ทุก 100 บาทที่ธุรกิจไทยหาได้ เกือบ 15 บาทหมดไปกับค่าขนส่ง ต้นทุนโลจิสติกส์ไทยสูงติดอันดับภูมิภาค และเทคโนโลยี Telematics + AI คือก้าวต่อไปในการบริหารฟลีต

หากได้พูดคุยกับผู้บริหารด้าน Fleet Management หรือผู้ให้บริการขนส่งในไทยยุคนี้ ภาพที่เราได้เห็นตรงกันคือ โจทย์การทำงานในแต่ละวันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แม้ธุรกิจ e-Commerce และระบบโลจิสติกส์ในประเทศจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กลับพบว่า ต้นทุนการขนส่งในไทยสูงถึงประมาณ 14.2% ของ GDP ซึ่งนับว่าสูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเห็นได้ชัด อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ ทุกๆ รายได้ 100 บาทที่ธุรกิจหาได้ จะต้องถูกใช้เป็นค่าขนส่งไปแล้วเกือบ 15 บาท

ที่น่าสนใจคือ จุดที่ทำให้ผลกำไรของ Fleet ขนส่งรั่วไหลมากที่สุด มักไม่ใช่เรื่องที่มองเห็นได้ง่ายๆ แต่เป็น “รอยรั่วเงียบ” ที่ค่อย ๆ สะสมจนยากจะแก้ไขได้ทัน

  • รอยรั่วค่าน้ำมัน คนขับบางคนชอบเหยียบคันเร่งแรง เบรกกะทันหันบ่อยจนเป็นนิสัย เพื่อนร่วมทางอาจสังเกตเห็น แต่ผู้จัดการไม่มีทางรู้ จนกว่าบิลน้ำมันสิ้นเดือนจะพุ่งขึ้นมาแบบหาสาเหตุไม่เจอ
  • รอยรั่วเวลา รถคันเดิมวิ่งเส้นทางเดิมทุกวัน แต่ใช้เวลานานกว่าคันอื่นเสมอ อาจเพราะจอดรอคิวโหลด-ส่งของนานเกินจำเป็น หรือเลือกเส้นทางที่ไม่ได้เร็วที่สุด แต่ไม่มีใครในบริษัทเคยเทียบตัวเลขจริงให้เห็น
  • รอยรั่วความปลอดภัย คนขับที่ขับเร็วเกิน เปลี่ยนเลนกะทันหัน หรือเสี่ยงหลับในบนถนนสายยาว ไม่มีใครรู้ว่าเขาขับแบบนี้ทุกวัน จนกว่าจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริง

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเพราะใครทำงานบกพร่อง แต่เพราะระบบติดตามรถ หรือ GPS ที่หลายองค์กรคุ้นเคยยังตอบได้แค่ว่ารถอยู่ตรงไหน ส่วนคำถามที่สำคัญกว่านั้น เช่น ทำไมต้นทุนถึงพุ่งขึ้น หรือคนขับคนไหนกำลังเสี่ยง ยังเป็นช่องว่างที่รอเทคโนโลยีที่ก้าวไปไกลกว่าเดิมเข้ามาเติมเต็ม

ช่องว่างนี้เองที่ Geotab ผู้นำระดับโลกด้าน Connected Vehicle Technology มองเห็น และบทความนี้ Techsauce จะพาไปรู้จักว่า Geotab คือใคร และเทคโนโลยีที่ว่านี้จะเปลี่ยนวิธีบริหารฟลีตของไทยไปอย่างไร

Geotab คือใคร และทำไมถึงน่าสนใจ

สำหรับคนนอกวงการโลจิสติกส์ ชื่อ Geotab อาจยังไม่คุ้นหู แต่ในระดับโลก บริษัทสัญชาติแคนาดาแห่งนี้เป็นหนึ่งในผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรม Connected Vehicle ซึ่งเชื่อมต่อรถและอุปกรณ์เข้ากับระบบไว้แล้วมากกว่า 6 ล้านคันใน 160 ประเทศทั่วโลก มีลูกค้ากว่า 100,000 ราย ตั้งแต่ฟลีตขนาดเล็กไปจนถึงองค์กรระดับ Fortune 500 และหน่วยงานภาครัฐอย่างรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ผ่านผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจ เช่น

  • Geotab GO: อุปกรณ์ขนาดกะทัดรัดที่เชื่อมต่อเข้ากับพอร์ต OBD-II ของยานพาหนะโดยตรง เพื่อดึงข้อมูลตำแหน่งแบบเรียลไทม์ พฤติกรรมการขับขี่ และข้อมูลการวินิจฉัยสภาพเครื่องยนต์ โดยข้อมูลเหล่านี้จะถูกรวบรวมไว้บน MyGeotab แพลตฟอร์มบริหารจัดการฟลีตบนระบบคลาวด์แบบครบวงจร ซึ่งรวบรวมทั้งการติดตามยานพาหนะ, ระบบเทเลมาติกส์ผ่านวิดีโอ (Video Telematics), การบำรุงรักษา, การจัดการเชื้อเพลิง ตลอดจนการบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ไฟฟ้า (EV)
  • Geotab GO Focus Plus: กล้องติดหน้ารถยนต์พลัง AI ที่ตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ที่มีความเสี่ยง พร้อมแจ้งเตือนแนะนำผู้ขับขี่ภายในห้องโดยสารแบบเรียลไทม์ และช่วยให้ผู้จัดการฟลีตจัดลำดับความสำคัญของเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่วิกฤตได้ โดยคลิปวิดีโอ เหตุการณ์ที่ตรวจพบ และข้อมูลการแจ้งเตือนจะซิงค์เข้ากับ MyGeotab โดยตรง ช่วยให้ผู้จัดการฟลีตสามารถตรวจสอบภาพวิดีโอและข้อมูลความปลอดภัยควบคู่ไปกับข้อมูลยานพาหนะและผู้ขับขี่ได้ภายในแพลตฟอร์มเดียว
  • Geotab Marketplace: ระบบนิเวศแบบเปิดที่รองรับการเชื่อมต่อกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ภายนอก (Third-party) หลากหลายระบบ ตั้งแต่แพลตฟอร์มบัญชีและ CRM ไปจนถึงเครื่องมือสร้างรายงานเฉพาะทาง ช่วยให้องค์กรสามารถปรับแต่งเวิร์กโฟลว์ให้สอดคล้องกับการปฏิบัติงานจริงในภาคสนามได้

การประมวลผลข้อมูลจากรถยนต์หลายล้านคันในทุกๆ วัน ทำให้ Geotab มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Repository) เมื่อนำ Scale ระดับนี้มาวิเคราะห์ จึงสามารถประเมินแพตเทิร์นความเสี่ยงและจุดรั่วไหลในการทำงานได้อย่างแม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการระบุความเสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำซ้อน หรือระยะเวลาจอดติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น พร้อมเปลี่ยนพฤติกรรมของ Fleet ระดับโลกให้กลายเป็นโซลูชันที่นำไปปรับใช้ได้จริงทันที

วิวัฒนาการระบบบริหารฟลีต จากแค่ติดตามตำแหน่ง GPS สู่ AI วิเคราะห์และสั่งการ

ความท้าทายของหลายองค์กรคือ การแยกความต่างระหว่างระบบติดตามรถธรรมดา กับระบบบริหารฟลีตอัจฉริยะ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้อยู่คนละยุคของเทคโนโลยี

  • GPS Tracking แบบเดิม: ทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือบอกตำแหน่ง ปักหมุดบนแผนที่ และบันทึกประวัติการเดินทางในอดีต แต่ไม่สามารถให้บริบทหรือข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมคนขับ สุขภาพเครื่องยนต์ หรืออัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันได้เลย
  • Telematics + AI (Geotab): ยกระดับการทำงานไปอีกขั้น ด้วยการวิเคราะห์ว่า “เกิดอะไรขึ้นบ้าง” ประเมินความเสี่ยงเป็นตัวเลข และแนะนำแนวทางแก้ไข โดยตัวฮาร์ดแวร์จะเชื่อมต่อกับหน่วยควบคุมเครื่องยนต์ (ECU) เพื่อดึงค่าพารามิเตอร์นับสิบรายการ เช่น ความเร็ว, อัตราการเบรก, รอบเครื่องยนต์ (RPM) และการใช้น้ำมันจริง จากนั้น AI จะนำตัวแปรเหล่านี้มาประมวลผลเพื่อค้นหาความผิดปกติที่ซ่อนอยู่ เช่น พฤติกรรมการเบรกรุนแรงสะสมที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงในการชน หรือการเลือกเส้นทางที่ไม่คุ้มค่า

ศักยภาพนี้เปลี่ยนข้อมูลบันทึกในอดีตให้กลายเป็น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ทำให้ผู้จัดการ Fleet ไม่ต้องรอให้เกิดอุบัติเหตุก่อนถึงจะรู้ว่าคนขับคนไหนมีความเสี่ยง และไม่ต้องรอใบแจ้งหนี้ค่าน้ำมันสิ้นเดือนเพื่อตรวจสอบการใช้น้ำมันที่ผิดปกติ เพราะระบบสามารถระบุสาเหตุและเปิดโอกาสให้แก้ไขได้ทันที

อุด 3 รอยรั่วธุรกิจด้วยข้อมูลจากระบบจัดการฟลีตอัจฉริยะ

เมื่อฟลีตมีข้อมูลเชิงลึกอยู่ในมือ คำถามสำคัญคือจะนำข้อมูลเหล่านี้มาช่วยอุดรอยรั่วทางธุรกิจที่พูดถึงในตอนต้นได้อย่างไร

  • เริ่มจาก รอยรั่วด้านความปลอดภัย (Driver Safety) ระบบจะวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงของคนขับแต่ละคนให้อัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการเบรกรุนแรง เข้าโค้งด้วยความเร็วสูง หรือการขับรถเร็วเกินกำหนด แล้วสรุปออกมาเป็นคะแนนพฤติกรรม ให้ผู้จัดการมองเห็นภาพรวมทั้งฟลีตได้ทันที ทำให้สามารถเข้าไปโค้ชหรือปรับพฤติกรรมคนขับกลุ่มเสี่ยงได้ตรงจุดก่อนจะเกิดอุบัติเหตุจริง ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมากสำหรับประเทศไทยที่มีอัตราผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงถึง 25.4 คนต่อประชากรแสนคน สูงติดอันดับต้น ๆ ของอาเซียน ตามข้อมูลจาก Thailand Road Safety Profile 2025
  • ถัดมาคือ รอยรั่วด้านต้นทุนปฏิบัติการ (Operational Cost) พฤติกรรมการขับขี่ที่สิ้นเปลือง การจอดสตาร์ตเครื่องทิ้งไว้ หรือการวิ่งนอกเส้นทาง จะถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลขต้นทุนที่มองเห็นได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้บิลค่าน้ำมันส่งมาตอนสิ้นเดือน เมื่อมองในสเกลฟลีตขนาดใหญ่ การลดความสิ้นเปลืองลงได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อคัน เมื่อคูณด้วยจำนวนรถทั้งหมด ก็กลายเป็นเงินก้อนโตที่เซฟกลับคืนสู่กำไรของบริษัทได้อย่างมหาศาล
  • สุดท้ายคือ รอยรั่วด้านเวลาและการใช้งานรถ (Asset Utilisation) ข้อมูลจะฟ้องให้เห็นทันทีว่ารถคันไหนถูกใช้งานคุ้มค่า คันไหนจอดว่างทิ้งไว้เกินจำเป็น หรือคันไหนเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าอะไหล่กำลังจะพัง ทำให้สามารถเรียกเข้าซ่อมบำรุงล่วงหน้าก่อนที่รถจะไปเสียกลางทางระหว่างส่งของ ช่วยให้ผู้จัดการฟลีตวางแผนบริหารยานพาหนะได้อย่างแม่นยำด้วยข้อมูลจริง แทนการเดาด้วยสัญชาตญาณหรือความคุ้นเคยแบบเดิม

เป้าหมายความยั่งยืน โจทย์ใหม่ที่ฟลีตยุคนี้ปฏิเสธไม่ได้

นอกจากเรื่องความปลอดภัยและต้นทุน อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญของธุรกิจขนส่งไทย คือ เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ตามแผน NDC Action Plan ภาคขนส่ง โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคขนส่งลง 31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี 2573 และเมื่อรวมกับส่วนของกระทรวงพลังงานอีก 10 ล้านตัน จะรวมเป็นเป้าหมายลดการปล่อยจากภาคขนส่งทั้งหมดสูงถึง 41 ล้านตัน ซึ่งคิดเป็นราว 35% ของเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกโดยรวมของประเทศ

นั่นหมายความว่า องค์กรที่มีฟลีตขนาดใหญ่จะถูกคาดหวังให้แสดงตัวเลขการลดคาร์บอนที่วัดผลได้จริงอย่างแม่นยำ

ตรงนี้เองที่เทคโนโลยี Telematics เข้ามาตอบโจทย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะระบบสามารถคำนวณปริมาณการปล่อยคาร์บอนจริงจากพฤติกรรมการใช้น้ำมันของรถแต่ละคัน แทนที่จะเป็นตัวเลขประมาณการเหมารวมทั้งฟลีต ทั้งยังเป็นฐานข้อมูลสำคัญสำหรับการเตรียมเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานพาหนะไฟฟ้า (EV) เช่น ช่วยวิเคราะห์ว่ารถคันไหนมีระยะทางและรูปแบบการวิ่งประจำวันที่เหมาะกับการเปลี่ยนไปใช้รถ EV ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้

อนาคตเทคโนโลยีโลจิสติกส์ 3 เทรนด์ใหญ่ที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่

ข้อมูลจาก Mordor Intelligence คาดการณ์ว่า ตลาด Telematics ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะโตขึ้นเกือบเท่าตัวภายในปี 2573 สะท้อนว่าองค์กรจำนวนมากกำลังมองหาเทคโนโลยีที่ก้าวข้ามการปักหมุด GPS แบบเดิม โดยมี 3 ทิศทางหลักที่จะเข้ามาพลิกโฉมการทำงาน

  • เรื่องแรกคือ Predictive AI ที่ระบบจะเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลย้อนหลัง ไปสู่การทำนายความเสี่ยงล่วงหน้า เช่น คาดการณ์ได้แม่นยำว่าชิ้นส่วนไหนของรถกำลังจะเสียก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริง 
  • เรื่องต่อมาคือ Process Automation ที่ระบบอัตโนมัติจะเข้ามาจัดการงานรูทีนและงานเอกสารซ้ำ ๆ เพื่อให้ผู้จัดการฟลีตเอาเวลาไปโฟกัสกับการวางแผนเชิงกลยุทธ์มากขึ้น 
  • เรื่องสุดท้ายคือ Data-Driven Decision หรือการตัดสินใจบนฐานข้อมูลจริง ซึ่งจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม แทนการใช้ประสบการณ์หรือความเคยชินส่วนบุคคล

การปักหมุดทำตลาดในไทยอย่างจริงจังของ Geotab จึงน่าจับตามองอย่างยิ่งว่า จะช่วยเร่งให้ฟลีตขนส่งไทยขยับจากการรู้แค่รถอยู่ไหน ไปสู่รู้ทันทีว่าต้องทำอะไรต่อ และจะขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยก้าวสู่อนาคตที่ปลอดภัย คุ้มค่า และยั่งยืนได้อย่างไรในวันข้างหน้า

หากต้องการเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับโซลูชันการจัดการฟลีตของ Geotab สามารถดูรายละเอียดได้ที่: geotab

บทความนี้เป็น Advertorial

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

พลังงานนิวเคลียร์ รันเวย์ใหม่ของเศรษฐกิจไทยในยุค AI

SCBX ชวนมองพลังงานนิวเคลียร์และ SMR ในฐานะรันเวย์ของเศรษฐกิจไทยยุค AI ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดและเสถียรสำหรับ Data Center...

Responsive image

จากสายเคเบิลใต้ทะเลถึง Net Zero: เจาะลึกโครงสร้างพื้นฐาน AI ไทยทีละชั้นกับ Alex Loh CEO แห่ง SYMPHONY

Alex Loh CEO SYMPHONY ไล่ทีละชั้นของโครงสร้างพื้นฐาน AI ไทย ตั้งแต่สายเคเบิลใต้ทะเล ความพร้อมของไทย ความปลอดภัยของข้อมูล ไปจนถึง Net Zero พร้อมชี้สามเรื่องที่ต้องวางแผน คือไฟฟ้า ที...

Responsive image

ไทยจะผลิตชิปเองได้เมื่อไร? เจาะแผน 25 ปี จากฐานประกอบสู่ Made-in-Thailand Chips

ไทยต้องการขยับจากฐานรับจ้างผลิต ไปสู่การมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมชิปที่ครบวงจรมากขึ้น พร้อมสร้างบริษัทไทยที่สามารถพัฒนาและเป็นเจ้าของเทคโนโลยีของตัวเอง จนไปถึงเป้าหมาย 'Made-in-Thailand ...