Microsoft คิดค้นระบบเก็บข้อมูลบนแผ่นแก้ว อยู่ได้นาน 10,000 ปี ก้าวใหม่สู่เทคโนโลยีข้อมูลอมตะที่อาจปฏิวัติ Data Center

หากอารยธรรมล่มสลายในวันหนึ่ง ข้อมูลของมนุษยชาติจะเหลือรอดหรือไม่? 

คำถามนี้กำลังมีคำตอบที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น หลัง Microsoft เปิดเผยความก้าวหน้าครั้งสำคัญของโครงการ Project Silica และตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารวิชาการชั้นนำ Nature เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยได้เผยแพร่เทคโนโลยี ระบบจัดเก็บข้อมูลบนแผ่นแก้ว ที่สามารถรักษาข้อมูลดิจิทัลได้นานอย่างน้อย 10,000 ปี นับเป็นครั้งแรกที่มีการสาธิตเทคโนโลยีการ “เขียน-อ่าน-ถอดรหัส” ข้อมูลบนแก้วได้อย่างเชื่อถือได้ในระดับสเกลใหญ่

เทคโนโลยีดังกล่าวใช้เลเซอร์ความเร็วสูงระดับเฟมโตวินาที (Femtosecond Laser) ยิงเข้าไปในเนื้อแก้วเพื่อสร้างจุดข้อมูลสามมิติ หรือ Voxel ภายในวัสดุ โดยแผ่นแก้วขนาดประมาณ 12 เซนติเมตร หนาเพียง 2 มิลลิเมตร ที่มีขนาดใกล้เคียงแผ่นรองแก้วเครื่องดื่มเท่านั้น สามารถบันทึกข้อมูลได้ถึง 4.8 เทราไบต์ เทียบเท่าหนังสือราว 2 ล้านเล่ม หรือภาพยนตร์ความละเอียด 4K มากกว่า 5,000 เรื่อง 


เปลี่ยนมาใช้แก้วในครัวลดต้นทุนการผลิต

ความก้าวหน้าล่าสุดคือการเปลี่ยนวัสดุจากแก้วควอตซ์บริสุทธิ์ (Fused Silica) ซึ่งมีราคาสูง ไปสู่ แก้ว Borosilicate วัสดุเดียวกับที่ใช้ทำเครื่องครัวทนความร้อน การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตโดยยังคงความทนทานของระบบจัดเก็บข้อมูลไว้ได้

Satya Nadella ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft ระบุผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า งานวิจัยครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ ระบบจัดเก็บข้อมูลถาวรและไม่เปลี่ยนแปลง ที่ออกแบบมาให้คงอยู่ได้นานหลายสหัสวรรษ

ทางออกของวิกฤตการเก็บข้อมูลระยะยาว

ปัจจุบัน สื่อบันทึกข้อมูลแบบแม่เหล็ก เช่น ฮาร์ดดิสก์และเทป ต้องได้รับการดูแลในสภาพแวดล้อมควบคุมอุณหภูมิ และเสื่อมสภาพภายในหนึ่งทศวรรษ ส่งผลให้ต้องมีการย้ายข้อมูลซ้ำ ๆ และใช้พลังงานจำนวนมาก

ในทางตรงกันข้าม แผ่นแก้วของ Project Silica ทนความร้อนได้ถึง 290 องศาเซลเซียสเป็นเวลานานมาก ทนต่อน้ำ สนามแม่เหล็กไฟฟ้า และสภาพแวดล้อมรุนแรง และไม่ต้องใช้พลังงานในการเก็บรักษาหลังเขียนข้อมูลเสร็จ

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ถูกสลักลงในแก้วยังไม่สามารถแก้ไขหรือแฮ็กได้ และกระบวนการอ่านข้อมูลไม่สามารถเขียนทับโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระดับโครงสร้างวัสดุ

ยังมีความท้าทายก่อนสู่เชิงพาณิชย์

นักวิจัยภายนอก เช่น Feng Chen และ Bo Wu จากมหาวิทยาลัยชานตง ให้ความเห็นในบทความประกอบใน Nature ว่า แม้เทคโนโลยีนี้จะเป็น 'ทางเลือกที่เป็นไปได้ในการปกป้องบันทึกอารยธรรมมนุษย์' แต่ยังมีความท้าทายด้าน ความเร็วในการเขียนข้อมูล การผลิตจำนวนมาก และการทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย

ด้าน Peter Kazansky จากมหาวิทยาลัยเซาแทมป์ตัน ซึ่งเคยร่วมวิจัยด้านการเก็บข้อมูลบนแก้วมาก่อน ระบุว่า ผลงานฉบับนี้แสดงให้เห็นศักยภาพในการปฏิวัติอุตสาหกรรม Data Center

Microsoft ยังไม่ประกาศกำหนดการเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ แต่แผนภายในระบุว่าอาจเริ่มโครงการนำร่องกับหน่วยงานรัฐและองค์กรวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ภายในปี 2027

การพัฒนาครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมจัดเก็บข้อมูล จากระบบที่ต้องคอยบำรุงรักษา ย้ายข้อมูล และเปลี่ยนสื่อทุกไม่กี่ปี สู่แนวคิดใหม่ของการจัดเก็บแบบ “เขียนครั้งเดียว อยู่ได้ข้ามสหัสวรรษ” หากเทคโนโลยีสามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง แผ่นแก้วอาจกลายเป็นรากฐานของการเก็บรักษามรดกดิจิทัลระดับชาติ วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมมนุษยชาติในระยะยาว

อ้างอิง: Microsoft, Nature



ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

32 เครือข่ายร่วมกับ NIA อว. สร้าง 'Medical Innovation Hub' ลดพึ่งพาต่างชาติ ด้วยการสร้างและส่งออกนวัตกรรมการแพทย์เอง

NIA เปิดตัว 32 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมยกระดับไทยจาก 'ผู้ให้บริการทางการแพทย์และผู้รับจ้างผลิต' สู่ 'ศูนย์กลางนวัตกรรมการแพทย์ (Medical Innovation Hub)' ที่สามารถออกแบบ พัฒนา และต่อยอด...

Responsive image

ททท. จับมือ Visa เปิดตัว Visa Destinations ดันไทยสู่จุดหมายระดับโลกที่เที่ยวง่าย จ่ายคล่อง

วีซ่าจับมือ ททท. ดันไทยเป็นตลาดแรกและประเทศเดียวในเอเชียแปซิฟิกที่ได้สถานะ Visa Destinations ระดับประเทศ ยกระดับการท่องเที่ยวขาเข้าให้สะดวก ปลอดภัย และไร้รอยต่อ ครอบคลุม 8 เมืองหลั...

Responsive image

Grab หั่น GP เหลือ 9% สมัครร่วมโครงการฯ กับ GrabFood ในวันที่ 10 มิถุนายน 2569

Grab Thailand ขานรับนโยบายรัฐหั่น GP เหลือ 9% พร้อมอัดสินเชื่อร้านอาหารสูงสุด 2 ล้านบาท และแพ็กเกจสิทธิประโยชน์ 10 เด้ง ดันยอดขายฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ อ่านขั้นตอนสมัครที่นี่...