การพูดถึง ‘Longevity’ หรือการมีชีวิตที่ยืนยาว มักพาเราไปสู่เรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพประจำปี ทว่าคุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเวทีด้วยการชี้ว่าคำที่หายไปจากบทสนทนานี้มาตลอด คือคำว่าเงิน
บนเวทีแถลงข่าวภายใต้ธีม ‘Longevity is a Trend’ คุณสาระ ชวนมองว่าสมการของการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพประกอบด้วยสามส่วนที่ต้องสมดุลกัน ได้แก่ ช่วงชีวิตที่ยืนยาวขึ้น (Lifespan) ช่วงเวลาที่ร่างกายยังแข็งแรง (Healthspan) และความมั่นคงทางการเงินที่เพียงพอตลอดชีวิต (Wealthspan) โดยส่วนหลังสุดคือส่วนที่สังคมไทยพูดถึงน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นตัวแปรที่ตัดสินว่าอีกสองส่วนจะมีความหมายหรือไม่
คุณสาระนั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทที่อยู่คู่สังคมไทยมา 75 ปี และเป็นผู้ที่ผลักดันการหารือระหว่างภาคธุรกิจประกันชีวิตกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในหลายเรื่อง การหยิบประเด็นโครงสร้างประชากรขึ้นมาก่อนพูดถึงผลิตภัณฑ์ จึงเป็นการวางกรอบว่าบริษัทประกันชีวิตกำลังมองปัญหานี้ในระดับใด

คุณสาระ ระบุว่าในกลุ่มประเทศอาเซียน มีเพียงสิงคโปร์และไทยเท่านั้นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มตัว โดยเกณฑ์ที่ใช้คือสัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราการเสียชีวิตของไทยแซงอัตราการเกิดมาเป็นเวลานานแล้ว
ตัวเลขที่คุณสาระ ยกขึ้นมาประกอบคือการคาดประมาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ระบุว่าหากแนวโน้มการเกิดยังเป็นเช่นนี้ ประชากรไทยจะลดจากราว 66 ล้านคน เหลือ 33 ล้านคนภายในปี 2083 หรืออีกราว 60 ปีข้างหน้า และประชากรวัยแรงงานอายุ 15 ถึง 64 ปี จะหดจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคน
‘คนที่นำเงินภาษีเข้าระบบคือมนุษย์เงินเดือน’ คุณสาระ อธิบายว่าเมื่อผู้เสียภาษีเต็มอัตราลดจำนวนลง คำถามที่ตามมาคือประเทศจะนำเงินจากไหนมาพัฒนาต่อ พร้อมเปรียบเทียบว่าเรื่องนี้เป็น ‘Elephant in the room’ หรือช้างตัวใหญ่ที่ทุกคนเห็นแต่ไม่มีใครอยากแตะ
เมื่อถูกถามว่าทำไมต้องหยิบสิงคโปร์มาเทียบ คุณสาระ ตอบว่าไม่ได้ต้องการเปรียบเทียบเชิงแข่งขัน แต่ต้องการชี้ให้เห็นความต่างเชิงระบบ สิงคโปร์มีประชากรราว 6 ล้านคน ขนาดประเทศไม่ใหญ่ แต่วางระบบไว้ชัดเจนมาก ทั้งระบบการออมภาคบังคับ (Forced Savings) ระบบการร่วมจ่ายค่ารักษา (Co-payment) และที่สำคัญที่สุดคือการปลูกฝังชุดความคิดเรื่องการออมตั้งแต่ต้นทาง
ฝั่งไทยกลับเป็นภาพตรงข้าม คุณสาระ อ้างข้อมูลที่แสดงช่องว่างความพร้อมเพื่อการเกษียณ (Retirement Readiness Gap) ว่าคนไทยราว 30 เปอร์เซ็นต์ไม่มีเงินออมเลย และราว 60 เปอร์เซ็นต์มีเงินออมน้อยกว่า 200,000 บาท โดยอ้างอิงตัวเลขชุดหลังจากรายงานของประชาชาติธุรกิจ

‘เราแก่แล้วเราจน เราไม่ได้มีระบบ Forced Savings’ คุณสาระ กล่าว พร้อมเสริมว่าตัวเองเกิดปี 1970 ซึ่งเป็นยุคที่ประชากรไทยเกิดปีละราวหนึ่งล้านคน แต่เป็นยุคที่ไม่ได้ถูกบ่มเพาะเรื่องความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) และความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) มาด้วย
ประเด็นที่คุณสาระ ให้น้ำหนักมากคือระยะห่างระหว่าง Lifespan กับ Healthspan โดยอ้างงานศึกษาในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่พบช่องว่างราว 11 ปี ขณะที่ของไทยอยู่ที่ราว 10 ปี หมายความว่าช่วงท้ายของชีวิตราวหนึ่งทศวรรษ เป็นช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่แต่อยู่กับโรคภัย ภาวะทุพพลภาพ ภาวะสมองเสื่อม หรือการเป็นผู้ป่วยติดเตียง
‘อายุยืนแต่เป็นอัลไซเมอร์ อายุยืนแต่เป็นผู้ป่วยติดเตียง ไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดี’ คุณสาระ ระบุ และเสริมว่าเป้าหมายที่ควรเป็นคือการทำให้ช่องว่างนี้แคบลง ไม่ใช่การยืดอายุออกไปเฉย ๆ
ต้นทุนของช่วงเวลานี้ยังถูกซ้ำเติมด้วยเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ซึ่งคุณสาระ อ้างข้อมูลสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลกว่าตัวเลขคาดการณ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ราว 14 ถึง 15 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ตัวเลขจริงของไทยอยู่ที่ 10.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ถือว่าแย่แต่ก็ไม่ถือว่าต่ำ โดยมีแรงขับสำคัญจากการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในการรักษา และจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมาพร้อมกับการใช้จ่ายด้านสุขภาพที่สูงตาม

นิยามที่คุณสาระ ให้กับ Wealthspan กว้างกว่าการเก็บเงิน โดยแบ่งเป็นสองทาง ทางแรกคือการเก็บออม และทางที่สองคือความสามารถในการสร้างรายได้ด้วยตัวเองให้ยาวที่สุดเท่าที่จะทำได้
‘ถ้าเราสามารถที่จะ Reskill เราเรียนรู้ อัปเดตตัวเราได้ มันจะทำให้เราสามารถที่จะยืนต่อในสถานะการทำงานได้’ คุณสาระ อธิบาย พร้อมชี้ว่าการปรับทักษะใหม่ (Reskill) และการยกระดับทักษะเดิม (Upskill) จึงไม่ใช่เรื่องขององค์กรฝ่ายเดียว แต่เป็นเครื่องมือยืดอายุรายได้ของบุคคล เช่นเดียวกับการมีงานที่สอง หรือการเข้าสู่เศรษฐกิจรับจ้างอิสระ (Gig Economy)
ประเด็นนี้มีน้ำหนักมากขึ้นเมื่อวางคู่กับความจริงที่ว่าบริษัทไทยส่วนใหญ่กำหนดอายุเกษียณไว้ที่ 55 หรือ 60 ปี ซึ่งเร็วกว่าค่ามาตรฐานในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว คุณสาระ จึงตั้งคำถามกลับว่า เมื่อเกษียณเร็วแต่มีอายุยืนยาวขึ้น เงินที่เตรียมไว้จะทำให้ Wealthspan ทอดยาวต่อไปได้อีกกี่ปี
‘เราไม่อยากเป็นภาระต่อลูกหลาน เพราะเรามีศักดิ์ศรีของความเป็นตัวตนของเรา’
คุณสาระ ขยายภาพว่าเมืองไทยประกันชีวิตนำแนวคิดนี้มาใช้กับพนักงานของตัวเองก่อน โดยร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการปรับและยกระดับทักษะ พร้อมวางเป้าหมายให้คนในองค์กรมีทักษะแบบตัว T คือมีความรู้เชิงลึกด้านหนึ่งบวกกับมุมมองแนวกว้าง ไปจนถึงทักษะแบบตัว Pi และแบบหวี ที่เชี่ยวชาญมากกว่าหนึ่งด้าน
องค์กรยังปรับโครงสร้างให้ทำงานข้ามสายงานมากขึ้น และใช้แนวทางการเรียนรู้จากคนรุ่นใหม่ (Reverse Mentoring) เนื่องจากปัจจุบันมีพนักงานอยู่ร่วมกันถึงสี่เจเนอเรชัน
แพทย์หญิงนาฏ ฟองสมุทร กรรมการบริหารด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี บริษัท ลิฟเวล ลิฟวิ่ง จำกัด หนึ่งในพันธมิตรด้านที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัย (Senior Living) เสนอให้เปลี่ยนคำเรียกคนหลังเกษียณจาก ‘ผู้สูงอายุ’ เป็น ‘วัยอิสระ’ เพราะคนกลุ่มนี้จำนวนมากยังแข็งแรง พึ่งพาตัวเองได้ และยังสร้างประโยชน์ให้ครอบครัวและสังคมได้อีกมาก
คุณหมอนาฏระบุว่าความอิสระที่ว่าครอบคลุมทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพสมอง สุขภาพใจ และสุขภาพทางการเงิน พร้อมเสนอองค์ประกอบที่สี่เพิ่มจากสามเสาเดิม คือ Joy Span หรือความสุขจากการมีชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีเป้าหมาย
อีกประเด็นที่คุณหมอนาฏ ชี้คือการเปลี่ยนมุมมองของธุรกิจประกันชีวิต จากเดิมที่ออกแบบกรมธรรม์เพื่อดูแลค่าใช้จ่ายเมื่อเจ็บป่วยแล้ว (Sick-care) มาสู่การดูแลคุณภาพชีวิตตั้งแต่ยังไม่ป่วย (Well-care) โดยที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัยและสถานบริบาลผู้สูงอายุ (Nursing Home) ในเครือข่ายต้องผ่านการรับรองตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ

คุณหมอนาฏ ทิ้งท้ายว่าเมื่อพูดถึงสถานบริบาลผู้สูงอายุ คนจำนวนมากยังนึกถึงสถานที่สำหรับผู้ป่วยติดเตียงเพียงอย่างเดียว ทั้งที่บริการในกลุ่มนี้ครอบคลุมกว้างกว่านั้นมาก ทั้งการดูแลแบบไปกลับรายวัน (Day Care) และการส่งผู้ดูแลที่ผ่านการอบรม (Caregiver) ไปดูแลถึงบ้าน (Home Care)
กรณีที่ถูกยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างชัดเจนคือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัดและกลับบ้านไปโดยไม่มีคนดูแล หรือมีคนดูแลที่ไม่รู้วิธีดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด ซึ่งมีโอกาสต้องกลับเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง การพักฟื้นในสถานบริบาลระยะสั้นจึงเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความเสี่ยงตรงจุดนี้ได้
คุณปาณัท สุทธินนท์ รองกรรมการผู้จัดการด้านนวัตกรรม และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ มองไปไกลกว่านั้น โดยประเมินว่าไทยกำลังเดินไปสู่รูปแบบเดียวกับญี่ปุ่น ที่ต้องจองและชำระเงินล่วงหน้าก่อนจะได้ใช้บริการ พร้อมชี้เทรนด์ที่เริ่มเห็นแล้วในไทย คือคนโสดหรือคนรุ่นใหม่ที่ยังต้องทำงานประจำ เลือกใช้บริการแบบรายวันในวันจันทร์ถึงศุกร์ แล้วรับพ่อแม่กลับมาดูแลเองในวันเสาร์อาทิตย์
ภายใต้กรอบคิดข้างต้น เมืองไทยประกันชีวิตเปิดตัว ‘Muang Thai Flexi Retire Series’ ซึ่งคุณปาณัทอธิบายว่าเป็นแบบประกันบำนาญที่ปรับให้ยืดหยุ่นขึ้นในหลายจุด ทั้งการเลือกรูปแบบการจ่ายเบี้ยประกันภัย การเลือกอายุที่จะเริ่มรับเงินบำนาญตั้งแต่ 55 ถึง 70 ปี การเลือกรับเป็นรายปีหรือรายเดือน และการปรับเปลี่ยนอายุเริ่มรับบำนาญได้ภายหลังโดยไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มและไม่ต้องพิจารณารับประกันภัยใหม่ ทั้งนี้สิทธิการเปลี่ยนอายุเริ่มรับบำนาญใช้ได้เฉพาะแบบประกันภัยที่เข้าเงื่อนไข ทำได้หลังชำระเบี้ยประกันภัยครบแล้ว ต้องแจ้งล่วงหน้า 30 วันทำการ มีค่าดำเนินการ 300 บาท และมีผลให้จำนวนเงินเอาประกันภัยเปลี่ยนแปลงไป

จุดที่เชื่อมกลับไปยังประเด็นเงินเฟ้อโดยตรงคือรูปแบบการจ่ายเงินบำนาญแบบขั้นบันไดตามช่วงอายุ และทางเลือกในการรับเงินบำนาญงวดแรกเป็นเงินก้อน 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแต่เดิมทำไม่ได้หากต้องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี โดยเบี้ยประกันภัยของแบบประกันชุดนี้ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 200,000 บาท และเฉพาะแบบประกันภัยที่เข้าเงื่อนไขสามารถพิจารณารับประกันภัยแบบการันตีโดยไม่ต้องตรวจสุขภาพ

อีกด้านหนึ่งคือการขยายเครือข่ายพันธมิตรด้านที่พักอาศัยสำหรับผู้สูงวัยและสถานบริบาลผู้สูงอายุ จำนวน 44 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด อาทิ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี นครปฐม ราชบุรี สงขลา และอุบลราชธานี โดยผู้ถือกรมธรรม์ประกันภัยบำนาญสามารถแจ้งความประสงค์ให้จ่ายเงินบำนาญตรงเข้าสถานบริการในเครือข่ายได้ และบริษัทเตรียมขยายสิทธิดังกล่าวไปยังผู้ถือกรมธรรม์แบบสะสมทรัพย์ต่อไป
หมายเหตุ: ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจในรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจทำประกันภัยทุกครั้ง เงื่อนไขความคุ้มครองเป็นไปตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ การพิจารณารับประกันภัยเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบริษัท และหลักเกณฑ์การลดหย่อนภาษีเป็นไปตามที่กรมสรรพากรกำหนด
อ้างอิง: งานแถลงข่าว ‘Longevity is a TREND’ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด