
IMF คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกปี 2026 จะเติบโต 3.1% ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ปรากฏในรายงาน World Economic Outlook เดือนตุลาคม 2025 และเมษายน 2026 ก่อนที่รายงานฉบับล่าสุด ซึ่งเผยแพร่ในช่วงเปิดการประชุมประจำปี IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ จะกลับมาคาดการณ์ที่ระดับเดิมอีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้ IMF เคยปรับประมาณการขึ้นเป็น 3.3% ในเดือนมกราคม ก่อนลดลงเหลือ 3.0% ในเดือนกรกฎาคม
บนเวที Debate on the Global Economy ในงาน IMF-World Bank ที่กรุงเทพฯ พิธีกรถาม Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ว่าเศรษฐกิจโลกยังรับมือกับแรงกระแทกได้อยู่หรือไม่ เธอตอบว่าใช่ โดยยกตัวเลขคาดการณ์ 3.1% แต่ก็เตือนว่าความทนทานดังกล่าวตั้งอยู่บนฐานที่เปราะบาง เพราะแม้ตัวเลขการเติบโตโดยรวมจะกลับมาอยู่ที่ระดับเดิม องค์ประกอบภายในกลับเปลี่ยนไปมากนับจากเดือนตุลาคมปีก่อน
Georgieva อธิบายว่าเศรษฐกิจโลกกำลังแยกออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือประเทศที่ได้รับแรงหนุนจากความตื่นตัวและการลงทุนด้าน AI จน IMF ปรับประมาณการเติบโตขึ้น ทั้งประเทศที่เธอยกเป็นผู้ผลิต AI อย่างจีน สหรัฐฯ และอินเดีย รวมถึงประเทศผู้ส่งชิ้นส่วนในห่วงโซ่อุปทาน AI อย่างไต้หวันและเกาหลีใต้ รายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุดระบุว่าไต้หวันและเกาหลีใต้รวมกันเป็นแหล่งของ 62% ของการค้าสุทธิในฮาร์ดแวร์ประมวลผลที่เกี่ยวกับ AI
อีกกลุ่มคือประเทศที่ IMF ปรับประมาณการลง ซึ่ง Georgieva ระบุว่ารวมถึงประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง และประเทศนำเข้าเชื้อเพลิงที่ยังอยู่นอกกระแสการลงทุนด้าน AI
ความเสี่ยงถัดมาคือแรงกดดันด้านราคา พลังงานแพงขึ้น อาหารแพงขึ้นจากเอลนีโญ และความต้องการที่เกิดจากการลงทุนใน AI ก็ผลักราคาให้สูงขึ้นอีก เมื่อเงินเฟ้อยังไม่ยอมลด ธนาคารกลางย่อมต้องคงดอกเบี้ยในระดับสูง ขณะที่หลายประเทศมีภาระหนี้มากอยู่แล้ว ต้นทุนดอกเบี้ยของภาครัฐจึงเพิ่มขึ้นตามมา
เศรษฐกิจโลกของเราตอนนี้เหมือนยืนอยู่บนขาข้างเดียว
ขาข้างนั้นคือ AI ซึ่ง Georgieva มองว่าเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ นั่นหมายความว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังเติบโต แต่กำลังพึ่งพาความกระตือรือร้นต่อ AI อย่างมาก ขณะที่เศรษฐกิจส่วนอื่นยังไม่แข็งแรงนัก
ข้อแรกคือ Amara's Law ที่ชี้ว่าคนมักประเมินประโยชน์ของเทคโนโลยีสูงเกินไปในระยะสั้น และต่ำเกินไปในระยะยาว หากความคาดหวังพองตัวจนเกินจริงแล้วตามด้วยความผิดหวัง นักลงทุนอาจถอนตัวและสร้างปัญหาในวงกว้าง ข้อที่สองคือคำถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นหาก AI หลุดจากการควบคุมของมนุษย์ แล้วทำสิ่งที่เสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน Georgieva ยกประเด็นนี้เป็นความเสี่ยงที่ต้องเตรียมรับมือ ไม่ได้บอกว่ากำลังเกิดขึ้นแล้ว
ข้อเสนอของเธอ คือสร้างกันชนใหม่ ลดหนี้ และจัดฐานะการเงินให้พร้อมรับความผันผวน
ฝั่งยุโรป Kyriakos Pierrakakis ประธานยูโรกรุ๊ป ซึ่งเป็นกลุ่มรัฐมนตรีคลังของประเทศที่ใช้เงินยูโร และรัฐมนตรีเศรษฐกิจและการคลังของกรีซ ชี้ให้เห็นแรงกดดันที่รัฐบาลยุโรปต้องรับพร้อมกัน ทั้งการแตกตัวทางภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงาน การขาดดุลงบประมาณ และ AI
AI เป็นทั้งพลังด้านเทคโนโลยีและพลังเศรษฐกิจมหภาค
เขาเสริมว่ารัฐบาลกำลังแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีเพื่อระดมทุน กล่าวคือทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเงินก้อนใหญ่จากตลาดทุนชุดเดียวกัน
ช่วงท้ายเวที Georgieva หันมาพูดถึงฝั่งผู้ใช้ ประเทศสมาชิกถาม IMF ว่าจะเข้าไปอยู่ในเศรษฐกิจ AI ได้อย่างไร แม้ไม่ได้ผลิต AI หรือส่งชิ้นส่วนให้ห่วงโซ่อุปทาน ทุกประเทศก็สามารถนำ AI ไปใช้ได้ IMF จึงพัฒนาดัชนีความพร้อมต่อ AI หรือ AI Preparedness Index ซึ่งครอบคลุม 174 เศรษฐกิจ โดยประเมินสี่ด้าน ได้แก่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะและความยืดหยุ่นของตลาดแรงงาน การนำ AI จากบางอุตสาหกรรมไปใช้ในทุกภาคส่วน และกฎระเบียบกับจริยธรรม
เธอปิดท้ายว่า AI จะรักหรือเกลียดหรือกลัวก็ตาม มันมาแล้ว และ "ถ้างีบหลับก็แพ้"
เมื่อถึงคิวของคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะเจ้าบ้านการประชุม พิธีกรถามว่าประเทศอย่างไทยที่พึ่งพาการส่งออกและนำเข้าพลังงานมาก จะรับแรงกระแทกจากโลกที่ผันผวนได้อย่างไร คุณเอกนิติตอบด้วยภาพเปรียบเทียบที่ถูกพูดถึงตลอดทั้งเวที
ไทยเป็นเหมือนเรือลำเล็กที่เผชิญพายุหลายลูก
พายุลูกแรกคือราคาพลังงาน ไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ราคาที่สูงขึ้นจึงกระทบค่าครองชีพโดยตรง
พายุลูกที่สองคือ geoeconomic fragmentation หรือการที่เศรษฐกิจโลกแยกตัวเป็นค่ายตามขั้วภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้บริษัทต่าง ๆ ต้องกระจายห่วงโซ่อุปทานใหม่ บางส่วนไหลเข้ามาลงทุนในไทย แต่ผู้ที่อยู่นอกห่วงโซ่ย่อมได้รับผลกระทบ
พายุลูกที่สามคืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล หรือบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้น ยิ่งนักลงทุนเรียกร้องผลตอบแทนสูง รัฐบาลยิ่งกู้ยืมแพง คุณเอกนิติระบุว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปีมีผลตอบแทนราว 2.3% ต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรปมาก และให้เครดิตกับวินัยการคลัง อย่างไรก็ดี ยีลด์ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมถึงทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเขาไม่ได้กล่าวถึงบนเวที
พายุลูกที่สี่คือ AI คุณเอกนิติมองว่าผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่จะได้ประโยชน์ ส่วนผู้ที่อยู่นอกห่วงโซ่จะเสียเปรียบ และไทยโชคดีที่อยู่ในห่วงโซ่ AI
เมื่อไทยเป็นเรือลำเล็ก เอกนิติบอกว่าต้องทำให้เรือแข็งแรงพอจะต้านลม โดยมีมาตรการรับมือทั้งหมด 4 เรื่อง
เรื่องแรกคือวินัยการคลังและเสถียรภาพมหภาค ซึ่งเขามองว่าเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการแปลงแรงกระแทกให้เป็นโอกาส ควบคู่กับการปฏิรูปโครงสร้างและช่วยให้ SME กับกลุ่มรายได้น้อยปรับตัวได้เร็ว เพราะสองกลุ่มนี้รับผลกระทบหนักที่สุดเมื่อเศรษฐกิจโลกแยกออกเป็นหลายเส้นทาง
เรื่องที่สองคือ ASEAN Power Grid เอกนิติยกตัวอย่างว่าลาวมีไฟฟ้าพลังน้ำสะอาด ขณะที่ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์มีความต้องการพลังงาน การเชื่อมโครงข่ายจึงอาจช่วยให้ภูมิภาครับแรงกระแทกด้านพลังงานร่วมกันได้ สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือโครงการซื้อขายไฟฟ้าหมุนเวียนระหว่างลาว ไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์
เรื่องที่สามคือ Digital Economy Framework Agreement หรือ DEFA เอกนิติให้เหตุผลว่าอาเซียนมีความต้องการใช้ AI มาก แต่นำเข้า AI จากนอกภูมิภาคเป็นหลัก จึงควรสร้างสภาพแวดล้อมดิจิทัลร่วมกัน ตัวอย่างที่เขายกคือการเชื่อมบัตรประจำตัวดิจิทัลของไทยกับมาเลเซีย สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ส่วนการเชื่อมระบบชำระเงิน QR ระหว่างไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย เขาแยกเป็นอีกเรื่อง และระบุว่าเชื่อมแล้ว เพื่อให้ชาวสิงคโปร์มาใช้จ่ายในไทยได้สะดวกขึ้น
เรื่องที่สี่คือ SkillBridge โปรแกรมที่เชื่อมการลงทุนจากต่างประเทศเข้ากับศักยภาพในประเทศ เอกนิติบอกว่าโครงการนี้เชื่อมกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อถ่ายโอนความรู้ พัฒนาทักษะแรงงาน และดึง SME เข้าไปในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทเหล่านั้น
เอกนิติเปรียบสถานการณ์ของไทยกับรถไฟความเร็วสูงที่กำลังวิ่งเข้ามา เขาบอกว่าบนชานชาลามีคนรออยู่มาก และรัฐบาลกำลังเปิดประตูเพิ่ม เพื่อให้คนไทยและธุรกิจไทยขึ้นรถไฟได้มากขึ้น
เมื่อนำคำพูดของทั้งสองคนมาอ่านคู่กัน พายุลูกที่สี่ของเอกนิติคือขาข้างเดียวกับที่ Georgieva กังวล ไทยอาจได้ประโยชน์จากการอยู่ในห่วงโซ่ AI แต่หากความกระตือรือร้นต่อ AI เย็นลง ไทยก็อาจรับผลกระทบจากแรงขับเคลื่อนเดียวกัน โจทย์สำคัญจึงครอบคลุมทั้งการดึงดูดการลงทุนด้าน AI และการสร้างกันชนเพื่อลดความเปราะบางจากปัจจัยภายนอก วินัยการคลังและโครงข่ายไฟฟ้าอาเซียนอาจเป็นส่วนหนึ่งของกันชนดังกล่าว หากพัฒนาให้เกิดผลได้ตามที่ตั้งเป้าไว้
สำหรับธุรกิจไทย คำถามแรกคือเราอยู่ในห่วงโซ่นี้แล้วหรือยัง ตัวเลขคำขอจาก BOI สะท้อนว่าเม็ดเงินจากต่างประเทศกำลังมองหาที่ลงในไทย แต่โรงงานและศูนย์ข้อมูลที่ตั้งขึ้นใหม่จะดึงธุรกิจท้องถิ่นเข้าไปในห่วงโซ่ได้เองโดยอัตโนมัติหรือไม่ ยังเป็นคำถามเปิด
คำถามที่สองคือ SME จะขึ้นรถไฟขบวนนี้อย่างไร ประตูที่เปิดเพิ่มช่วยได้เพียงเรื่องทางเข้า ส่วนตั๋วคือความสามารถที่ผู้ซื้อรายใหญ่ต้องการ ทั้งทักษะแรงงาน มาตรฐานการผลิต และความพร้อมด้านดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับสี่ด้านที่ IMF ใช้วัดความพร้อมของประเทศต่อ AI
คำถามสุดท้ายคือ ถ้าขาข้างนั้นสั่น รายได้ของเรามีกี่ขาให้ยืน คำเตือนของ Georgieva เรื่องความคาดหวังที่อาจพองเกินจริงในระยะสั้น ใช้ได้กับบริษัทเช่นเดียวกับประเทศ ในวันที่ตัวเลข 3.1% ยังนิ่งอยู่ ธุรกิจที่เตรียมกันชนและกระจายแหล่งรายได้ไว้ก่อน ย่อมมีโอกาสยืนได้มั่นคงกว่าเมื่อแรงขับเคลื่อนหลักเริ่มแผ่วลง
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด