
ปักกิ่งเดินเกมรุกหนักขึ้นในศึก AI กับสหรัฐฯ ด้วยการยกระดับมาตรการคุมตัวบุคลากร โดยเริ่มกำหนดให้ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) ในบริษัทเอกชนระดับแถวหน้าอย่าง Alibaba Group Holding และ DeepSeek ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานรัฐก่อนเดินทางออกนอกประเทศ ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่ารัฐบาลจีนมอง "หัวกะทิ AI" เป็นทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ระดับชาติ ไม่ต่างจากนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์หรือผู้บริหารรัฐวิสาหกิจที่ถูกคุมเข้มมานาน
รายงานจาก Bloomberg อ้างแหล่งข่าวที่รู้เรื่องโดยตรงว่า หน่วยงานรัฐบาลจีนได้เริ่มทยอยแจ้งบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับ AI ขั้นสูง และถูกประเมินว่ามีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ต่อประเทศ ว่าจะต้องผ่านการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทางไปต่างประเทศทุกครั้ง รายชื่อที่ถูกกำกับมีทั้งผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพ นักวิจัย และผู้บริหารระดับสูง
ที่ผ่านมาจีนใช้มาตรการห้ามถือพาสปอร์ตเองหรือจำกัดการเดินทางกับนักวิจัยมหาวิทยาลัย นักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ และผู้บริหารรัฐวิสาหกิจมาหลายปีแล้ว แต่การลามมาถึงบริษัทเอกชนเต็มตัวถือเป็นเรื่องไม่ปกติ และสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดของปักกิ่ง
จุดที่น่าจับตาคือเกณฑ์การคัดเลือก แหล่งข่าวบอกว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแค่ตำแหน่งหรือบริษัทต้นสังกัด แต่ประเมินจาก "ความสำคัญต่อประเทศ" เป็นรายบุคคล หมายความว่าวิศวกรระดับปฏิบัติการที่ถือเทคโนโลยีสำคัญก็อาจถูกขึ้นบัญชีได้เช่นกัน ส่วนรายละเอียดว่าจะครอบคลุมพนักงานในวงกว้างแค่ไหน ระดับอาวุโสไหน หรือบทบาทใดบ้าง ยังไม่มีความชัดเจน
มาตรการล่าสุดมาในจังหวะเดียวกับที่อุตสาหกรรม AI จีนยังขลุกขลักกับเหตุการณ์ Manus เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา หน่วยงานวางแผนของรัฐ (National Development and Reform Commission หรือ NDRC) สั่งให้ Meta Platforms ถอยดีลซื้อกิจการ Manus มูลค่ากว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐออกไป Manus เป็นสตาร์ทอัพ AI Agent ที่ก่อตั้งโดยทีมจีน ก่อนย้ายสำนักงานใหญ่ไป Singapore กลางปี 2025 แล้วถูก Meta เข้าซื้อกิจการช่วงปลายปี
ดีลนี้กลายเป็นจุดเริ่มที่ปักกิ่งเริ่มขยายอำนาจตรวจสอบไปยังธุรกรรมข้ามพรมแดน แม้ตัวบริษัทจะจดทะเบียนนอกจีนก็ตาม ผู้ร่วมก่อตั้ง Manus สองคนคือ Xiao Hong และ Ji Yichao ถูก Financial Times รายงานว่าโดนสั่งห้ามออกนอกประเทศระหว่างการสอบสวน เหตุการณ์นี้จุดกระแสกังวลเรื่อง "การสูญเสียเทคโนโลยีและบุคลากร" ออกนอกประเทศจนรัฐบาลต้องออกมาตรการจำกัดเงินทุนสหรัฐฯ ในบริษัทเทคโนโลยีที่อ่อนไหวตามมา
แม้แหล่งข่าวจะย้ำว่าแผนคุมการเดินทางของบุคลากร AI ในรอบนี้ไม่ได้ผูกตรงกับเคส Manus แต่ทั้งสองเรื่องเดินคู่กันไปบนเป้าหมายเดียวกัน คือป้องกันไม่ให้ความรู้ทางเทคนิคของจีนรั่วไหลออกไปยังคู่แข่ง
ภาพรวมที่ใหญ่กว่านั้นคือ จีนเปลี่ยนสถานะของวิศวกร AI ระดับท็อปจากพนักงานบริษัทเป็น "ทรัพย์สินของชาติ" หลังยุคที่ ChatGPT จุดกระแสครั้งใหญ่ในปี 2022 บุคลากร AI ฝีมือดีของจีนส่วนใหญ่กระจุกอยู่ที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่และสตาร์ทอัพเอกชน ซึ่งเป็นจุดที่รัฐเข้าถึงได้ยากกว่ารัฐวิสาหกิจในอดีต การยกระดับมาตรการครั้งนี้จึงเป็นการดึงคนกลับมาอยู่ในมือของรัฐโดยตรง
Reuters และ Tom's Hardware รายงานเสริมว่า ก่อนหน้านี้วิศวกร AI ในภาคเอกชนต้องแจ้ง แผนเดินทางต่างประเทศกับเจ้าหน้าที่อยู่แล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นต้องขออนุญาต ส่วนปี 2025 Wall Street Journal เคยรายงานว่าทางการจีนแนะนำให้ผู้ก่อตั้งและนักวิจัย AI ระดับท็อปหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสหรัฐฯ โดยเคสที่ถูกพูดถึงคือ Liang Wenfeng ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ที่ปฏิเสธคำเชิญไปงานประชุม AI ที่ Paris เมื่อต้นปี
มาตรการนี้แม้จะช่วยป้องกันการรั่วไหลของเทคโนโลยี แต่ก็มีต้นทุนแฝงที่บริษัท AI จีนต้องจ่าย นั่นคือความสามารถในการดึงดูดและรักษาคนเก่งให้อยู่ในระบบ วิศวกรที่มีความฝันอยากเติบโตในเวทีโลกอาจต้องเลือกตั้งแต่ต้นว่าจะอยู่จีน หรือ ออกไปต่างประเทศก่อนถูกขึ้นบัญชี บางคนอาจตัดสินใจย้ายออกไปทำงานต่างชาติเร็วกว่าที่วางแผน เพื่อรักษาเส้นทางอาชีพระดับสากลของตัวเอง
นักวิเคราะห์ในรายงานของ heise ชี้ว่าจีนกำลังเดินบนเส้นด้าย ด้านหนึ่งต้องการกักความรู้สำคัญไว้ในประเทศ แต่อีกด้านมาตรการแบบนี้อาจไล่คนเก่งที่จีนต้องการที่สุดในศึกแข่งกับสหรัฐฯ ให้ลาออกไปอยู่ต่างแดน บริษัทในประเทศจึงอาจเสียเสน่ห์ในสายตาผู้สมัครงานระดับท็อปได้ในระยะยาว
ในระยะสั้น Ministry of Industry and Information Technology (MIIT), DeepSeek และ Alibaba ต่างยังไม่ออกมาตอบสนองคำร้องขอความเห็นจากสื่อต่างประเทศ ส่วนคำถามใหญ่ที่ค้างอยู่คือ ขอบเขตของบัญชีรายชื่อ "บุคคลสำคัญเชิงยุทธศาสตร์" จะขยายไกลแค่ไหน และจะกระทบโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรม AI ในจีนอย่างไรบ้าง
ที่มา: Bloomberg, Business Standard, Reuters, Tom's Hardware, heise
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด