จีนเปิดใช้งาน Data Center เชิงพาณิชย์ใต้น้ำแห่งเดียวในโลก มุ่งลดการใช้พลังงาน-ที่ดิน เร่งเกมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในยุค AI

ท่ามกลางการแข่งขันด้าน AI ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก จีนกำลังทดลองแนวทางใหม่ด้วยการสร้าง Data Center เชิงพาณิชย์ใต้น้ำ เพื่อเร่งเดินเกมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันถือเป็น Data Center เชิงพาณิชย์ใต้น้ำแห่งเดียวที่เปิดใช้งานจริงในโลก ตั้งอยู่นอกชายฝั่งเมืองหลิงสุ่ย มณฑลไห่หนาน

Data Center แห่งนี้เริ่มต้นติดตั้งโมดูลแรกในปี 2022 และเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ในปี 2023 ก่อนจะถูกอัปเกรดครั้งสำคัญในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เพื่อรองรับงานประมวลผล AI เต็มรูปแบบ ทั้งการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ การให้บริการคลาวด์ และการฝึกโมเดล AI ซึ่งเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

ทำไมต้องใต้น้ำ?

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของ Data Center ทั่วโลก 8nv ความต้องการไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล 

โดย Data Center บนบกต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนระบบทำความเย็น และในหลายประเทศ Data Center ยังใช้น้ำจืดคุณภาพเดียวกับน้ำดื่มเพื่อระบายความร้อน ส่งผลให้เกิดการแข่งขันใช้น้ำกับชุมชนและภาคเกษตร และนำไปสู่แรงต้านจากชุมชนและภาครัฐในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อกระแส AI ทำให้ความต้องการพลังประมวลผลเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด

โมเดล Data Center ใต้น้ำของจีนแก้โจทย์นี้ด้วยวิธีตรงไปตรงมา โดยเซิร์ฟเวอร์ทั้งหมดถูกบรรจุในแคปซูลเหล็กปิดสนิท วางไว้บนพื้นทะเล โดยใช้น้ำทะเลรอบข้างเป็นตัวดูดซับความร้อน (Heat Sink) ตามธรรมชาติ ช่วยลดการพึ่งพาเครื่องปรับอากาศ ลดการใช้พลังงาน และไม่จำเป็นต้องใช้น้ำจืดหรือพื้นที่บนบกจำนวนมาก

แนวคิดนี้เคยผ่านการทดลองมาก่อน เช่น โครงการ Microsoft Project Natick ที่ยุติไปในปี 2020 แต่กรณีของจีนแตกต่างออกไปตรงที่ ไม่ใช่แค่การทดลอง หากแต่เป็นการนำมาใช้งานเชิงพาณิชย์จริง และขยายบทบาทสู่การเป็น ศูนย์ประมวลผล AI อย่างเต็มตัว

จาก Data Center ทางเลือก สู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์

การอัปเกรดล่าสุดทำให้ Data Center ใต้น้ำในไห่หนานสามารถรองรับงาน AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูง เช่น การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ รันบริการคลาวด์ หรือเทรนโมเดล AI ความเข้มข้นสูงในระดับเดียวกับ Data Center ขนาดใหญ่บนบก และกลายเป็น ศูนย์ประมวลผล AI เต็มรูปแบบ 

จีนยังมีแผนก่อสร้าง Data Center ใต้น้ำแห่งที่สองใกล้เซี่ยงไฮ้ ซึ่งสะท้อนชัดว่าแนวคิดนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงทางเลือกเฉพาะจุด แต่เป็นหนึ่งในโมเดลที่อาจถูกขยายในระยะยาว หากพิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าทั้งด้านต้นทุน พลังงาน และเสถียรภาพ ก็อาจพัฒนาไปสู่โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ได้ ในยุคที่ AI กลายเป็นทรัพยากรทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ 

ลดภาระบนบก แต่ยังต้องจับตาใต้น้ำ

ในมุมสิ่งแวดล้อม Data Center ใต้น้ำมีข้อดีชัดเจน ได้แก่ การลดการใช้พลังงานจากระบบทำความเย็น ลดการใช้น้ำจืด ไม่รบกวนชุมชนใกล้เคียง และไม่ต้องถางพื้นที่หรือสร้างอาคารขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังเตือนว่าผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลอาจยังไม่ถูกทำความเข้าใจอย่างครบถ้วน โดยงานวิจัยบางชิ้นเตือนถึงความเสี่ยงต่อความหลากหลายทางชีวภาพและภาวะออกซิเจนในน้ำ แม้ข้อมูลจากโครงการของ Microsoft จะพบว่าอุณหภูมิน้ำเพิ่มขึ้นเพียงเศษเสี้ยวองศาและอยู่ในวงจำกัด แต่ก็มีสิ่งมีชีวิตบางชนิดที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและระดับออกซิเจนอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านโครงสร้าง เช่น การกัดกร่อน การรั่ว หรือความเสียหายในระยะยาว หากจำนวน Data Center ใต้น้ำเพิ่มขึ้นในอนาคต ผลกระทบสะสมอาจมีนัยสำคัญมากขึ้น

แต่ในอีกทางหนึ่ง การทดลองก่อนหน้าของ Microsoft ชี้ให้เห็นว่าโครงสร้างใต้น้ำอาจทำหน้าที่คล้ายแนวปะการังเทียม ดึงดูดปลาและสิ่งมีชีวิตเข้ามาอาศัย ซึ่งแนวคิดต่อยอดในอนาคตคือการติดตั้งกล้องและเซนเซอร์ เพื่อใช้ Data Center เป็นฐานวิจัยทางทะเลไปพร้อมกัน แต่ในกรณีของไห่หนาน ยังไม่มีสัญญาณว่าถูกนำมาใช้จริงในตอนนี้

Data Center ใต้น้ำของจีนสะท้อนการเปลี่ยนวิธีคิดครั้งสำคัญของโลกเทคโนโลยี ในช่วงเวลาที่ AI ต้องการพลังประมวลผลมหาศาลและโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมเริ่มเผชิญข้อจำกัด โมเดลใหม่ ๆ จึงเกิดขึ้นพร้อมกัน ซึ่งแต่ละแบบมีทั้งประโยชน์และผลกระทบที่แตกต่างกันไป

โลกจึงต้องมาขบคิดกันว่าโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลควรถูกออกแบบอย่างไร เพื่อให้สอดคล้องกับพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการแข่งขันระดับโลก

อ้างอิง: Slashgear

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

32 เครือข่ายร่วมกับ NIA อว. สร้าง 'Medical Innovation Hub' ลดพึ่งพาต่างชาติ ด้วยการสร้างและส่งออกนวัตกรรมการแพทย์เอง

NIA เปิดตัว 32 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมยกระดับไทยจาก 'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต' สู่ 'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)' ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอด...

Responsive image

ททท. จับมือ Visa เปิดตัว Visa Destinations ดันไทยสู่จุดหมายระดับโลกที่เที่ยวง่าย จ่ายคล่อง

วีซ่าจับมือ ททท. ดันไทยเป็นตลาดแรกและประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ระดับประเทศ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ครอบคลุม 8 เมืองหลั...

Responsive image

Grab หั่น GP เหลือ 9% สมัครร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569

Grab Thailand ขานรับนโยบายรัฐหั่น GP เหลือ 9% พร้อมอัดสินเชื่อร้านอาหารสูงสุด 2 ล้านบาท และแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ 10 เด้ง ดันยอดขายฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ อ่านขั้นตอนสมัครที่นี่...