SCB 10X ชี้เทรนด์ Always-On Economy เศรษฐกิจที่ AI ทำงานแทนคนได้ 24 ชม.

ทุกวันนี้เวลาจะซื้ออะไรหรือทำธุรกรรมสักอย่าง มนุษย์ยังต้องเป็นคนลงมือเอง ตั้งแต่เปิดแอปฯ หาข้อมูล เปรียบเทียบตัวเลือก ตัดสินใจ ไปจนถึงการจ่ายเงิน แต่ถ้า AI ทำงานเหล่านี้แทนเราได้เองโดยไม่ต้องรอให้สั่งทุกครั้ง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นอาจเปลี่ยนไปจากเดิมมาก 

นี่คือประเด็นที่ดร.ณรงค์ บริจินดากุล Technical Specialist, Venture Capital, SCB 10X พูดถึงในเซสชั่น The Always-On Economy: What Happens When AI Stops Waiting for Prompts ในงาน Techsauce Global Summit 2026 

ในฐานะ Venture Capital หน่วยงานการลงทุนในสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีของกลุ่ม SCBX หนึ่งในบทบาทของ SCB 10X คือการติดตามเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ จากระบบนิเวศเทคโนโลยีระดับโลก ผ่านทั้งการลงทุน การทำงานร่วมกับสตาร์ทอัป และเครือข่ายนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมองหา Technology Signals ที่อาจส่งผลต่อธุรกิจและเศรษฐกิจในอนาคต 

หนึ่งในสัญญาณที่ SCB 10X กำลังจับตามอง คือการเปลี่ยนผ่านจาก AI ที่ทำงานตามคำสั่ง ไปสู่ AI Agent ที่สามารถรับเป้าหมาย วางแผน และลงมือทำงานต่อเนื่องได้ด้วยตัวเอง ซึ่งอาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Always-on Economy หรือเศรษฐกิจที่ AI Agent สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่การมี AI มาช่วยตอบคำถาม แต่คือการให้ AI รับ 'เป้าหมาย' ไป แล้วคอยค้นหา ประเมิน เปรียบเทียบ และลงมือทำตามเป้าหมายนั้นอย่างต่อเนื่อง 

จาก AI ที่รอคำสั่ง สู่ AI ที่ทำงานต่อเอง

ปัจจุบัน AI Agent ที่เราใช้กันอยู่ยังมีลักษณะเป็นฝ่ายรอรับคำสั่งเป็นหลัก เช่น เจ้าของร้านกาแฟสั่งให้ ChatGPT หรือ Claude ช่วยวิเคราะห์คู่แข่ง AI ก็จะไปรวบรวมข้อมูล แล้วส่งรายงานกลับมาให้จากนั้นงานก็จบ

แต่ Always-on Agent จะต่างออกไป เพราะเราไม่ต้องบอกทีละขั้นตอน แค่กำหนดเป้าหมาย เช่น อยากเพิ่มยอดขายให้ร้าน จากนั้น AI จะไปดูข้อมูลทางการเงิน การทำโฆษณา ข้อมูลคู่แข่ง แล้วประเมินว่าควรทำอะไรต่อและถ้าเห็นว่าแผนโฆษณายังไม่เวิร์ก AI ก็จะปรับกลยุทธ์และลองวิธีอื่นต่อไปเรื่อย ๆ โดยยังยึดเป้าหมายเดิม ไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ

ตัวอย่างเช่น เรื่องประกันสุขภาพ ถ้าเราอยากได้เบี้ยที่ถูกลงแต่ความคุ้มครองเท่าเดิม เราอาจเริ่มค้นหาและเทียบแผนจากหลายบริษัท แต่พอผ่านไปสักพักเราอาจเริ่มเหนื่อย ซึ่งสุดท้ายก็อาจไม่ได้ตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าเป็น AI เราแค่บอกเป้าหมายครั้งเดียว แล้วปล่อยให้มันหาข้อมูล เปรียบเทียบข้อเสนอจากบริษัทต่าง ๆ รวมถึงดูว่ามีเงื่อนไขไหนที่ดีกว่ากรมธรรม์เดิมหรือไม่ พอเจอตัวเลือกที่น่าสนใจค่อยส่งมาให้เราตัดสินใจเป็นขั้นสุดท้าย 

ซึ่งปัญหาตอนนี้คือหลายคนยังมีเวลาจำกัด จะหาซื้อของ หาผู้ขายหรือเทียบบริการก็ไม่สามารถมานั่งทำเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พอมี AI เข้ามาทำงานแทน ข้อจำกัดตรงนี้ก็ลดลง จากเดิมที่เราอาจมีเวลาเทียบผู้ขายได้แค่ 5 ราย ก็เปลี่ยนให้ AI ไปหามา 20-30 รายแทนได้ พร้อมทั้งให้ติดต่อ นัดหมายและจัดการธุรกรรมต่อจนจบ ผลคือต้นทุนในการจัดการสิ่งเหล่านี้ลดลง เพราะงานที่เคยต้องใช้เวลาและความใส่ใจของคนถูกโอนไปให้ AI ทำแทน 

ซึ่งอีกเรื่องที่เปลี่ยนไปคือ 'ความต้องการ' ปกติถ้าเราอยากได้อะไรแต่ยุ่งจนไม่มีเวลาหา เราก็มักจะปล่อยผ่านหรือพักเรื่องนั้นไว้ก่อน แต่พอมี AI สิ่งที่เราต้องการจะไม่ถูกทิ้งกลางทาง เพราะ AI จะเข้ามารับโจทย์นี้และไปตามเรื่องต่อให้

ธุรกิจต้องแข่งกันด้วยสิ่งที่ AI มองเห็น

พอ AI เข้ามาเป็นคนค้นหาและเปรียบเทียบสินค้าแทนเรา วิธีที่ธุรกิจใช้เข้าถึงลูกค้าก็อาจจะต้องเปลี่ยน

ปัจจุบันธุรกิจให้ความสำคัญกับการทำ SEO และการออกแบบหน้าร้านให้น่าดึงดูด เพราะมนุษย์ยังคงเป็นคนเข้ามาดูและตัดสินใจเอง แต่ถ้าต่อไปมนุษย์ไม่ได้เป็นคนดูข้อมูลพวกนี้เองแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็อาจจะสำคัญน้อยลง

ที่เป็นแบบนี้เพราะ AI ไม่ได้มานั่งสนใจว่าเว็บจะสวยไหม โฆษณาจะดึงดูดสายตาหรือเปล่า เพราะสิ่งที่ AI ดูคือข้อมูลเน้น ๆ อย่างราคา คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ หรือดูว่าของชิ้นนั้นตอบโจทย์คนสั่งจริง ๆ ไหมมากกว่า  ทำให้ภาพในอนาคตอาจจะได้เห็นการซื้อขายแบบที่ AI ฝั่งคนซื้อไปคุยกับ AI ฝั่งคนขายกันเองโดยตรง โดยที่เราไม่ต้องลงไปดูเองทุกขั้นตอน

สิ่งที่ต้องพัฒนาเพื่อให้ AI ทำงาน 24/7 ได้จริง

สำหรับมุมนักลงทุน การเกิดขึ้นของ Always-on Agent ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดของ AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานมารองรับด้วย ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ ฮาร์ดแวร์ AI Agent และระบบที่เกี่ยวข้อง 

ฝั่งฮาร์ดแวร์ต้องทำให้ต้นทุนการประมวลผลถูกลง เพราะถ้า AI ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายก็ต้องลดลงตามตอนนี้เราจึงเห็นการพัฒนาชิปหลายรูปแบบ เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท รวมถึงการแยกหน่วยประมวลผลกับหน่วยความจำออกจากกัน เพื่อแก้ปัญหาคอขวดเวลาที่ระบบต้องจำข้อมูลเยอะ ๆ

ส่วน AI เอง ก็ต้องพัฒนาทั้งตัวโมเดลและเครื่องมือควบคุม ให้ทำงานได้นานขึ้น เชื่อมต่อกับเครื่องมือต่าง ๆ และทำงานร่วมกับ AI หลายตัวพร้อมกันได้ ที่สำคัญคือต้องจัดการระบบความจำให้ดี เพราะยิ่งปล่อยให้มันทำงานต่อเนื่องนาน ๆ ปัญหาเรื่อง AI 'ลืมข้อมูล' หรือ 'หลุดบริบท'ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย อีกส่วนคือระบบแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ AI เพราะการทำงานแทนคนต้องเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต เบราว์เซอร์ เครื่องมือต่าง ๆ และระบบชำระเงินได้อย่างปลอดภัย 

เรื่องทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาระบบเศรษฐกิจมีคอขวดสำคัญอยู่ที่ 'Attention' ถ้าเราอยากซื้ออะไรสักอย่างแต่ยุ่งจนไม่มีเวลานั่งหาข้อมูล การซื้อขายนั้นก็ไม่เกิดขึ้น 

แต่เมื่อ AI ทำงานต่อเนื่องแทนเราได้ เราแค่บอกสิ่งที่ต้องการ แล้วปล่อยให้ระบบรับช่วงต่อ นี่จึงเป็นที่มาของ Intention Economy ซึ่งต่างจาก Attention Economy ตรงที่เราไม่ต้องรอให้ตัวเองมีเวลาว่าง แค่ระบุความตั้งใจไว้ Agent ก็พร้อมเดินหน้าลุยต่อให้จนจบแบบอัตโนมัติทันที

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

OpenAI ออกรายงานแฉโมเดลตัวเอง แอบสั่งตัวเองปิดบังข้อผิดพลาด แถมแอบใช้คลังซอฟต์แวร์ภายในเป็นกระดานฝากข้อความคุยกันเอง

สรุปรายงาน OpenAI 6 ฉบับที่เปิดพฤติกรรมผิดปกติของโมเดลตัวเอง ตั้งแต่โมเดลที่แทรกคำสั่งปิดบังความผิดพลาดใส่บันทึกสรุปงาน ไปจนถึงการล้วงกุญแจ API ที่หลุดบน GitHub แล้วกุตัวเลขส่งให้ผ...

Responsive image

Huawei เปิดตัว Atlas 960E SuperPoD และ Peerium สถาปัตยกรรมปฏิวัติวงการ สั่งชิป 1 ล้านตัวทำงานพร้อมกันเป็นซุปเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องเดียว

Techsauce สรุปไฮไลต์ HUAWEI CONNECT 2026 Huawei เปิดตัว Atlas 960E SuperPoD และ Peerium สถาปัตยกรรมปฏิวัติวงการ ใช้เทคโนโลยีแสง NPO สั่งชิปล้านตัวประมวลผลแรงเท่าซุปเปอร์คอมพิวเตอร์...

Responsive image

ทำไม Location จึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ AI ขาดไม่ได้ เปิดฉากทัศน์ใหม่ของการตัดสินใจองค์กรจาก Esri Thailand

สิ่งที่ทำให้บางองค์กรสามารถตัดสินใจได้แม่นยำกว่า ไม่ได้เกิดจากการมีข้อมูลมากกว่าเพียงอย่างเดียว หากเกิดจากความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลเหล่านั้นเข้าด้วยกันจนมองเห็นภาพรวมและความสั...