กสิกรไทยชี้แจงการขายหุ้นที่ซื้อคืน เน้นดูภาวะตลาด และประโยชน์ผู้ถือหุ้น

นายจงรัก รัตนเพียร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ตามที่ธนาคารได้แจ้งข่าวตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 เรื่อง กำหนดระยะเวลาการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืน ภายใต้โครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงินของธนาคาร จำนวน 23,932,600 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 1 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร โดยจะเสนอขายหุ้นที่ซื้อคืนในระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึงวันที่ 16 กันยายน 2563 นั้น

ธนาคารขอเรียนชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนดังกล่าวว่า ธนาคารจะพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งคำนึงถึงการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งหมายความรวมถึง ภาวะตลาดหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศ ราคา และปริมาณการซื้อขายที่เหมาะสม โดยหากปัจจัยต่างๆ ไม่เอื้ออำนวย ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่ธนาคารไม่สามารถจำหน่ายได้ ระดับเงินกองทุนของธนาคารก็ยังคงมีความแข็งแกร่งและเพียงพอในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันธนาคารมีระดับเงินกองทุน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อยู่ที่ 18.09% เป็นเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งที่ 15.38% และมีสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) อยู่ที่ 92.15%  ทั้งนี้ การดำเนินการของธนาคารจะเป็นไปตามกรอบของกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง 


ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เมื่อกฎหมายไม่ใช่คอขวด เจาะอนาคตสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน ผ่านรายงาน SCBX และ Hashed Open Research ชี้ทิศทางอนาคตการเงินดิจิทัลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

SCBX ร่วมกับ Hashed Open Research (HOR) หน่วยงานคลังสมองด้านนโยบายของ Hashed บริษัทเวนเจอร์แคปิทัลด้าน Web3 ระดับโลก เปิดตัวรายงาน "Powering Southeast Asia's Digital Future" ซึ่งกล...

Responsive image

สจล. ปรับบทบาทครั้งใหญ่ ให้เริ่มทำโปรเจกต์จริงตั้งแต่ปี 1 ตอบโจทย์แวดวง AI, Semiconductor, Data Center

สจล. ปรับบทบาทมุ่งสร้าง "นวัตกร" รองรับอุตสาหกรรมอนาคต ดันสถิติบัณฑิตมีงานทำพุ่ง 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ พร้อมคว้าอันดับ 1 มหาวิทยาลัยยอดนิยมสายวิทย์-เทคโนโลยี...

Responsive image

Hugging Face เล็งขายกิจการ คาดมูลค่าพุ่ง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ เดินหน้าหาผู้ซื้อรายใหม่

Hugging Face กำลังเล็งขายกิจการ ซึ่งถ้าดีลนี้เกิดขึ้นจริงอาจดันมูลค่าบริษัทให้ทะยานสูงถึง 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหรืออาจมากกว่านั้น...