Microsoft ยกเครื่อง Copilot เปิดตัว Home, Code, Autopilot ทำงานต่อได้แม้เจ้าของงานหลับ

Microsoft เปิดตัว Copilot โฉมใหม่ที่แบ่งออกเป็นสามพื้นที่สำหรับงานจริง ได้แก่ Home ที่รวม Chat, Cowork และหน้าสรุปงานประจำวันไว้ในที่เดียว Code ที่เปิดให้พนักงานทั่วไปสร้างแอปได้ด้วยการพิมพ์บอกเป็นภาษาคน และ Autopilot เพื่อนร่วมทีม AI ที่มีตัวตน หน่วยความจำ และคอมพิวเตอร์เป็นของตัวเอง คอยเฝ้างานและผลักงานให้เดินต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมนำ Word, Excel และ PowerPoint ตัวเต็มเข้ามาไว้ใน Copilot

การเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นในงานที่ Microsoft จัดให้ลูกค้าองค์กรในโครงการ Frontier กลุ่มที่ได้ลองใช้ความสามารถใหม่ก่อนและส่งความเห็นกลับให้ทีมพัฒนา Satya Nadella ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft ขึ้นกล่าวเปิดงานโดยบอกว่าหน้าตาผลิตภัณฑ์ที่เห็นส่วนใหญ่มาจากความเห็นของลูกค้ากลุ่มนี้โดยตรง ก่อนส่งไม้ต่อให้ Jacob Andreou รองประธานบริหารฝ่าย Copilot พาชมของใหม่ทั้งหมด

Jacob Andreou รองประธานบริหารฝ่าย Copilot 

Satya วางโจทย์การออกแบบ AI ของ Microsoft ไว้สองข้อ ข้อแรกคือ AI ต้องอยู่ในจังหวะการทำงาน (Flow of Work) ของคน โดยคนยังเป็นผู้กำหนดทิศทาง ข้อที่สองคือองค์กรต้องควบคุมธุรกิจของตัวเองได้ ในวันที่ AI เป็นเครื่องจักรที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ทุกสิ่งที่ Microsoft เปิดตัวบนเวทีนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์สองข้อนี้

AI ไม่ได้มาแทนคน แต่ทำให้คนกล้าตั้งเป้าใหญ่ขึ้น

Satya ยอมรับว่าโจทย์ข้อแรกออกแบบได้ยากมาก เพราะ AI กำลังรื้อขั้นตอนการทำงานเดิมออก และบังคับให้ต้องนิยามใหม่ว่าการมีคนอยู่ในวงจรการทำงาน (Human in the Loop) หมายถึงอะไร ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคืองานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ ช่วงแรกทุกคนพูดถึง AI เหมือนเป็นสิ่งที่จะมาแทนคน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือคนตั้งเป้าได้สูงขึ้น มีแรงส่งมากขึ้น ขั้นตอนการทำงานเปลี่ยนไป และเกิดแนวคิดใหม่อย่าง 'โรงงานผลิตซอฟต์แวร์' (Software Factory)

โจทย์ข้อที่สองสำคัญไม่แพ้กัน เพราะ AI เป็นเครื่องจักรที่เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง องค์กรจึงมองมันเป็นแค่เครื่องมือดิจิทัลอีกชิ้นไม่ได้ Satya ชี้ว่าแก่นของบริษัทคือการสร้างความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) ซึ่งเติบโตแบบทบต้นจากทุนมนุษย์ AI ต้องช่วยให้บริษัทสร้างและเก็บความรู้นั้นไว้ได้มากขึ้น ไม่ใช่ทำให้แก่นของธุรกิจรั่วไหลออกไป และจากนี้ไป สิ่งที่ต้องเติบโตทบต้นไปพร้อมกันคือทุนมนุษย์กับ 'ทุนโทเคน' (Token Capital)

ก่อนฉลองว่า AI ทำอะไรได้ องค์กรต้องไว้ใจมันให้ได้ก่อน

เพื่อให้โจทย์ทั้งสองข้อเกิดขึ้นจริง Satya แบ่งแพลตฟอร์มที่ Microsoft กำลังสร้างออกเป็นสามเสาหลัก เสาแรกคือความไว้วางใจ มีคนเปรียบให้ Satya ฟังว่าองค์กรกำลังมีความเสี่ยงจากคนใน (Insider Risk) รายใหม่ และคนในรายนั้นก็คือเอเจนต์ AI ถ้ายังไว้ใจมันไม่ได้ ผลงานดี ๆ ที่เอเจนต์ทำก็ไม่มีความหมาย

Agent 365 ถูกสร้างมาเพื่อโจทย์นี้โดยเฉพาะ ด้านแรกคือ IT Operations (ITOps) ทุกเอเจนต์ต้องมีตัวตน ทุกการกระทำต้องถูกสังเกตได้ และทุกสิ่งที่สังเกตได้ต้องกำกับด้วยนโยบาย หลักการนี้ฝ่ายไอทีใช้ดูแลระบบมาหลายสิบปี สิ่งที่ต่างคือต้องทำกับเอเจนต์ทุกตัวในทุกการกระทำระหว่างที่มันทำงาน ว่าใครทำอะไรกับใคร

ด้านที่สองคือ Security Operations (SecOps) ตั้งแต่การป้องกันเชิงรุก การรับมือเมื่อเกิดเหตุ ไปจนถึงการกันไม่ให้ข้อมูลถูกดึงออกไป Satya เรียกสิ่งเหล่านี้ว่า 'ฟิสิกส์ของความปลอดภัยไซเบอร์' ที่ต้องปรับใหม่ทั้งหมดให้ทันความเร็วระดับเครื่องจักร ด้านที่สามคือ Financial Operations (FinOps) เพราะทุกธุรกิจอยากรู้ว่าโทเคนที่ใช้ไปสร้างผลตอบแทนกลับมาเท่าไร องค์กรจึงต้องเห็นทั้งการตั้งงบและการใช้งานจริงอย่างต่อเนื่อง Satya ย้ำว่าต้องทำได้ดีครบทั้งสามด้าน จึงจะได้รับความไว้วางใจให้ก้าวไปขั้นต่อไป

บททดสอบความเป็นอิสระ คือการสลับโมเดลได้โดยความรู้ไม่รั่ว

เสาที่สองคือความฉลาด ซึ่ง Satya บอกว่าไม่ได้จบแค่การมีโมเดลเก่ง แต่ต้องประกอบสามส่วนเข้าด้วยกัน ส่วนแรกคือบริบทขององค์กร ทั้ง Work IQ ที่ครอบคลุมข้อมูลงานทั้งหมดใน Microsoft 365, Web IQ ที่ครอบคลุมสิ่งที่โลกรู้ และข้อมูลองค์กรที่อยู่ใน Fabric, Power BI และคลังข้อมูล (Data Lake) ส่วนที่สองคือขอบเขตการลงมือทำ ทั้งทักษะ (Skills) เครื่องมือ ความสามารถในการควบคุมคอมพิวเตอร์ (Computer Use) และตัวเชื่อมต่อ (Connectors)

ตรงกลางระหว่างสองส่วนนี้คือ 'ระบบโมเดล' (Model System) ที่ให้แต่ละบริษัทมีชุดประเมินผล (Evals) ของตัวเอง ใช้พัฒนาผลลัพธ์ให้ดีขึ้นทีละขั้นด้วยโมเดลหลายตัว และมีโครงระบบที่ครอบการทำงานของโมเดล (Harness) คอยแยกหน่วยความจำออกจากตัวโมเดล เพื่อไม่ให้ความรู้ บริบท และเส้นทางการทำงานขององค์กรไปตกอยู่กับโมเดลเจ้าใดเจ้าหนึ่ง

บททดสอบที่ Satya วางไว้จึงชัดเจน องค์กรที่เป็นอิสระจริงต้องมีชุดประเมินผลส่วนตัว ใช้มันพัฒนาระบบให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ และสลับโมเดลได้ ถ้าทำไม่ได้ แปลว่าได้ยกวงจรการเรียนรู้ของบริษัทไปให้คนอื่นแล้ว แนวคิดนี้อยู่ทั้งใน Copilot และ GitHub Copilot และเปิดให้องค์กรใช้สร้างระบบเอเจนต์ของตัวเองผ่าน Foundry

Copilot คือระบบที่เปลี่ยนรูปตามวิธีทำงาน ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ชิ้นเดียว

เสาที่สามคือ Copilot ซึ่ง Microsoft ไม่ได้มองเป็นผลิตภัณฑ์หรือรูปแบบการใช้งานแบบเดียว แต่เป็นระบบที่ช่วยให้คนยังคุมงานได้ แม้ขั้นตอนและชิ้นงานจะเปลี่ยนไปตลอด Copilot จึงเริ่มจากแชท พัฒนามาเป็น Cowork และกำลังมีรูปแบบใหม่เพิ่มอีกหลายแบบ

Satya ย้อนไปที่การทำประมาณการ (Forecast) ของบริษัทข้ามชาติในปี 1981 ซึ่งต้องอาศัยบันทึกภายในและแฟกซ์ ก่อนที่ทั้งหมดจะหายไปเมื่อไฟล์ Excel ที่แนบมากับอีเมลเข้ามาแทน ทุกคนกรอกตัวเลขลงไฟล์เดียวแล้วได้ประมาณการออกมา สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นวิธีคิดเรื่องกระบวนการทางธุรกิจทั้งหมด Satya มองว่าสิ่งเดียวกันกำลังเกิดกับ Copilot และผู้นำองค์กรคือ 'สถาปนิกของการทำงานยุคใหม่' ที่ต้องออกแบบว่างานจะเปลี่ยนไปอย่างไร

ความฉลาดไม่ใช่คอขวดอีกแล้ว การกระจายไปถึงมือคนต่างหาก

Jacob รับไม้ต่อโดยบอกว่ากรอบคิดของ Satya ตรงกับสิ่งที่ทีม Copilot พยายามทำมาตลอด ความฉลาดของ AI กำลังพัฒนาเร็วมาก แต่คำถามวันนี้ไม่ใช่ว่าความฉลาดเป็นคอขวดหรือไม่ การกระจาย (Diffusion) ไปถึงมือคนต่างหากที่กำลังเป็นคอขวด ยิ่งความฉลาดไปกระจุกอยู่กับคนไม่กี่คนหรือบริษัทไม่กี่แห่ง เศรษฐกิจในวงกว้างก็ยิ่งได้ประโยชน์น้อยลง ตัววัดความก้าวหน้าจึงไม่ใช่คะแนนจากชุดทดสอบ แต่คือสิ่งที่คนในแต่ละองค์กรทำได้จริงเมื่อได้ใช้มัน

แนวคิดนี้อยู่ใน Copilot มาตั้งแต่ต้น Chat ไม่เคยเป็นแค่แชตบอต แต่เป็นช่องทางคุยกับข้อมูลทั้งองค์กรผ่าน Work IQ ส่วน Cowork ที่ออกแบบใหม่ก่อนหน้านี้ก็ทำงานอยู่ในพื้นที่คลาวด์เฉพาะขององค์กร (Tenant) ตั้งแต่วันแรก ข้อมูลสำคัญจึงไม่ต้องถูกส่งลงเครื่องหรือเครื่องเสมือน (Virtual Machine) ซึ่ง Jacob มองว่าเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเข้มงวด

ล่าสุด Microsoft ยังรวม Copilot ฝั่งผู้บริโภคกับฝั่งองค์กรเป็นตัวเดียว เหตุผลแรกคือมาตรฐานที่คนคาดหวังจากซอฟต์แวร์ในที่ทำงานถูกกำหนดโดยแอปที่ใช้ที่บ้าน ประสบการณ์ใช้งานแบบแอปผู้บริโภคจึงต้องเข้ามาในที่ทำงานด้วย เหตุผลที่สองคือมีคนเกือบ 90 ล้านคนที่จ่ายค่า Microsoft 365 เอง คนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ถูกลดความสามารถ แต่ต้องการพลังเต็มแบบที่องค์กรได้ใช้

ผลที่ตามมาในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา Copilot เร็วขึ้น 25% โดยคุณภาพคำตอบดีขึ้นด้วย การใช้งานต่อผู้ใช้และความพึงพอใจเพิ่มขึ้นเท่าตัว ส่วนการใช้งานรายวันในวันทำงานเพิ่มขึ้น 8 เท่าในรอบหนึ่งปี

Home และ Today หน้าแรกที่ไม่ได้แค่บอกว่ามีงาน แต่ช่วยขยับงานให้เดินต่อ

จากพื้นฐานนี้ Microsoft เปิดตัว Copilot ใหม่ที่มีสามพื้นที่สำหรับงานจริง เริ่มจาก Home ที่รวม Chat กับ Cowork ไว้ในที่เดียว ผู้ใช้ทำงานต่อจากที่ค้างไว้ได้ และเลือกใช้โมเดลได้ทุกตัวไม่ว่าจะมาจากผู้ให้บริการรายใด

ไฮไลต์ของ Home คือ Today ซึ่ง Microsoft เรียกว่าประสบการณ์เชิงรุกแบบหน้าจอเดียวครั้งแรกของบริษัท รวมอีเมลจาก Outlook ปฏิทิน เธรดใน Teams การประชุม และงานที่ต้องทำไว้ด้วยกัน Today บอกว่าพลาดอะไรไป อะไรต้องจัดการตอนนี้ และอะไรรอได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือมันไม่ได้แค่แสดงงาน Today ใช้ Copilot ร่างข้อความที่ต้องส่ง เสนอการปรับตารางเมื่อนัดชนกัน และเตือนเรื่องที่ลืมพร้อมบอกว่าทำไมเรื่องนั้นสำคัญ ความสามารถเดียวกันนี้จะไปอยู่ใน Outlook และ Teams ด้วยในรูปแท็บเดียวกัน

Office in Copilot เปิด Word, Excel และ PowerPoint ตัวเต็มในหน้าเดียว

Jacob เปิดประเด็นว่าทุกคนใช้ AI ร่างเอกสารกันหมด แม้จะไม่ยอมรับ แต่การเปลี่ยนร่างให้เป็นชิ้นงานที่เสร็จจริงต้องผ่านหลายขั้นตอน ทั้งส่งออกไฟล์ สลับแอป และแทบไม่มีการทำงานร่วมกันในตัว Office in Copilot จึงนำความสามารถเต็มรูปแบบของ Microsoft 365 เข้ามาไว้ใน Copilot ผู้ใช้สร้าง แก้ไข และทำงานร่วมกับทั้ง Copilot และเพื่อนร่วมทีมได้ในที่เดียว เพื่อนร่วมทีมที่เปิดไฟล์จากแอปปกติก็ทำงานร่วมกันได้ไม่สะดุด และนี่ไม่ใช่โปรแกรมดูไฟล์แบบย่อส่วน

การสาธิตบนเวทีจำลองผู้จัดการผลิตภัณฑ์ที่ต้องเตรียมข้อเสนอเข้าที่ประชุมผู้บริหาร Copilot ดึงข้อมูลจากหลายแหล่งและหลายแอปมารวมในไฟล์ Excel เพื่อนร่วมทีมเข้ามาเพิ่มแท็บข้อมูลของตัวเอง จากนั้นผู้ใช้เปิดแผนงานผลิตภัณฑ์ใน Word ทิ้งความเห็นให้ทีม และกดยอมรับการแก้ไขทั้งหมดผ่านระบบติดตามการแก้ไข (Track Changes) ขั้นสุดท้ายคือสั่ง Copilot รวมข้อมูลจาก Excel และ Word เป็นงานนำเสนอ PowerPoint ที่มีทั้งรูปแบบและลำดับการเล่าเรื่องครบ แล้วให้ Copilot แก้ตัวเลขนาทีสุดท้ายในแอปโดยไม่ต้องออกไปไหน

Office in Copilot จะทยอยเปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปและลูกค้าองค์กรในโครงการ Frontier ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

Code เปลี่ยนการสร้างแอปให้ง่ายเท่าการแชร์ไฟล์ Word

ถ้า Office in Copilot ทำให้ชิ้นงานเสร็จได้ในที่เดียว Code คือการขยับไปอีกขั้น ให้คนที่เข้าใจปัญหาดีที่สุดสร้างเครื่องมือแก้ปัญหาได้เอง Jacob ชี้ว่าแม้จะมีเสียงว่าการเขียนโค้ดเป็นโจทย์ที่ถูกแก้ไปแล้ว แต่ในองค์กรจริง คนที่เขียนโค้ดทุกวันยังมีแค่วิศวกรซอฟต์แวร์ อุปสรรคมีสามข้อ คือหน้าจอพิมพ์คำสั่ง (Command Line) ที่ดูน่ากลัว การตั้งค่าสภาพแวดล้อมบนเครื่องที่พลาดได้ง่าย และการนำแอปขึ้นระบบกับแชร์ต่อที่ยุ่งยากและเสี่ยงข้อมูลรั่ว จนไม่พร้อมสำหรับองค์กร

Code in Copilot ให้ผู้ใช้อธิบายสิ่งที่อยากสร้างเป็นภาษาธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นแอป ตัวติดตามงาน แดชบอร์ด หรือระบบอัตโนมัติ แล้ว Copilot จะเลือกวิธีที่เหมาะที่สุดและสร้างแอปที่ใช้งานได้จริงให้ในตัว แอปทำงานในสภาพแวดล้อมแยก (Sandbox) เป็นค่าเริ่มต้น และนำขึ้นระบบใน Tenant ขององค์กรได้อย่างปลอดภัยแบบเดียวกับ Cowork Code ทำงานบน Work IQ และปลั๊กอินที่เชื่อมไว้กับ Chat หรือ Cowork จะซิงก์มาใช้ได้ทันที การนำแอปขึ้นระบบและแชร์จึงง่ายเท่ากับการบันทึกและแชร์ไฟล์ Word

ตัวอย่างในงานมาจากพนักงานฝ่ายขายที่เคยคำนวณผลตอบแทนจากการลงทุน (Return on Investment: ROI) ให้ลูกค้าด้วยสเปรดชีตและสูตรซึ่งทั้งน่าเบื่อและเสียเวลา จึงให้ Copilot เปลี่ยนสเปรดชีตนั้นเป็นโมเดลแบบโต้ตอบได้ เชื่อมข้อมูลสดจาก Dynamics และ Power BI พร้อมไฟล์ PDF ไว้ทิ้งให้ลูกค้าและหน้าจอส่วนตัวสำหรับตัวเอง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการเชื่อมข้อมูลหรือการแก้ปัญหาแอปเลย ผลลัพธ์คือแอปที่ปรับสมมติฐานร่วมกับลูกค้าแล้วเห็นตัวเลขเปลี่ยนแบบเรียลไทม์ และเพราะรันเป็นแอปที่องค์กรดูแล (Managed App) บนคลาวด์ขององค์กร เมื่อแชร์ให้เพื่อนในทีม แอปก็เชื่อมกับข้อมูลลูกค้าใน Dynamics ของแต่ละคนได้ตั้งแต่วันแรก

อีกตัวอย่างคือศูนย์ควบคุมส่วนตัวที่รวมสัญญาณเกี่ยวกับลูกค้าทั้งภายในและภายนอก ดึงข้อมูลจาก Work IQ, Power BI, Dynamics และ Web IQ ทั้งการค้นเว็บ พอดแคสต์ และข้อมูลการเงินของลูกค้า แล้วแสดงการแจ้งเตือนสำคัญก่อนประชุมครั้งถัดไป ไปจนถึงวิดเจ็ตบนเดสก์ท็อปที่ทำหน้าที่เหมือนกระดาษโน้ตแปะหน้าจอ ซึ่งสร้างขึ้นจากคำสั่งเพียงประโยคเดียว

Code ได้อยู่ในมือลูกค้า Frontier บางรายแล้ว และจะเริ่มเปิดให้ใช้ในวงกว้างภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

Autopilot เพื่อนร่วมทีม AI ที่ถูกดูแลแบบเดียวกับพนักงาน

ส่วนที่สามตอบโจทย์ที่ยากที่สุด ตลอดปีที่ผ่านมา เอเจนต์อัตโนมัติที่ทำงานต่อเนื่องได้ยาว ๆ (Long-running Autonomous Agents) กลายเป็นกระแสใหญ่ ตั้งแต่ OpenClaw ไปจนถึง Hermes Agent แต่แทบไม่มีตัวไหนเข้าไปอยู่ในองค์กรได้ Jacob อธิบายว่าความเป็นอิสระและความยืดหยุ่นที่เป็นจุดแข็งของเอเจนต์กลุ่มนี้ คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้ผู้ดูแลระบบไอทีหวาดกลัว

Microsoft ใช้เวลาสามเดือนทำงานใกล้ชิดกับลูกค้าจำนวนหนึ่ง จนได้ Autopilot ที่ Jacob เรียกว่า 'เพื่อนร่วมทีมดิจิทัล' ผู้ใช้ตั้งชื่อ บทบาท และเป้าหมายให้ได้ Autopilot อยู่ในทุกที่ที่คนทำงาน ทั้ง Teams, Outlook แชท ช่องสนทนา และเอกสาร เรียกใช้ด้วยการแท็กแบบเดียวกับแท็กเพื่อนร่วมงาน

นี่คือจุดที่เสาความไว้วางใจที่ Satya พูดถึงตอนเปิดงานเข้ามาทำงานจริง Autopilot อยู่ใน Tenant ขององค์กร มีตัวตน หน่วยความจำ คอมพิวเตอร์ และพื้นที่ทำงานเป็นของตัวเอง จึงมีสิทธิ์การเข้าถึง การตรวจสอบย้อนหลัง และการกำกับดูแลจริงผ่าน Agent 365 องค์กรดูแล Autopilot ได้ด้วยวิธีเดียวกับที่ดูแลพนักงาน และเพราะสร้างบน Work IQ มันจึงเข้าใจงานจริงขององค์กร Autopilot ทำงานต่อได้แม้คนจะหลับ คอยเฝ้าช่องสนทนา ตามเรื่องในเธรด ผลักงานที่ทำเป็นประจำให้เดินต่อ และกลับมาทำโปรเจกต์ที่ค้างไว้ได้เสมอ

การสาธิตบนเวทีเดียวกันจำลองผู้จัดการระดับภูมิภาคของเครือร้านค้าปลีกที่กำลังเตรียมรับ Black Friday โดยตั้งชื่อ Autopilot ว่า Dot และให้เป้าหมายเพียงข้อเดียว คือทุกสาขาต้องได้สินค้าทันวันงาน Dot หาเองผ่าน Work IQ ว่าต้องติดตามช่อง Teams และเธรดอีเมลไหน ดึงข้อมูลสินค้าคงคลังจาก Dynamics 365 และไฟล์ Excel ที่ใช้วางแผนความพร้อมของสาขา แล้วขยายไปดูข้อมูลภายนอกและสัญญาณด้านการขนส่ง ก่อนเฝ้าดูทั้งหมดตลอด 24 ชั่วโมง

ทุกเช้า Dot ส่งอีเมลสรุปความพร้อมจากอีเมลของตัวเอง ฉบับหนึ่งแจ้งความเสี่ยงด้านการขนส่งที่อาจกระทบ 18 สาขา พร้อมชี้ไปยังเธรดใน Teams ที่ Dot แท็กเพื่อนร่วมทีมสามคนเข้ามาช่วยหาทางออกจนแก้ปัญหาได้ เมื่อผู้จัดการถามว่าต้องการอะไรเพิ่มไหม Dot ตอบว่าไม่ต้อง และจะติดตามการขนส่งนั้นต่อไป

Jacob คาดว่าจุดแรกที่ Autopilot จะเข้าไปช่วยทีมคือการคืนเวลาให้คน และอีกไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือนจะเห็น Autopilot ช่วยงานในห่วงโซ่อุปทาน งานขาย ทรัพยากรบุคคล และการเงิน ปัจจุบัน Autopilot อยู่ในมือลูกค้าบางรายแล้ว และจะเปิดให้ลูกค้าในโครงการ Frontier ในวงกว้างเร็ว ๆ นี้

ระบบปฏิบัติการใหม่ของการทำงาน เริ่มจากคนที่มีเวลาน้อยที่สุด

ภายใน Microsoft เองใช้ Copilot ในรูปแบบนี้มาหลายเดือนแล้ว และสำหรับ Jacob มันกลายเป็นศูนย์กลางของงานส่วนใหญ่ ส่วน Teams ยังเป็นช่องทางมอบหมายงาน แต่วันนี้มอบหมายได้ทั้งเพื่อนร่วมทีมและ Autopilot สองส่วนนี้รวมกันคือสิ่งที่ Jacob เรียกว่าระบบปฏิบัติการใหม่ของการทำงาน (Work OS) ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ Satya ชวนลูกค้าให้ร่วมกันออกแบบตั้งแต่ต้นงาน

ก่อนเปิดให้ผู้ร่วมงานทดลองใช้จริง Jacob ทิ้งคำถามไว้ว่า ใครในองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญมากที่สุด ใช้วิจารณญาณได้ดีที่สุด แต่มีเวลาน้อยที่สุด และจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเครื่องมือแบบนี้ไปอยู่ในมือคนเหล่านั้น

สำหรับ Microsoft ตัววัดความสำเร็จของ Copilot ใหม่จึงไม่ได้อยู่ที่คะแนนในชุดทดสอบ แต่อยู่ที่สิ่งที่คนเหล่านั้นทำได้จริง

ที่มา: Microsoft

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ChatGPT Ads คืออะไร ทำงานอย่างไร? ธุรกิจไทยต้องปรับตัวอย่างไร

เจาะลึก ChatGPT Ads ระบบโฆษณาบน AI ล่าสุด สรุปครบทั้งมุมผู้ใช้และธุรกิจ ต่างจาก Google-Facebook Ads อย่างไร พร้อมวิธียิงแอดด้วย Context Hints และระบบประมูลยุคใหม่...

Responsive image

Anthropic เปิดตัว Opus 5.5 เก่งระดับ Fable 5.1 แต่ถูกกว่า พิมพ์คุยสื่อสารดีขึ้น กระชับ ตรงประเด็น

Anthropic เปิดตัว Claude Opus 5.5 เก่งระดับ Fable 5.1 ต้นทุนต่ำกว่า Opus 5 ราว 40% เร็วขึ้น 30% นำการทดสอบงานโค้ดและงานความรู้ เขียนอ่านง่ายขึ้น พร้อมผลทดสอบพฤติกรรมดีที่สุดของบริษ...

Responsive image

OpenAI เปิดตัว GPT-6 Sol และ Luna ดึงความสามารถระดับ Astra ลงมาในราคาถูกลงครึ่งหนึ่ง

OpenAI เปิดตัว GPT-6 Sol และ Luna ลดราคา API 50% ทำคะแนนงานธุรกิจเหนือ Claude Opus 5 ด้วยต้นทุนเพียง 9% ตอบผิดน้อยลงครึ่งหนึ่ง พร้อมระบบแคชใหม่ลดค่าอินพุตซ้ำ 90%...