ทุกวันนี้ เวลาติดอยู่กับคำถามสักข้อ สิ่งแรกที่หลายคนทำคือพิมพ์ถาม AI แล้วเดินตามคำตอบที่ได้มาแทบจะทันที บางครั้งเรารู้สึกลึก ๆ ว่ามันไม่น่าใช่ แต่ก็เลือกเชื่อเครื่องมากกว่าเชื่อตัวเอง เพราะเครื่องคำนวณได้เร็วกว่าและรู้มากกว่าเรา
ผู้หญิงคนหนึ่งเคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนพวกเราเกือบ 25 ปี และผลของมันคือการแพ้เกมที่เธอควรจะเสมอได้สบาย ๆ

เธอคือ Judit Polgár นักหมากรุกชาวฮังการีที่ได้เป็นแกรนด์มาสเตอร์ตอนอายุ 15 ปี ทำลายสถิติของ Bobby Fischer (นักหมากรุกอัจฉริยะชาวอเมริกัน และเป็นแชมป์โลกหมากรุกสากลชาวอเมริกันอย่างเป็นทางการคนแรกในประวัติศาสตร์) และยังเป็นผู้หญิงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่เคยขึ้นไปติดอันดับ Top 10 ของโลก ทั้งที่ลงแข่งกับผู้ชายมาตลอดชีวิต
เรื่องนี้ถูกเล่าบนเวที Tatler Gen.T Summit 2026 ในเซสชัน How to Think Clearly When There's Too Much to Think About ซึ่งมี Tamara Lamunière ประธาน Tatler Asia Group เป็นผู้ดำเนินรายการ และเป็นหนึ่งในเวทีที่คนในห้องเงียบฟังมากที่สุด เพราะสิ่งที่เธอพูดไม่ได้เป็นแค่เรื่องหมากรุก แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนที่ใช้ AI ทำงานทุกวันกำลังเจออยู่
Judit เล่าว่า ในฐานะนักหมากรุกสาย Creative เธอไม่ชอบการซ้อมกับ Chess Engine (โปรแกรมจำลองการเดินหมาก) มากนัก เพราะระบบมักจะชี้ข้อผิดพลาดของไอเดียใหม่ ๆ ภายในเสี้ยววินาที จนทำให้สูญเสียความมั่นใจ
ก่อนการแข่งขันแมตช์สำคัญแมตช์หนึ่ง เธอใช้เวลา 2 ชั่วโมงเตรียมกลยุทธ์ร่วมกับ Chess Engine และค้นพบรูปแบบการเดินหมากใหม่ โดยระบบประมวลผลยืนยันอย่างชัดเจนว่า “ถ้าบอร์ดเข้าสู่รูปเกมนี้ เธอชนะแน่นอน 100%”
เมื่อลงสนามจริง คู่แข่งซึ่งเป็นระดับผู้เชี่ยวชาญในระบบเปิดเกมนั้นถึงกับชะงักและใช้เวลาคิดนานเกือบครึ่งชั่วโมง ก่อนจะแก้เกมด้วยตาเดินที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้
ณ จุดนั้น Judit เผชิญกับทางแยกสำคัญ ได้แก่
ทางเลือกของสัญชาตญาณมนุษย์: ในฐานะแกรนด์มาสเตอร์ เธออ่านเกมออกทะลุปรุโปร่งว่า หากเดินตามสัญชาตญาณ เกมจะวนลูปและจบลงด้วยการเสมอแน่นอน
ทางเลือกของเครื่องจักร: อีกเสียงในหัวเตือนว่า คอมพิวเตอร์คำนวณมาแล้วว่าตำแหน่งนี้ชนะ และหากเธอยอมเสมอ แล้วกลับไปพบว่าคอมพิวเตอร์พิสูจน์ได้ว่ามีทางชนะจริง เธอจะรู้สึกว่าตัวเองโง่เขลาที่ไม่เชื่อเครื่อง
ผลลัพธ์คือ เธอเลือกทิ้งสัญชาตญาณตัวเอง แล้วเดินตามแนวทางที่เครื่องบอกว่าชนะ แต่สุดท้าย... เธอกลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้ Judit สูญเสียความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีไปพักใหญ่ ก่อนจะค่อย ๆ ตกผลึกและนิยามความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องมือขึ้นมาใหม่
“Engine สามารถให้ไอเดีย ประเมินสถานการณ์ และวิจารณ์เราได้แทบทุกมิติ แต่สุดท้าย คนที่เคาะการตัดสินใจคือเรา และคนที่ต้องรับผิดชอบเมื่อผลลัพธ์พังลงมาก็คือเรา AI ช่วยให้เราไปถึงช้อยส์การตัดสินใจได้เร็วขึ้น แต่มันไม่ได้รับผิดชอบแทนเรา”
เมื่อ Tamara ผู้ดำเนินรายการตั้งข้อสังเกตเชิงเปรียบเทียบว่า “นั่นแปลว่าเราควรพึ่งพา AI 90% เพื่อเปิดมุมมองกว้าง แล้วเก็บ 10% สุดท้ายไว้ให้สัญชาตญาณและวิจารณญาณใช่ไหม?”
Judit ตอบกลับอย่างหนักแน่นทันทีว่า “มันต้องมากกว่า 10%”
สิ่งที่ Judit แสดงความกังวลอย่างยิ่งในบริบทปัจจุบัน คือพฤติกรรมของผู้คนนับตั้งแต่ Generative AI อย่าง ChatGPT ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
คนทำงานยุคนี้กำลังติดกับดักแบบเดียวกับที่เธอเคยเจอ คือการหยิบคำตอบสำเร็จรูปจาก AI ไปใช้งานทันทีโดยไม่ทำความเข้าใจที่มาที่ไป (Prompt-and-Paste)
“เรากำลังสูญเสียการเรียนรู้ เพราะเราได้แค่คำตอบ ซึ่งเป็นเพียง Data แต่ความรู้ (Knowledge) ที่แท้จริง มันถูกสร้างขึ้นใน ‘กระบวนการ’ ระหว่างการตั้งคำถามไปจนถึงการหาคำตอบ และทุกวันนี้ช่องว่างของกระบวนการนั้นกำลังหดสั้นลงเรื่อย ๆ”
ในโลกธุรกิจและการทำงานที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอน ผู้บริหารและคนทำงานมักเผชิญภาวะ Decision Fatigue (ความล้าจากการตัดสินใจ) Judit ถอดบทเรียนจากกระดานหมากรุกระดับสูงที่มีการเดินราว 60 ตาว่า มีจุดวิกฤต (Critical Juncture) ที่เป็นตัวชี้ขาดผลแพ้ชนะจริง ๆ แค่ประมาณ 3 จุดเท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็น Routine หรือสิ่งที่ทำตามความคุ้นเคย
การจะตัดสินใจใน 3 จุดชี้ขาดนั้นให้แม่นยำ จำเป็นต้องอาศัย 4 องค์ประกอบสำคัญ:
ความสามารถในการอ่านตัวเองและคู่แข่งอย่างทะลุปรุโปร่ง คือกลยุทธ์ที่ทำให้เธอเอาชนะไอดอลระดับโลกอย่าง Garry Kasparov ในปี 2002 (กลายเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เคยเอาชนะเขาในการแข่งขันจริง) ด้วยการกล้าเดินเข้าไปในรูปแบบเกมที่ Kasparov ถนัดที่สุด พร้อมเตรียมไพ่เด็ดไปเซอร์ไพรส์ และบุกกดดันใส่จุดอ่อนทางจิตวิทยาของเขาจนอยู่หมัด
หรือในกรณีของ Viswanathan Anand อดีตมือ 1 ของโลก ที่เธอเคยแพ้ทางมาตลอด Judit ยอมทิ้ง ‘สไตล์ดุดัน’ ที่เป็นลายเซ็นของตัวเอง แล้วหันมาเล่นเกมตั้งรับที่น่าเบื่อ เพื่อตัดพลังความเร็วของ Anand ออกจากกระดาน จนสามารถดึงเกมกลับมาคุมจังหวะและเอาชนะได้ในเวลาต่อมา
บทเรียนสำคัญคือ “ถ้า Result ไม่เวิร์ก คุณต้องกล้าเปลี่ยน Strategy แม้ว่าวิธีนั้นจะไม่ใช่สไตล์ที่คุณชอบก็ตาม”
รากฐานการคิดของ Judit มาจากการเลี้ยงดูแบบไม่พึ่งพาระบบโรงเรียน โดยพ่อแม่ที่เป็นครูเชื่อในแนวคิดว่า อัจฉริยะสร้างได้ ผ่านการมุ่งเน้นและลงมือทำสิ่งเดิมทุกวันอย่างมีวินัย เธอจับตัวหมากรุกแทนของเล่นตั้งแต่อายุ 5 ขวบ โดยมองว่าหมากรุกคือเครื่องมือพัฒนาตรรกะ
ปัจจุบัน Judit นำองค์ความรู้นี้มาต่อยอดสู่การศึกษาผ่านโครงการ Chess Palace เครื่องมือการเรียนรู้บนกระดาน 64 ช่อง ที่บูรณาการคณิตศาสตร์ ภาษา และการคิดเชิงระบบ เข้าสู่หลักสูตรการศึกษาแห่งชาติของฮังการี มีเด็กเข้าร่วมกว่า 50,000 คนต่อปี เพื่อฝึกให้เด็กกล้าคิด กล้าทดลอง ล้มเหลว และลุกขึ้นใหม่ในโลกที่คำตอบหาได้ง่ายเพียงปลายนิ้วคลิก
ในวันที่เรามี AI ที่ฉลาดที่สุดอยู่ในมือและพร้อมจะบอกว่า “ทางไหนคือทางชนะ” คำถามสำคัญสำหรับผู้นำและคนทำงานยุคนี้อาจไม่ใช่การถามว่า AI มีข้อมูลแม่นยำแค่ไหน
แต่อาจเป็นการย้อนกลับมาถามตัวเองแบบเดียวกับที่ Judit Polgár ตกผลึกจากความพ่ายแพ้ในวันนั้นว่า เรามีความกล้าหาญและวิจารณญาณมากพอที่จะเชื่อสายตาและการตัดสินใจของตัวเองแล้วหรือยัง?
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด