Geoffrey Hinton เจ้าพ่อ AI ยอมรับ บางทีโลกอาจดีกว่านี้ ถ้าเราไม่เคยสร้าง AI ขึ้นมา

เมื่อคนที่วางรากฐานให้โครงข่ายประสาทเทียมและขับเคลื่อนยุคทองของปัญญาประดิษฐ์ ออกมาเอ่ยปากว่า โลกเราอาจจะน่าอยู่กว่านี้หากไม่เคยสร้าง AI ขึ้นมาเลยตั้งแต่แรก นี่เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตจาก Geoffrey Hinton นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์เจ้าของรางวัลโนเบล ผู้ได้รับสมญานามว่าหนึ่งใน Godfathers of AI

งานวิจัยของ Hinton คือฟันเฟืองชิ้นเอกที่อยู่เบื้องหลังความฉลาดของ ChatGPT, Gemini และโมเดลแถวหน้าเกือบทั้งหมดในปัจจุบัน การที่เขากล่าวกับ The Guardian ว่า "บางทีเราอาจจะดีกว่านี้ถ้าไม่เคยพัฒนามันขึ้นมาเลย" ทว่าเขาก็รีบออกตัวว่าไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายจนมืดมน เขายังเชื่อในศักยภาพของ AI ที่จะพามนุษยชาติไปสู่อนาคตที่ดีได้ เพียงแต่มันจะไม่เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ และนาฬิกาทรายแห่งเวลาก็กำลังร่นถอยลงเร็วกว่าที่คิด

สองทางแพร่งในรอบ 10 ปี ยุคแห่งความอุดมสมบูรณ์ หรือสังคมที่แตกเป็นเสี่ยง

Hinton ในวัย 78 ปี ประเมินว่าภายในทศวรรษนี้ หรืออาจเร็วกว่านั้น เราจะได้รู้คำตอบว่ามนุษย์จะสามารถควบคุมความเสี่ยงของเทคโนโลยีนี้ได้จริงหรือไม่ โดยปลายทางข้างหน้ามีเพียงสองขั้วที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ฟากหนึ่งคือ 'Radical Abundance' หรือโลกแห่งความอุดมสมบูรณ์ขั้นสุด ที่ต้นทุนการผลิตทุกอย่างถูกลงจนสิ่งจำเป็น ทั้งการเข้าถึงการรักษาโรค ความรู้ และสินค้าบริการ ไม่ใช่เรื่องขาดแคลนอีกต่อไป 

อีกฟากหนึ่งกลับเป็นภาพของสังคมที่ถูกฉีกออกจากกัน หากเราล้มเหลวในการควบคุม ความเหลื่อมล้ำจะถ่างกว้างจนเกินเยียวยา วิกฤตคนตกงานมหาศาลจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งทางวัฒนธรรมครั้งใหญ่

สิ่งที่ชวนสะพรึงที่สุดในมุมมองของ Hinton คือการหยิบประวัติศาสตร์พลังงานนิวเคลียร์มาเป็นกระจกสะท้อนโลก AI

เขามองย้อนกลับไปในอดีต โลกนิวเคลียร์เคยมีสัญญาณเตือนภัยครั้งแรกคืออุบัติเหตุ ‘Three Mile Island’ ในปี 1979 แม้จะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ก็ทำให้ผู้คนตื่นตระหนก ทว่าสังคมกลับไม่ได้ถอดบทเรียนอย่างจริงจัง จนกระทั่งหายนะที่แท้จริงอย่าง ‘Chernobyl’ ในปี 1986 ระเบิดขึ้นและเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

สำหรับวงการ AI เหตุการณ์ที่เอเจนต์ของ OpenAI รวมกลุ่มกันพยายามเจาะระบบแพลตฟอร์ม Hugging Face เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ก็เปรียบเสมือน Three Mile Island เป็นเพียงกระสุนเตือนนัดแรกที่ยังไม่สร้างความเสียหายใหญ่หลวง

แต่สิ่งที่ Hinton หวาดกลัวที่สุด คือหายนะระดับ ‘Chernobyl ของโลกดิจิทัล’ กำลังจะตามมาในไม่ช้า ซึ่งอาจไม่ใช่ภาพของอาวุธล้างโลกอย่างที่คิด แต่เป็นวิกฤตโครงสร้างพื้นฐานที่กระทบชีวิตประจำวันโดยตรง ตั้งแต่การที่ AI โจมตีระบบพลังงานจนไฟฟ้าตกทั่วประเทศ โรงงานและเครื่องใช้ไฟฟ้าใช้งานไม่ได้ ไปจนถึงระบบธนาคารและการเงินล่มพร้อมกันทั้งสัปดาห์ แม้มันจะไม่ถึงขั้นทำลายล้างมนุษยชาติ แต่ความปั่นป่วนระดับนี้จะรุนแรงพอที่จะบีบให้ผู้นำโลกต้องตื่นขึ้นมาควบคุม AI อย่างจริงจังเสียที

ศึกชิงบัลลังก์ Frontier AI กับความไว้ใจที่แทบเป็นศูนย์

เมื่อพูดถึงผู้นำบริษัทเทคโนโลยีระดับบิ๊กเทค Hinton วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาว่ากำลังพาโลกไปเสี่ยงเกินขอบเขตด้วยการแข่งขันปล่อยโมเดลที่ทรงพลังออกมาเรื่อย ๆ เพียงเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ

เขาระบุชัดเจนว่าไม่ไว้ใจ Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI เลยแม้แต่น้อย โดยมองว่าทั้ง Altman, Mark Zuckerberg และ Elon Musk ต่างตระหนักถึงความเสี่ยงดี แต่ความกระหายในผลกำไรและชัยชนะในตลาดมีน้ำหนักมากกว่า 

Hinton กังวลเป็นพิเศษที่ Altman เป็นผู้นำองค์กรหลักของสหรัฐฯ ในการทำศึกชิงความเหนือชั้นด้าน Frontier AI กับจีน ซึ่งสวนทางกับคำกล่าวของ Altman ที่เคยยืนยันว่าโลกควรเชื่อใจว่า OpenAI จะยึดมั่นในความถูกต้องเสมอ

ทางออกเดียวที่ Hinton มองเห็นคือ การจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแล AI ที่มีอำนาจและมาตรฐานเทียบเท่ากับองค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐฯ โดยกำหนดให้บริษัทเทคโนโลยีต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางสถิติที่โปร่งใสและผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานอิสระว่า โมเดลนั้นมีคุณประโยชน์มากกว่าโทษ ก่อนจะได้รับอนุญาตให้ปล่อยสู่สาธารณะ

เขาเปรียบเทียบสถานการณ์นี้กับโศกนาฏกรรมของยา Thalidomide ในยุค 1950 ที่เคยวางจำหน่ายเพื่อแก้อาการแพ้ท้อง แต่กลับทำให้ทารกนับหมื่นคนทั่วโลกต้องพิการแต่กำเนิด บทเรียนครั้งนั้นสอนเราว่า การปล่อยเทคโนโลยีออกมาก่อนแล้วค่อยมาฟ้องร้องเยียวยาทีหลังคือความผิดพลาดราคาแพง และสิ่งที่บริษัทยักษ์ใหญ่กำลังทำกับ AI ในตอนนี้ ก็แทบไม่ต่างอะไรกับการปล่อย Thalidomide ตัวใหม่ลงสู่สังคม

แนวทางของ Hinton สอดรับกับกลุ่ม 33 ประเทศ นำโดยฟินแลนด์ สิงคโปร์ เยอรมนี แคนาดา และออสเตรเลีย ที่ร่วมกันผลักดันกรอบกำกับดูแลแบบบังคับทดสอบความปลอดภัยผ่านองค์กรอิสระ ในขณะที่ฝั่งการเมืองสหรัฐฯ นำโดย Donald Trump กลับมองว่าการควบคุมที่เข้มงวดเกินไปจะทำให้ประเทศเสียเปรียบจีน และต้องการให้บริษัทกำกับดูแลกันเอง ส่วนสหราชอาณาจักรก็เตรียมใช้เวทีประธาน G20 ในปีหน้าเพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานกลางระดับโลก

ผู้สร้างที่ปฏิเสธเงาของ Oppenheimer

แม้ผู้คนจะเปรียบเทียบเขากับ Robert Oppenheimer บิดาแห่งระเบิดปรมาณู ถึงขั้นมีคนซื้อหมวกทรงเดียวกันมาให้ แต่ Hinton ปฏิเสธการเปรียบเทียบนั้นอย่างสิ้นเชิง เขาย้ำว่าตนเป็นเพียงหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์นับพันคนที่ร่วมกันบุกเบิกโครงข่ายประสาทเทียมมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970

การตัดสินใจลาออกจาก Google ในปี 2023 มีเป้าหมายเดียวคือการได้พูดเตือนสติสังคมอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าหากวันใดที่ AI เริ่มพัฒนาเป้าหมายในการควบคุมสิ่งต่าง ๆ รอบตัวด้วยตัวมันเอง เมื่อนั้นมนุษย์จะเจอปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างแท้จริง Hinton ยอมรับว่า เทคโนโลยีพัฒนามาไกลและเร็วกว่าที่เขาเคยประเมินไว้เมื่อ 10 หรือ 40 ปีก่อนอย่างไม่น่าเชื่อ

อ้างอิง: theguardian, techradar

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

พนักงานขอไม่ใช้ AI ทำงาน เพราะ ‘ขัดกับความเชื่อของตัวเอง’ ไม่ได้นับถือพระเจ้า แต่ใช้กฎหมายเสรีภาพทางศาสนา จนองค์กรยอม

พนักงานมหาวิทยาลัยเคนทักกีได้รับอนุมัติให้ทำงานโดยไม่ใช้ AI หลังยื่นขอยกเว้นด้วยความเชื่อแบบมนุษยนิยม ตามกฎหมายเสรีภาพทางศาสนาของสหรัฐฯ ช่องทางใหม่ที่คนทำงานเริ่มหยิบมาใช้...

Responsive image

Meta ปล่อยอัปเดตฟีเจอร์ ‘Creator Assistant’ ช่วยผู้ใช้วางสตอรีบอร์ด ร่างตอบคอมเมนต์ แถมเตือนเมื่อโพสต์เริ่มมาแรง

อัปเดต Creator Assistant บน Facebook ให้แจ้งเตือนเมื่อโพสต์มาแรง ช่วยต่อยอดไอเดียเป็นสตอรีบอร์ด รีวิวร่างก่อนโพสต์ และร่างคำตอบคอมเมนต์ด้วยน้ำเสียงของครีเอเตอร์ ใช้ได้ทั้งมือถือ เว...

Responsive image

สัมภาษณ์พิเศษ Dr. Werner Vogels VP & CTO แห่ง Amazon ผู้ร่วมสร้างยุค AWS อยู่กับ Amazon มา 22 ปี วันนี้เขามอง AI อย่างไร

ในโอกาสที่ Dr. Werner Vogels VP & CTO ของ Amazon.com เดินทางมาเยือนประเทศไทย Techsauce ได้สัมภาษณ์เขาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุด เมื่อ AI ไม่ได้แค่ทำให้งานเร็วขึ้น...