Fitbit Air สายรัดสุขภาพจาก Google หน้าตาเหมือน Whoop เป๊ะ แต่ทำไมคนถึงตื่นเต้นกันทั้งวงการ ?

ลองนึกภาพว่าถ้าคุณใส่ Wearable ที่ติดตามสุขภาพ 24 ชั่วโมง ใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี เลือกระหว่าง Whoop กับ Fitbit Air ตัวใหม่ของ Google จะต้องจ่ายเงินรวมกันต่างกันแค่ไหน ?

Whoop 5.0 อยู่ที่ราว 597 ดอลลาร์ ส่วน Whoop Life ที่มี ECG (เซ็นเซอร์วัดคลื่นหัวใจไฟฟ้า) กระโดดขึ้นไปถึง 1,077 ดอลลาร์

กลับกันหากเป็น Fitbit Air ถ้าจ่ายค่า Subscription รายปีพร้อมตัวเครื่อง รวม 3 ปี จะอยู่ที่แค่ 397 ดอลลาร์ และที่สำคัญคือ ถ้าไม่อยากจ่าย Subscription เลย ก็จ่ายแค่ 99 ดอลลาร์ ครั้งเดียวจบ

ตัวเลข 397 ดอลลาร์ที่ว่านี้ มาจากการคำนวนของสื่อต่างประเทศอย่าง Android Headline ที่แจกแจงค่าใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 ปีเปรียบเทียบ Fitbit Air 3 กับ Whoop             

Fitbit Air 3 ปี = $397 

- ตัวเครื่อง Fitbit Air: $99

- Google Health Premium รายปี: $99/ปี × 3 ปี = $297                              

- รวม: $99 + $297 = $396 (ปัดเป็น $397)                                                                         

Whoop One 3 ปี = $597

- $199/ปี × 3 ปี = $597 (ราคาเครื่องรวมใน Subscription)                           

Whoop Life 3 ปี = $1,077

- $359/ปี × 3 ปี = $1,077 (ราคาเครื่องรวมใน Subscription)  

นี่คือเหตุผลแรกที่ทำให้วงการ Wearable เริ่มจับตา Google อีกครั้งในรอบ 3 ปี หลังจากที่ Fitbit แทบจะหายไปจากตลาด แล้วโผล่มาเปิดตัว Fitbit Air ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 พร้อมการรีแบรนด์ครั้งใหญ่ที่จะเปลี่ยน Fitbit App ทั้งหมดให้กลายเป็น Google Health App 

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ถ้ามองแค่หน้าตา Fitbit Air แทบจะเป็นแฝดกับ Whoop ตัวเล็ก ไม่มีจอ มีแค่เซ็นเซอร์เล็ก ๆ ชิ้นหนึ่งวางอยู่บนสายผ้าถัก แต่ทำไมเสียงตอบรับจากคนในวงการถึงพากันใช้คำว่า 'น่าจะเปลี่ยนเกม' ทั้งที่ Hardware แทบไม่มีอะไรใหม่ ?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่อง แต่อยู่ที่กลยุทธ์ทั้งหมดที่ Google วางไว้กับ Fitbit Air 

Google คืนสังเวียน Fitbit หลังเงียบไป 3 ปี

Andy Abramson หัวหน้าฝ่ายผลิตภัณฑ์ Google Health เป็นผู้ประกาศเปิดตัว Fitbit Air อย่างเป็นทางการในวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 พร้อมเปิดให้พรีออเดอร์ทันที 21 ประเทศ ของจริงเริ่มส่งมือผู้บริโภคในวันที่ 26 พฤษภาคม 2026

นี่คือ Fitbit รุ่นใหม่ตัวแรกในรอบเกือบ 3 ปี หากไม่นับ Fitbit Ace LTE ที่จับกลุ่มเด็ก ตลอดช่วงที่ผ่านมา Google ดูจะมุ่งโฟกัสไปที่ Pixel Watch จนหลายคนเริ่มสงสัยว่า Fitbit จะถูกควบรวมหายไปหรือเปล่า

การเปิดตัว Fitbit Air จึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า Google ยังไม่ทิ้งตลาด Tracker ราคาประหยัด เพียงแต่ครั้งนี้ Google ไม่ได้ลงสนามเดิม แต่กระโดดเข้าไปแย่งตลาด Screenless Tracker ที่ Whoop กับ Oura Ring เป็นเจ้าเก่ามาตลอด

Stephen Curry การ์ดทีม Golden State Warriors ถูกเลือกเป็น Performance Advisor ของ Google Health และยังร่วมออกแบบ Fitbit Air Special Edition ในเฉดสีน้ำตาล Rye กับสีส้ม Gameball ราคา 129.99 ดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนชัดว่า Google ไม่ได้ตั้งใจขายให้แค่ Athlete สายซีเรียสแบบที่ Whoop ทำ แต่ต้องการขยายภาพลักษณ์ให้แตะกลุ่ม Mass Market ที่กว้างกว่า

อีกหมุดสำคัญคือการเปลี่ยนชื่อ Fitbit App เป็น Google Health App เริ่มทยอย Rollout ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 พร้อมเปลี่ยน Fitbit Premium เป็น Google Health Premium เคลื่อนไหวนี้ไม่ใช่แค่การรีแบรนด์ แต่คือการดึง Fitbit เข้าไปอยู่ใต้ร่ม Google Health อย่างเต็มตัว และเปิดทาง Google Health Coach ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini ให้ทำงานข้ามอุปกรณ์ได้

ฟีเจอร์ล้น ๆ ในอุปกรณ์เล็ก ๆ 

Fitbit Air เป็น Wearable ที่เล็กที่สุดที่ Fitbit เคยทำ น้ำหนักตัวเซ็นเซอร์ (หรือที่ Google เรียกว่า Pebble) แค่ 5 กรัม ใส่สายแล้วยังไม่ถึง 12 กรัม บางกว่า Whoop 5.0 ที่หนัก 27 กรัม

ภายใน Pebble ก้อนเล็กนี้บรรจุ Sensor ที่ครบเกือบหมด ทั้ง Optical Heart Rate, Accelerometer 3 แกน, Gyroscope, Sensor วัดอุณหภูมิผิว, Infrared Sensor สำหรับ SpO2 และ Vibration Motor สำหรับการแจ้งเตือนแบบสั่น

ตรวจวัดได้ครบแบบจริงจัง

Fitbit Air ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ AFib วัด HRV หรือความแปรปรวนของการเต้นหัวใจ วัด SpO2 อุณหภูมิผิว และติดตาม Sleep Stage ครบทั้งระยะ Light, Deep และ REM

แบตเตอรี่อยู่ได้ 7 วันต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง ใช้เวลาชาร์จเต็ม 90 นาที และมี Fast Charge ที่ชาร์จแค่ 5 นาทีก็ใช้ต่อได้อีก 1 วันเต็ม กันน้ำลึก 50 เมตร ใส่ว่ายน้ำได้

ออกแบบให้เปลี่ยน Mood ใน 3 วินาที

จุดที่แตกต่างจาก Whoop คือ Fitbit Air ออกแบบให้ Pop Pebble ออกจากสายแล้วเปลี่ยนสายใหม่ได้ทันที มีสายให้เลือก 3 แบบ คือ Performance Loop ผ้าถักจาก Recycled Material, Active Band ซิลิโคนกันเหงื่อกันน้ำ และ Elevated Modern Band สายแบบ Premium ที่ดูเหมือนกำไลข้อมือมากกว่า Wearable

ตัวเครื่องมี 4 สี คือ Obsidian, Lavender, Fog และ Berry สายเสริมราคาเริ่ม 34.99 ดอลลาร์

ฟีเจอร์ที่ไม่มีใน Whoop

Google ใช้กลยุทธ์ผูก Fitbit Air เข้ากับ Ecosystem ของตัวเอง ผู้ใช้สามารถผูก Fitbit Air กับ Pixel Watch 4 ในบัญชี Google Health เดียวกันได้ ใส่ Pixel Watch ตอนกลางวัน เปลี่ยนมา Fitbit Air ตอนนอน โดยไม่ต้องห่วงว่าข้อมูลจะตกหล่น

อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้สามารถถ่ายรูปอุปกรณ์ Cardio ในยิม หรือถ่ายตารางออกกำลังกายบนกระดานไวท์บอร์ด แล้วให้ Google Health Coach ที่ใช้ Gemini อ่านและสร้างเป็น Workout Plan ให้ได้ทันที

แต่ก็ใช่ว่า Fitbit Air จะมีของครบเหมือน Whoop ทุกอย่าง ตัวเครื่องไม่มี GPS ในตัว ไม่มี Altimeter วัดความสูง และไม่มี ECG ที่ Whoop MG รุ่นท็อปมีให้ การวัดข้อมูลเชิงลึกระดับ Athlete จึงยังเป็นจุดแข็งของ Whoop อยู่

ทำไมคนถึงตื่นเต้น ทั้งที่หน้าตาเหมือน Whoop เป๊ะ

ถ้ามองแค่ Hardware เราอาจจะพูดได้เต็มปากว่า Fitbit Air ไม่ใช่ของใหม่ ตลาด Screenless Tracker เริ่มมาตั้งแต่ Whoop เปิดสนาม ตามด้วย Polar Loop, Amazfit Helio Strap หรือแม้แต่ Oura Ring ที่ครองตลาด Screen-free มานาน

ประเด็นจริง ๆ คือ Google ไม่ได้แข่งที่ Hardware แต่แข่งที่ Business Model ที่ต่างจาก Whoop คนละจักรวาล

สมัครรายปี vs จ่ายครั้งเดียว

Whoop ใช้ Subscription Model ที่ผู้ใช้ต้องจ่ายค่าสมาชิกต่อเนื่องตลอดเวลา เริ่มที่ Whoop One 199 ดอลลาร์ต่อปี Peak 239 ดอลลาร์ และ Life 359 ดอลลาร์ ถ้าหยุดจ่ายเมื่อไหร่ ตัวเครื่องที่อยู่ในมือกลายเป็นสายรัดธรรมดาทันที 

Fitbit Air เลือกทางตรงข้าม จ่ายแค่ 99 ดอลลาร์ครั้งเดียว ก็ใช้ฟีเจอร์หลักได้ทั้งหมด ตั้งแต่วัด Heart Rate, AFib, SpO2, Sleep Stage ไปจนถึง Auto Workout Detection โดยไม่ต้องสมัคร Subscription ใด ๆ

ถ้าอยากได้ Google Health Coach ที่ใช้ Gemini ค่อยจ่ายเพิ่มเดือนละ 9.99 ดอลลาร์ หรือปีละ 99 ดอลลาร์ ซึ่งถูกกว่า Whoop One ที่ตำแหน่งตลาดใกล้เคียงกันราวครึ่งหนึ่ง

ต้นทุน 3 ปี ต่างกันเป็นพัน

มีสื่อต่างประเทศคำนวณต้นทุนรวม 3 ปีไว้ว่า ผู้ใช้ Fitbit Air ที่จ่ายค่า Subscription รายปีจะเสียเงินรวมราว 397 ดอลลาร์ ในขณะที่ Whoop One อยู่ที่ 597 ดอลลาร์ และ Whoop Life ทะลุไปถึง 1,077 ดอลลาร์

ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะกลุ่มผู้ใช้ที่อยากได้ Tracker สำหรับชีวิตประจำวัน แต่ไม่ได้ซีเรียสระดับ Athlete มีอยู่จำนวนมหาศาล Google มองเห็นช่องว่างนี้ และยิงตรงเข้าไปด้วยราคาที่ต่ำกว่าครึ่ง

Google มีของที่ Whoop ไม่มี

นอกจากเรื่องราคา สิ่งที่ Google มีในมือคือ Ecosystem ที่ครบที่สุดในวงการ Wearable

Google มีสิ่งที่เรียกว่า Health Coach ซึ่งมี Gemini ในตัว สามารถเชื่อมกับข้อมูล Pixel Watch, Android, Fitbit Air เข้ากันได้อย่างไร้รอยต่อ และเตรียมเปิด Google Health API ให้ Apple Watch หรือ Wearable ยี่ห้ออื่นเข้ามาส่งข้อมูลเข้า Google Health ได้เช่นกัน ต่างกับ Whoop ที่เป็น Closed Ecosystem ทำแบบนี้ไม่ได้

ในขณะที่ Whoop ยังจัดการแค่เรื่อง Recovery, Strain และ Sleep ได้แม่นยำที่สุด Google Health Coach ครอบคลุมหัวข้อกว้างกว่ามาก ทั้งสุขภาพจิต โภชนาการ Cycle Health รวมไปถึงการเชื่อมต่อ Medical Record ผ่าน b.well และ CLEAR ที่จะเปิดในเดือนเมษายน 2026 ทำให้ AI Coach เข้าถึงผลแล็บ ประวัติยา และประวัติการรักษาของผู้ใช้ได้

กลยุทธ์ Mass Market ที่ Whoop อาจจะยังไม่ได้ลงมาแข่งด้วย

Whoop วาง Position ตัวเองเป็น Wearable ของ Athlete ที่จริงจังกับ Performance ในขณะที่ Fitbit Air วางตัวเองเป็น Tracker สำหรับคนทั่วไปที่อยากดูแลสุขภาพ แต่ไม่อยากดูข้อมูลละเอียดยิบและไม่อยากจ่ายรายเดือน

เลือก Stephen Curry มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ออกแบบสายให้ดูเหมือนเครื่องประดับ ทำสีให้ตรงกับเฉดมือถือ Pixel ทั้งหมดนี้คือสัญญาณว่า Google เล็งกลุ่มที่ Whoop อาจจะไม่ได้ลงมาโฟกัสหนักมาก นั่นคือคนที่อยากได้ Wearable เก๋ ๆ บน Wrist ที่ตรวจสุขภาพได้พื้นฐาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักกีฬา ซึ่งเป็นแนวทางที่ Google พยายามทำบนอุปกรณ์ตัวเองอย่างมือถือ และหูฟังมาโดยตลอด นั่นคือ เน้นเจาะกลุ่มผู้ใช้ Mass ด้วยตัวเครื่องดีไซน์เรียบง่ายแต่มีเอกลักษณ์ พร้อมสีสันที่สะดุดตา แต่เข้ากับทุกคน

ตลาด Screenless Tracker ที่อาจไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ต้องบอกว่าอุปกรณ์วัดค่าร่างกายแบบไม่มีหน้าจอไม่ได้มีแค่ Whoop และ Google ก่อนหน้านี้ Polar ประเดิมลงแข่งในสนามมาก่อนด้วยอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Loop ที่ไม่มี Subscription 

รวมถึง Amazfit Helio Strap (ที่ไม่ต้องจ่ายค่า Subscribtion เหมือนกัน) แถมยังมีแหวนอย่าง Oura Ring ครองตลาด Screen-free บน Finger มาหลายปี

แต่สิ่งที่ทำให้ Fitbit Air แตกต่างจาก Tracker เหล่านี้ คือพลังของ Google ที่ผูกการตลาด, AI Coach ที่ขับเคลื่อนด้วย Gemini, การเชื่อมกับ Pixel Watch, การเปิด API ให้ Apple Watch ส่งข้อมูลเข้ามา และการเปลี่ยน Fitbit App ให้กลายเป็น Google Health App อย่างเป็นทางการ

ตลาด Screenless Tracker ที่เคยเป็นสนามเฉพาะของ Athlete สาย Premium อาจถูก Google เปลี่ยนให้กลายเป็น Mainstream ภายในปีนี้ ด้วยกลยุทธ์คือราคาที่จับต้องได้ บวกกับ AI ที่ฉลาดที่สุดในตลาด

และที่ต้องจับตาคือเมื่อ Google Health Coach กับ Health API ทำงานเต็มรูปแบบ Whoop ที่เคยเป็นผู้นำในตลาดนี้ จะงัดอะไรออกมาสู้อีกบ้าง

อ้างอิง : Google, DCRainmaker, Tom's Guide, Android Headlines

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

นักวิจัยพัฒนา AI อ่านมะเร็งจากการตรวจเลือด ช่วยเลือกวิธีรักษามะเร็งได้แม่นยำขึ้น ลดการเจาะชิ้นเนื้อในอนาคต

เวลาเป็นมะเร็งแพทย์มักจะใช้วิธีเจาะชิ้นเนื้อเพื่อเอาไปตรวจดูว่าก้อนเนื้อนั้นเป็นอย่างไร แต่ล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและ Mayo Clinic พบวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือการนำเลือดไ...

Responsive image

MIT สร้าง AI ทำนาย ‘อัลไซเมอร์’ รู้ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 10 ปี พร้อมเปิด Open Source ให้ใช้งานฟรี

นักวิจัยจาก MIT เปิดตัว FINGERS-7B โมเดล AI ตัวแรกที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นการป้องกันโรคอัลไซเมอร์โดยเฉพาะ ความน่าสนใจของ AI ตัวนี้คือมันสามารถวิเคราะห์และทำนายความเสี่ยงของโรคได้...

Responsive image

Axoft บริษัทสหรัฐฯ ทดสอบ ‘ชิปฝังสมอง’ ในจีนครั้งแรก ท่ามกลางศึกเทคโนโลยีประสาทโลก โดยมี CP ร่วมลงทุน

Axoft สตาร์ทอัพสหรัฐฯ ทดสอบชิปฝังสมองในจีนครั้งแรก ท่ามกลางการแข่งขัน Neurotech ระดับโลก พร้อมระดมทุน 55 ล้านดอลลาร์ โดยมี CP ร่วมลงทุน...