
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2026 ที่ผ่านมา Simon Wang ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Taiwan External Trade Development Council (TAITRA) หรือสภาพัฒนาการค้าต่างประเทศของไต้หวัน ขึ้นเวทีพิธีเปิดงาน TAITRONICS & AIoT Taiwan 2026 ที่กรุงไทเป พร้อมสรุปจุดแข็งของไต้หวันไว้ในประโยคเดียวว่า ‘ไต้หวันไม่ได้เก่งแค่การผลิตชิ้นส่วนของเทคโนโลยี แต่เก่งที่รู้ว่าจะประกอบชิ้นส่วนเหล่านั้นเข้าด้วยกันอย่างไร’
งาน TAITRONICS & AIoT Taiwan 2026 ที่ Techsauce ได้ไปร่วมสัมผัสในปีนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 ตุลาคม 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าหนานกั่ง โดย TAITRA จับมือกับ Taiwan Electrical and Electronic Manufacturers' Association (TEEMA) หรือสมาคมผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ไต้หวัน ภายใต้ธีม ‘Edge Intelligence Now’ ปีนี้มีผู้แสดงสินค้ากว่า 260 รายใน 480 บูธ ครอบคลุมตั้งแต่แอปพลิเคชัน AI การสื่อสารยุคถัดไป ระบบสมองกลฝังตัว และระบบพลังงานอัจฉริยะ ไปจนถึงเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
เมื่อเดินสำรวจทั่วงาน ประโยคของคุณ Simon ก็สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นในงานได้ตรงที่สุด เพราะสิ่งที่บูธส่วนใหญ่นำมาแสดงไม่ใช่ชิปที่แรงที่สุด แต่เป็นการนำ AI ไปประกอบเข้ากับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โรงงาน โรงพยาบาล และห่วงโซ่อุปทานที่กำลังขยายฐานออกนอกไต้หวัน

คุณ Simon ขยายความต่อบนเวทีว่า คุณค่าที่แท้จริงของ AI ไม่ได้อยู่ที่การแสดงว่ามันทรงพลังแค่ไหน แต่อยู่ที่การนำไปใช้ในโรงงาน ในผลิตภัณฑ์ และในงานประจำวันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งเป็นจุดที่ไต้หวันได้เปรียบ เพราะมีทั้งเซมิคอนดักเตอร์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ การผลิตด้านไอซีที และการรวมระบบอยู่ในประเทศเดียว

ด้าน Dr. Chuan-Neng Lin ประธาน TEEMA ในฐานะผู้จัดร่วม มองไปในทิศทางเดียวกันว่างานนี้ไม่ควรเป็นเพียงเวทีโชว์สินค้าทีละชิ้น แต่ต้องต่อยอดเป็นโซลูชันครบวงจรที่ผูกกับการใช้งานจริง TEEMA จึงจัดพาวิลเลียนนิคมอัจฉริยะขึ้นในงาน และกำลังเดินหน้าสร้างนิคมวิทยาศาสตร์ของตัวเองใน 4 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา โปแลนด์ เม็กซิโก และอินเดีย พร้อมพาพันธมิตรจากประเทศเหล่านั้นมาร่วมออกบูธด้วย

แรงส่งนี้ยังสะท้อนผ่านตัวเลขการค้า William Liu อธิบดีกรมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน ระบุว่าความต้องการสินค้าเกี่ยวกับ AI กำลังผลักดันการส่งออกของไต้หวัน โดยช่วง 8 เดือนแรกของปี 2026 การส่งออกคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงมีมูลค่าราว 192,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตราว 87.5% จนขึ้นเป็นสินค้าส่งออกอันดับหนึ่งของประเทศ รัฐบาลไต้หวันจึงเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐาน AI 10 ด้าน (Ten Major AI Infrastructure Projects) ควบคู่กับการตั้งศูนย์การค้าและการลงทุนไต้หวันในต่างประเทศ เพื่อช่วยให้บริษัทไต้หวันก้าวข้ามอุปสรรคด้านภาษา วัฒนธรรม และกฎระเบียบเมื่อออกไปลงทุน

ภาพที่ตรงกับคำว่าประกอบมากที่สุดในงานอยู่ที่บูธ TECO (東元電機) บริษัทเครื่องกลไฟฟ้าของไต้หวันที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1956 ซึ่งนำโซลูชันศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ (Modular Data Center) มาแสดง แนวคิดคือแยกระบบหลักของ Data Center ทั้งระบบไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และห้องเซิร์ฟเวอร์ ออกเป็นโมดูลที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์และประกอบเสร็จจากโรงงาน ก่อนนำไปติดตั้งที่หน้างาน
ข้อดีของแนวทางนี้มีสองด้าน ด้านแรกคือความเร็ว เพราะส่งมอบได้เร็วสุดในราว 6 เดือน ส่วนอีกด้านคือความยืดหยุ่น เพราะเมื่อเซิร์ฟเวอร์ AI เปลี่ยนรุ่น ลูกค้าสามารถถอดเปลี่ยนเฉพาะโมดูลที่ต้องอัปเกรด โดยไม่ต้องรื้อทั้งระบบ
อีกปัจจัยที่ทำให้ TECO เดินเกมนี้ได้คือความใกล้ชิดกับผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์รายใหญ่ โดย Foxconn ถือหุ้น TECO ราว 10% เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสอง ขณะเดียวกัน TECO ก็เข้าซื้อกิจการในมาเลเซียเพื่อเสริมกำลังด้านวิศวกรรม และเริ่มมีผลงานในไทยแล้ว หลังคว้างาน Data Center ชิ้นแรกในไทยเมื่อต้นปี 2026 ซึ่งเป็นงานวางโครงข่ายใยแก้วนำแสงให้ผู้ให้บริการคลาวด์สัญชาติอเมริกัน

จาก Data Center ขยับมาที่สายการผลิต บูธ Delta Electronics (台達電) นำโซลูชันโรงงานอัจฉริยะแบบครบวงจรมาแสดง ตั้งแต่เครื่องจักรแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งได้เร็วและเปลี่ยนไลน์ผลิตระหว่างสินค้าต่างรุ่นได้ไว ระบบบริหารการผลิตที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ไปจนถึงระบบ AI วิเคราะห์ภาพที่ช่วยตรวจว่าพนักงานในสถานีที่ยังใช้คนทำงานตามขั้นตอนครบหรือไม่
ประเด็นต่อมาคือลูกค้าต้องการระบบอัตโนมัติในระดับไหน ผู้แทนบูธ Delta อธิบายว่าคำตอบขึ้นอยู่กับลักษณะงานและต้นทุนแรงงานของแต่ละประเทศ โรงงานในไต้หวันส่วนใหญ่ยังเป็นแบบกึ่งอัตโนมัติ ขณะที่ยุโรปและอเมริกาซึ่งค่าแรงสูงกว่าเลือกใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบมากกว่า
โซลูชันที่ Delta นำมาเสนอนี้ต่อยอดมาจากประสบการณ์ในโรงงานของตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งตั้งอยู่ในไทย โดย Delta Electronics (Thailand) มีสำนักงานใหญ่และโรงงานหลายแห่งที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และนิคมเวลโกรว์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปัจจุบัน Delta Thailand ยังเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงสุดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หลังมูลค่าทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อต้นปี 2026

ถ้า TECO และ Delta คือการประกอบฮาร์ดแวร์ Syscom (凌羣電腦) ก็คือการประกอบซอฟต์แวร์ AI เข้ากับคนทำงานและพันธมิตร บริษัทที่ให้บริการระบบไอทีมากว่า 50 ปีรายนี้จัดพาวิลเลียนของตัวเองภายใต้ธีมเดียวกับงาน โดยผู้แทนบูธย้ำว่าสิ่งที่องค์กรต้องการคือ AI ที่ลงมือทำงานได้จริง ไม่ใช่เพียงแชตโต้ตอบ
ระบบที่นำมาแสดงจึงเป็นระบบหลังบ้านขององค์กร เช่น NETCenter Advanced ที่รวมการเฝ้าระวังอุปกรณ์เครือข่ายหลายแบรนด์ไว้บนแพลตฟอร์มเดียว และ GreenMaker ที่ติดตามการใช้พลังงานเพื่อตอบโจทย์ด้านความยั่งยืน แต่หลักคิดที่ผู้แทนบูธเน้นมากที่สุดคือการให้ AI ทำงานโดยมีคนอยู่ในกระบวนการ (Human-in-the-Loop) เหตุผลคือองค์กรส่วนใหญ่ยังไม่มั่นใจพอจะให้ AI ตัดสินใจทุกเรื่อง และผู้รับผิดชอบสุดท้ายก็ยังต้องเป็นคน
หลักการเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้ในงานด้านการแพทย์ด้วย ผู้ช่วยพยาบาล AI ของ Syscom ช่วยให้พยาบาลซึ่งขาดแคลนอยู่ในไต้หวันบันทึกรายงานด้วยเสียงแทนการพิมพ์ แต่พยาบาลยังต้องตรวจและยืนยันก่อนส่งเข้าระบบทุกครั้ง ส่วน Oncogen.AI (宇知人工智慧) สตาร์ทอัปด้าน AI สำหรับดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่ร่วมแสดงในพาวิลเลียนเดียวกัน ก็พัฒนาเครื่องมืออย่าง Rola ที่ช่วยรังสีแพทย์เขียนรายงาน ภายใต้หลักการว่า AI ทำหน้าที่เสนอแนะ เพื่อให้แพทย์มีเวลาอยู่กับผู้ป่วยมากขึ้น
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว Syscom ยังขยายแนวทางนี้ไปญี่ปุ่นผ่าน CIJ บริษัทรวมระบบที่เป็นพันธมิตรมาตั้งแต่ปี 2013 และนำหุ่นยนต์บริการ Ayuda ของ Syscom ไปให้บริการลูกค้าญี่ปุ่นอยู่แล้ว โดยในวันเปิดงาน ทั้งสองบริษัทได้ลงนามความร่วมมือเพื่อนำ Syscom Cubi มนุษย์ดิจิทัล AI ของ Syscom ไปทำตลาดในญี่ปุ่นเพิ่มเติม
ขณะที่บริษัทใหญ่โชว์ความสามารถในการประกอบ สตาร์ทอัปในงานก็กำลังพัฒนาชิ้นส่วนรุ่นถัดไป ทั้งในโซน Big Bang Startups ที่รวมสตาร์ทอัป 31 รายจาก 11 ประเทศ และพาวิลเลียน TAcc+ International SpaceTech Startup Pavilion ของกรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสตาร์ทอัป กระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน ซึ่งคัดเลือกสตาร์ทอัปด้านอวกาศจากหลายประเทศมาร่วมแสดง
ส่วนในพาวิลเลียนสตาร์ทอัปอวกาศ หนึ่งในบริษัทที่น่าสนใจคือ Danish Graphene จากเดนมาร์ก ซึ่งแยกตัวออกมาจากมหาวิทยาลัย Aarhus ในปี 2020 บริษัทผลิตกราฟีนด้วยกระบวนการไฟฟ้าเคมีที่พัฒนาขึ้นเอง และนำมาทำเป็นกาวและสารนำความร้อนสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยการเข้าร่วมพาวิลเลียนครั้งนี้เป็นก้าวแรกในการหาคู่ค้าในเอเชีย

ในโซน Big Bang Startups ตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิดการประกอบได้ชัดคือ LAKI Robotics สตาร์ทอัปสัญชาติอเมริกันที่นำ Low-Cost Modular Vehicle (LMV) ยานยนต์ภาคพื้นดินไร้คนขับรุ่นที่สองมาแสดง จุดเด่นของ LMV คือการออกแบบแบบโมดูลาร์ ผู้ใช้จึงเปลี่ยนอุปกรณ์ตามภารกิจได้โดยไม่ต้องออกแบบตัวรถใหม่ ตั้งแต่กล้องตรวจจับความร้อน กล้องมุมมองรอบทิศ ไปจนถึงโมดูลลำเลียงผู้บาดเจ็บ ตัวรถรับน้ำหนักบรรทุกได้สูงสุด 300 กิโลกรัม ทำงานได้ทั้งแบบควบคุมเอง กึ่งอัตโนมัติ และอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยออกแบบในสหรัฐฯ และผลิตในไต้หวัน ซึ่งบริษัทวางเป้าหมายไว้ทั้งงานรับมือเหตุฉุกเฉิน โลจิสติกส์ภาคเกษตร และการผลิตอัจฉริยะ

อีกรายที่น่าสนใจคือ Drover Labs สตาร์ทอัปจากเมือง Berkeley ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Berkeley SkyDeck ซึ่งพัฒนาหุ่นยนต์ตรวจสอบที่ทั้งวิ่งบนพื้นและบินได้ เพื่อเข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่แคบที่สัญญาณดาวเทียมนำทางเข้าไม่ถึง เช่น โรงกลั่นน้ำมันและโรงงาน ขณะที่ BaseTech (倍勢科技) จากไต้หวันพัฒนาฐานติดตามความแม่นยำสูงสำหรับติดตามดาวเทียมวงโคจรต่ำ เพื่อรองรับการสื่อสารผ่านดาวเทียมด้วยแสง

เมื่อซัพพลายเชนไต้หวันเริ่มกระจายฐานผลิตออกไปต่างประเทศ หลายประเทศจึงเข้ามาร่วมงานเพื่อเสนอตัวเป็นปลายทาง หนึ่งในนั้นคือพาวิลเลียนแห่งชาติโปแลนด์ ซึ่ง Polish Agency for Enterprise Development (PARP) หรือหน่วยงานส่งเสริมวิสาหกิจของโปแลนด์ พาบริษัทด้านอิเล็กทรอนิกส์ ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ และโฟโตนิกส์มาร่วมแสดง
บริษัทในพาวิลเลียนมีตั้งแต่ AIUT บริษัทระบบอัตโนมัติที่มีวิศวกรกว่า 700 คนและมีฐานในสหรัฐฯ ซึ่งผู้แทนบูธนิยามตัวเองว่าเป็น ‘พันธมิตรที่ไว้ใจได้’ ไปจนถึง XTPL ผู้พัฒนาเทคโนโลยีจ่ายหมึกความละเอียดสูงที่พิมพ์ลายวงจรได้เล็กถึงระดับ 1 ไมโครเมตร และเริ่มส่งเครื่องให้ลูกค้าในญี่ปุ่นแล้ว นอกจากนี้ยังมี Polish IoT & AI Cluster SINOTAIC ซึ่งรวมบริษัทเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยของโปแลนด์ มาต่อยอดความร่วมมือกับไต้หวันด้วย
สำหรับคำถามว่าทำไมต้องมาไต้หวัน ผู้แทนพาวิลเลียนโปแลนด์ให้เหตุผลว่าไต้หวันคือต้นทางของเซมิคอนดักเตอร์และห่วงโซ่อุปทานอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่โปแลนด์ก็พร้อมเป็นประตูสู่สหภาพยุโรปให้กับบริษัทไต้หวัน
โอกาสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ไต้หวัน เพราะผู้แทนพาวิลเลียนเล่าว่าบริษัทโปแลนด์บางรายในพาวิลเลียนทำธุรกิจกับบริษัทไทยอยู่แล้ว ขณะที่ผู้แทนจาก SINOTAIC ระบุว่าคลัสเตอร์พร้อมทำหน้าที่เป็นศูนย์บริการครบวงจรให้บริษัทต่างชาติที่ต้องการเข้าสู่ตลาดโปแลนด์และสหภาพยุโรป ตั้งแต่วางกลยุทธ์ หาคู่ค้า ไปจนถึงตั้งฐานการผลิต และบริษัทไทยที่สนใจก็สามารถติดต่อเข้ามาได้

นอกจากโปแลนด์แล้ว รัฐโซโนราของเม็กซิโกก็มาออกบูธเพื่อเสนอตัวเป็นปลายทางของซัพพลายเชนไต้หวันเช่นกัน จุดขายสำคัญคือทำเลที่มีพรมแดนติดสหรัฐฯ ราว 588 กิโลเมตร และการเป็นตัวเต็งที่จะได้เป็นที่ตั้งนิคมวิทยาศาสตร์แห่งแรกของ TEEMA ในเม็กซิโก โดยผู้แทนบูธชูอุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 กลุ่ม ได้แก่ การบินและอวกาศ ยานยนต์ไฟฟ้า และเซมิคอนดักเตอร์
ที่น่าสนใจคือรัฐโซโนราไม่ได้มาเพื่อดึงการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ยังส่งนักศึกษาวิศวกรรมมาเรียนด้านเซมิคอนดักเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้าที่ไต้หวันรุ่นละ 30 คน เป็นเวลา 10 เดือน นักศึกษาคนหนึ่งที่ประจำบูธเล่าว่าเป้าหมายของโครงการคือการ ‘นำความรู้ทั้งหมดนี้กลับไปพัฒนารัฐของเรา’
ภาพรวมของ TAITRONICS & AIoT Taiwan 2026 จึงชี้ว่างานนี้ไม่ได้เป็นเวทีขายชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เหมือนในอดีตอีกต่อไป ตั้งแต่ Data Center ในตู้คอนเทนเนอร์ของ TECO โรงงานอัจฉริยะของ Delta ระบบ AI ที่ให้คนเป็นผู้ยืนยันของ Syscom วัสดุและหุ่นยนต์จากสตาร์ทอัป ไปจนถึงโปแลนด์และรัฐโซโนราที่เสนอตัวเป็นปลายทางของซัพพลายเชนไต้หวัน ทุกบูธกำลังตอบโจทย์เดียวกัน นั่นคือการนำ AI ไปใช้งานจริง
สำหรับไทย ความเคลื่อนไหวนี้อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เพราะทั้ง TECO และ Delta ต่างมีธุรกิจในไทยอยู่แล้ว ส่วนพาวิลเลียนโปแลนด์ก็เปิดรับบริษัทไทยที่มองหาทางเข้าสู่ยุโรป ขณะที่ Simon Wang ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TAITRA ก็ทิ้งท้ายบนเวทีว่า ไต้หวันพร้อมเป็นพันธมิตรที่เติมจุดแข็งให้กัน และเปลี่ยนขีดความสามารถทางอุตสาหกรรมให้กลายเป็นความร่วมมือระดับโลก
ชิ้นส่วนของยุค AI พร้อมแล้ว ที่เหลือคือใครจะประกอบมันได้ก่อน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด