ส่องเส้นทางสู่การเป็น Influencer บน Instagram กับ TikTok แบบละเอียด | Techsauce
ส่องเส้นทางสู่การเป็น Influencer บน Instagram กับ TikTok แบบละเอียด

กันยายน 8, 2022 | By Connext Team

หลายคนมีความใฝ่ฝันอยากเป็น Influencer ที่มีชื่อเสียงบน TikTok และ Instagram เพราะชอบถ่ายรูปสวยๆ หรือชอบเต้นและคิดคอนเทนต์อะไรสนุกๆ แต่จริงๆ แล้วการเป็น Influencer ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เนื่องจากจะต้องมีการวางแผนและกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อสร้างแบรนด์ตั้งแต่เริ่มต้น

บางคนยังไม่รู้ว่างานเบื้องหลังของการเป็น Influencer เต็มเวลาจะต้องเผชิญกับอะไรบ้าง ถึงแม้ว่าเส้นทางอาชีพนี้อาจจะดูมีความเสี่ยง แต่ก็ยังมีขั้นตอนที่เป็นรูปธรรมหลายอย่างที่จะช่วยเปลี่ยนความชอบนี้ให้กลายเป็นงานประจำได้ Influencer ที่จะประสบความสำเร็จได้ก็มักจะเริ่มจากการคิดว่าสิ่งที่ตัวเองชอบคืออะไรและคอนเทนต์แบบไหนเหมาะกับความสามารถของตนเองมากที่สุด

วันนี้ ConNEXT จะพาไปสำรวจเส้นทางของการเป็น Influencer ผ่านประสบการณ์ของ Talia Lichtstein เป็นผู้ที่ทำรายการ “stuff that I hate” เป็นเนื้อหาเชิงเสียดสีโดยทั่วไป และ Audrey Trullinger เป็นคนที่ชื่นชอบความตลกจึงหันมาใช้โซเชียลมีเดียสร้างวิดีโอตลกเพื่อสร้างความสุขให้กับคนอื่นๆ ซึ่งทั้งคู่มีผู้ติดตามบน TikTok กว่าหนึ่งล้านคน 

Influencer

สิ่งที่ทำให้ Influencer ประสบความสำเร็จคืออะไร?

กลยุทธ์สามประการที่ทำให้ Influencer ใน TikTok ประสบความสำเร็จ มีดังนี้

กลยุทธ์แรก : การสร้างอารมณ์ให้กับคนดู

ห้าอารมณ์ที่จะช่วยให้เข้าถึงคนดูได้คือ ความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ ความโกรธ และการสร้างแรงบันดาลใจ

กลยุทธ์ที่สอง : การสร้างความใกล้ชิด

การทำให้ผู้ชมรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเจ้าของแอคเคาท์เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราเห็นการสร้างคอนเทนต์แบบดิบๆ มากขึ้นบน TikTok กับ Instagram หรือแม้กระทั่งบน YouTube ก็รู้สึกได้ถึงความเรียลมากขึ้น

กลยุทธ์ที่สาม : ความมีประโยชน์ 

แอคเคาท์ดังๆ หลายแอคเคาท์บน TikTok นั้นคล้ายๆ กับแอคเคาท์ดังๆ บน YouTube คือ การตอบคำถามที่ผู้คนอยากรู้หรือคำถามที่หาคำตอบยาก

เมื่อวิเคราะห์ถึงสมการความสำเร็จของ Talia Lichtstein แล้ว จะเห็นได้ว่าเธอสามารถจุดประกายอารมณ์ให้กับคนดูได้ (ความโกรธ) อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกสนิทสนมกับผู้ชมไปพร้อมๆ กัน ส่วน Audrey Trullinger ก็ทำให้เกิดอารมณ์ (เสียงหัวเราะ) และสามารถสร้างใกล้ชิดกับคนดูได้เช่นกัน

หากคุณต้องการสร้างคอนเทนต์ ให้ใช้เวลาหาสมการความสำเร็จของตัวเอง และวางแผนว่าจะใช้กลยุทธ์ทั้งสาม คือ อารมณ์ ความใกล้ชิดสนิทสนม และความมีประโยชน์ เพื่อสร้างแบรนด์ของคุณได้อย่างไร

Just do it! อย่ากลัวที่จะลงมือทำ

ขั้นตอนที่หลายคนกลัวมากที่สุดขั้นตอนหนึ่งคือ การโพสต์คอนเทนต์แรกออกไปให้คนอื่นเห็น เนื่องจากกลัวถูกตัดสินจากเพื่อนๆ แต่คำแนะนำจาก Influencer ทุกคน คือ ให้เริ่มต้นทำมันซะ แล้วก้าวข้ามความกลัวนั้นไปให้ได้

ทุกคนต่างก็เคยเจอ Hater บนโลกออนไลน์ แม้ว่าจะไม่เคยทำอะไรผิด แม้ว่าจะแค่เพียงแค่โพสต์ความคิดเห็นบน TikTok แต่เมื่อคิดจะมาเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงฟีดแบ็กทั้งในด้านดีและไม่ดีได้ แต่สิ่งที่สามารถทำได้เมื่อล้มลงคือการมีความกล้าที่จะทำมันต่อไป

ทำอย่างไรให้มีผู้ติดตามเยอะๆ ?

Sam O'Brien ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Affise กล่าวว่า กุญแจสำคัญของการโพสต์ที่ประสบความสำเร็จคือการสร้างคอนเทนต์ที่อิงตามฟีดแบ็กจากผู้ชม เพราะนอกจากจะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มแล้ว ยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในโพสต์ด้วย 

นอกจากนี้ จากข้อมูลของ Shopify.com พบว่า วิธีต่อไปนี้คือวิธีที่ดีที่สุดในการเพิ่มจำนวนผู้ติดตามบน Instragram 

1. โพสต์ Reels เป็นประจำ: Instagram กำลังส่งเสริมฟีเจอร์ใหม่อย่าง Reels และมีแนวโน้มว่าจะผลักดันคอนเทนต์แนวนี้มากขึ้น หากสามารถสร้างคอนเทนต์ที่ดีได้ ก็มีโอกาสที่แอคเคาท์ของคุณจะไปปรากฏอยู่หน้าแอคเคาท์ของคนอื่นๆ เช่น โพสต์ที่แนะนำ เป็นต้น

2. โปรโมทคอนเทนต์ในช่องทางอื่นๆ: หากใช้แพลตฟอร์มอื่นๆ เช่น TikTok หรือ YouTube จะช่วยสร้างการมีส่วนร่วมกับโพสต์ของคุณได้มากขึ้นผ่านการโพสต์ในแอคเคาท์ทั้งหมดของคุณ

3. ใช้แฮชแท็กที่เหมาะสม: การใช้แฮชแท็กยอดนิยมที่ตรงตามเป้าหมายมากกว่าการใช้แฮชแท็กเยอะๆ จะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถเห็นคอนเทนต์ของคุณได้มากขึ้น

4. ใช้แท็กตำแหน่ง: การเพิ่มแท็กตำแหน่งที่ตั้งจะช่วยให้ผู้ติดตามใหม่ๆ ค้นพบโพสต์ของคุณได้มากขึ้นเมื่อคนเหล่านั้นเดินทางไปในพื้นที่นั้นๆ

5. จัดระเบียบสตอรี่ให้เป็นไฮไลท์: ไฮไลท์จะช่วยให้ผู้ติดตามและคนอื่นๆ ได้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประเภทคอนเทนต์ที่คุณโพสต์ได้ เมื่อเห็นแล้วสนใจก็จะทำให้มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น

หากคุณกำลังเริ่มใช้ TikTok ก็มีเคล็ดลับเพิ่มยอดติดตามจาก Shopify.com เช่นกัน

1. มีจุดเริ่มที่ดี: ปัจจัยอย่างหนึ่งที่ TikTok จะโปรโมทวิดีโอคือการดูว่าผู้ใช้ดูวิดีโอของคุณจบหรือไม่ ดังนั้นคุณจะต้องทำวิดีโอด้วยการเข้าประเด็นตั้งแต่ 2-3 วินาทีแรก เพื่อดึงดูดผู้ชมให้ดูคลิปจนจบ

2. เน้นสร้างวิดีโอสั้นๆ มากกว่า: เนื่องจากอัตราการดูวิดีโอจนจบเป็นปัจจัยสำคัญในการโปรโมทวิดีโอ ดังนั้นจึงควรเน้นสร้างวิดีโอสั้นๆ ดีกว่า

3. โพสต์ในเวลาที่เหมาะสม: โพสต์ในช่วงเวลาที่ผู้ติดตามของคุณมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วมในโพสต์ โดยวิเคราะห์จาก TikTok ของคุณว่าโพสต์ช่วงเวลาไหนแล้วผู้ชมมีส่วนร่วมมากที่สุด

4. ใช้แผ่นเสียงที่ได้รับความนิยม: TikTok ให้ความสำคัญกับเสียงมาก ดังนั้นหากใช้แผ่นเสียงที่ได้รับความนิยมก็จะทำให้คอนเทนต์ของคุณขึ้นหน้าฟีดได้มากขึ้น

5. ใช้คีย์เวิร์ดในแคปชั่น: ใช้แคปชั่นอธิบายให้ชัดเจนว่าโพสต์นั้นเกี่ยวกับอะไร โดยไม่ยาวเกินไป สิ่งนี้จะช่วยดึงดูดความสนใจและทำให้ผู้ชมหยุดดูได้มากขึ้น

จะเริ่มทำเงินจากวงการนี้อย่างไร?

เมื่อมีผู้ติดตามที่มั่นคงแล้ว ขั้นตอนต่อไปคุณก็จะสามารถเริ่มหาเงินได้ โดยการทำข้อตกลงกับแบรนด์ต่างๆ เช่น การรับเงินเพื่อโปรโมทผลิตภัณฑ์หรือแบรนด์ในแอคเคาท์ของคุณ วิธีนี้เป็นวิธีที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด 

หากคุณมีแบรนด์ในใจและต้องการร่วมงานกับแบรนด์เหล่านั้น สิ่งที่ควรทำคือการเพิ่มประสิทธิภาพของแอคเคาท์ ทั้งในเรื่องการเพิ่มจำนวนผู้ชม เพิ่มการมีส่วนร่วม และให้ข้อมูลที่ชัดเจน นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการใส่ประวัติบนไบโอ เพราะแบรนด์ต่างๆ มักจะใช้ประวัติตรงนี้ในการค้นหาแบรนด์แอมบาสเดอร์

อีกสิ่งหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญคือ แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะชอบโพสต์ตลกๆ หรือบางโพสต์ผู้ติดตามชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่านั่นจะเป็นสิ่งที่แบรนด์กำลังมองหา จำไว้ว่า Influencer ที่แบรนด์จะยอมจ่ายเงินให้ คือ Influencer ที่ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจกับทุกอย่างที่เคยโพสต์ไป

Influencer ควรมีผู้จัดการหรือไม่?

สิ่งหนึ่งที่ Influencer หลายคนเน้นย้ำคือให้มองหาผู้จัดการที่จะมาช่วยเจรจาและทำความเข้าใจสัญญาต่างๆ ที่กำลังจะเซ็นกับแบรนด์ต่างๆ เพื่อที่คุณจะได้มีเวลาไปโฟกัสกับการสร้างคอนเทนต์และการสร้างแอคเคาท์ให้เติบโตมากยิ่งขึ้น การมีผู้จัดการจะช่วยแบรนด์ในระยะยาวได้ เพราะหากไม่มีผู้จัดการ คุณอาจจะต้องเจอความเสี่ยงต่างๆ เช่น การอ่านสัญญาผิด เป็นต้น 

เมื่อทำเงินได้แล้วยังไงต่อ?

เมื่อเริ่มหาเงินจากโซเชียลมีเดียได้แล้ว ให้นำเงินที่ได้มาไปออมหรือกลับมาลงทุนในแบรนด์ของตัวเอง โดยอาจจะเริ่มจากการเรียนรู้วิธีจัดการเงิน เนื่องจากรายได้ของการเป็น Influencer ในแต่ละเดือนไม่เท่ากัน ซึ่งทำให้ยากต่อการวางแผนและการออมเงิน

“ฉันตัดสินใจหาบัตรเครดิต การลงทุน และบัญชีออมทรัพย์ที่ให้ค่าตอบแทนสูง” Trullinger กล่าว “ทุกครั้งที่ได้ค่าจ้าง ฉันจะนำเงิน 15% ของเงินที่ได้ไปฝากไว้บัญชีออมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง เพื่อเก็บไว้เป็นเงินสำรองในเดือนที่ไม่ได้รับค่าจ้างมากขนาดนั้น” 

คนที่จะมาเป็น Influencer แบบจริงจัง ควรใช้เวลาในการค้นหาทางเลือกทางการเงินที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง อีกทั้งยังควรระมัดระวังในการใช้จ่ายแม้ว่าเงินนั้นจะเป็นเงินที่เอาไปใช้ในการพัฒนาอาชีพของคุณก็ตาม เนื่องจากวงการนี้เป็นวงการที่มีการแข่งขันสูง ทุกวันนี้มีคนที่ต้องการเป็น Influencer มากมาย และในอนาคตก็จะยิ่งทวีคูณขึ้น ดังนั้นจึงต้องมีการวางแผนให้ดี

จากการเป็น Influencer แบบ Part-time สู่ Full-time

ทั้ง Lichtstein และ Trullinger ต่างก็เริ่มเส้นทางการเป็น Influencer ตั้งแต่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เมื่อเรียนจบจึงหันมาประกอบอาชีพด้านนี้แบบเต็มเวลาด้วยการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนและสามารถทำการตลาดได้ ผ่านการโฟกัสที่ความสามารถของตนเอง 

การเปลี่ยนจากการหาเงินในโซเชียลมีเดียชั่วครั้งชั่วคราวมาเป็นงานประจำจะต้องมีการค้นคว้าหาข้อมูลอย่างละเอียดว่าต้องทำอาชีพไหนถึงจะโดนใจผู้ติดตามมากที่สุด เช่น บางคนอาจจะหันไปทำพอดแคสต์หรือรายการโชว์ ซึ่ง Lichtstein ได้เซ็นสัญญาทำงานพอดแคสต์ เพื่อทำให้รายได้มีความมั่นคงและสม่ำเสมอมากขึ้น หรือบางคนอาจจะหันไปทำอย่างอื่น เช่น การแสดง การพูดในที่สาธารณะ การเขียนหนังสือ การสร้างหลักสูตรฝึกอบรม หรือการขายผลิตภัณฑ์ของตนเอง เพื่อสร้างกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ๆ ได้ด้วย

ใครๆ ก็เป็น Influencer ได้?

หลายคนก่อนที่จะกลายมาเป็น Influencer ต่างก็เคยคิดว่าการเป็น Influencer สำหรับเขามันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะการจะทำอาชีพนี้ได้จะต้องเป็นกลุ่มคนที่มีเสน่ห์ที่จะสามารถดึงดูดผู้ติดตามเยอะๆ ได้ ผ่านการแชร์ชีวิตของตัวเองในโลกออนไลน์ แต่ในความเป็นจริงแล้วการเป็น Influencer ก็เหมือนกับการเป็นผู้ประกอบการที่มีความขยันในการใช้ความสามารถของตัวเองเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ

วงการนี้เป็นวงการที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถทำตามแพชชั่นและสร้างไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับแต่ละคนได้ ถ้าหากอยากทำก็ควรเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่อค้นหาเส้นทางที่ใช่สำหรับตัวเอง ยิ่งลงมือทำมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น

อ้างอิง CNBC