
เศรษฐกิจโลกผ่านแรงกระแทกรอบล่าสุดมาได้ดีกว่าที่คาด แต่เวทีปิดการประชุมคณะกรรมการการเงินและการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMFC ที่กรุงเทพฯ ชวนให้มองลึกกว่าตัวเลขการเติบโต เพราะกันชนทางการคลังและพลังงานกำลังลดลง หนี้ยังสูง และผลประโยชน์จาก AI ไม่ได้กระจายไปเท่ากัน
Mohammed Al-Jadaan รัฐมนตรีคลังซาอุดีอาระเบียและประธาน IMFC สรุปว่าความขัดแย้ง สงคราม ความตึงเครียดทางการค้า และความปั่นป่วนของเส้นทางขนส่งสำคัญ กำลังเพิ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านราคา ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่สูงขึ้นทำให้ความเปราะบางทางการเงินเด่นชัดขึ้น
Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF บอกว่าบรรยากาศของการประชุมมีทั้งความหวังและความกังวล ความหวังมาจากความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจโลก ศักยภาพของ AI และความเคลื่อนไหวของเอเชีย ส่วนความกังวลมาจากเงินเฟ้อ หนี้ สงคราม ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และความเร็วของการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
เธอชี้ว่าเศรษฐกิจบางส่วนได้แรงหนุนจากการลงทุน AI หรืออยู่ในห่วงโซ่มูลค่าของเทคโนโลยี ขณะที่บางประเทศได้รับผลกระทบจากสงคราม ต้องนำเข้าพลังงาน และไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่ AI ความแตกต่างนี้ทำให้ประเทศที่เริ่มต้นจากฐานเปราะบางอยู่แล้วเสี่ยงตามไม่ทันมากขึ้น
มีข้อกังวลว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงช่วยหนุนการลงทุนและการค้า และอาจเพิ่มผลิตภาพได้ แต่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเริ่มแตกต่าง โดยประเทศรายได้น้อยและรัฐเปราะบางเสี่ยงถูกทิ้งห่าง
เวทีนี้ไม่ได้มอง AI เป็นภัยหรือโอกาสด้านเดียว Georgieva บอกว่าสมาชิก IMF เห็นตรงกันว่าต้องการผลประโยชน์จากเทคโนโลยี แต่ก็ต้องจัดการความเสี่ยงและมี Guardrail เพื่อคุ้มครองประชาชน ธุรกิจ และอนาคตของแต่ละประเทศ
ในแถลงการณ์ IMFC สนับสนุนการใช้ AI และดิจิทัลเพื่อเพิ่มผลิตภาพ ควบคู่กับการจัดการความเสี่ยงและทำให้ผลประโยชน์กระจายกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังกล่าวถึง Bangkok Blueprint ซึ่งมีเป้าหมายเสริมมาตรการคุ้มครองการเงินดิจิทัล ความพร้อมรับภัยไซเบอร์ และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางดิจิทัล
IMFC ให้คำแนะนำว่า ควรสร้างกันชนทางการคลังผ่านกรอบระยะกลางที่น่าเชื่อถือ รักษาเสถียรภาพราคา และผลักดันการเติบโตจากภาคเอกชน แต่อย่างไรก็ดี การปรับฐานะการคลังต้องคุ้มครองกลุ่มเปราะบางและการลงทุนที่ยกระดับผลิตภาพไปพร้อมกัน
ในช่วงตอบคำถามสื่อ Georgieva อธิบายว่าประเทศรายได้น้อยต้องเริ่มจากนโยบายที่เหมาะกับบริบทของตนเอง ทั้งการจัดเก็บรายได้อย่างเป็นธรรม การเลือกใช้จ่ายเพื่อการเติบโตและการคุ้มครองประชาชน ตลอดจนสร้างเงื่อนไขให้ภาคเอกชนทำงานได้ เธอเรียกเงินเฟ้อว่าเป็นเสมือนภาษีที่กระทบคนจนหนักเป็นพิเศษ
ประธาน IMFC ย้ำว่าการเติบโตที่ยั่งยืนต้องอาศัยการบูรณาการทางเศรษฐกิจมากกว่าการแบ่งแยก และสมาชิกเรียกร้องให้ร่วมกันลดความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางการค้า และความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมรักษาเสรีภาพในการเดินเรือและการไหลเวียนพลังงานที่มั่นคง
ในช่วงท้าย Georgieva กล่าวถึงประเทศไทยในฐานะเจ้าภาพว่า การกลับมาจัด Annual Meetings อีกครั้งหลังผ่านมา 35 ปีสะท้อนภาพประเทศที่มีฐานการผลิตเข้มแข็ง และเชื่อมโยงกับห่วงโซ่ AI มากขึ้น
สารจากการประชุมครั้งนี้คือรัฐบาลต้องสร้างนโยบายและสถาบันที่ทำให้ประเทศรับแรงกระแทกได้ ควบคู่กับการฟื้นวินัยการคลัง การลงทุนเพื่ออนาคต และราวกัน AI เพื่อไม่ให้โอกาสรอบใหม่กระจุกอยู่กับผู้ที่พร้อมอยู่แล้ว
อ้างอิง : IMFC Press Briefing วันที่ 17 ตุลาคม 2569
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด