ในงาน CES 2026 ที่ผ่านมา Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์รุ่นล่าสุดในชื่อ Rubin ซึ่งถูกนิยามว่าเป็น State-of-the-art ของขุมพลัง AI ในปัจจุบัน
โดย Rubin ไม่ได้เป็นเพียงแค่การอัปเกรดชิปทั่วไป แต่คือการวางรากฐานใหม่เพื่อรองรับปริมาณการประมวลผล AI ที่กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

Nvidia ได้แสดงให้เห็นถึงความดุดันในการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดผ่านวงจรการพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่รวดเร็ว โดยสถาปัตยกรรม Rubin จะเข้ามาแทนที่ Blackwell
หัวใจสำคัญของ Rubin ไม่ได้มีเพียงแค่ความแรง แต่คือการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบเพื่อทำลายคอขวดของการประมวลผลใน Data Center อาทิ
Vera CPU หัวใจใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อ Agentic Reasoning หรือการประมวลผลเชิงเหตุผลสำหรับ AI Agents โดยเฉพาะ หน้าที่ของมันก็คล้าย ๆ ผู้จัดการ ที่คอยสั่งการว่าต้องทำอะไรก่อน-หลัง ไม่ใช่แค่คำนวณอย่างเดียว แต่มันช่วยให้ AI สามารถคิดซับซ้อนได้เหมือนมนุษย์มากขึ้น
Next-Gen Interconnection การอัปเกรดระบบ Bluefield และ NVLink เพื่อให้การส่งผ่านข้อมูลมหาศาลทำได้รวดเร็วขึ้น หรือก็คือการที่ NVLink จะเป็นตัวที่มาขยายถนนจาก 2 เลน เป็น 10 เลนเพื่อให้ข้อมูลวิ่งหากันได้ไม่สะดุด ส่วน Bluefield เปรียบเสมือนหน่วยคัดกราองที่คอยจัดการคัดกรองข้อมูลไม่ให้ไปกระจุกตัวอยู่ที่เดิม
External Storage Tier การแนะนำนวัตกรรมจัดเก็บข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เชื่อมต่อจากภายนอก เพื่อรองรับภาระงานของ KV Cache ซึ่งมักจะเป็นปัญหาหลักเมื่อ AI ต้องทำงานที่ซับซ้อนและยาวนาน เหมือนเราขยาย RAM ให้ AI ทำให้มันสามารถจำบริบทของงานที่ซับซ้อนและยาวมาก ๆ ได้โดยที่เครื่องไม่ค้างและไม่ต้องใช้ชิปราคาแพงมานั่งเก็บข้อมูลส่วนนี้
การที่ Nvidia เคลมว่า Rubin ดีกว่า Blackwell (ซึ่งก็เทพมากอยู่แล้ว) ถือเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง เพราะตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นแค่ 10-20% แต่เป็นการเพิ่มแบบก้าวกระโดด
ความเร็วนี้สำคัญยังไง สมมติบริษัทอย่าง OpenAI ต้องใช้เวลาถึง 1 ปีเต็มในการฝึกฝนโมเดลรุ่นถัดไปอย่าง GPT-6 ด้วยเทคโนโลยีเดิม แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ขุมพลังของ Rubin ระยะเวลาที่เคยยาวนานแรมปีจะถูกบีบให้เหลือเพียงประมาณ 3 เดือนครึ่งเท่านั้น
ซึ่งความรวดเร็วนี้ไม่ได้ช่วยแค่เรื่องเวลา แต่ยังหมายถึงการประหยัดต้นทุนค่าเช่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์มหาศาล และทำให้เราได้เห็น AI ที่ฉลาดขึ้นถูกปล่อยออกมาสู่โลกบ่อยขึ้นนั่นเอง
ถัดมาคือหัวใจสำคัญในการใช้งานจริงอย่าง การโต้ตอบที่ไวขึ้น 5 เท่า หรือขั้นตอน Inference ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุค Agentic AI หรือ AI ที่คิดและตัดสินใจแทนเราได้ ตัวเลขความเร็วระดับ 50 Petaflops ซึ่งเร็วเกินกว่าที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์จะจินตนาการได้
ความแรงระดับนี้จะเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งาน AI จากเดิมที่อาจจะต้องหยุดคิด 5 วินาทีก่อนจะตอบคำถามยาก ๆ กลายเป็นอัจฉริยะที่สามารถประมวลผลคำสั่งที่ซับซ้อนและโต้ตอบกลับมาหาเราได้ทันที ความเร็วนี้เองที่เป็นกุญแจสำคัญให้ AI สามารถทำงานต่อเนื่องยาวๆ และตัดสินใจแทนเราแบบ Real-time ได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด
สุดท้ายที่ถือว่าเป็น Game Changer ตัวจริงในเชิงธุรกิจและสิ่งแวดล้อมคือ ความประหยัดพลังงานที่เพิ่มขึ้นถึง 8 เท่าต่อวัตต์ ในขณะที่ชิปรุ่นก่อน ๆ ยิ่งแรงก็ยิ่งกินไฟมหาศาลจนทำให้ค่าไฟของ Data Center ทั่วโลกพุ่งทะยาน แต่ Rubin กลับทำตรงกันข้าม
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะปัจจุบัน ค่าไฟและปัญหาโลกร้อน คือกำแพงใหญ่ที่ขวางกั้นการเติบโตของ AI การที่องค์กรสามารถรัน AI ที่ฉลาดกว่าเดิมได้หลายเท่าตัวภายใต้การจ่ายค่าไฟเท่าเดิม หรือแม้กระทั่งลดลง จึงเป็นการแก้โจทย์ทั้งในเชิงกำไรของบริษัทและความยั่งยืนของโลกไปพร้อมกัน
อ้างอิง: techcrunch
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด