ทักษะที่เรามีอยู่ตอนนี้จะใช้งานได้อีกนานแค่ไหน ?
พอ AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างการทำงาน สิ่งที่องค์กรและคนทำงานต้องเจอและหลีกเลี่ยงได้ยากคือ Skills Mismatch หรือภาวะทักษะที่มีไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ กลายเป็นว่าโลกหมุนเร็วขึ้น ตลาดแรงงานเปลี่ยนไป แต่ทักษะของเราปรับตามไม่ทัน
บทความนี้จะพาไปร่วมหาคำตอบเจาะลึกผ่านการสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณปูน นกรณ์ พฤกษ์พิพัฒน์เมธ CEO และ Co-Founder ของ Conicle ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะที่จะมาเปิดมุมมองถึงวิกฤตช่องว่างทางทักษะ พร้อมแนะนำโซลูชันอย่าง Conicle Skills แพลตฟอร์มที่จะเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วและติดปีกให้คนไทยพร้อมแข่งขันในระดับสากล

คุณปูนเริ่มด้วยการชี้ให้เห็นว่าหัวจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือระดับองค์กร คือ ‘คน’ แต่ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะนี้คือ ทักษะหรือความรู้ของคนทำงานกำลังหมดอายุเร็วขึ้นกว่าที่เคย มีสถิติว่าราว ๆ 5 ปีความรู้หรือทักษะที่คนทำงานมีเกือบครึ่งหนึ่งจะหมดอายุและนำไปใช้ต่อไม่ได้ ซึ่งแปลว่าหากปล่อยเวลาผ่านไปเพียง 1-2 ปี Skills Gap ก็จะกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนคนตามไม่ทันโลก
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหานี้ คือการเทคโนโลยีก้าวกระโดดอย่างรุนแรง หากย้อนกลับไปในยุค Mobile หรือ Cloud เรายังเห็นคนปรับตัวทันกับอาชีพใหม่ ๆ แต่เมื่อมาถึงยุค AI ทุกอย่างเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เพราะ AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมคนให้สื่อสารกันได้เร็วขึ้น แต่ AI เข้ามา ‘คิดแทนคน’ ทำให้ความสามารถของคนปรับตามสิ่งที่โลกต้องการไม่ทัน โดยผลกระทบของ Skills Mismatch นี้รุนแรงและแผ่ขยายครอบคลุมใน 3 ระดับ คือ
ความสามารถในการแข่งขันของไทยยังผูกอยู่กับอุตสาหกรรมยุคเก่า บริษัทใหญ่ที่สุดหรือบริษัทเกิดใหม่ในไทยส่วนใหญ่ไม่ใช่อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็น New S-Curve และเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่ต้องพูดถึงสิงคโปร์ ไทยเกือบรั้งท้ายในเรื่องทักษะ โดยเฉพาะ Future Skills และทักษะดิจิทัล ทำให้ไทยยังขาดคนที่มีทักษะใหม่ ๆ มารองรับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่จะเป็นอนาคตของประเทศ
หลายองค์กรพยายามทำ Digital Transformation มาเป็นสิบปี แต่ยังไม่ทันเสร็จก็ต้องเข้าสู่ยุค AI Transformation แล้ว และสิ่งที่องค์กรมักมองข้ามคือลงทุนในด้าน Tool อย่างเดียว ซึ่งอาจไม่พอ องค์กรต้อง Transform คนไปพร้อมกันด้วย องค์กรอาจบอกว่าจะเป็น AI-First Company แต่ต้องมาดูว่ามีพนักงานสักกี่คนที่มีความเชี่ยวชาญเรื่อง AI จริง ๆ เพราะถ้ามี AI แต่คนในองค์กรไม่พร้อม มันก็เดินได้ แต่อาจจะช้า
การทำงานปัจจุบันยังอิงกับตำแหน่งงาน แต่โลกข้างหน้าจะ Dynamic มากขึ้น มีสถิติระบุว่านักศึกษาที่จบการศึกษาปีนี้จะต้องเปลี่ยนอาชีพถึง 7 อาชีพตลอดชีวิตการทำงาน และ 5 ใน 7 อาชีพนั้นเป็นอาชีพใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยซ้ำ ในขณะที่อาชีพเก่าบางส่วนก็จะหายไปเพราะ AI สามารถทำแทนได้
จากปัญหาที่มองเห็นทั้ง 3 ระดับนี้ Conicle ในฐานะผู้นำด้าน Skills - Based Learning & People Development มายาวนานเกือบ 12 ปี จึงมองเห็นช่องว่างสำคัญบางอย่างคือการเรียนรู้ที่ผ่านมาของคนส่วนใหญ่หยุดอยู่แค่การให้ ‘Knowledge’ แต่ยังไปไม่ถึงจุดที่สามารถนำทักษะนั้นไปใช้งานจริงได้
คุณปูนอธิบายเสริมถึงรอยต่อที่เป็น Pain Point ของทั้งองค์กรและคนทำงานในยุคนี้ว่าที่ผ่านมาการเรียนรู้ในองค์กรส่วนใหญ่มักเน้นไปที่การป้อนข้อมูลให้พนักงานได้ Knowledge แต่นั่นเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น และนำมาสู่ปัญหาที่ว่า ‘เรียนมาเยอะ แต่ใช้ทำงานจริงไม่ได้’
Knowledge กับ Skills ไม่เหมือนกัน การเรียนรู้ทำให้เราได้ความรู้ แต่ Skills ต้องเกิดจากการเอาความรู้นั้นไปลงมือทำในงานจริง ๆ
Conicle Skills จึงถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ตรงนี้ โดยมุ่งไปที่การทำให้คนทำงานไม่ใช่แค่เข้ามาเรียน แต่ต้องสามารถเอาความรู้ไปใช้ และพัฒนาจนเกิดเป็นทักษะที่เอาไปทำงานได้จนจบกระบวนความ
ก่อนจะเจาะลึกว่าแพลตฟอร์มนี้ทำงานอย่างไร คุณปูนได้สรุปภาพรวมไว้สั้น ๆ ว่า
Conicle Skills คือแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะคน
Conicle Skills ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มพัฒนาทักษะคนอย่างเต็มรูปแบบ โดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือส่วนที่ช่วยตอบโจทย์ผู้เรียนและส่วนที่ช่วยผู้บริหารหรือฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR)
และเป็นพื้นที่ที่ให้คนทำงานเข้าไปเรียนแล้ว ‘ทำเป็นจริง มีทักษะจริง’ ไม่ใช่แค่เรียนรู้เฉย ๆ โดยแพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้สมการ ‘Skills + AI + Ecosystem’ ที่นำ AI เข้ามาเป็นหัวใจหลัก ช่วยเปลี่ยนกระบวนการการเรียนรู้ตามโมเดล K (Knowledge) - A (Attitude) - S (Skills) หรือ 10% - 20% - 70% ให้กลายเป็นการสร้างทักษะ เพื่อเร่งสร้าง Skills-Based Workforce หรือกำลังคนที่ขับเคลื่อนด้วยทักษะ ทีนี้ลองมาดูว่าระบบทำงานอย่างไรและมีฟีเจอร์อะไรบ้าง
Conicle Skills ได้จัดกลุ่มวิชาออกเป็นหมวดหมู่ทักษะไว้ให้เรียบร้อย ผ่านสิ่งที่เรียกว่า Skills Framework หรือโครงสร้างทักษะ ซึ่งทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมทักษะย่อยไว้มากกว่า 280 ทักษะ ครอบคลุม 7 หมวดหลัก ได้แก่
พร้อมหลักสูตรรองรับมากกว่า 5,000 รายการ ที่ออกแบบร่วมกับสถาบันชั้นนำและครีเอเตอร์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานจากภาครัฐ
ระบบจะวิเคราะห์จากตำแหน่งงานหรือโจทย์ที่เรากำลังเจอ แล้ว AI จะช่วยประเมินว่า 'ทักษะที่เหมาะกับเราคืออะไร' จากนั้นถึงจะคัดกรองอีกทีว่าควรเรียนหลักสูตรไหนเพื่อให้เกิดทักษะนั้นจริง ๆ โดย AI จะเข้ามาทำหน้าที่จับคู่หลักสูตรให้แบบ Personalized
ระบบ AI Companion จะคอยถามคอยชวนทำแบบทดสอบสั้น ๆ ชวนทบทวน และชวนให้ลองพูดหรือเล่ากลับมาว่าเข้าใจแค่ไหน เช่น ถ้าเรียนเรื่อง Storytelling AI ก็อาจจะถามกลับว่า 'ลองเล่าให้ฟังหน่อย' เป็นการเช็กว่าเรียนแล้วทำได้จริงหรือเปล่า ไม่ใช่แค่เรียนผ่าน ๆ นอกจากนี้ AI ยังทำหน้าที่ออกแบบเส้นทางพัฒนาทักษะ หรือ Skills Path แบบเฉพาะบุคคลที่จับเอาการเรียนออนไลน์ ออฟไลน์ และการลงมือปฏิบัติจริงมาไว้ด้วยกัน พร้อมกับมีเช็กลิสต์ให้พนักงานนำไปเช็กตัวเองตอนทำงาน ทำให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่แค่ในห้องเรียน
ในขั้นนี้อาจให้ AI ช่วยประเมินหรือให้หัวหน้างานเป็นคนประเมินก็ได้ เพื่อยืนยันว่าทักษะนั้นไม่ได้แค่เรียนผ่านไปเฉย ๆ แต่ต้องใช้ได้จริงด้วย
โดยไม้เด็ดหรือไฮไลท์ของ Conicle Skills คือระบบ Skills Badge และ Skills Passport ที่จะทำหน้าที่เป็น Micro-credential หรือใบรับรองทักษะย่อย เปรียบเสมือน 'ปริญญาใบจิ๋ว' ให้ผู้เรียนได้เก็บสะสมทุกครั้งที่ฝึกสำเร็จจะต่างจากปริญญาในมหาวิทยาลัยที่เป็นเพียงใบเดียวรวมทั้งหมด ข้อดีคือพนักงานสามารถนำไปแชร์บน LinkedIn หรือช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันความสามารถอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือเวลาสมัครงานหรือขอเลื่อนตำแหน่ง เพราะจะมีหลักฐานชัดเจนว่า 'เราทำสิ่งนี้เป็นจริง ๆ' ไม่ใช่แค่การพูดหรือเขียนทักษะไว้ในเรซูเม่ขึ้นมาลอย ๆ
ในฝั่งขององค์กรหรือ HR แพลตฟอร์มนี้ก็ช่วยได้เหมือนกัน เพราะแม้หน้าที่หลักของ HR คือการพัฒนาคน แต่ปัญหาคลาสสิกที่มักจะเจอก็คือ 'ไม่รู้ว่าควรจะพัฒนาใคร และควรพัฒนาในเรื่องอะไร’ Conicle Skills จึงเข้ามาช่วยดูภาพรวมทั้งบริษัทให้ได้เลยว่าแต่ละแผนกควรเก่งเรื่องอะไร พร้อมคอยติดตามให้ว่าพนักงานแต่ละคนเรียนไปถึงไหนแล้วและปิดท้ายด้วยการสรุปผลให้ผู้บริหารเห็นเป็นภาพเดียวว่า ตอนนี้บริษัทกำลังขาดทักษะอะไรอยู่บ้าง
นอกจาก Conicle Skills แล้ว ยังมี Conicle People เป็นแพลตฟอร์มที่เจาะลึกบริบท 'ภายในองค์กร' โดยเฉพาะฟีเจอร์ Ask ซึ่งเป็น AI Agent ที่ช่วยค้นหาและตอบคำถามจากฐานข้อมูลองค์กรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งจะต่างจาก ChatGPT ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะฟีเจอร์นี้ถูกเทรนด้วยฐานข้อมูลเฉพาะของบริษัทเท่านั้น ซึ่ง AI ทั่วไปจะตอบไม่ได้เพราะเป็นข้อมูลภายใน แต่ระบบ Ask จะสามารถดึงข้อมูลที่ถูกต้องมาตอบได้อย่างแม่นยำและข้อมูลไม่รั่วไหลออกไปข้างนอก
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Grow ที่เข้ามาช่วยยกระดับ Individual Development Plan (IDP) หรือแผนการพัฒนารายบุคคล จากเดิมที่หลายองค์กรทำไว้ใน Excel แต่สุดท้ายไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง ให้กลายเป็นเส้นทางการเติบโตที่ชัดเจนขึ้น โดย AI จะช่วยวิเคราะห์ว่าหากพนักงานแต่ละแผนกต้องการเติบโตในสายงานต่อไป ควรเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมหรือต้องทำอะไร เพื่อให้มีทักษะที่จำเป็นต่อการเติบโต
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมไว้ที่ Conicle Analytics เพื่อให้ HR และผู้บริหารเห็นภาพรวมของพนักงานในองค์กรว่าใครพร้อมเติบโตไปอีกขั้นและใครยังมี Skills Gap ตรงไหนที่ต้องเข้าไปพัฒนา โดย Conicle Analytics จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับทักษะ ความพร้อมของบุคลากร และแนวโน้มการเติบโตของพนักงาน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการพัฒนาคนบนพื้นฐานของข้อมูลหรือที่เรียกว่า Data-Driven People Development

เมื่อถามถึงทิศทางต่อไปของ Conicle Skills คุณปูนตั้งเป้าหมายคือการเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ให้คนทำงานไทย ทั้ง White-collar และ Blue-collar ในทุกอุตสาหกรรมเข้ามาพัฒนาทักษะได้
จากสถิติคนไทยวัยทำงานที่มีอยู่ราว 40 ล้านคนจากประชากรทั้งหมดในประเทศ Conicle ตั้งเป้าว่าจะพัฒนาคนไทยให้ได้ 10 ล้านคนภายใน 5 ปี โดยปัจจุบันมีฐานผู้ใช้งานอยู่ประมาณ 1 ล้านคนแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากฝั่งองค์กรและกำลังจะขยายไปสู่ผู้ใช้งานรายบุคคลมากขึ้นในอนาคต
ซึ่งถ้าจะให้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด ‘Conicle Skills ไม่ได้เป็นแค่ซอฟต์แวร์ที่ขายให้องค์กร แต่จะเป็นเหมือน Ecosystem ให้แต่ละ Stakeholder เข้ามาอยู่บนแพลตฟอร์มแล้วได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ คุณปูนเปรียบเทียบว่าเหมือนการเป็นแอปพลิเคชันศูนย์รวมอย่าง Trip.com กับ Grab แต่เป็นในเวอร์ชันของการพัฒนาศักยภาพคน
ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ คุณปูนฝากข้อคิดถึงผู้บริหารที่กำลังลังเลว่า องค์กรควรลงทุนหรือพัฒนาคนต่อไปหรือไม่ ท่ามกลางกระแส Lay-off และการ Lean องค์กรด้วย AI โดยมองว่าสุดท้ายแล้วไม่ว่าองค์กรจะลดหรือเพิ่มจำนวนคนมากแค่ไหน สุดท้าย Organization ก็คือคน และธุรกิจก็ยังต้องขับเคลื่อนด้วยคนอยู่ดี
การลงทุนเรื่องคนก็เหมือนการลงทุนกับสุขภาพ ถ้าเราชะลอเรื่องนี้ออกไป การแก้ปัญหาก็จะยากขึ้นเรื่อย ๆ พอต้องมาทำตอนที่พื้นฐานไม่ได้ดีเหมือนเมื่อก่อน ก็ยิ่งต้องใช้เงินลงทุนเยอะขึ้น ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่นาน ๆ ทำที แต่ต้องทำไปเรื่อย ๆ
คุณปูนย้ำว่าคำถามสำคัญไม่ใช่ว่าจะพัฒนาคนหรือไม่ เพราะยังไงก็ต้องพัฒนาอยู่แล้ว แต่คำถามคือจะพัฒนาอย่างไรให้เงินที่ลงทุนไปตรงจุด ทำให้คนเก่งขึ้นได้จริงและวัดผลได้ พร้อมทิ้งท้ายว่าการลงทุนเรื่อง AI กับการลงทุนคนต้องเดินคู่กัน เพื่อให้คนพร้อมใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์กลยุทธ์ขององค์กรได้ด้วยด้วย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด