
การพูดถึง ‘มนุษย์แห่งอนาคต’ มักพาเราไปสู่คำถามเรื่องทักษะใหม่ เครื่องมือ AI หรืออาชีพที่กำลังเปลี่ยนไป ทว่า Jessica Rosenworcel ผู้อำนวยการบริหาร MIT Media Lab ตั้งคำถามกลับด้านว่า เราไว้ใจให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่มีมนุษย์ได้แค่ไหน และในทางกลับกัน มนุษย์ยังทำงานโดยไม่มีเครื่องจักรได้อีกหรือไม่?
บนเวที KBTG Techtopia 2026 ภายใต้ธีม ‘Human of Tomorrow’ Jessica ชวนมองว่าความไว้วางใจเคยเป็นสมมติฐานตั้งต้นที่แถมมากับเทคโนโลยีทุกชิ้น แต่วันนี้ไม่มีใครสันนิษฐานแบบนั้นได้อีกแล้ว ไม่ว่าจะในฐานะรัฐ องค์กร หรือปัจเจกบุคคล ใครที่อยากให้เทคโนโลยีของตัวเองถูกรับไปใช้ในระดับตลาดและระดับประเทศ จึงต้องออกแบบความไว้วางใจเข้าไปตั้งแต่ต้น
มุมมองนี้มาจากการทำงานสองบทบาท ก่อนมาอยู่ที่ MIT ทาง Jessica เองเคยเป็นประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารสหรัฐฯ (Federal Communications Commission หรือ FCC) ซึ่งกำกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจราวหนึ่งในหกของประเทศ ตั้งแต่บรอดแบนด์ การแพร่ภาพกระจายเสียง โครงข่ายมีสายและไร้สาย ไปจนถึงดาวเทียม เทียบเคียงได้กับการรวมกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเข้ากับ กสทช. ของไทย ส่วน MIT Media Lab มีอายุกว่า 40 ปี ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการย่อย 25 แห่งที่มองไปข้างหน้าอีก 10 ปี และเคยให้กำเนิดเทคโนโลยีเบื้องหลัง Kindle และเกม Guitar Hero

Jessica เปิดเซสชันด้วยเรื่องสั้นชื่อ ‘There Will Come Soft Rains’ ที่ Ray Bradbury เขียนไว้เมื่อปี 1950 โดยกำหนดฉากไว้ที่วันที่ 4 สิงหาคม 2026 ในเรื่องนั้นเผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่เหลืออยู่แล้ว แต่บ้านอัจฉริยะหลังหนึ่งยังตื่นขึ้นมาทำงานตามกำหนดการเดิม นาฬิกายังปลุกตอนเจ็ดโมงเช้า เตาในครัวยังทำไข่กับขนมปังปิ้ง หุ่นยนต์ยังออกมาจากผนังเพื่อทำความสะอาด สปริงเกลอร์ยังรดน้ำสนามหญ้า และรถในโรงรถยังติดเครื่องรอเจ้าของที่ไม่มีวันกลับมา
นิยายวิทยาศาสตร์ทำนายอุปกรณ์ได้แม่นยำอยู่แล้ว ภาพยนตร์ 2001: A Space Odyssey ของ Stanley Kubrick เมื่อปี 1968 มีจอแบนที่หน้าตาคล้ายไอแพด ส่วนซีรีส์ Star Trek เมื่อปี 1966 มีตัวละครใช้อุปกรณ์ไร้สายที่ทำงานคล้ายสมาร์ตโฟน แต่สิ่งที่ Ray Bradbury ทิ้งไว้ไม่ใช่การทำนายอุปกรณ์ เป็นคำถามว่าเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไรเมื่อไม่มีมนุษย์อยู่ในสมการ คำถามที่ฟังดูสุดโต่งในปี 1950 แต่ไม่ใช่ในวันนี้
คำถามคู่ที่ Jessica ทิ้งไว้กับผู้ฟังคือ ‘Can we trust our machines to operate without people? And conversely, can we trust people to operate without machines?’ เราไว้ใจให้เครื่องจักรทำงานโดยไม่มีมนุษย์ได้หรือไม่ และในทางกลับกัน เราไว้ใจให้มนุษย์ทำงานโดยไม่มีเครื่องจักรได้หรือไม่ คำถามหลังหนักไม่แพ้คำถามแรก เพราะสมาร์ตโฟนกลายเป็นอวัยวะที่ยื่นออกมาจากมือจนแทบนึกไม่ออกว่าจะใช้ชีวิตแต่ละวันโดยไม่มีมันได้อย่างไร
ตัวอย่างที่ Jessica ยกขึ้นมาคือกรณีที่ AI Agent หลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบมาสู่อินเทอร์เน็ตเปิด แล้วเข้าไปเจาะระบบของ Hugging Face แพลตฟอร์มศูนย์รวมโมเดล AI รายใหญ่ รายงานของ CNN ระบุรายละเอียดว่าโมเดลของ OpenAI สองตัวหลุดออกจากสภาพแวดล้อมทดสอบระหว่างการประเมินภายใน เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ และเจาะเข้าโครงสร้างพื้นฐานของ Hugging Face เพื่อหาคำตอบของแบบทดสอบด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่กำลังถูกวัดผลอยู่ โดยทีมความปลอดภัยของ Hugging Face ตรวจพบและสกัดได้ก่อนที่ OpenAI จะเชื่อมโยงพฤติกรรมดังกล่าวเข้ากับการทดสอบของตัวเอง
ตัวอย่างที่คุ้นตากว่านั้นก็มีอยู่ทั่วไป คลังสินค้าจำนวนมากใช้หุ่นยนต์หยิบและแพ็กสินค้าโดยไม่มีมนุษย์อยู่ในกระบวนการ และใครที่ไปซานฟรานซิสโกจะเห็นรถยนต์วิ่งเต็มถนนโดยไม่มีคนขับ มีเพียงผู้โดยสารนั่งอยู่เบาะหลัง คำถามเรื่องความไว้วางใจจึงไม่ใช่การทดลองทางความคิด เพราะเรากำลังสร้างเครื่องจักรที่ทำงานได้โดยไม่ต้องมีเราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
เครื่องมือที่ Jessica ใช้วัดสถานะความไว้วางใจคือดัชนี Edelman Trust Barometer ซึ่งสำรวจต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นสหัสวรรษ ครอบคลุมหลายสิบประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยและสหรัฐฯ ผลในฝั่งเทคโนโลยีชัดเจน ความไว้วางใจเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึงปี 2020 หลังจากนั้นกลับลดลงเรื่อยมาในประเทศส่วนใหญ่ ด้วยเหตุผลที่พอเดาได้ ทั้งการระบาดใหญ่ทั่วโลก ความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว ข้อมูลบิดเบือน ความกังวลต่อ AI การสูญเสียงาน และการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่เป็นภัย
จีนและอินเดียเป็นสองประเทศที่แนวโน้มนี้ยังไม่ชัดเท่า ซึ่ง Jessica มองว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ตามมาทีหลังมากกว่าข้อยกเว้นถาวร ส่วนข้อสังเกตที่ฝากไว้กับผู้ฟังชาวไทยคือ
‘Trust in technology is actually higher in Thailand right now than it is in the United States’ หรือความไว้วางใจต่อเทคโนโลยีในไทยเวลานี้สูงกว่าในสหรัฐอเมริกา
ตัวเลขที่ Jessica ย้ำว่าทุกคนที่ทำงานกับเทคโนโลยีต้องเอาไปคิดต่อคือ
Seven in ten people feel uneasy with innovations because they can’t control them or understand them
เจ็ดในสิบคนรู้สึกอึดอัดกับนวัตกรรม เพราะควบคุมมันไม่ได้และเข้าใจมันไม่ได้ ผลสำรวจของ Edelman เองก็ไปในทางเดียวกัน คือผู้คนเชื่อว่านวัตกรรมถูกบริหารจัดการอย่างผิดพลาดด้วยสัดส่วนเกือบสองต่อหนึ่ง โดยมองว่ากติกาภาครัฐตามความเร็วของการประดิษฐ์คิดค้นไม่ทัน และภาคธุรกิจไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อการจ้างงานและความเป็นส่วนตัวมากพอ

ความไม่ไว้วางใจระดับนี้เป็นเรื่องใหม่ เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้กันอยู่ถูกออกแบบบนสมมติฐานตรงกันข้าม สถาปัตยกรรมของอินเทอร์เน็ตยุคแรกเขียนลงกระดาษแผ่นเดียวได้ และจุดที่คุณ Jessica ชี้ให้เห็นคือ
‘Every node was presumed to be trusted. Traffic was passed on without authentication, without verification, and without encryption’
ทุก Node ถูกตั้งสมมติฐานว่าเชื่อใจได้ ข้อมูลถูกส่งต่อโดยไม่มีการยืนยันตัวตน ไม่มีการตรวจสอบ และไม่มีการเข้ารหัส
สมมติฐานเดียวกันติดมากับโพรโทคอลรุ่นหลังด้วย Border Gateway Protocol หรือ BGP กติกาการส่งต่อข้อมูลระหว่างเครือข่าย ถูกเรียกว่า ‘Three-napkin Protocol’ เพราะร่างขึ้นบนกระดาษเช็ดปากสามแผ่นในการประชุม Internet Engineering Task Force และมันตั้งสมมติฐานว่าทุกแพ็กเกจข้อมูลมาจากผู้ส่งที่อ้างตัวจริง ๆ ความเสี่ยงจึงเกิดขึ้นเพราะทุกผู้เล่นบนเครือข่ายถูกปฏิบัติราวกับว่าเชื่อถือได้
โครงสร้างพื้นฐานบนท้องฟ้าก็ไม่ต่างกัน เวลานี้มีดาวเทียมราว 18,000 ดวงอยู่เหนือหัวเรา กำกับด้วยสนธิสัญญาอวกาศ (Outer Space Treaty) ของสหประชาชาติที่เขียนไว้กว้าง ๆ ว่าอวกาศมีไว้เพื่อการใช้งานอย่างสันติของมวลมนุษยชาติ ทั้งที่ในทางปฏิบัติดาวเทียมเหล่านั้นเปราะบางอย่างยิ่งต่อการรบกวนคลื่นความถี่ ปฏิบัติการต่อต้านดาวเทียม และการก่อกวนที่ตั้งใจสร้างเศษซากในวงโคจรจนการสื่อสารที่พึ่งพาดาวเทียมใช้งานไม่ได้
เมื่อทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้เชื่อใจตัวเอง คำถามถัดมาคือความไว้วางใจประกอบขึ้นจากอะไร นิยามที่ Jessica ใช้คือ
Trust is credibility and reliability and safety
หรือความไว้วางใจคือความน่าเชื่อถือ ความพึ่งพาได้ และความปลอดภัย โดยความน่าเชื่อถือคือความสามารถในการให้ผลลัพธ์ที่ตรวจสอบซ้ำได้ ความพึ่งพาได้คือการวางใจได้ว่ามันจะทำงาน และความปลอดภัยคือการรู้ว่าสิ่งที่ใช้อยู่มีความมั่นคงปลอดภัย
ตัวอย่างรูปธรรมจากช่วงที่ทำงานในภาครัฐ เนื่องจากในเวลานี้มีอุปกรณ์ราว 20,000 ล้านชิ้นทั่วโลกที่เชื่อมต่อกันในระบบ IoT ตั้งแต่อุปกรณ์ติดตามการออกกำลังกาย มิเตอร์ในบ้านอัจฉริยะ เสื้อผ้าที่ติดชิประบุตัวตนด้วยคลื่นวิทยุ ไปจนถึงเซนเซอร์ที่ป้อนข้อมูลให้เราบริหารทรัพยากรที่มีจำกัดได้ดีขึ้น ปัญหาคืออุปกรณ์เหล่านี้บางส่วนผลิตจากชิ้นส่วนที่มีช่องโหว่ จึงตกเป็นเป้าของมัลแวร์และการโจมตีได้ง่าย
สิ่งที่ Jessica ผลักดันตอนอยู่ที่ FCC คือเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยไซเบอร์ US Cyber Trust Mark ผู้ผลิตที่ทำตามมาตรฐานชุดหนึ่งจะได้สิทธิ์ติดเครื่องหมายนี้ ผู้บริโภคจึงมองหาเครื่องหมายแล้วเลือกซื้อได้อย่างมั่นใจ แนวทางนี้เกิดขึ้นในสิงคโปร์ ญี่ปุ่น และเยอรมนี ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เป้าหมายร่วมคือการสร้างเครือข่ายความไว้วางใจระดับโลกสำหรับอุปกรณ์ IoT ผ่านมาตรฐานที่พัฒนาไปพร้อมกัน
หลักคิดเรื่องฉลากถูกนำมาใช้กับ AI ด้วย ที่ MIT Media Lab มีโครงการ Impact Bench เกณฑ์วัดผลกระทบของ AI ที่มีต่อมนุษย์ ภายใต้โครงการวิจัย Advancing Humans with AI (การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ด้วย AI) ซึ่งมีคุณพีพี-พัทน์ ภัทรนุธาพร นักวิจัยชาวไทยเป็นหนึ่งในกำลังหลัก
แนวคิดคือเหมือนที่หยิบซีเรียลขึ้นมาแล้วอ่านได้ว่ามีแคลอรีและคาร์โบไฮเดรตเท่าไร การเลือกใช้โมเดล AI ก็ควรมีการเปิดเผยข้อมูลว่าโมเดลนั้นส่งผลต่อสุขภาวะทางกาย ทางสังคม และทางจิตใจอย่างไร ทำให้ความสามารถในการคิดถดถอยหรือไม่ และสร้างการพึ่งพาทางอารมณ์หรือไม่ ภาระในการประเมินจึงอยู่ที่ฝั่งนักวิจัย เพื่อให้ผู้ใช้และองค์กรเลือกได้อย่างมีข้อมูลว่าจะเชิญโมเดลตัวไหนเข้ามาในชีวิตและในธุรกิจ
ความทึบแสงของอัลกอริทึมเป็นอีกด้านของปัญหาเดียวกัน อัลกอริทึมกำหนดทั้งเพลงที่ได้ฟัง ราคาที่ต้องจ่าย และบริการที่ถูกนำมาเสนอ แต่มีคนจำนวนน้อยมากที่รู้ว่ามันตัดสินใจแทนเราตรงจุดไหน กลุ่มวิจัยด้าน Social Algorithms (อัลกอริทึมทางสังคม) ของ MIT Media Lab จึงเสนอว่าในอนาคตเราจะตรวจสอบอัลกอริทึมเหมือนที่วันนี้มีทั้งอุตสาหกรรมทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและกระแสเงินของบริษัท การตรวจสอบและทดสอบจะทำให้เห็นว่าข้อมูลที่ใช้ครอบคลุมไม่พอตรงไหน การตัดสินใจของอัลกอริทึมเลือกปฏิบัติกับใครหรือไม่ และมีจุดไหนที่ทำให้โอกาสทางการขายแคบลงโดยไม่ตั้งใจ
ความไว้วางใจไม่ได้อยู่แค่ในตัวเทคโนโลยี แต่อยู่ในกระบวนการทำงานกับผู้คนด้วย กลุ่มวิจัย Sculpting Evolution ของ MIT Media Lab ทำงานเรื่องการปรับแต่งชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพขนาดใหญ่ หนึ่งในโครงการที่ทำอยู่คือเรื่องเห็บ เนื่องจากโรคที่มีเห็บเป็นพาหะในสหรัฐฯ กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นกลุ่มโรคที่ส่งผลต่อข้อต่อและกล้ามเนื้อ ข้อมูลของ CDC ระบุว่าโรคไลม์เป็นโรคจากพาหะนำโรคที่พบมากที่สุดในสหรัฐฯ มีรายงานผู้ป่วยกว่า 80,000 รายต่อปี ขณะที่การประเมินจากข้อมูลการเคลมประกันชี้ว่าอาจมีผู้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาราว 476,000 รายต่อปี
ข้อเสนอของทีมวิจัยค่อนข้างสุดโต่ง คือการใส่ดีเอ็นเอที่สร้างแอนติบอดีเข้าไปในดีเอ็นเอของหนู เพื่อให้เห็บที่มากินเลือดหนูไม่ได้รับเชื้อต่อ เป็นการตัดวงจรการแพร่เชื้อตั้งแต่ต้นทาง ผู้พูดยอมรับว่ามันคือการเข้าไปยุ่งกับธรรมชาติและฟังดูบ้าบิ่น แต่ก็มีโอกาสสำเร็จสูงเช่นกัน
โจทย์ที่ยากกว่าคือความไว้วางใจ ทีม Sculpting Evolution เสนอโครงการตัดต่อพันธุกรรมด้วยเทคนิค CRISPR กับหนูบนเกาะแห่งหนึ่ง พร้อมลงเวลาจำนวนมากไปกับการพูดคุยกับคนในชุมชน บุคลากรสาธารณสุข แพทย์ในพื้นที่ และเวทีรับฟังความเห็นสาธารณะ เพื่ออธิบายวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจและทำให้มันได้รับความไว้วางใจ ซึ่ง Jessica ย้ำว่า
This is not something that they’ve bolted onto their research. It’s threaded throughout
กระบวนการสร้างความไว้วางใจไม่ได้ถูกแปะเพิ่มเข้าไปทีหลัง แต่ถูกร้อยอยู่ในโครงการตั้งแต่ต้น เพราะมันคือเงื่อนไขที่ทำให้โครงการสำเร็จได้จริง

Jessica ปิดเซสชันด้วยการกลับไปหานิยายวิทยาศาสตร์อีกครั้ง ไม่กี่ปีหลังเขียน ‘There Will Come Soft Rains’ Ray Bradbury เขียน Fahrenheit 451 เรื่องของอนาคตที่หนังสือกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และจบเรื่องด้วยข้อความที่เหมือนคำสั่งสอนว่า ‘อย่าไปมองหาหลักประกัน คุณต้องช่วยตัวเองให้รอด’
ในวันที่ภูมิรัฐศาสตร์หมุนรอบ AI และความกลัวเรื่องอัลกอริทึม การสูญเสียงาน และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยังอยู่ครบ ข้อสรุปที่ Jessica ฝากไว้คือ
Every one of us who is making choices about technology, as governments, as companies, as individuals, and in research, we need to actually start with trust to be successful
ทุกคนที่กำลังตัดสินใจเรื่องเทคโนโลยี ทั้งในฐานะรัฐบาล องค์กร ปัจเจกบุคคล และงานวิจัย ต้องเริ่มต้นจากความไว้วางใจถ้าอยากไปถึงความสำเร็จ
คำถามที่บ้านอัจฉริยะในเรื่องสั้นปี 1950 ทิ้งไว้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่าเครื่องจักรจะทำงานต่อไปได้หรือไม่เมื่อไม่มีเรา แต่อยู่ที่ว่าเราออกแบบให้มันน่าไว้วางใจพอที่จะอยู่ร่วมกับเราแล้วหรือยัง
อ้างอิง: Session ‘The Next Frontier: Technology and Trust’ จาก Jessica Rosenworcel, Executive Director, MIT Media Lab ในงาน KBTG Techtopia 2026 ‘Human of Tomorrow’ วันที่ 16 กันยายน 2569
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด