
คำขอลงทุนจากต่างประเทศที่ยื่นเข้ามาในไทยช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 47% แต่สำหรับ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัวเลขนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะโจทย์สำคัญกว่าคือจะทำอย่างไรให้คำขอเหล่านั้นกลายเป็นการลงทุนจริง
หนึ่งในแนวทางที่เขาพูดถึงคือการลดขั้นตอนและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน พร้อมสร้างเงื่อนไขให้เงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาช่วยพัฒนาขีดความสามารถของคนไทยและธุรกิจในประเทศ
ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาในหัวข้อ Building Resilience in a Fragmented World ซึ่งจัดขึ้นในการประชุมประจำปี IMF และกลุ่มธนาคารโลก ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2026
บนเวทีเดียวกันยังมี Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF, Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก และ Riikka Purra รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองว่าแต่ละประเทศควรรับมืออย่างไรในวันที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความแตกแยกและความไม่แน่นอนมากขึ้น

ดร.เอกนิติ เริ่มต้นด้วยการอธิบายว่าโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเดิมที่ประเทศและบริษัทต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจเป็นอันดับแรก วันนี้ความมั่นคงกลับกลายเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อน
หลายประเทศจึงเริ่มกระจายตลาดและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่ง แม้จะต้องแลกกับต้นทุนที่สูงขึ้นก็ตาม เขาเรียกแนวโน้มนี้ว่า Buying Resilience หรือการยอมจ่ายเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อเศรษฐกิจผ่านสามช่องทางหลัก ได้แก่ การค้า การเงิน และการลงทุน
ในด้านการค้า ดร.เอกนิติยกตัวอย่างประเทศไทยซึ่งเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางส่วนหนึ่ง เมื่อเกิดความผันผวนในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา ไทยจึงต้องปรับตัวด้วยการนำเข้าพลังงานจากแอฟริกาตะวันตกและลาตินอเมริกาเพิ่มขึ้น
เขาเปรียบการค้าระหว่างประเทศว่าไม่ต่างจากสายน้ำ เมื่อไหลไปเจอกำแพง น้ำก็จะหาทางไหลอ้อมไปจนได้ และแม้บางประเทศเลือกสร้างกำแพงกีดกันทางการค้า ไทยก็จะพยายามสร้างสะพานเชื่อมข้ามกำแพงเหล่านั้น
ส่วนด้านการเงิน เขาชี้ให้เห็นว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นส่งผลกระทบต่อแต่ละประเทศไม่เท่ากัน โดยยกตัวอย่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญของต้นทุนการระดมทุนภาครัฐ
ในช่วง 7–8 เดือนที่ผ่านมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 60 basis points หรือ 0.6 จุดเปอร์เซ็นต์ ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุเท่ากันเพิ่มขึ้น 120 basis points หรือ 1.2 จุดเปอร์เซ็นต์
ดร.เอกนิติมองว่าความแตกต่างดังกล่าวสะท้อนการตอบสนองของตลาดต่อวินัยการคลังที่ไทยรักษามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างว่านโยบายเศรษฐกิจที่แต่ละประเทศดำเนินมาส่งผลต่อความสามารถในการรับมือกับวิกฤตอย่างไร
แต่สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากกว่าคือ ผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน
เขาใช้แนวคิด K-shaped Economy อธิบายโดยเปรียบเศรษฐกิจเป็นเส้นที่แยกออกเป็นสองทิศทางคล้ายตัวอักษร K
ประเทศขนาดใหญ่และบริษัทขนาดใหญ่มีทรัพยากรเพียงพอที่จะปรับตัว และอาจได้รับประโยชน์จากความเปลี่ยนแปลง จึงอยู่บนเส้นที่พุ่งขึ้น ขณะที่ประเทศเล็ก ธุรกิจ SMEs และประชาชนรายย่อยกลับเผชิญข้อจำกัดในการปรับตัว ทำให้เสี่ยงตกอยู่บนเส้นที่เคลื่อนลง
สำหรับประเทศไทย ดร.เอกนิติมองว่าอยู่ในตำแหน่งตรงกลางระหว่างสองกลุ่ม และสามารถใช้จุดยืนนี้ทำหน้าที่เป็น Trusted Connector หรือ ‘ตัวเชื่อมที่ไว้ใจได้’ ระหว่างประเทศขนาดใหญ่กับประเทศขนาดเล็ก
อย่างไรก็ตาม การทำหน้าที่ดังกล่าวต้องเริ่มจากการสร้างความไว้วางใจทั้งหมดสองส่วน
ส่วนแรกคือความไว้วางใจระหว่างประเทศ โดยไทยยังยึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนกฎเกณฑ์ร่วมกัน
ส่วนที่สองคือความไว้วางใจภายในประเทศ เพราะการเปิดรับการค้าและการลงทุนจากต่างชาติจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อสามารถเชื่อมโยงโอกาสเหล่านั้นมาสู่ประชาชนและธุรกิจในท้องถิ่น
ในด้านการลงทุน ดร.เอกนิติระบุว่าไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการที่นักลงทุนทั่วโลกพยายามกระจายความเสี่ยง โดยคำขอลงทุนจากต่างประเทศในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้น 47%
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้ต้องการเพียงให้ตัวเลขคำขอเพิ่มขึ้น แต่ต้องการเปลี่ยนความสนใจเหล่านั้นให้กลายเป็นการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง ผ่านการลดขั้นตอนและอุปสรรคด้านกฎระเบียบ
เขายังระบุว่าการลงทุนภาคเอกชนของไทยขยายตัวมากกว่า 10% ติดต่อกันสองไตรมาส โดยเชื่อมโยงความคืบหน้าดังกล่าวเข้ากับความพยายามของรัฐบาลในการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน
อีกหนึ่งโอกาสที่เขายกขึ้นมาคืออุตสาหกรรม AI ซึ่งไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกแล้ว โดยการส่งออกที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม AI เติบโต 40% ในช่วงครึ่งแรกของปี ตามตัวเลขที่เขาระบุบนเวที
ดร.เอกนิติใช้คำว่า Turn Capital into Capabilities หรือการเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นขีดความสามารถ โดยมองว่าไทยต้องใช้โอกาสจากการลงทุนต่างชาติมาพัฒนาทักษะแรงงาน ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และเชื่อมธุรกิจท้องถิ่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
หนึ่งในเครื่องมือที่เขาพูดถึงคือโครงการ Skill Bridge ซึ่งเชื่อมความต้องการบุคลากรของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนกับมหาวิทยาลัยในประเทศ เพื่อให้การพัฒนาทักษะของคนไทยสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่
นอกจากนี้ เขาระบุว่าไทยยังใช้มาตรการจูงใจการลงทุนเป็นเครื่องมือผลักดันให้โครงการลงทุนใหม่มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการฝึกอบรมบุคลากรไทย
ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดเรื่องการสร้างความไว้วางใจภายในประเทศที่ ดร.เอกนิติกล่าวถึง เพราะหากประชาชนและธุรกิจท้องถิ่นมองเห็นประโยชน์จากการเปิดรับการลงทุนระหว่างประเทศ ก็จะช่วยสร้างพื้นฐานของความร่วมมือในระยะยาว

อีกประเด็นสำคัญของเวทีมาจาก Ajay Banga ประธานกลุ่มธนาคารโลก ซึ่งอธิบายว่าเหตุใดเงินลงทุนภาคเอกชนจึงมีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศกำลังพัฒนา
Banga เริ่มจากตัวเลขประชากร โดยระบุว่าในอีก 12–15 ปีข้างหน้า จะมีประชากรในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ราว 1,200 ล้านคนทยอยมีอายุครบ 18 ปี
คนกลุ่มนี้จำเป็นต้องมีโอกาสทำงานและสร้างรายได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการจ้างงานในบริษัทขนาดใหญ่เสมอไป แต่อาจเป็นการประกอบอาชีพอิสระหรือการทำเกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัญหาคือเงินภาครัฐเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการสร้างโอกาสให้คนจำนวนมหาศาล เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านการคลัง ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
เขาจึงเปรียบการระดมทุนเพื่อการพัฒนาเหมือนเก้าอี้สามขา ซึ่งต้องอาศัยทั้งเงินภาครัฐ เงินทุนเพื่อการกุศล และเงินลงทุนภาคเอกชนทำงานร่วมกัน
แต่คำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เงินเอกชนยอมเข้ามาลงทุนในประเทศหนึ่ง ? Banga อธิบายว่ามีเงื่อนไขสำคัญสามประการ
เงื่อนไขแรก คือโครงสร้างพื้นฐานต้องพร้อม
โครงสร้างพื้นฐานในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงถนน สะพาน สนามบิน ระบบไฟฟ้า น้ำประปา และระบบดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคนอย่างการศึกษา การพัฒนาทักษะ และระบบสาธารณสุขด้วย
Banga ยกประสบการณ์สมัยบริหารบริษัทเอกชนว่า หากมีประเทศให้เลือกลงทุน 10 ประเทศ และมี 5 ประเทศที่ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้ดีกว่าอีก 5 ประเทศ เงินลงทุนย่อมมีแนวโน้มไหลไปยังกลุ่มแรก
เงื่อนไขที่สอง คือกติกาต้องชัดเจนและเอื้อต่อการทำธุรกิจ
เขาพูดถึงความสำคัญของธรรมาภิบาล ตั้งแต่หลักนิติธรรม กฎหมายแรงงาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายล้มละลาย ไปจนถึงขั้นตอนการจัดตั้งธุรกิจ
Banga ยกตัวอย่างสมมติว่า หากประเทศหนึ่งต้องใช้ใบอนุญาตถึง 61 ใบในการเปิดโรงแรม ขณะที่อีกประเทศใช้เพียง 7 ใบ นักลงทุนจะเลือกนำเงินไปลงทุนที่ไหน ยิ่งระบบกฎหมายและกฎระเบียบซับซ้อนมากเท่าไร นักลงทุนก็ยิ่งมีต้นทุนสูงขึ้น และยากที่จะคาดการณ์ผลตอบแทนหรือความเสี่ยงจากการลงทุนได้อย่างมั่นใจ
เงื่อนไขที่สาม คือการลดความเสี่ยงให้กับเงินลงทุนภาคเอกชน
เมื่อประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานและกติกาที่เหมาะสมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้เครื่องมือทางการเงินช่วยลดความเสี่ยง เพื่อเปิดทางให้เงินทุนเอกชนเข้ามาได้มากขึ้น
Banga อธิบายว่ากลุ่มธนาคารโลกกำลังดำเนินมาตรการหลายด้าน ตั้งแต่การสร้างความแน่นอนด้านกฎระเบียบ การประกันความเสี่ยง การขยายการให้เงินทุนในสกุลเงินท้องถิ่น ไปจนถึงการที่ธนาคารโลกเข้ามารับความเสี่ยงลำดับแรกบางส่วน
นอกจากนี้ ยังมีความพยายามพัฒนารูปแบบสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ให้กองทุนบำเหน็จบำนาญและบริษัทประกันสามารถเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น
เขาระบุว่าความพยายามเหล่านี้เริ่มเห็นผล โดยกลุ่มธนาคารโลกสามารถระดมทุนเอกชนเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ได้ 1.12 แสนล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา เพิ่มจาก 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อสามปีก่อน
Banga เปรียบความคืบหน้านี้เหมือนก้อนหิมะที่เริ่มกลิ้งลงเนินและค่อย ๆ สะสมแรงส่งมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เงินทุนยังไม่ได้กระจายไปถึงทุกประเทศอย่างเท่าเทียมกัน
เขาระบุว่าประเทศรายได้ปานกลางหลายแห่งสามารถดึงเงินลงทุนเอกชนได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำที่สุด รวมถึงประเทศเปราะบางที่เผชิญความขัดแย้ง ยังแทบไม่เห็นการเติบโตของเงินลงทุนกลุ่มนี้
สำหรับประเทศเหล่านั้น Banga มองว่าคำตอบสำคัญอยู่ที่การสนับสนุนธุรกิจขนาดจิ๋ว ขนาดเล็ก และขนาดกลาง หรือ MSMEs ซึ่งเขาระบุว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่สร้างงานประมาณ 75% ทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
กลุ่มธนาคารโลกจึงประกาศยุทธศาสตร์ด้าน MSME ในวันเดียวกับที่เขาขึ้นเวที เพื่อผลักดันให้ธุรกิจกลุ่มนี้เข้าถึงเงินทุน เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตได้มากขึ้น

ด้าน Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF มองว่าความกังวลด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมีเหตุผลรองรับ เพราะหลายสิ่งที่เคยถูกมองว่าแทบเป็นไปไม่ได้กลับเกิดขึ้นจริงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ตั้งแต่สงครามระหว่างประเทศ ไปจนถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ประเทศต่าง ๆ ไม่สามารถให้ความสำคัญเฉพาะประสิทธิภาพและต้นทุนที่ต่ำที่สุดเหมือนในอดีตได้อีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เธอเสนอว่าการรับมือกับโลกที่ไม่แน่นอนควรเริ่มจากสองเรื่องสำคัญ
เรื่องแรกคือการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงิน เธอกล่าวว่า
เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและระบบการเงินคือแนวป้องกันด่านแรกของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคง
Georgieva อธิบายว่า หากประเทศมีฐานะการคลังที่ไม่มั่นคง หรือปล่อยให้เงินเฟ้อสูงจนควบคุมไม่ได้ ต่อให้ลงทุนด้านความมั่นคงอื่น ๆ มากเพียงใด ก็อาจไม่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤต
IMF จึงย้ำกับประเทศสมาชิกว่าท่ามกลางโลกที่เผชิญแรงกระแทกบ่อยครั้งขึ้น การรักษาวินัยการคลังและการดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสมยิ่งมีความสำคัญ
เธอยังแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจขนาดใหญ่บางแห่งที่มีการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น ขณะที่เงินเฟ้อผลักให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น จนต้นทุนการชำระหนี้กลายเป็นภาระสำคัญ
เรื่องที่สองคือการกระจายความเสี่ยง แทนการพยายามพึ่งพาตัวเองทุกอย่าง
Georgieva อธิบายว่าในโลกที่เศรษฐกิจแยกออกจากกันมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ มีทางเลือกหลักสองทาง คือกระจายแหล่งพึ่งพาทางเศรษฐกิจ หรือพยายามผลิตและจัดหาทุกอย่างด้วยตัวเองจนต้องปิดประเทศจากภายนอก
เธอสนับสนุนทางเลือกแรก เพราะมองว่าความร่วมมือและการกระจายความเสี่ยงยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ในช่วงท้าย ผู้ดำเนินรายการถามว่าเธอรู้สึกประหลาดใจหรือไม่ที่เศรษฐกิจโลกยังสามารถรับมือกับวิกฤตหลายระลอกได้ดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์
Georgieva ตอบว่า IMF ไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายที่สุดมาตั้งแต่ต้น และไม่ได้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะถดถอยทั้งในช่วงเริ่มต้นสงครามการค้า และหลังเกิดวิกฤตพลังงานรอบล่าสุด
เหตุผลหนึ่งคือการค้าระหว่างประเทศสามารถปรับเส้นทางได้ คล้ายกับสายน้ำที่ไหลอ้อมสิ่งกีดขวาง ขณะเดียวกัน หลายประเทศตลาดเกิดใหม่ก็มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นจากการดำเนินนโยบายและการสะสมเงินสำรองเพื่อรับมือกับวิกฤตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่เธอเตือนว่า ความสามารถในการรับมือกับวิกฤตที่ผ่านมาไม่ควรทำให้รัฐบาลหรือผู้กำหนดนโยบายประมาท Georgieva กังวลว่าเมื่อโลกผ่านพ้นวิกฤตมาได้หลายครั้ง ผู้คนอาจเริ่มเคยชิน และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะสามารถรับมือกับแรงกระแทกครั้งต่อไปได้เอง ทั้งที่ความสามารถดังกล่าวต้องอาศัยการเตรียมพร้อมและการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง
ในมุมของ Riikka Purra รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังฟินแลนด์ ประเทศขนาดเล็กที่พึ่งพาการค้าและเศรษฐกิจโลกอย่างฟินแลนด์กำลังเผชิญความท้าทายไม่น้อยไปกว่าประเทศใหญ่
อย่างไรก็ตาม เธอไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าประเทศขนาดเล็กจำเป็นต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอไป เพราะประเทศเหล่านี้ยังสามารถพัฒนาความเชี่ยวชาญและใช้จุดแข็งของตัวเองสร้างความสำคัญในระบบเศรษฐกิจโลกได้
Purra เสนอว่าการลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจควรทำอย่างมีกลยุทธ์ โดยมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะจุดที่มีความเปราะบางสูง หรือจุดคอขวดสำคัญแทนการพยายามลดการพึ่งพาต่างประเทศในทุกด้าน
เป้าหมายควรเป็นการลดความเสี่ยงจากการถูกกดดันทางเศรษฐกิจและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ไม่ใช่การพยายามพึ่งพาตัวเองอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเธอมองว่าทั้งเป็นไปได้ยากและไม่มีประสิทธิภาพ
เธอยังเตือนว่าการให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากเกินไป หรือ Over-securitization อาจย้อนกลับมาทำลายข้อได้เปรียบของประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจเปิด
สำหรับไทย ดร.เอกนิติยกตัวอย่างความร่วมมือในอาเซียนว่า ภูมิภาคนี้มีความหลากหลายที่สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นข้อได้เปรียบได้
ตัวอย่างหนึ่งคือระบบพลังงาน โดยลาวมีทรัพยากรไฟฟ้าพลังน้ำจำนวนมาก ขณะที่สิงคโปร์มีความต้องการใช้พลังงานสูง ไทยและมาเลเซียจึงสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมการส่งพลังงานจากลาวไปยังสิงคโปร์ได้
เขามองว่านี่เป็นตัวอย่างของบทบาท Trusted Connector ที่ไทยสามารถมีส่วนร่วมได้ และสะท้อนแนวคิด Turn Diversity into Resilience หรือการเปลี่ยนความหลากหลายของอาเซียนให้กลายเป็นความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยง
ดร.เอกนิติ ระบุว่าเมื่อ AI มีบทบาทต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ประเทศในอาเซียนจำเป็นต้องเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะ (Digital Public Infrastructure) เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงและลดความเสี่ยงจากเทคโนโลยีใหม่
เขายังกล่าวถึงกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือช่วยเพิ่มความสามารถในการรับมือกับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ
แต่ความร่วมมือไม่ควรหยุดอยู่เพียงในอาเซียน ดร.เอกนิติ ยังเสนอให้ขยายความเชื่อมโยงไปยังยุโรป รวมถึงทำงานร่วมกับสถาบันการเงินระหว่างประเทศอย่าง IMF และกลุ่มธนาคารโลก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับผลิตภาพของประชาชน
ช่วงท้ายของเวทีมีอีกประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ Georgieva ชวนผู้เข้าร่วมสังเกตผ้าทอที่ใช้ตกแต่งผนังห้องประชุม ซึ่งเป็นผลงานจากชุมชนต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย
เธอมองว่าการนำผลงานเหล่านี้มาอยู่ในพื้นที่ประชุมของผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจระดับโลก เป็นเครื่องเตือนใจว่าความร่วมมือระหว่างประเทศควรเกิดขึ้นเพื่อประชาชนที่อยู่เบื้องหลังระบบเศรษฐกิจเหล่านั้น
ดร.เอกนิติ อธิบายเพิ่มเติมว่า ไทยตั้งใจนำผลงานของชุมชนจากทั่วประเทศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน เพื่อให้คนในท้องถิ่นรู้สึกว่าการเป็นเจ้าภาพประชุมระดับโลกไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว แต่เป็นโอกาสที่พวกเขาควรมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ด้วย
ขณะที่ Banga ทิ้งท้ายด้วยประเด็นเรื่องอนาคตของคนรุ่นใหม่ว่า เยาวชนไม่สามารถรอให้ผู้กำหนดนโยบายหาคำตอบทุกอย่างได้ก่อน หน้าที่สำคัญของสถาบันต่าง ๆ คือการสร้างโอกาสในการทำงาน สุขภาพที่ดี และทำให้คนรุ่นใหม่ยังมีความเชื่อมั่นต่ออนาคต
อ้างอิง: เซสชัน Thai Minister of Finance Flagship Event – Building Resilience in a Fragmented World ในงาน 2026 Annual Meetings of the IMF and the World Bank Group
หมายเหตุ: ตัวเลขเศรษฐกิจในบทความอ้างอิงตามคำกล่าวของผู้ร่วมเสวนาในเซสชัน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด