
จาก 24 ชั่วโมงเหลือ 1 ชั่วโมง บทเรียนจากรายงาน WEF ที่ถอดวิธี 'ทำให้สเกลได้' ของอุตสาหกรรมจีน
ในโรงงานยางรถยนต์แห่งหนึ่งใน Gui'an New Area เขตอุตสาหกรรมทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เวลาที่ใช้วางแผนการผลิตรายสัปดาห์เคยกินเวลา 24 ชั่วโมง แต่หลังนำระบบพยากรณ์ความต้องการด้วย AI และระบบประสานงานระหว่างฝ่ายผลิตกับฝ่ายขายเข้ามาใช้ ตัวเลขนั้นเหลือเพียง 1 ชั่วโมง พร้อมกับกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น 7% และการส่งมอบตรงเวลาที่ดีขึ้น 12% จนกลายเป็นโรงงานยางแห่งแรกของจีนที่ได้รับการรับรองเป็น Lighthouse Factory จาก World Economic Forum
ตัวเลขนี้คือหนึ่งในกรณีศึกษาจากรายงานฉบับใหม่ของ World Economic Forum (WEF) ชื่อ "Inside China's Industrial Transformation: Policy, Practice and the Path to Scale" เผยแพร่เดือนมิถุนายน 2026 จัดทำร่วมกับ Energy Development Research Institute of China Southern Power Grid สถาบันวิจัยด้านพลังงานในเครือการไฟฟ้าทางตอนใต้ของจีน รายงานเปิดตัวในช่วงเดียวกับงาน Annual Meeting of the New Champions 2026 หรือที่เรียกกันว่า Summer Davos ที่จีน
สิ่งที่ทำให้รายงานนี้น่าสนใจกว่าข่าว 'จีนเก่งด้าน AI' ที่เราเห็นกันบ่อย อยู่ที่คำสามคำท้ายชื่อรายงาน 'Path to Scale' หรือเส้นทางสู่การขยายผล รายงานพยายามถอดรหัสว่าจีนใช้กลไก อะไรในการพาเทคโนโลยีหรือนโยบายหนึ่ง ๆ จากแนวคิดบนกระดาษไปสู่การใช้งานจริงทั้งประเทศ
จีนมีโครงสร้างนโยบายแบบหลายชั้นที่ทำงานประสานกัน โดยชั้นบนสุดคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี หรือ Five-Year Plan ซึ่งวางทิศทางใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะในแผนฉบับที่ 14 หรือ 14th Five-Year Plan ครอบคลุมปี 2021 ถึง 2025 กับแผนฉบับที่ 15 หรือ 15th Five-Year Plan ที่เพิ่งประกาศครอบคลุมปี 2026 ถึง 2030
จุดที่น่าสังเกตคือทั้งสองแผนวางทิศทางการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไว้ 3 ทิศทางหลักที่ต่อเนื่องกัน
ความต่างคือแผนฉบับที่ 14 เน้นวาง 'รากฐาน' เช่น การสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการแก้คอขวดด้านเทคโนโลยีหลัก ส่วนแผนฉบับที่ 15 ขยับไปเน้น 'การใช้งานจริงและการขยายผล' มากขึ้น
จากแผนใหญ่ลงสู่การปฏิบัติ จีนไม่ได้สั่งการแบบบังคับจากบนลงล่างทั้งหมด รายงานอธิบายว่านโยบายระดับรองทำหน้าที่เป็น 'หมุดหมาย' ให้รัฐบาลท้องถิ่นและภาคธุรกิจทุกขนาดเดินตาม แต่ยังเปิดพื้นที่ให้แต่ละพื้นที่ทดลองตามเงื่อนไขทรัพยากรของตัวเอง
รูปแบบนี้เรียกว่า 'การทดลองนำร่องจากล่างขึ้นบน' คือทดลองในขอบเขตจำกัดก่อน เห็นว่าได้ผล ค่อยปรับแล้วขยายไปทั้งประเทศ
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนโยบายด้านสีเขียวที่เรียกว่ากรอบ 1+N
เลข 1 คือเอกสารแนวทางหลักระดับชาติที่วางหลักการและเป้าหมายเชิงปริมาณ เช่น เป้าหมาย 3060 Target ที่หมายถึงการทำให้การปล่อยคาร์บอนขึ้นถึงจุดสูงสุดภายในปี 2030 และเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060
ส่วน N คือแผนปฏิบัติการย่อยจำนวนมากที่แตกลงไปตามภาคส่วน เช่น เหล็ก ปิโตรเคมี วัสดุก่อสร้าง และตามพื้นที่ เช่น พลังงาน อุตสาหกรรม ขนส่ง โครงสร้างนี้ทำให้เป้าหมายใหญ่แปลงเป็นงานที่จับต้องได้ในแต่ละอุตสาหกรรม
รายงานระบุว่ากว่า 80% ของวิสาหกิจอุตสาหกรรมจีนกระจุกตัวอยู่ในเขตอุตสาหกรรมต่าง ๆ และเขตเหล่านี้รวมกันสร้างผลผลิตอุตสาหกรรมมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ เขตอุตสาหกรรมจึงกลายเป็นพื้นที่ที่รัฐใช้ทดลองและขยายผลนโยบายจริงด้วย
กรณีที่สะท้อนภาพได้ดีคือ Suzhou Industrial Park ในมณฑลเจียงซู ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลจีนกับสิงคโปร์แห่งแรก เขตนี้ไม่ได้แค่ดึงโรงงานเข้ามา แต่สร้างระบบนิเวศ ให้การเปลี่ยนผ่านเกิดขึ้นได้ เช่น ให้บริการวินิจฉัยการผลิตอัจฉริยะฟรีแก่วิสาหกิจกว่า 1,000 ราย และตั้งพันธมิตรผู้บริหารด้านดิจิทัลเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างองค์กร
รายงานระบุว่าในปี 2025 เขตนี้สร้าง GDP ระดับภูมิภาคเกิน 5.8 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยอุตสาหกรรมไฮเทคคิดเป็นกว่า 70% ของผลผลิตอุตสาหกรรม และในรอบ 3 ปีมีโครงการยกระดับด้วยดิจิทัลเสร็จไปกว่า 3,000 โครงการ พร้อม Lighthouse Factory ที่ได้รับการรับรองจาก WEF จำนวน 5 แห่ง
คำว่า Lighthouse Factory หรือโรงงานประภาคาร เป็นการรับรองที่ WEF ให้กับโรงงานต้นแบบที่นำเทคโนโลยีการผลิตยุคใหม่มาใช้จนเห็นผลชัดเจน ทำหน้าที่เป็นแสงนำทางให้โรงงานอื่นเดินตาม ในรายงานนี้บริษัทที่มีเครื่องหมายดอกจันคือสมาชิกของ Global Lighthouse Network เครือข่ายโรงงานต้นแบบระดับโลกของ WEF
สิ่งที่น่าสนใจคือรายงานวัดผลของ AI และดิจิทัลด้วยตัวเลขปฏิบัติการที่จับต้องได้ ยกตัวอย่างเคส GE Hangwei Medical Systems ผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ในปักกิ่ง เผชิญโจทย์เรื่องห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนของชิ้นส่วนเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ระดับสูง
บริษัทสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลแบบครบวงจรผสานการผลิตที่ยืดหยุ่นและการคาดการณ์คุณภาพบนคลาวด์ ผลที่ได้คือกำลังการผลิตชิ้นส่วนหลักเพิ่มขึ้น 10 เท่า อัตราผ่านการตรวจครั้งแรกอยู่ที่ 99.7% และเวลาทดสอบลดลง 70%
อีกเคสที่น่าสนใจคือ CITIC Dicastal ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในมณฑลเหอเป่ย ปัญหาเดิมของอุตสาหกรรมนี้คือต้องพึ่งการตรวจสอบด้วยสายตาคนเป็นหลัก บริษัทพัฒนาระบบตรวจสอบด้วยรังสีเอกซ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI แบบไม่ทำลายชิ้นงาน และสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่เฉพาะทางสำหรับงานผลิต รายงานระบุว่าระบบนี้ทำงานที่เดิมต้องใช้คนตรวจด้วยสายตาได้ถึง 90% ของปริมาณงาน
AI ไม่ได้ถูกใช้แค่ในอุตสาหกรรมไฮเทค แต่ลงไปถึงอุตสาหกรรมหนักดั้งเดิม เช่น Xinjiang Kunlun Zinc โรงถลุงตะกั่วและสังกะสีในซินเจียง ใช้ระบบเก็บข้อมูลแปลงประสบการณ์และความรู้ความชำนาญให้กลายเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ ทั้งบัญชีคาร์บอนฟุตพรินต์และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ตลอดวงจรชีวิตเครื่องจักร ผลคือลดการใช้พลังงาน 10 ถึง 15% เพิ่มประสิทธิภาพรวมของเครื่องจักร 10 จุด และลดการปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์กับน้ำเสียลง 10% และ 12% ตามลำดับ
นี่คือภาพที่รายงานอยากสื่อภายใต้นโยบายที่จีนเรียกว่า 'AI+' Initiative หรือแผนผลักดันการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ทั่วทุกอุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบ การทดสอบนำร่อง การผลิต ไปจนถึงการดำเนินงาน โดยทำควบคู่กับยุทธศาสตร์ Digital China ที่วางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลด้วย 5G และข้อมูลขนาดใหญ่ให้พร้อมก่อน
การลดคาร์บอนให้เป็นเส้นทางการเติบโตใหม่ เป็นอีกมุมที่รายงานเน้นย้ำ โดยยกตัวอย่าง Dalian Jinpu New Area ในมณฑลเหลียวหนิง เป็นฐานอุตสาหกรรมเก่าด้านปิโตรเคมีและยานยนต์ พื้นที่นี้เลือกใช้ไฮโดรเจนที่เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเคมีของโรงงานในพื้นที่ มาต่อยอดเป็นห่วงโซ่อุตสาหกรรมไฮโดรเจน
รายงานระบุว่าสถานีเติมเชื้อเพลิงแบบเปลี่ยนเมทานอลเป็นไฮโดรเจนแห่งแรกของจีนช่วยลดต้นทุนไฮโดรเจนได้กว่า 20% เทียบกับสถานีแบบเดิม และในปี 2025 พื้นที่นี้มี GDP เกิน 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ มีวิสาหกิจด้านพลังงานไฮโดรเจน 26 ราย และสร้างงานใหม่กว่า 110,000 ตำแหน่งระหว่างปี 2021 ถึง 2025
อีกกรณีคือ Tianjin Port ท่าเรือขนาดใหญ่ทางตอนเหนือของจีนที่ติดอันดับ 10 ของโลกด้านปริมาณตู้สินค้า ท่าเรือเลือกวิธีทำให้ท่าเทียบเรือแห่งเดียวเป็นปลอดคาร์บอนก่อน แล้วค่อยขยายไปทั้งท่า รายงานระบุว่าในปี 2025 ท่าเรือมีสัดส่วนพลังงานสะอาดในการผลิตที่ 100% มีรถพลังงานใหม่กว่า 1,200 คันช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ราว 95,000 ตันต่อปี
ขณะที่ปริมาณตู้สินค้ายังเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 24 ล้านทีอียู หรือหน่วยเทียบเท่าตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2020 จุดสำคัญคือในต้นปี 2026 ท่าเรือนี้รับงานก่อสร้างท่าเรือในต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งแปลว่าความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการเปลี่ยนผ่านในประเทศ กำลังกลายเป็นสินค้าส่งออก
ในบทสรุป รายงานกลั่นกรณีศึกษาทั้งหมดออกมาเป็น 5 รูปแบบร่วมที่อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนผ่านของจีน
1.การชี้นำเชิงระบบ รัฐวางทิศทางและสร้างโอกาสตลาดผ่านการลงทุนในทรัพยากรสาธารณะ
2.การก้าวหน้าแบบค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากการสาธิตและทดลองในวงจำกัดก่อนขยายผล
3.นวัตกรรมหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจ
4.การเปิดสู่ตลาดภายในให้โลกภายนอกเข้ามามีส่วนร่วม
5.ความเป็นธรรมและการแบ่งปัน เช่น การฝึกอาชีพและการให้บริการวินิจฉัยฟรีแก่ SME เพื่อลดช่องว่างดิจิทัล
อ้างอิง : Inside China’s Industrial Transformation: Policy, Practice and the Path to Scale
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด