันในส่วนของ Grab Bike (Delivery) ว่ามีรูปแบบการบริการอย่างไรบ้าง

จุดเด่น

Grab มีชื่อเสียงกับค่าบริการเริ่มต้นที่ถูกกว่าเจ้าอื่น โดยเฉพาะเมื่อส่งของในระยะสั้นๆ หรือในเมือง โดยค่าบริการเริ่มต้นเพียงแค่ 35 บาท แล้วบวกเพิ่มตามระยะทาง โดยมีการจำกัดน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม

Lalamove

Lalamove มีสิ่งที่พิเศษกว่าผู้ให้บริการทางมอเตอร์ไซค์เจ้าอื่นตรงที่มีกล่องใส่อาหารให้ สามารถตั้งเวลาให้มารับของล่วงหน้าได้ และมีแพ็คเกจพิเศษสำหรับสมาชิกและลูกค้าธุรกิจ โดยสามารถเลือกแมสเซนเจอร์คนโปรดที่ทำงานดีให้รับงานก่อนได้ ราคาเริ่มต้นที่ 48 บาท และบวกเพิ่มตามระยะทางและมีขั้นต่ำที่ 60 บาทต่อการเรียกหนึ่งครั้ง

จุดเด่น

Lalamove ถือว่ามีจุดเด่นที่การบริการเพิ่มเติมที่มีการกำหนดราคาเอาไว้ให้อย่างละเอียด อย่าง Purchase service ที่แมสเซนเจอร์ช่วยซื้อของให้โดยลูกค้าได้ตาม order ที่กรอกไว้, Round trip สำหรับทริปไป-กลับ คิดราคาเพิ่มแบบ fixed price ที่ 75 บาท, Document Processing, Mailing Service และบริการเก็บเงินปลายทาง นอกจากนี้ยังมีประกันวงเงินที่ 2,000 บาท

Line Man

Line Man เริ่มมาจากบริการไปซื้ออาหารจากร้านอาหารต่างๆ ทั่วกรุงเทพและไปส่ง delivery ให้ถึงที่ โดยใช้บริการแมสเซนเจอร์ของ Lalamove โดยตอนนี้มีบริการใหม่ล่าสุด ส่งของโดยแมสเซนเจอร์คล้ายๆ กับเจ้าอื่นๆแล้วด้วย ค่าบริการเริ่มที่ 48 บาทเช่นเดียวกับ Lalamove

จุดเด่น

ถึงแม้ว่าราคาเริ่มต้นจะเทียบไม่ได้กับ Grab แต่จุดเด่นอยู่ที่ยิ่งส่งทางไกลยิ่งถูก!! เพราะฉะนั้นเหมาะกับคนที่ต้องส่งของไปไกลๆ เพราะให้ราคาดี แถมยังชอบมี code ลดราคาอยู่เรื่อยๆ ด้วย

Skootar

มาถึงเจ้าที่องค์กรหรือบริษัทต่างๆ อาจจะใช้บริการกันอยู่เป็นประจำเพราะโดดเด่นในเรื่องของการดำเนินเอกสารสำคัญๆ และสามารถจองเวลาได้ก่อนล่วงหน้า Skootar มีระบบรับการชำระเงินแบบหลากหลายทั้ง ใบเสร็จ เงินสด บัตรเครดิต หรือวางบิลจ่ายเดือนละครั้ง

จุดเด่น

สามารถเชื่อมต่อ API เพื่อรับส่งข้อมูลได้ สามารถเพิ่มจุดส่งของได้ถึง 10 จุดในหนึ่งครั้งที่เรียก โดยมีบริการเสริมฟรีๆ อย่างเดินเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล และยังสามารถนำเงินฝากเข้าบัญชีให้ได้ด้วย เรื่องความน่าเชื่อถือจึงถือเป็นอันดับหนึ่งสำหรับ Skootar

เปรียบเทียบราคา

Techsauce ได้ลองใส่สถานที่เพื่อเทียบราคาพื้นฐานของผู้ให้บริการแมสเซนเจอร์โดยมอเตอร์ไซค์ทั้ง 4 เจ้ามาให้ดูกัน

ครั้งแรกเราลองใส่สถานที่ในเมืองและระยะทางใกล้ๆ จากสยามไปทองหล่อ โดยที่ไม่มีการใช้ code ลดราคาใดๆ

เมื่อเทียบราคากันในระยะทางใกล้ๆ Grab จะราคาถูกที่สุด ถัดมาคือ Line Man และ Lalamove ส่วน Skootar จะแพงกว่าเจ้าอื่น

ครั้งที่สอง เราลองใส่สถานที่ไปส่งของที่ไกลออกไปนอกเมือง โดยตั้งจากสยามไปฟิวเจอร์พาร์ครังสิต

มีข้อสังเกตที่น่าสนใจมากคือ เมื่อลองตั้งสถานที่ในระยะไกลแล้ว กลับกลายเป็นว่าผู้ให้บริการที่แพงที่สุดคือ Grab ส่วน Lalamove กับ Line Man คิดบริการถูกที่สุด โดยราคาต่างกันมากเป็นเกือบเท่าตัวเลยทีเดียว

ความคิดเห็นจากร้านค้าออนไลน์

สุดท้ายเรามาลองฟังความคิดเห็นจากผู้ใช้งานจริง โดยเราได้สัมภาษณ์ร้านค้าออนไลน์ที่มี followers หลักครึ่งแสน อย่างร้าน La Vanetta ที่ขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปสำหรับผู้หญิง ร้าน Salmon ฺBox Delivery  ขายปลาแซลมอนสด และ Seoulchicss ที่ขายรองเท้า ว่าด้วยรูปแบบสินค้าที่แตกต่างกัน พวกเขาเลือกใช้บริการของใครและเหตุผลคืออะไร

เชื่อว่าทุกท่านน่าจะต้องใช้บริการส่งของกันทุกวัน ปกติใช้บริการกับเจ้าไหน?

La Vanetta: ไปรษณีย์ไทย Grab และ Line Man

Salmon Box: Lalamove เป็นหลัก และ Line Man เป็นช่องทางเสริมสำหรับลูกค้าใน กทม ที่ต้องการจ่ายเงินสด

SeoulChicss: Alpha สำหรับลูกค้าในกรุงเทพ กับไปรษณีย์ไทยสำหรับลูกค้าต่างจังหวัด

เพราะอะไรถึงใช้บริการเจ้านี้ อะไรคือข้อดี?

La Vanetta: ใช้ไปรษณีย์ไทยเพราะว่าเป็นรัฐวิสาหกิจที่มีความน่าเชื่อถือสูง มีจุดให้ส่งเยอะ ถ้าส่งต่างจังหวัดหรือที่ไกลๆ ราคาไม่แพง ems สามารถ track ตามได้ ส่วน Grab เริ่มใช้เพราะมีโค้ดลดราคาเยอะ และมีระบบ messenger ส่งของภายในวันเดียว รวดเร็วทันใจ ระยะใกล้ภายในกทม. ราคาสมเหตุสมผล (แต่ grab ยิ่งไกลจะยิ่งแพง ถ้าระยะไกลจะใช้ line man) สามารถจ่ายบัตรเครดิตได้ แต่สำหรับ Lineman ใช้เพราะขนส่งระยะไกล (ภายในกทม.) หารถง่ายกว่า Grab

Salmon Box: ใช้ Lalamove เป็นหลัก เพราะมี application ที่ใช้งานง่าย พนักงานขับรถมีเยอะ มีประกันของเสียหาย (วงเงิน 2,000 บาท) ที่สำคัญ มีกล่องเก็บอาหาร (ตรงนี้ที่บริษัทอื่นไม่มี) และสามารถเลือกเวลารับ/ส่งของได้ สำหรับ Line Man พนักงานขับรถใช้ของบริษัท Lalamove เช่นกัน มีความสะดวกในการจัดส่งอาหาร พนักงานขับรถติดต่อกับลูกค้าเอง ลูกค้ากรอกที่อยู่จัดส่งเอง ย่นระยะเวลาในการตอบ line ที่สำคัญ สะดวกในการจ่ายชำระเงิน

SeoulChicss: ถูกใจบริการของ Alpha เพราะ ราคาถูกกว่าส่งไปรษณีย์ ปกติใช้กล่องขนาด C,D ในการใส่รองเท้าต่อคู่ และชอบที่ไม่ต้องรีบไปไปรษณีย์ให้ทันเวลา บางวันส่งของเยอะมากทำให้ขนไปส่งเองไม่สะดวก อีกทั้งยังประหยัดเวลาในการแพคสินค้าไม่ต้องผูกเชือกทุกกล่อง

อยากให้บริการเหล่านี้พัฒนาอะไรเพิ่มเติมไหม?

La Vanetta: สำหรับไปรษณีย์ไทย อยากให้ส่งลงทะเบียนสามารถ track ตามสินค้าได้ (อาจจะแค่จุดใหญ่ๆ) เพราะลูกค้าไม่ทราบว่าจะต้องอยู่รอรับของวันไหน ส่วน Grab อยากให้หาผู้ให้บริการตามชานเมือง หรือที่ไกลๆเมืองให้มากขึ้น สำหรับ Line Man อยากให้จ่ายบัตรเครดิตได้

Salmon Box: ข้อเสียของ Lalamove เป็นเรื่องความรับผิดชอบของพนักงาน บางทีมาไม่ทันเวลา หรือบางทีรถเสียแล้วไม่แจ้ง ซึ่งอันนี้น่าจะเป็นที่บุคคล ไม่ใช่บริษัท ถ้าบริษัทพัฒนาบุคลากรได้ จะดีมากๆ สำหรับ Line Man ข้อเสียคือไม่สามารถสั่งอาหารได้เกิน 1,000 บาทได้ (อยากให้พัฒนาตรงจุดนี้ จะได้เพิ่มฐานลูกค้า)

SeoulChicss: สำหรับ Alpha อยากให้รับสินค้าในหลายขนาด และมีบริการในการรับสินค้าไปต่างจังหวัดแบบด่วน พร้อมเพิ่มจำนวนพนักงานรับสินค้า

หวังว่าบทความนี้จะทำให้เห็นภาพกันชัดเจนมากขึ้นสำหรับผู้ที่อาจจะยังลังเลว่าควรเลือกใช้บริการของใครดี แต่ทั้งนี้ผู้ให้บริการต่างๆ ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันออกไป อยู่ที่ว่าบริการแบบไหนจะถูกใจและตอบโจทย์ลูกค้าธุรกิจในแต่ละแบบมากกว่ากัน แต่จริงๆ แล้วนอกจากบริการพิเศษอื่นๆ ที่แต่ละรายพยายามจะชูให้แตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญก็คือการส่งของไปให้ถึงที่หมายโดยที่ของไม่พังเสียหาย และรวดเร็วตรงเวลา เท่านี้เชื่อว่าลูกค้าก็แฮปปี้มากแล้ว

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe