
ปีที่แล้ว คนใน 7 ประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กดสั่งอาหารไทยผ่าน GrabFood รวมกันกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ตัวเลขระดับหมื่นล้านอาจฟังดูไกลตัว แต่ถ้าลองคิดเล่น ๆ
นั่นหมายความว่า ระหว่างที่คุณกำลังกวาดสายตาอ่านบทความนี้ตั้งแต่บรรทัดแรกจนถึงบรรทัดนี้ มีคนในภูมิภาคกดสั่งผัดกะเพรา ต้มยำ หรือชาไทยไปแล้วหลายหมื่นบาท
สถิตินี้ถูกเปิดเผยในงาน GrabNEXT 2026 ภายใต้ธีม The TASTE of THAI และมันคือหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญว่า Soft Power ของไทยถูก Monetize กลายเป็นเม็ดเงินจริง… ทุกนาที ทุกวินาที
จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ Grab ประเทศไทย เล่าไว้อย่างน่าคิดว่า วัฒนธรรมแบ่งได้เป็นสองฝั่ง ฝั่งที่จับต้องได้ เช่น โบราณสถานอยุธยา หรือบ้านเชียง กับฝั่งที่จับต้องไม่ได้ อย่างโขน มวยไทย ยาดม และอาหาร
แต่ความพิเศษของ อาหาร ที่ชนะวัฒนธรรมรูปแบบอื่นแบบขาดลอย คือ “มันเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ต้องซื้อตั๋วบินมาไทย ไม่ต้องเข้าใจภาษา ไม่ต้องศึกษาประวัติศาสตร์ แค่ตักเข้าปากคำเดียว… ก็เข้าใจทันที”

ยิ่งในยุคอัลกอริทึมครองเมือง คอนเทนต์อาหารไทยยิ่งไปไกลกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นคลิป Lisa พาส้มตำไปออกรายการ The Tonight Show จนกลายเป็นไวรัลระดับโลก หรือเคสไวรัลของสายการบินนอร์เวย์ที่หยิบเอาข้าวเหนียวมะม่วง มาใช้เป็นภาพหลักชวนคนบินข้ามทวีปมาเที่ยวไทย เมื่อผู้บริโภคเห็นภาพซ้ำ ๆ บนฟีด สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือการหยิบสมาร์ตโฟนขึ้นมาค้นหาและกดสั่งทันที

ข้อมูลปี 2568 ชี้ชัดว่า เมนูที่ชาวต่างชาติติดใจและสั่งบ่อยที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่
ผัดกะเพรา > เมนูที่ได้ชื่อสิ้นคิดของคนไทย ที่กลายเป็นของโปรดระดับสากล
ข้าวผัด > คอมฟอร์ตฟู้ดเบสิกที่กินง่ายและปลอดภัย
ผัดไทย > ตัวแทนอาหารประจำชาติที่ทุกคนต้องลอง
แต่ถ้าตัดเรื่องสัญชาติทิ้ง แล้วดูสถิติยอดสั่งซื้อสูงสุดตลอดกาลบน Grab ในไทย
ส้มตำ มียอดสั่งซื้อไปกว่า 13 ล้านจาน (เฉลี่ยวันละ 35,000 จาน)
ชาไทย มียอดสั่งซื้อไปกว่า 8.6 ล้านแก้ว (เฉลี่ยวันละ 23,000 แก้ว)
ทำไมอาหารไทยบน Grab ถึงสเกลได้ไวขนาดนี้? คำตอบอยู่ที่ Network Effect
Grab มีฐานผู้ใช้งานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กว่า 54 ล้านคน ทันทีที่นักท่องเที่ยวจากสิงคโปร์ มาเลเซีย หรือเวียดนาม แตะพื้นสนามบินสุวรรณภูมิ พวกเขาไม่ต้องดาวน์โหลดแอปใหม่ ไม่ต้องลงทะเบียนบัตรเครดิตซ้ำ และไม่ต้องกังวลเรื่องภาษาเพราะมี In-app AI Translation แปลภาษาให้เสร็จสรรพ
พฤติกรรมความคุ้นเคยนี้ เปลี่ยนหน้าจอสมาร์ตโฟนให้กลายเป็นเครื่องปั๊มเงิน โดย 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ 2566 - 2568 ทาง Grab ช่วยดึงเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไปแล้วกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท
เมื่อเห็น Data ในมือว่าคนในภูมิภาคโหยหาอาหารไทย Grab จึงไม่ได้หยุดแค่การขายในประเทศ แต่ต่อท่อส่งแบรนด์ไทยบุกตลาดต่างแดน
เคส Emily's: แบรนด์ก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกขวัญใจโซเชียลที่เคยสร้างปรากฏการณ์คิวยาวเหยียด Grab นำ Data หลังบ้านมาวิเคราะห์จนพบว่า คนสิงคโปร์และมาเลเซียค้นหาคำว่า ก๋วยเตี๋ยวสูงมาก จึงแท็กทีมพา Emily's ไปเปิด Pop-up Store ที่สิงคโปร์ พร้อมวางระบบเดลิเวอรีให้อย่างแม่นยำ
Times Square Takeover: ผลักดันร้านสตรีทฟู้ดและร้านดังอย่าง Emily's, ขนมไข่ไฮโซ, Khao-Sō-i และ ก๋วยเตี๋ยวรุ่งเรือง ขึ้นจอบิลบอร์ดยักษ์ใจกลางไทม์สแควร์ นิวยอร์ก ปักหมุดแบรนด์ไทยบนแผนที่โลก
The Lost Taste: จับมือกระทรวงวัฒนธรรม ดึงสูตรอาหารโบราณที่กำลังจะเลือนหาย เช่น แกงรัญจวน หรือลาบปูนา มาฟื้นชีวิตใหม่บนแอป ให้คนรุ่นใหม่กดสั่งมาชิมได้ถึงหน้าบ้าน
ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ยอมรับตรงไปตรงมาบนเวทีถึง Pain Point เรื้อรังของงานวัฒนธรรมภาครัฐ ที่มักเริ่มจากสิ่งที่อยากเล่า มากกว่าสิ่งที่คนอยากฟัง

“บางทีเรามัวแต่จะสื่อสารงานวัฒนธรรม แต่เราลืมหาตลาด ลืมมองว่าผู้บริโภคต้องการอะไรจริง ๆ”
สิ่งที่กระทรวงฯ ได้จาก Grab จึงไม่ใช่แค่ช่องทางขาย แต่คือ มหาศาลจากพฤติกรรมจริง ที่มาช่วยปิดรอยต่อระหว่างนโยบายกับดีมานด์ในตลาด ทำให้รู้ว่าอาหารจานไหนขายได้จริง และพิกัดไหนไม่ใช่แค่น่าจะฮิต แต่มีคนพร้อมจ่ายเงินเดินทางไปจริง
วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ยอดเรียกรถพุ่งทันที 30% ในไตรมาสเดียว พิสูจน์ชัดว่ามรดกโลกแปลงเป็นทราฟฟิกท่องเที่ยวจริง
หรือเวทีมวยราชดำเนิน ที่ยอดเรียกรถโตขึ้นถึง 2 เท่า เพราะการหยิบเอาแม่ไม้มวยไทยมาใส่โปรดักชันแสงสีเสียงสมัยใหม่ นี่คือข้อพิสูจน์ว่า Heritage ดั้งเดิมถ้าถูก Repackage ให้ถูกจริต คนรุ่นใหม่และต่างชาติก็พร้อมเปย์
หรือแม้แต่ยอดซื้อสินค้าชุมชนบน GrabMart จากต่างชาติโตขึ้น 50% โดยท็อป 3 กวาดไปกว่า 250,000 ชิ้น คือเทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม ที่กลายเป็น Must-have Item ที่ต่างชาติต้องโกยกลับประเทศ
สุดท้ายคือ เมนูยอดฮิตของต่างชาติคือ ผัดกะเพรา ตามด้วย ข้าวผัด ส่วนผัดไทยร่วงไปอยู่อันดับ 3 สถิตินี้เปลี่ยนโจทย์ทันทีว่า ถ้าจะยิงแคมเปญโปรโมตอาหารไทยในต่างแดน ควรหยิบจานไหนเป็นหัวหอกนำทัพ
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือ การไหลของข้อมูลแบบ 2 way
ก่อนหน้างานเพียงวันเดียว กระทรวงวัฒนธรรมเพิ่งเปิดตัว thaiverse.net แพลตฟอร์มคลังข้อมูลประเพณีและวัฒนธรรมกว่า 5,000 รายการ ครอบคลุม 77 จังหวัด รวมถึงประเพณีอันซีนที่คนส่วนใหญ่แทบไม่เคยได้ยิน
รัฐมนตรีชี้ว่า ภาครัฐทำหน้าที่รวบรวม Content & Asset แต่การจะหยิบไปทำ Storytelling ให้ทรงพลังและสเกลถึงสายตาคนทั่วโลก จำเป็นต้องพึ่งพาแพลตฟอร์มเอกชน
เมื่อเอา Big Data สองฝั่งมาประกบกัน ข้อมูลทุกตะกร้าสินค้าและทุกการปักหมุดเรียกรถ จึงกลายเป็น Data-informed Strategy ที่บอกภาครัฐได้แม่นยำที่สุดว่า ควรทุ่มงบประมาณและผลักดันวัฒนธรรมแบบไหนให้คุ้มค่าและตรงเป้า
คุณจันต์สุดา ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า การพาวัฒนธรรมไทยไปเวทีโลกไม่ได้เริ่มที่ใครไกล แค่เราโพสต์ส้มตำ ข้าวเหนียวมะม่วง หรือจานโปรดลง TikTok และ Instagram ในชีวิตประจำวัน
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด