จากวงการบันเทิง สู่ Angel investor บทสัมภาษณ์พิเศษคุณพอล ภัทรพล | Techsauce
Contact us
2

จากวงการบันเทิง สู่ Angel investor บทสัมภาษณ์พิเศษคุณพอล ภัทรพล1 min read

Posted by
Posted date มกราคม 25, 2016

บทสัมภาษณ์สุด Exclusive กับคุณพอล ภัทรพล ศิลปาจารย์ จากนักแสดงชื่อดัง สู่นักธุรกิจ นักลงทุนเน้นคุณค่า และล่าสุดกับการปรากฏตัวในบทบาท angel investor ใน STYLHUNT

เชื่อว่าทั้งคนบันเทิง คน Startup และคนทั่วๆไปคงอยากทราบที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านี้ เรามาร่วมพูดคุยกับคุณพอลถึงการพลิกบทบาทในครั้งนี้กันดีกว่าค่ะ

paul-pattarapon-exclusive-talk-stylhunt

คุณพอลช่วยอัปเดตชีวิตปัจจุบันหน่อยค่ะ ตอนนี้ทำงานอะไรบ้างคะ

ความจริงต้องบอกว่า ผมเกษียณตั้งแต่ตอนอายุ 35 แล้ว (ตอนนี้ผมอายุ 37 ครับ) เนื่องจากทุกวันนี้ผมมีเงินปันผลจากหุ้น จากอสังหาที่เป็นค่าเช่าที่ เป็นรายได้แบบ passive income จากทรัพย์สินที่เก็บสะสมมาตั้งแต่สมัยที่ยังทำงานครับ

กลับมาคำถามที่ว่าแล้วช่วงนี้ผมทำอะไรอยู่บ้าง หลักๆก็คงจะเป็น

  1. เขียนหนังสือเล่มต่อไป สอนวิธีเกษียณเร็วปีละประมาณ 3-4 ครั้ง
  2. ท่องเที่ยวทั่วไทยและรอบโลก ให้เวลากับครอบครัว
  3. เรียนเพิ่มเติมในสิ่งที่สนใจ เช่น ลงเรียนคอร์สต่างๆทั้งที่ไม่ใช่ออนไลน์และคอร์สออนไลน์ ผมสนใจด้าน Finance และด้านอื่นๆด้วย เช่น anti aging เห็นมีสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มีคนรู้จักของผมเรียนอยู่ คิดว่าน่าสนใจเหมือนกันครัว
  4. งานเพื่อสังคมต่างๆที่เราสนใจ เช่น การให้ทุนการศึกษาเด็กๆ

ส่วนงานในวงการบันเทิงอย่างการเป็นพิธีกรหรือนักแสดง ตอนนี้ไม่ได้ทำแล้วครับ

อะไรคือจุดเปลี่ยนสู่การเป็นนักลงทุน

อย่างที่คนส่วนใหญ่ทราบผมทำงานในวงการบันเทิงมาก่อน เป็นทั้งนักแสดงและพิธีกร เป็นงานที่ดี แต่ผมก็ทราบดีว่างานที่ผมทำอยู่ เป็นการทำงานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง หมายความว่าผมเอาแรงเอาเวลาไปแลกเงิน คือฉันต้องไป ถ้าฉันไม่ได้ไปฉันไม่ได้เงิน ถ้าฉันหยุด เงินก็หยุด เมื่อตระหนักได้ผมก็เลยเปลี่ยนงาน เปลี่ยนมาเป็นงาน หา”ห่านทองคำ” ที่ออกไข่มาเป็น”ไข่ทองคำ” คือการลงทุนครั้งเดียวแล้วเก็บไข่เก็บผลผลิตได้เรื่อยๆ ( passive income ) เหมือนอย่างหนังสือที่ผมเขียน “เหนื่อยชั่วคราว สบายชั่วโครต”

คุณพอลลงทุนกับอะไรบ้าง

ผมลงทุนในตลาดหลักทรัพย์บ้าง ในอสังหาริมทรัพย์บ้าง หรือแม้กระทั่งการเขียนหนังสือซึ่งมันก็เป็นห่านเหมือนกัน แถมยังได้ใช้ความรู้ใช้ปัญญาด้วย

ส่วนเรื่องการลงทุนในธุรกิจ ผมก็มีลงทุนทั้งในธุรกิจที่สร้างเงิน อย่าง STYLHUNT ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง และในธุรกิจที่ไม่ได้สร้างเงินด้วย เช่นหนังสารคดีที่เพื่อนผมทำ คือผมไม่ได้ลงในธุรกิจสารคดีนี้เพราะหวังผลตอบแทน แต่คิดว่ามันเป็นสารคดีที่จะสร้างความแตกต่างให้กับประเทศไทย กับอีกอย่างคือเรื่องการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนครับ

เพราะอะไรถึงสนใจลงทุนในธุรกิจ Startup

ผมเชื่อว่าธุรกิจ Startup นี่แหละคือโอกาสใหม่ของประเทศไทย ผมคิดว่าประเทศไทยควรเปลี่ยนจากการเกษตร หรือการรับจ้างผลิต ที่เป็นการแข่งกันแต่ที่ค่าแรงมาทำอย่างอื่น เพราะพอประเทศอื่นค่าแรงถูกกว่า อย่างเช่น จีน เวียดนาม เราก็จะต่อสู้กับเขาไม่ได้ เราน่าจะปรับสู่ทิศทางใหม่ สร้างงาน สร้างคน ที่สามารถต่อสู้กับเวทีโลกได้ ซึ่งผมคิดว่า Tech Startup เป็นธุรกิจที่แฟร์ เพราะใครๆก็ต้องเริ่ม develop จากศูนย์เหมือนกัน และไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ เป็นการแข่งขันกันที่ปัญญา เรื่องเงินทุนก็สามารถหาได้มากขึ้นในปัจจุบัน ซึ่ง STYLHUNT เป็นตัวอย่างที่ดีมาก มีเงินทุนจากญี่ปุ่น อินเดีย สิงคโปร์อินโดนีเซียและประเทศไทย วิ่งมาหา เมื่อมีไอเดียที่ดีเงินทุนจะวิ่งมาเสมอ

มองในมุมธุรกิจ ผมเข้าใจว่าก็มีความเสี่ยงนะ แต่ผลตอบแทนก็สามารถสูงมากเช่นกัน และการขยับมาลงทุนกับ Startup ด้วย ก็ช่วยให้ผมกระจายพอร์ตการลงทุนด้วย ผมชอบแนวทางของ Ashton Kutcher ครับ ผมว่าเขาฉลาด

paul-pattarapon-stylhunt

แล้วอะไรคือเหตุผลที่เลือกลงทุนใน STYLHUNT

ปกติเวลาผมจะลงทุนกับอะไรผมจะแบบสามเหลี่ยมกลับหัวก่อน คือเริ่มจากมองภาพใหญ่ก่อนนั่นก็คือตลาด STYLHUNT เกี่ยวข้องกับการช็อปปิ้งเสื้อผ้า และ e-commerce ผมว่ามันถูกเทรนด์ทั้งคู่ ถามว่าในอนาคตคนจะช็อปปิ้งน้อยลงไหม? ผมว่าไม่นะ ช็อปปิ้งคงไม่หายไปจากโลกนี้แน่ๆ ส่วนในเรื่องการซื้อของออนไลน์ เราเองก็เห็นได้ว่าสิบปีที่แล้วกับปัจจุบัน มันเปลี่ยนมาทิศทางนี้มากขนาดไหน และในสิบปีข้างหน้า ผมก็ชัวร์ว่าไปอะไรๆก็จะไปทางออนไลน์มากขึ้น แม้แต่คนที่มีชื่อเสียงอย่างดารา หรือนักกีฬา ก็เลือกที่จะทำธุรกิจและขายของกันมากขึ้น มีทั้งอาหารคลีน เวย์โปรตีน เครื่องสำอาง และอื่นๆอีกมากมาย ผมจึงมั่นใจว่าเรื่องการขายของออนไลน์เป็นอะไรที่มาจริงๆ

ต่อมาก็คือตัวบริษัท หลักการลงทุนของผมคือเหมือนผมซื้อทั้งบริษัท เหมือนผมเป็นเจ้าของ และผมต้องสามารถเห็นภาพบริษัทนี้ในอีกห้าปีสิบปีข้างหน้า และจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมได้รู้จักกับบริษัทก็คือคุณแซม CEO ของ STYLHUNT ผมกับแซมเรารู้จักกันอยู่ก่อนแล้ว เราเรียนที่ Sasin เหมือนกันแต่อยู่คนละรุ่น แซมเป็นคนที่โดดเด่นมาก เก่ง ฉลาด และที่สำคัญคือเป็นคนดีด้วย เราก็คุยกันในหลายๆเรื่อง กีฬาบ้าง ภาพยนตร์บ้าง จนมีอยู่วันนึงผมเห็นข่าวเขาได้รางวัลการประกวด Startup ที่สิงคโปร์ ผมก็ได้นัดแซมพบปะพูดคุยกัน ได้ฟังแซมเล่าถึงสิ่งที่ตัวเองทำ พอได้ฟังผมก็หลงรักในธุรกิจ ก็เลยแสดงความสนใจ อยากขอร่วมลงทุนด้วย

แต่ความจริงก่อนที่ผมจะลงเงิน ผมเองก็ต้องการจะได้รู้จักกับคนทั้งทีมก่อน สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับทีมนี้ก็คือ

  • เป็นคนที่มี Passion กับสิ่งที่ทำมากๆ แม้ว่าผมจะลองถามคำถามล่อ แต่ทุกคนก็ยืนยันว่าจะทำในสิ่งๆนี้
  • คนในทีมมีประสบการณ์จริงกับการซื้อขายออนไลน์ โดยมีสามคนที่เป็น Power seller ของ eBay ซึ่งการจะเป็นได้มันไม่ใช่ง่ายๆเลย
  • การทำงานมี Research รองรับชัดเจน พวกเขาทำ Research กันดีมาก เข้าใจสถานการณ์ของคนไทย เข้าใจ Pain points ต่างๆอย่างดี

สุดท้ายคือตัว Product ที่มี Solution ที่ตอบโจทย์ Pain points ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น คนขายของที่ทำการตลาดกับ STYLHUNT จะจ่ายค่าการตลาดต่อเมื่อมี conversion เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ผมว่าดีมาก

สรุปก็คือ ทีมดี ผลงานดี ตัวเลขดี ถูกเทรนด์ เหตุผลทั้งหมดนี้ประกอบกัน ทำให้ผมมั่นใจที่จะลงทุนด้วย

นอกจากเรื่องเงินลงทุนแล้ว คุณพอลกับ STYLHUNT มีความร่วมมืออะไรกันอีกบ้างคะ

ผมลงเงินลงทุนอย่างเดียวครับ ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการบริหารแต่อย่างใด แต่ในทีมก็น่ารักครับ มาพูดคุยและขอคำแนะนำจากผมอยู่บ้าง แต่ผมเองมั่นใจในตัวพวกเขาอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่ว่าจะทำอะไรพวกเขาจะทำได้ดีแน่นอน

สนใจลงทุนใน Startup อีกรึเปล่าคะ

STYLHUNT ไม่ใช่ Tech Startup ตัวเดียวที่ผมลง มีอีกสองสามเจ้าที่กำลังคุยอยู่ มีทั้งไทยและต่างประเทศ ความจริงผมไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็น Angel investor แต่ละที่มาจากเพื่อนๆแนะนำเข้ามาเพราะเห็นเราสนใจลงทุน หลังจากที่ Refer แนะนำมา ผมก็จะศึกษาทำความรู้จักก่อนลงทุน ในอนาคตก็คิดว่าคงจะมีเข้ามาอีกเรื่อยๆ

Startup แบบไหนอีกที่คุณพอลสนใจ

Industry ที่สนใจก็จะมี Finance, Wellness & Health, Beauty และ Education ครับ

สำหรับ Finance ผมมั่นใจว่าคนรุ่นใหม่สนใจเรื่องการเงินการลงทุนกันมากขึ้น เห็นได้จากงาน Money Expo ในอดีตกับปัจจุบันก็เปลี่ยนไปเยอะ จำนวนคนมางานเยอะขึ้นมาก อายุของคนที่มาก็เด็กลงเรื่อยๆ สมัยนี้คนสนใจและมีความรู้เรื่องการเงินการลงทุนกันมากขึ้น

ส่วนเรื่องสุขภาพและความงาม จะยิ่งโตขึ้นอีกในอนาคต Wellness & Health เองก็เข้ากับ Aging society หรือสังคมผู้สูงวัยที่กำลังเกิดขึ้น

ผมชอบลงทุนในธุรกิจ vision ไม่ใช่ธุรกิจ fashion

Education ผมก็ว่าน่าจะไปได้ดี เพราะโลกเริ่มเข้าใจแล้วว่า การศึกษาในโรงเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอ

สิ่งที่อยากฝากกับผู้อ่าน

อยากฝากให้เปิดโลกทัศน์เรื่องการทำงาน ประเทศไทยน่าจะพอแล้วกับการเป็นโรงงานผลิต ยางพาราเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก คือถ้าจีนทำได้ก็จบ ด้วยเทคโนโลยีในอนาคต ประเทศอื่นเองก็คงจะสามารถปลูกข้าวได้ดี ต้องรีบปรับตั้งแต่ตอนนี้ จะได้แข็งแรงในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ผมคิดว่าการเรียนดีในมหาวิทยาลัย เพื่อไปทำงานประจำดีๆ  มันคือแนวทางของยุคอุตสาหกรรม ซึ่งหมดยุคแล้ว เดี๋ยวนี้ใครๆก็จบตรี ใครๆก็เรียนโท เดี๋ยวเอกก็จะมีจบมากันเยอะแยะ แต่สุดท้ายก็ต้องเจอเพดานเงินกันอยู่ดี

และผมก็คิดว่างานประจำเองไม่ได้มั่นคงเสมอไป วิธีการอย่าง M&A / Take over เกิดขึ้นกับธุรกิจได้ง่ายมาก คุณสามารถตกงานได้ในวันเดียว ผมอยากแนะนำให้คนทำงานประจำคู่กับงานส่วนตัว คู่กับ SME หรือคู่กับ Startup ก็ได้ อย่างน้อยถึงจะ Fail ก็ยังได้ประสบการณ์

 

Orn Smith is a former executive editor of Techsauce who is passionate about digital businesses and has digital content as her core expertise. She is currently a co-founder of ‘Content Shifu’, a hub of resources in inbound and digital marketing, as well as a content director at ‘Magnetolabs’ a company that empowers businesses to magnetize more online customers.

Comments

comments

Sign-up for exclusive content. Be the first to hear about ConvertPlug news.
Subscribe