
AI เริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกการลงทุนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่การหาข้อมูล สรุปข่าว วิเคราะห์ธุรกิจ ไปจนถึงการคัดกรองหุ้นและกองทุน ทำให้คำถามไม่ได้หยุดอยู่แค่ว่า AI จะช่วยลงทุนได้หรือไม่ แต่เริ่มไปถึงว่าหากวันหนึ่ง AI สามารถทำงานในกระบวนการลงทุนได้มากขึ้น เราจะกล้าให้มันเข้ามาดูแลเงินของเรามากแค่ไหน
ประเด็นนี้ถูกพูดถึงในเซสชั่น ‘Would You Dare to Let AI Invest for You 100%?’ บนเวที Techsauce Global Summit 2026 โดยมีคุณวทันยา บุนนาค Co-CEO of Liberator Securities , คุณธานินทร์ แซมมณี CEO and founder of Deepscope และคุณเมธพนธ์ อมรธีรสรรค์ นักลงทุนและเจ้าของเพจหุ้นเปลี่ยนโลก ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง
โดยคุณวทันยา กล่าวว่าการเอา AI มาใช้กับการลงทุน หัวใจสำคัญคือจะทำยังไงให้ AI ช่วยให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลดี ๆ เครื่องมือที่ใช้งานได้จริง และตัดสินใจได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น
ทุกวันนี้ AI ช่วยได้หลายอย่างแล้ว ทั้งประมวลผลข้อมูล ติดตามสถานการณ์ตลาด วิเคราะห์หุ้นหรือสินทรัพย์ต่าง ๆ และช่วยดูเรื่องความเสี่ยงได้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่มีสี่เรื่องที่ยังไม่ควรปล่อยให้ AI ตัดสินใจแทนเจ้าของเงินทั้งหมด คือ ระดับความเสี่ยง เป้าหมายทางการเงิน ระยะเวลาการลงทุน และแผนการใช้ชีวิต เพราะเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องส่วนตัวที่ AI ไม่มีทางรู้แทนเราได้
ในมุมของคุณวทัน ‘การให้ AI ลงทุนแทน 100%’ ไม่ใช่การปล่อยให้ระบบตัดสินใจอย่างอิสระ แต่คือการให้เทคโนโลยีเข้ามาทำงานตามระบบระเบียบ โดยมีเจ้าของเงินเป็นคนกำหนดกรอบเรื่องเงื่อนไขและความเสี่ยง
หากมองลึกลงไปในมุมเทคโนโลยี คุณธานินทร์บอกว่าเราต้องแยกบทบาทระหว่างโมเดลภาษา (LLM) กับระบบวิเคราะห์เชิงตัวเลขให้ออก
โมเดลภาษาอย่าง LLM นั้นเก่งมากในการจัดการข้อมูลตัวอักษร มันช่วยเราสรุปข่าว อ่านงบการเงิน หรือจับใจความสำคัญของธุรกิจได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ถึงอย่างนั้น เราก็ไม่ควรนำคำตอบจากแชทบอทมาใช้ฟันธงเพื่อซื้อขายหุ้นโดยตรง เพราะระบบยังมีจุดอ่อนเรื่องการ ‘ให้ข้อมูลผิดพลาด’ รวมถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลที่มันดึงมาใช้
ในทางกลับกันระบบวิเคราะห์เชิงตัวเลขจะทำงานบนกฎเกณฑ์และสูตรคำนวณที่ตายตัวกว่า โดยระบบจะนำตัวชี้วัดต่างๆ เช่น อัตรากำไร ความถูกแพงของหุ้น หรือแนวโน้มราคา มาประเมินด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ซึ่งกระบวนการทำงานจะมีความเป็นเหตุเป็นผลชัดเจน เริ่มตั้งแต่การรับข้อมูลดิบเข้ามา แปลงเป็นคะแนน สร้างเป็นสัญญาณซื้อขาย และนำไปสู่การตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย
และอธิบายเพิ่มเติมว่าปัจจุบันระบบ Quant ฉลาดขึ้นจนสามารถใช้ Machine Learning สร้างสูตรสแกนหุ้นได้เองโดยไม่ต้องรอให้มนุษย์ป้อนเงื่อนไขเหมือนเมื่อก่อน ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าระหว่าง LLM กับ Quant ตัวไหนดีกว่ากัน เพราะ LLM ถูกสร้างมาเพื่อช่วยค้นหาและทำความเข้าใจข้อมูล ส่วน Quant มีไว้เพื่อการวิเคราะห์ที่เป็นระบบและตรวจสอบผลลัพธ์ได้
ด้านคุณเมธพนธ์ ให้ความเห็นว่าอุปสรรคใหญ่ของการลงทุนไม่ใช่การขาดข้อมูล แต่คือการขาดวินัย ต่อให้เราวางแผนระยะยาวมาอย่างดีและคิดว่ารัดกุมแล้ว แต่เมื่อเจอกับความผันผวน ความกลัว หรือแม้แต่ความโลภ สิ่งเหล่านี้ก็มักจะเป็นตัวการที่ทำให้นักลงทุนตัดสินใจแหกกฎ เผลอทิ้งแผนเดิมที่เคยวางไว้
ถึง AI จะหาข้อมูลมาเราได้รวดเร็วแค่ไหน แต่การมีข้อมูลล้นมือก็ไม่ได้การันตีว่าจะช่วยให้เราตัดสินใจได้ดีขึ้น หากนักลงทุนยังขาดทักษะในการคัดกรองความน่าเชื่อถือของข้อมูล
อีกประเด็นที่คุณเมธพนธ์ชี้ให้เห็นคือ AI กำลังอัปเลเวลจากการเป็นแค่เครื่องมือรอรับคำสั่งไปเป็น AI Agent ที่คิดและวิเคราะห์ได้เอง จนกลายเป็น ‘สมองที่สอง’ ที่ช่วยนักลงทุน แต่เขาก็มองว่ายังไม่ควรปล่อยให้ AI จัดการเงินทั้งหมด เนื่องจากระบบ LLM มักจะให้น้ำหนักกับกระแสข่าวล่าสุดมากเกินไปจนเกิดความลำเอียง ส่วนระบบ Quant แม้จะดีตรงที่ไม่มีอารมณ์มาเกี่ยวข้อง แต่ถ้าจะลองใช้งานควรแบ่งเงินแค่บางส่วนมาทดสอบก่อน ไม่ควรทุ่มให้ AI ดูแลทั้งหมด
เมื่อฟังมุมมองจากทั้งสามท่านจะเห็นจุดร่วมเหมือนกันว่าเรายังไม่ควรปล่อยให้ AI จัดการเงินแบบ 100%
คุณธานินทร์อธิบายว่า Quant แต่ละระบบมีวิธีคิดไม่เหมือนกัน บางระบบดูแค่ข้อมูลของบริษัทเพียงอย่างเดียว ไม่ได้เอาปัจจัยเศรษฐกิจภาพใหญ่มาคิดด้วย แล้วเรื่องที่วัดยากอย่างความคิดของผู้บริหาร ก็ยังเป็นสิ่งที่โมเดลวิเคราะห์แทนคนได้ยาก ขณะที่ตลาดยังมีเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึง ทำให้รูปแบบที่ AI เรียนรู้จากข้อมูลเก่าอาจใช้ไม่ได้อีกเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน
คุณวทันยามองต่างออกไปเล็กน้อย เธอเห็นว่า AI ทำงานบางอย่างได้เต็มที่อยู่แล้ว เช่น จับรูปแบบ สร้างสัญญาณซื้อขาย หรือคัดกรองหุ้น รวมถึงดูแลเงินบางส่วนของพอร์ตได้ด้วย แต่สิ่งที่ยังต้องเป็นหน้าที่ของคนเสมอคือการวางกรอบ ว่าลงทุนไปเพื่ออะไร รับความเสี่ยงได้แค่ไหน และควรสั่งหยุด AI เมื่อไหร่
ส่วนคุณเมธพนธ์สรุปสั้น ๆ ว่า AI ควรอยู่ในบทบาทผู้ช่วยที่เก่งมาก ๆ ได้ แต่ไม่ควรถูกยกให้เป็นคนคิดแทนทั้งหมด
ในส่วนของทิศทางอนาคต คุณวทันยาเปิดเผยว่า Liberator มุ่งมั่นที่จะยกระดับ AI ให้ก้าวข้ามการเป็นเพียงเครื่องมือค้นหาข้อมูล โดยจะให้ความสำคัญกับความถูกต้องของข้อมูล การวางระบบฐานข้อมูล และขั้นตอนการวิเคราะห์ที่ชัดเจน เพื่อให้ AI สามารถสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ขณะนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างเตรียมเปิดตัวบริการ AI รูปแบบใหม่ ที่จะเข้ามาช่วยนักลงทุนจัดการข้อมูล วิเคราะห์ ติดตาม และบริหารพอร์ตอย่างเป็นระบบ ภายใต้กรอบความเสี่ยงที่เจ้าของเงินรับได้
จุดประสงค์หลักของโมเดลนี้ ไม่ใช่การนำเทคโนโลยีมาแทนที่มนุษย์ แต่เป็นการลดความซับซ้อนของการลงทุน และเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเครื่องมือคุณภาพสูงได้ โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องขนาดพอร์ตเข้ามาเกี่ยวข้อง
ดังนั้น สิ่งที่ได้จากการพูดคุยในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การหาคำตอบว่า AI จะลงทุนแทนเรา 100% ได้หรือไม่ แต่เป็นการทำความเข้าใจว่าเราควรใช้ AI เป็นผู้ช่วยในขั้นตอนไหน งานไหนที่ต้องอาศัยระบบที่ตรวจสอบได้ และเรื่องไหนที่เจ้าของเงินยังต้องเป็นผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายด้วยตัวเอง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด