ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกยังคงง่วนอยู่กับการไล่ตามกระแส AI Boom แต่ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อเทคโนโลยีแห่งเอเชียอย่างเกาหลีใต้กลับมองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้นแล้ว
ล่าสุดรัฐบาลกรุงโซลได้เริ่มขยับตัววางยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อเตรียมรับมือกับโลกยุค Post-AI อย่างเป็นทางการ เพราะพวกเขารู้ดีว่าความได้เปรียบจากการเป็นผู้ผลิตชิป Memory ในวันนี้ อาจไม่เพียงพอที่จะค้ำจุนประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า

เบื้องหลังการขยับตัวครั้งใหญ่คือวิกฤตเชิงโครงสร้างที่กำลังกัดกินประเทศ เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในโลกและสังคมสูงวัยขั้นสุด ส่งผลให้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD คาดการณ์ว่าศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของเกาหลีใต้จะร่วงลงเหลือเพียง 1.52%
แม้การส่งออกชิปเซมิคอนดักเตอร์จะสร้างรายได้มหาศาล แต่นักเศรษฐศาสตร์ต่างเตือนเป็นเสียงเดียวกันว่า เศรษฐกิจที่ผูกติดกับอุตสาหกรรมเดียวและผันผวนตามวัฏจักรโลกนั้นไม่อาจสร้างความยั่งยืนได้ ยิ่งเมื่อสหรัฐอเมริกาและจีนเริ่มทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อครองความได้เปรียบในเทคโนโลยีขั้นสูง เกาหลีใต้จึงยิ่งตกอยู่ในภาวะจำยอมที่ต้องเร่งสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ขึ้นมาทันที
กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และทรัพยากรของเกาหลีใต้ ได้เปิดตัวแผนยุทธศาสตร์บ่มเพาะ 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้ชื่อ SEEDs ซึ่งย่อมาจาก Strategic Emerging Engines for Disruptive Innovation เพื่อสร้าง S-Curve ตัวใหม่ที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจในอีก 10-20 ปีข้างหน้า
โดยการเดิมพันครั้งนี้ครอบคลุมกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงที่สอดรับกับความต้องการของโลกอนาคตอย่างครบวงจร โดยยุทธศาสตร์นี้ครอบคลุมการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์มอดุลาร์ขนาดเล็ก หรือ SMR และพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน เพื่อเตรียมรองรับความต้องการพลังงานไฟฟ้ามหาศาลที่จะเกิดขึ้นจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนยกระดับประสิทธิภาพเซลล์สุริยะให้สูงเกินกว่า 35%
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการก้าวข้ามข้อจำกัดของคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีควอนตัม การขยายขอบเขตเศรษฐกิจไปสู่อวกาศและการบิน การนำ AI และระบบหุ่นยนต์มาเร่งการค้นคว้าและพัฒนายาในอุตสาหกรรมไบโอเทคขั้นสูง ตลอดจนการยกระดับห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุและวัสดุขั้นสูง ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนร้ายแรงที่สุดของเกาหลีใต้เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าธาตุหายากจากต่างประเทศสูงถึง 99%
แผนการทั้งหมดนี้เกาหลีใต้ตั้งเป้าที่จะส่งยานลงจอดบนดวงจันทร์ให้สำเร็จภายในปี 2030 พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำของตนเองเพื่อรองรับการสื่อสารในยุค 6G ภายในปี 2035
ในด้านเทคโนโลยีควอนตัม รัฐบาลเตรียมดึงความเชี่ยวชาญด้านการผลิตชิปที่มีอยู่มาต่อยอดจัดตั้ง K-Quantum Foundry เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำการผลิตชิปควอนตัมของโลกภายในปี 2035 เช่นเดียวกับด้านพลังงานที่มีการวางงบประมาณมหาศาลเพื่อพัฒนาเตาปฏิกรณ์ SMR เชิงพาณิชย์ในจังหวัดปูซาน รวมถึงวางโรดแมปการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟิวชันขนาด 100 เมกะวัตต์ภายในปี 2039 เพื่อปูทางสู่การจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบในทศวรรษ 2040
การขยับตัวครั้งสำคัญของเกาหลีใต้คือภาพสะท้อนชั้นดีให้แก่เศรษฐกิจทั่วโลกได้เห็นว่า ในยุคที่เทคโนโลยีหมุนไปอย่างรวดเร็ว การพึงพอใจและยึดติดอยู่กับอุตสาหกรรมที่กำลังประสบความสำเร็จในปัจจุบันคือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด
การมองข้ามช็อตไปสู่ยุค Post-AI และยอมทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลลงไปในเทคโนโลยีที่ยังอยู่ในระดับตั้งไข่ คือเดิมพันครั้งสำคัญที่จะตัดสินว่าประเทศใดจะยังคงมีตัวตนและกุมเปรียบในเวทีเศรษฐกิจโลกในอีก 20 ปีข้างหน้า
อ้างอิง: scmp
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด