คนวัย 80 สองคนอาจดูไม่ต่างกันบนหน้ากระดาษ แต่คนหนึ่งยังตื่นมาตีเทนนิสได้ทุกเช้า ไม่ต้องพึ่งยา ไม่ต้องพึ่งใคร ขณะที่อีกคนต้องใช้เวลาหลายปีสุดท้ายของชีวิตอยู่บนเตียง ตัวเลขอายุที่เท่ากันจึงแทบไม่ได้บอกอะไรเลย เพราะคำถามที่สำคัญกว่าไม่ใช่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน แต่คือเราจะยังแข็งแรงพอจะใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้นานแค่ไหน ช่วงเวลาหลังนี้เองที่วงการแพทย์เรียกว่า 'Health Span' หรือช่วงที่เรายังมีสุขภาพดี ซึ่งต่างจาก 'Life Span' ที่นับเพียงจำนวนปีที่ยังมีลมหายใจ
ภาพของการแก่อย่างยังแข็งแรงคือเป้าหมายที่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ย้ำบนเวทีเสวนา Wellness for All: Designing Health Across the Spectrum of Life เวทีเปิดของงานประชุมวิชาการนานาชาติ Siriraj International Conference in Medicine and Public Health 2026 (SICMPH 2026) ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยยกตัวอย่างอาจารย์แพทย์อาวุโสวัยเกือบ 80 ปีที่ยังเล่นเทนนิสได้ทุกวันเป็นภาพแทนของ Health Span ที่ยืนยาว
เวทีนี้เป็นการพูดคุยกับสามผู้นำวงการสุขภาพ ได้แก่ ศ.นพ.อภิชาติ ในฐานะสถาบันการแพทย์ นายแพทย์เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะผู้วางนโยบาย และ ร้อยเอก นายแพทย์ยงยุทธ มัยลาภ นายกสมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรม แก่นร่วมที่ทั้งสามท่านย้ำตรงกันคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของระบบสุขภาพไทย จากการ 'รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา' ไปสู่การ 'สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคตั้งแต่ยังไม่ป่วย' ให้ครอบคลุมคนทุกช่วงวัยและทุกกลุ่ม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ศ.นพ.อภิชาติ อธิบายว่า ในฐานะโรงเรียนแพทย์ ศิริราชมีหน้าที่ดูแลคนตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา คลอดออกมาเป็นทารก เติบโตเป็นเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน จนถึงวัยเกษียณและบั้นปลายชีวิต ซึ่งเป็นวงจรชีวิต (Life Cycle) ที่ทุกภาควิชาต้องรับผิดชอบต่อเนื่องกันในแต่ละช่วง หัวใจสำคัญคือการทำให้ 'Health Span' ของคนเรายาวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พูดง่ายคือมีความสุข ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น ไม่ต้องมาหาหมอ ไม่ต้องกินยา และอยู่กับครอบครัวและเพื่อนได้จนถึงวาระสุดท้าย
หลักประกันของการแก่อย่างแข็งแรงไม่ได้เริ่มตอนสูงวัย แต่ต้องเริ่มดูแลตั้งแต่ต้นทางของชีวิต ตั้งแต่พ่อแม่ดูแลครรภ์อย่างดี เด็กได้รับอาหารและวัคซีนครบถ้วน เติบโตขึ้นมาพร้อมความรู้ในการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อร่างกายแข็งแรงตั้งแต่ต้น ก็มีโอกาสมากที่จะรักษาความแข็งแรงนั้นไว้ได้ตลอดชีวิต ศ.นพ.อภิชาติ ย้ำว่านี่คือการทำงานที่ 'เชื่อมโยงและต่อเนื่อง' ซึ่งแต่ละจุดต้องทำให้ดีที่สุด

แต่โจทย์ที่ทำให้เรื่องนี้เร่งด่วนคือภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และเติบโตเร็วกว่าเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของไทยโตปีละไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพกลับพุ่งเร็วกว่านั้นหลายเท่า จนเกิดคำถามที่ ศ.นพ.อภิชาติ ทิ้งไว้ให้คิดว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือสิทธิประกันสังคม จะยังไปต่อได้อีกกี่ปี ข้อมูลจากธนาคารโลกระบุว่าค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยอยู่ที่ราว 4.5 ถึง 5% ของ GDP ซึ่งแม้ยังไม่สูงเท่าค่าเฉลี่ยโลก แต่แนวโน้มที่ไต่ขึ้นต่อเนื่องบนฐานประชากรสูงวัยที่ขยายตัวเร็ว คือสัญญาณที่ทุกภาคส่วนต้องเตรียมรับมือ
คำตอบที่ ศ.นพ.อภิชาติ เสนอคือการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่ จากระบบที่รอให้คนป่วยแล้วเดินเข้าโรงพยาบาล ไปสู่การเน้นการป้องกันและสร้างเสริมสุขภาพ (Prevention and Promotion) ให้ประชาชนเข้าใจว่าการดูแลสุขภาพเริ่มต้นจากตัวเอง ไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ชุมชน สังคม และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ในมุมของผู้วางนโยบาย นพ.เอกชัย ยอมรับว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของไทยสูงขึ้นต่อเนื่องจริง โดยงบประมาณที่ สปสช. จ่ายให้โรงพยาบาลทั่วประเทศเพิ่มขึ้นในระดับราวปีละ 9 ถึง 13% ซึ่งเร็วกว่าการเติบโตของงบประมาณแผ่นดินในภาพรวม ผลที่ตามมาคือหลายโรงพยาบาลประสบภาวะขาดทุน บุคลากรทำงานหนักจนลาออก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทรวงกำลังเร่งแก้ นโยบายของรัฐมนตรีจึงเน้นชัดว่าจะไม่รอรักษาคนป่วยเป็นหลัก แต่จะมุ่งสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันไม่ให้ป่วยตั้งแต่ต้นทาง
นพ.เอกชัย นิยาม Wellness for All ในสายตากระทรวงสาธารณสุขว่ากว้างกว่าเรื่องออกกำลังกาย อาหาร หรือการนอน แต่หมายถึงการทำให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสมีสุขภาพดีได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเกิดที่ไหน มีรายได้เท่าใด อายุเท่าไหร่ หรืออยู่ในเมืองหรือชนบท โดยแบ่งเป็น 3 มิติสำคัญ มิติแรกคือการดูแลตลอดช่วงชีวิต (Life Course Approach) ตั้งแต่เตรียมพร้อมก่อนตั้งครรภ์ ดูแลแม่และเด็ก ส่งเสริมพัฒนาการ สุขภาพวัยเรียน วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงการจากไปอย่างสมศักดิ์ศรี มิติที่สองคือการดูแลในทุกพื้นที่ของการใช้ชีวิต (Across Setting) เพราะสุขภาพไม่ได้ถูกสร้างแค่ในโรงพยาบาล แต่เริ่มตั้งแต่ในบ้าน โรงเรียน ชุมชน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ที่วัด และมิติที่สามคือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Across Population)
นพ.เอกชัย ให้นิยามความสำเร็จของระบบสุขภาพที่คมชัดว่า 'ไม่ได้วัดจากคุณภาพของโรงพยาบาลที่ดีที่สุด แต่วัดจากการที่คนเข้าถึงบริการได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้' และนี่คือความหมายของคำว่า Wellness for All ในมุมของกระทรวงสาธารณสุข
ประเด็นที่ นพ.เอกชัย เปิดประเด็นไว้อย่างตรงไปตรงมาคือความยั่งยืนของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (Universal Coverage) ซึ่งช่วยให้ประชาชนรายได้น้อยและอยู่พื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการได้จริงและไม่ล้มละลายจากค่ารักษา แต่เมื่อประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ภาระค่าใช้จ่ายก็เพิ่มตาม

นพ.เอกชัย เล่าจากประสบการณ์ตอนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านบริหารสาธารณสุขที่ญี่ปุ่นและทำวิจัยเรื่องผู้สูงอายุว่า ญี่ปุ่นเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก่อนไทยราว 30 ถึง 40 ปี โดยญี่ปุ่นทำได้ตั้งแต่ปี 1961 ขณะที่ไทยเริ่มในปี 2545 ช่วงแรกญี่ปุ่นก็ให้บริการฟรีเหมือนไทย แต่เมื่อผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นจนระบบไปต่อไม่ไหว จึงต้องปรับเข้าสู่ระบบการร่วมจ่าย (Co-payment) โดยผู้ป่วยวัยทำงานร่วมจ่ายราว 30% เก็บภาษีเต็มเม็ดเต็มหน่วย และมีการเก็บภาษีเพื่อการดูแลระยะยาว (Long-term Care) ตั้งแต่อายุ 40 ปี
นพ.เอกชัย ระบุว่าตนเคยเสนอแนวคิดการร่วมจ่ายในที่ประชุมของ สปสช. โดยมองว่ามีคนกลุ่มหนึ่งในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีกำลังพอจะร่วมจ่ายได้ แต่ก็ถูกทักท้วงด้วยหลักการที่ว่าคนไทยต้องได้รับบริการอย่างเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม นพ.เอกชัย เชื่อว่าหากไทยยังจัดเก็บภาษีได้ไม่เต็มที่และมีการเลี่ยงภาษีอยู่มาก ในอนาคตระบบก็อาจต้องเข้าสู่ยุคการร่วมจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงและยังไม่มีข้อสรุป
ร.อ.นพ.ยงยุทธ อธิบายว่า เวชศาสตร์วิถีชีวิต (Lifestyle Medicine) เป็นเวชศาสตร์ป้องกันแขนงหนึ่ง คำว่า Lifestyle ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงความหรูหรา แต่หมายถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเอง หัวใจของศาสตร์นี้คือการจัดการที่ต้นเหตุ (Root Cause) เพราะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) อย่างโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงมะเร็งบางชนิด ส่วนใหญ่ป้องกันได้ด้วยการปรับพฤติกรรม ไม่ใช่กรรมพันธุ์ แต่เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองจากพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น กินมากเกินไป นอนไม่พอ เครียด สูบบุหรี่ และการนั่งนิ่งไม่ขยับตัว (Sedentary Lifestyle)
ประเด็นนี้สอดคล้องกับข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ที่ระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตราว 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมดในประเทศไทย หรือประมาณ 400,000 รายต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ ยกว่าเป็นสัดส่วนราว 7 ใน 10
เวชศาสตร์วิถีชีวิตวางอยู่บน 6 เสาหลัก ได้แก่ การกินอาหารจากพืชเป็นหลักและผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด (Whole-Food Plant-Based) การเคลื่อนไหวร่างกาย การนอนหลับที่มีคุณภาพ การจัดการความเครียด การหลีกเลี่ยงสารเสพติด และการมีความสัมพันธ์ทางสังคมที่ดี ร.อ.นพ.ยงยุทธ ยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายว่า กล้วยหนึ่งลูกคืออาหารจากพืชที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป แต่เมื่อกลายเป็นไอศกรีมก็คือของแปรรูปที่ควรกินให้น้อยลง เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย ที่ไม่จำเป็นต้องซื้อรองเท้าและชุดสวยไปออกกำลังกายให้เป็นเรื่องใหญ่ แค่เลือกเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีแล้ว

เสาหลักที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ ให้น้ำหนักเป็นพิเศษคือการนอน เพราะคนไทยจำนวนมากนอนไม่พอและมักเข้าใจผิดว่านอนวันละ 4 ชั่วโมงก็เพียงพอ งานวิจัยด้านการนอนพบว่า การจำกัดการนอนให้เหลือคืนละไม่กี่ชั่วโมงติดต่อกันราวสองสัปดาห์ ทำให้สมรรถภาพการรับรู้ถดถอยสะสมจนเทียบเท่ากับการอดนอนข้ามคืนหลายวัน และการตื่นต่อเนื่องยาวนานส่งผลต่อการตัดสินใจใกล้เคียงกับภาวะมีแอลกอฮอล์ในเลือด ที่น่ากังวลคือคนที่อดนอนมักไม่รู้ตัวว่าความสามารถของตัวเองลดลง
ร.อ.นพ.ยงยุทธ อธิบายต่อว่า ช่วงหลับลึกคือเวลาที่สมองได้ชะล้างของเสียออกไป ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยด้านประสาทวิทยาที่พบว่า ในช่วงหลับลึก ระบบกลิมพาติก (Glymphatic System) ซึ่งเป็นระบบระบายของเสียของสมอง จะทำงานเพื่อขับโปรตีนเบตา-อะไมลอยด์ (Beta-amyloid) และโปรตีนเทา (Tau) ที่สัมพันธ์กับโรคอัลไซเมอร์ออกจากสมอง การนอนไม่พอเรื้อรังจึงเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม ในเชิงความจำ สิ่งที่เราเรียนรู้ระหว่างวันจะถูกเก็บไว้ในความจำระยะสั้นที่สมองส่วนฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ก่อนจะถูกส่งไปเก็บเป็นความจำระยะยาวที่สมองส่วนนอก (Neocortex) ระหว่างที่เราหลับสนิท
อีกภัยเงียบที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ เตือนคือภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea: OSA) ซึ่งอาจนำไปสู่อาการหลับในชั่วขณะ (Micro Sleep) ที่กินเวลาเพียง 3 ถึง 15 วินาที แต่หากเกิดขึ้นขณะขับรถด้วยความเร็วสูง รถอาจพุ่งออกไปได้ไกลหลายสิบเมตรโดยที่คนขับไม่รู้ตัว โดยยกงานศึกษาในกลุ่มคนขับรถบรรทุกและรถโดยสารขนาดใหญ่ที่พบสัดส่วนผู้มีภาวะ OSA รุนแรงในระดับสูง สะท้อนว่าอุบัติเหตุจากการหลับในเป็นปัญหาที่ถูกมองข้าม
ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเมื่อ นพ.เอกชัย เปิดเผยบนเวทีเดียวกันว่า ตนเพิ่งตรวจพบว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะหลับมากกว่า 50 ครั้งต่อชั่วโมง ทั้งที่คิดมาตลอดว่าตัวเองแข็งแรงดี และตอนนี้ต้องใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง (Continuous Positive Airway Pressure: CPAP) ช่วยขณะนอน พร้อมฝากเตือนผู้บริหารเพศชายวัยเกิน 50 ปีที่มีอาการนอนกรนและง่วงกลางวันว่าอย่าชะล่าใจ
เสาหลักที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ ปิดท้ายด้วยน้ำหนักมากที่สุดคือความสัมพันธ์ทางสังคม (Social Connectedness) โดยอ้างอิงงานวิจัยระยะยาวของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หรือ Harvard Study of Adult Development ที่เริ่มตั้งแต่ปี 1938 ติดตามกลุ่มตัวอย่างชาย 724 คน ทั้งนักศึกษาฮาร์วาร์ดและชายจากย่านยากจนในบอสตัน ต่อเนื่องนานกว่า 80 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ตรงกันว่า ตัวพยากรณ์ที่สำคัญที่สุดของความสุขและการมีอายุยืน ไม่ใช่ความมั่งคั่งหรือชื่อเสียง แต่คือคุณภาพของความสัมพันธ์และการมีกัลยาณมิตรที่ดี
ร.อ.นพ.ยงยุทธ เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า การได้พูดคุยกับเพื่อนในตอนเช้าให้ผลคล้ายกับการได้รับสิ่งดีต่อร่างกาย ช่วยให้ความดันโลหิตลดลง หัวใจเต้นช้าลง และฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอลลดลง เพราะฉะนั้นเวชศาสตร์วิถีชีวิตจึงเป็นการนำการแพทย์ พฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์มารวมกัน โดยแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์มีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ป่วยเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งต้องอาศัยการสื่อสารด้วยความเข้าอกเข้าใจ (Empathic Communication) การรับฟังอย่างลึกซึ้ง และการไม่ด่วนตัดสินผู้ป่วย
ในฐานะโรงเรียนแพทย์ที่ดูแลตั้งแต่ระดับโมเลกุลจนถึงระบบสุขภาพ ศ.นพ.อภิชาติ ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ศิริราชพัฒนาเพื่อกระจายโอกาสการเข้าถึงการรักษาให้เท่าเทียม หนึ่งในนั้นคือหน่วยรักษาโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile Stroke Unit) รถที่ติดตั้งเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) น้ำหนักราว 900 กิโลกรัมไว้บนตัวรถ พัฒนาร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ทำให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ทั้งชนิดตีบและแตก ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างรวดเร็วที่สุด โดยข้อมูลของโครงการระบุว่าช่วยลดระยะเวลาในการเข้าถึงการรักษาได้ราวครึ่งหนึ่ง และเพิ่มโอกาสได้รับยาที่เหมาะสมในผู้ป่วยระยะขาดเลือด (Ischemic Stroke) ได้ราว 3 เท่า
ศ.นพ.อภิชาติ เล่าว่า รถหน่วยนี้ทำงานร่วมกับรถพยาบาลของสายด่วน 1669 โดยนัดรับส่งผู้ป่วยกันครึ่งทาง หลายครั้งใช้จุดนัดพบที่สถานีบริการน้ำมันซึ่งเป็นพื้นที่นิ่งเหมาะกับการทำงานของเครื่อง CT และจากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณให้ต่อยอดโครงการ ต่อรถเพิ่มอีก 21 คัน เพื่อไปประจำที่โรงพยาบาลในเครือข่ายสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งทั่วประเทศ พร้อมแผนพัฒนาต่อเป็นระบบ AI Cloud เพื่อให้แพทย์ด้านระบบประสาททั่วประเทศเข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยร่วมกันได้
อีกตัวอย่างคือ AI ช่วยอ่านภาพเอกซเรย์ทรวงอก (AI Chest) ที่ศิริราชพัฒนาร่วมกับภาคเอกชนอย่าง Perceptra ซึ่ง สปสช. อนุมัติให้เป็นสิทธิประโยชน์และทยอยติดตั้งในโรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขแล้วหลายร้อยแห่ง โดยตั้งเป้าขยายให้ครอบคลุมราว 900 แห่งภายใน 3 ปี ศ.นพ.อภิชาติ ยกตัวอย่างว่า หากโรงพยาบาลบนเกาะเต่าที่ห่างจากฝั่งราว 3 ชั่วโมงครึ่ง มีแพลตฟอร์มนี้ช่วยตรวจจับรอยโรคที่ปอด ก็จะช่วยให้ตัดสินใจส่งต่อผู้ป่วยได้แม่นยำและทันเวลา แม้จะมีแพทย์และพยาบาลน้อย นี่คือการกระจายความเท่าเทียมโดยใช้เทคโนโลยีของคนไทย
นอกจากงานเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) จีโนม และการบำบัดด้วยเซลล์และยีน (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMP) ศิริราชยังให้ความสำคัญกับนโยบายสุขภาพและการลงชุมชน โดยมีโมเดลชุมชนบางกอกน้อยที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ศูนย์ผู้สูงอายุศิริราชบางขุนนนท์ และโมเดล 'พิจิตร 100' ที่ทำงานร่วมกับเมืองฟุกุโอกะของญี่ปุ่นซึ่งมีโครงการ Fukuoka 100 โดย ศ.นพ.อภิชาติ ย้ำว่าผู้สูงอายุต้องการสามสิ่ง คือสุขภาพที่ดี การได้เห็นคุณค่าในตัวเอง และความมั่นคงทางการเงิน
นพ.เอกชัย ปิดท้ายด้วยวิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้แนวคิด Healthier People, Stronger Thailand ที่จะทำให้ Wellness for All เกิดขึ้นได้ผ่าน 5 เสาหลัก เสาแรกคือ Health at Every Stage of Life ดูแลสุขภาพตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึงวัยสูงอายุ โดยตั้งเป้าให้เด็กที่เกิดน้อยลงทุกคนเกิดมาอย่างมีคุณภาพและเติบโตสมวัย ลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในวัยทำงาน และทำให้ผู้สูงอายุไม่เพียงอายุยืน แต่ช่วยเหลือตัวเองและสังคมได้ หรือที่เรียกว่า Successful Aging
โจทย์ด้านประชากรที่ นพ.เอกชัย ชี้ให้เห็นคือ ไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์แล้ว มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปราว 14 ล้านคน หรือประมาณ 20% ของประชากร และคาดว่าในอีกราว 10 ถึง 15 ปีข้างหน้าจะเพิ่มเป็นเกิน 20 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากร ขณะที่อัตราการเกิดกลับลดลงต่ำสุดในรอบ 75 ปี เหลือราว 460,000 คนในปี 2024 จากที่เคยสูงถึงปีละกว่า 1 ล้านคนในอดีต สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลระยะยาวและการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ที่เพิ่มขึ้น
เสาหลักที่เหลือครอบคลุมการทำให้บริการเข้าถึงได้และเป็นธรรม (Care that is Accessible and Equitable) การใช้เทคโนโลยีที่เชื่อมโยงและชาญฉลาด (System that is Connected and Smart) โดยเน้นว่า AI และแอปพลิเคชันอย่างหมอพร้อม เข้ามาเพื่อช่วยลดภาระงานเอกสารของบุคลากร ไม่ใช่มาแทนที่คน รวมถึงการดูแลบุคลากรสาธารณสุขที่ทำงานหนัก ค่าตอบแทนน้อย และมีแนวโน้มลาออก ซึ่งกระทรวงมีบุคลากรราว 350,000 คน แต่แพทย์ที่อยู่ในระบบของกระทรวงมีเพียงราว 1 ใน 3 ของแพทย์ทั้งประเทศที่มีอยู่กว่า 70,000 คน และส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
นพ.เอกชัย ย้ำว่า เสาหลักที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือ หรือ Partnership เพราะกระทรวงสาธารณสุขทำงานฝ่ายเดียวไม่สำเร็จ ต้องอาศัยภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และกระทรวงอื่น ๆ ไปจนถึงองค์กรระดับนานาชาติ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี ทั้งเรื่องเมืองที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly City) และการควบคุมมลพิษอย่างฝุ่น PM 2.5
เมื่อถูกถามว่าจะกระตุ้นให้คนไทยดูแลสุขภาพก่อนป่วยได้อย่างไร ร.อ.นพ.ยงยุทธ ให้คำตอบว่าเรื่องสำคัญที่สุดคือการเป็นแบบอย่างที่ดี (Role Model) เพราะหากบุคลากรทางการแพทย์ดูแลตัวเองจนเป็นตัวอย่างได้ ก็จะพูดกับคนอื่นได้อย่างเต็มปาก และการฝึกสติ (Mindfulness) จะช่วยให้ตัดสินใจได้ดีขึ้นในจังหวะสำคัญ โดยสมาคมเวชศาสตร์วิถีชีวิตและสุขภาวะไทยได้ลงนามความร่วมมือกับ Oxford Mindfulness Foundation เพื่อนำเครื่องมือนี้มาใช้
ร.อ.นพ.ยงยุทธ ชี้ว่า การโน้มน้าวให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ใช่เรื่องง่ายและต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่สั่งสมมาระดับหนึ่ง ในทางเวชศาสตร์วิถีชีวิตมีเทคนิคที่เรียกว่าการสัมภาษณ์เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ (Motivational Interviewing) และตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า แรงบันดาลใจที่ทำให้คนเลิกบุหรี่หรือเลิกเหล้าได้มักมาจากลูก โดยเฉพาะลูกสาว ขณะที่การกลับไปเสพซ้ำมักเกิดจากกลุ่มเพื่อนที่ไม่ดี สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมทางสังคมมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมอย่างมาก
หัวใจที่ ร.อ.นพ.ยงยุทธ ทิ้งท้ายคือการมี 'ความหมายในชีวิต' โดยยกตัวอย่างผู้สูงอายุที่โอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ Blue Zone ที่ผู้คนอายุยืน คนเหล่านี้ตื่นขึ้นมาทุกเช้าพร้อมความรู้สึกว่าตนมีสิ่งที่ต้องทำที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง ครอบครัว และสังคม การเปลี่ยนพฤติกรรมไปสู่สิ่งที่ดีกว่าจึงต้องอาศัยการสร้างแรงบันดาลใจและการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง
ศ.นพ.อภิชาติ สรุปปิดเวทีว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของโลกในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อ 3 (Sustainable Development Goal 3: SDG 3) ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี จากการจัดอันดับล่าสุดของ Times Higher Education ซึ่งเป็นผลจากการทำงานของทุกคณะ โดยศิริราชในฐานะสถาบันการแพทย์ที่ก่อตั้งมา 138 ปีนับตั้งแต่ พ.ศ. 2431 เป็นเพียงจิ๊กซอว์หนึ่งของระบบ Healthy Thailand เท่านั้น
ศ.นพ.อภิชาติ ย้ำว่า การแพทย์และสาธารณสุขในอนาคตต้องเน้นการป้องกัน เข้าถึงได้ มีส่วนร่วม และปรับให้เหมาะกับแต่ละบุคคล โดยเป้าหมายปลายทางคือการมีอายุยืนที่มาพร้อมคุณค่าสามด้าน ทั้งคุณค่าด้านสุขภาพ (Health Value) คุณค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) และคุณค่าทางสังคม (Social Value) และเน้นว่า Wellness เป็นหน้าที่ของทุกคนในการดูแลตัวเอง เพราะแต่ละคนรู้ดีที่สุดว่าตนมีความเสี่ยงอะไร กุญแจสำคัญไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว แต่อยู่ที่ระดับรากหญ้า ชุมชน และสังคม โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1 ล้านคน ที่จะช่วยสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) ให้ประชาชน เพื่อไม่ให้มีผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มขึ้น
Wellness for All คือการเปลี่ยนความคิดจากการรอรักษาโรค ไปสู่การสร้างสุขภาพตั้งแต่ยังไม่ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน โดย ศ.นพ.อภิชาติ ทิ้งท้ายว่าการเริ่มต้นด้วยการพูดอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้
ที่มา: เวทีเสวนา Wellness for All: Designing Health Across the Spectrum of Life เวทีเปิดของงานประชุมวิชาการนานาชาติ Siriraj International Conference in Medicine and Public Health 2026 (SICMPH 2026) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด