สัปดาห์นี้เพียงแค่สัปดาห์เดียว กำลังจะมีคน 4,000 คนตกงาน เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงกันอย่างมากในต่างประเทศถึงประเด็น Major Layoff ของทั้ง 3 บริษัทอย่าง Snap, BBC, และ Disney ที่ประกาศปลดคนออกในเวลาที่ใกล้กัน

Evan Spiegel ซีอีโอของ Snap ได้ส่งบันทึกถึงพนักงาน Snap ทั่วโลก เนื้อหาสรุปสั้น ๆ คือ บริษัทจะปลดพนักงานประจำ 1,000 คน คิดเป็น 16% ของพนักงานทั้งหมดที่มีราว 5,261 คน พร้อมยกเลิกตำแหน่งที่กำลังเปิดรับอีกกว่า 300 ตำแหน่ง
Spiegel ใช้คำว่า Snap กำลังเผชิญ crucible moment หรือจุดหลอมละลาย ช่วงเวลาที่บังคับให้องค์กรต้องเปลี่ยนวิธีทำงานทั้งหมด ไม่ใช่แค่ปรับเล็กปรับน้อย และเหตุผลที่เขาให้ชัดเจนมาก ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของ AI ช่วยให้ทีมขนาดเล็กลดงานซ้ำซ้อน ทำงานเร็วขึ้น และรองรับผู้ใช้ พาร์ตเนอร์ และผู้ลงโฆษณาได้ดีกว่าเดิม Spiegel บอกว่าเขาเห็นทีมเล็ก ๆ ใช้เครื่องมือ AI สร้างผลงานได้จริงแล้ว
ตัวเลขที่ทำให้การปลดครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาคือ AI สร้างโค้ดใหม่ของ Snap ไปแล้วกว่า 65% ไม่ใช่แค่ช่วยเขียน แต่เป็นตัวหลักในการผลิตซอฟต์แวร์ของบริษัท ตัวเลขนี้ส่งสัญญาณชัดว่าตำแหน่งวิศวกรที่หายไปจากการปลดครั้งนี้ จะไม่ถูกเปิดรับใหม่
Snap เคยปลดคนมาแล้วรอบหนึ่งในปี 2022 แต่ตอนนั้นเหตุผลคือเศรษฐกิจไม่ดีและใช้เงินเกินตัว รอบนี้ต่างออกไป Snap ไม่ได้ขาดทุนหนัก แต่เชื่อว่าเทคโนโลยีทำให้ไม่ต้องจ้างคนเยอะเท่าเดิมอีกแล้ว อีกปัจจัยเบื้องหลังคือแรงกดดันจาก Irenic Capital Management กองทุนที่ซื้อหุ้น Snap แล้วเข้ามาเรียกร้องให้บริษัทลดต้นทุนและเพิ่มกำไร ซึ่งกดดัน Snap มาหลายสัปดาห์ก่อนหน้า
Snap คาดว่าการปลดครั้งนี้จะลดต้นทุนรายปีได้มากกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในครึ่งหลังของปี 2026 เป้าหมายคือทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิให้ได้ ส่วนค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพื่อปลดคน ทั้งค่าชดเชย ค่ายกเลิกสัญญา และค่าเสียหายอื่น ๆ อยู่ที่ประมาณ 95-130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะเกิดในช่วงเมษายน-มิถุนายน 2026
หุ้น Snap พุ่งขึ้น 6-9% ทันทีในวันที่ประกาศ นักลงทุนมองว่าการตัดต้นทุนเชิงรุกเป็นสัญญาณดี แต่ภาพรวมยังไม่สวย เพราะตั้งแต่ต้นปี 2026 หุ้น Snap ยังร่วงลงมากกว่า 30% สำหรับพนักงานที่ถูกปลดในสหรัฐฯ จะได้รับค่าชดเชย 4 เดือน ประกันสุขภาพต่อเนื่อง สิทธิ์หุ้นที่ยังไม่ครบกำหนด และการสนับสนุนช่วงเปลี่ยนผ่านงาน
Josh D'Amaro ผู้ชายที่เพิ่งนั่งเก้าอี้ CEO ได้ประมาณหนึ่งเดือน ก็มีการส่งอีเมจถึงพนักงาน เนื้อหาของบันทึกคือ Disney จะปลดพนักงานราว 1,000 ตำแหน่ง D'Amaro เขียนว่าบริษัทใช้เวลาหลายเดือนทบทวนการดำเนินงานในทุกส่วน เพื่อให้มั่นใจว่า Disney จะส่งมอบความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมระดับโลกที่แฟน ๆ คาดหวัง เขาบอกว่าอุตสาหกรรมเคลื่อนที่เร็ว บริษัทต้องสร้างทีมงานที่คล่องตัวกว่าเดิมและพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่
D'Amaro ได้รับแต่งตั้งเป็น CEO คนใหม่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และรับช่วงต่อจาก Bob Iger อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดย Iger ยังคงนั่งอยู่ในบอร์ดบริหารจนถึงสิ้นปีนี้
การปลดครั้งนี้กระจายไปทั่วองค์กร แต่บางแผนกโดนหนักกว่าแผนกอื่นอย่างเห็นได้ชัด เช่น ฝ่ายการตลาดถูกรวมศูนย์ใหม่ทั้งหมด ฟังก์ชันที่เคยกระจายอยู่ตามแผนกต่าง ๆ ถูกยุบรวมเข้าด้วยกัน ทีมงานภายใต้ Asad Ayaz ตำแหน่ง Chief Marketing and Brand Officer ได้รับผลกระทบโดยตรง มีรายงานว่าผู้ช่วยระดับสูงหลายคนของ Ayaz ถูกปลดออก
Marvel ถูกตัดหนักเป็นพิเศษ ทั้งสำนักงาน Burbank และ New York ได้รับผลกระทบ ครอบคลุมแทบทุกส่วนของแผนก ตั้งแต่ฝ่ายผลิตภาพยนตร์และซีรีส์ คอมิก แฟรนไชส์ ไปจนถึงฝ่ายการเงินและกฎหมาย ที่น่าสนใจคือทีม Visual Development ของ Marvel Studios ซึ่งเคยได้รับรางวัล Academy Award ถูกปลดออกเกือบทั้งทีม
ทีม Home Entertainment ของ Disney ถูกยุบทั้งแผนก ฝ่าย PR ถูกตัดไปราว 20 ตำแหน่ง และแผนกเฉพาะทางหลายแผนกถูกปิดตัว
นอกจากนี้ สตูดิโอภาพยนตร์และทีวี, ESPN, ฝ่ายผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี รวมถึงฝ่ายองค์กร (Corporate) ล้วนได้รับผลกระทบ
การที่ CEO คนใหม่เริ่มต้นด้วยการปลดคนหลักพันไม่ใช่เรื่องแปลกในโลกธุรกิจ มันเป็นรูปแบบคลาสสิกที่เรียกว่า Clean House หรือทำความสะอาดบ้านก่อนจัดบ้านใหม่ CEO คนเก่าทิ้งค่าใช้จ่ายที่บวมไว้ CEO คนใหม่เข้ามาตัด แล้วเริ่มต้นนับศูนย์กับโครงสร้างที่เบาลง
แต่สิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์คือวิธีการ D'Amaro เลือกสื่อสารผ่านบันทึกภายในที่ส่งทางอีเมลในตอนเช้า ไม่ได้จัดประชุมพนักงานหรือ Town Hall แบบที่หลายบริษัทเลือกทำในสถานการณ์เช่นนี้
อีกสิ่งที่ทำให้ภาพดูขัดแย้งคือ มีรายงานว่าหลังประกาศปลดคน Disney กลับเปิด Job Fair รับสมัครพนักงานใหม่ในตำแหน่งอื่น สะท้อนว่าปัญหาของ Disney ไม่ใช่เรื่องเงินไม่พอจ้างคน แต่เป็นเรื่องคนอยู่ผิดที่
Rhodri Talfan Davies ผู้อำนวยการใหญ่รักษาการของ BBC จัดประชุมพนักงานทั้งองค์กรเพื่อประกาศข่าวที่ทุกคนรู้ว่าจะต้องมาถึง
BBC จะลดพนักงาน 1,800-2,000 ตำแหน่ง ภายในระยะเวลา 2 ปี เป้าหมายคือประหยัดค่าใช้จ่าย 500 ล้านปอนด์ จากงบดำเนินงานรายปีทั้งหมด 5,000 ล้านปอนด์ หรือคิดเป็น 10% ของงบทั้งหมด
ถ้าคิดเป็นสัดส่วนพนักงาน ตัวเลขนี้อยู่ที่ราว 1 ใน 10 ของพนักงานทั้งหมดทั้งฝั่งที่ใช้งบจาก Licence Fee และฝั่งธุรกิจเชิงพาณิชย์ นี่คือการปลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดของ BBC ในรอบ 15 ปี
Talfan Davies บอกกับพนักงานว่า เขารู้ว่าสิ่งนี้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมาก แต่ต้องการเปิดเผยเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้าน BBC จึงจะเปิดโครงการ Voluntary Redundancy หรือการสมัครใจลาออกโดยได้รับค่าชดเชย เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับปลดให้มากที่สุด
ส่วนที่น่าสนใจคือแผน Outsource งานที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหา (non-content) ให้บริษัทเอกชน ซึ่งรวมถึง HR, การเงิน, กฎหมาย และปฏิบัติการ แปลว่า BBC ต้องการเก็บคนที่ทำคอนเทนต์ไว้ แต่งานหลังบ้านทั้งหมดจะถูกส่งออกไปข้างนอก
การปลดส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในปีงบประมาณที่เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2027 โดยเป้าหมายรวมคือลดงบลง 10% ให้ได้ภายในปี 2029 รายละเอียดจะทยอยประกาศตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป
ปัญหาของ BBC ไม่ได้เกิดจากโมเดล Licence Fee คือค่าธรรมเนียมรายปีที่ครัวเรือนในสหราชอาณาจักรต้องจ่ายเพื่อรับชม BBC ปัจจุบันอยู่ที่ 180 ปอนด์ต่อปี (ราว 8,100 บาท) รายได้จาก Licence Fee ในแง่มูลค่าจริง (ปรับตามเงินเฟ้อ) ลดลงถึง 1,300 ล้านปอนด์ (ราว 58,500 ล้านบาท) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
ตัวเลขที่ทำให้เห็นภาพชัดคือ 94% ของประชากรสหราชอาณาจักรใช้บริการ BBC ทุกเดือน แต่มีไม่ถึง 80% ที่จ่ายค่า Licence Fee จำนวนครัวเรือนที่เลิกจ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งเพราะพฤติกรรมเปลี่ยน คนดูหันไปใช้สตรีมมิงอย่าง Netflix และ Disney+ แทน และมองว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายค่า Licence Fee อีกต่อไป
ซ้ำร้าย ต้นทุนการผลิตรายการยังคงสูง รายได้เชิงพาณิชย์ถูกกดดัน และเศรษฐกิจโลกยังผันผวน ซึ่งเห็นชัดว่า BBC กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำพร้อมกับวิกฤตการเงิน Talfan Davies เป็นผู้อำนวยการใหญ่รักษาการ หลังจาก Tim Davie อดีตผู้อำนวยการใหญ่ และ Deborah Turness หัวหน้าฝ่ายข่าว ลาออกจากตำแหน่งท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องบรรณาธิการ
ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่ Matt Brittin อดีตผู้บริหาร Google จะเข้ารับตำแหน่งในเดือนหน้า การที่ BBC เลือกคนจากโลกเทคมาคุมองค์กรสื่อดั้งเดิม สะท้อนว่าฝ่ายบริหารตระหนักดีว่าโมเดลเดิมไม่สามารถเดินต่อได้แบบเดิม
ทั้งสามกรณีมีจุดร่วมเดียว คือผู้บริหารสูงสุดเป็นคนลงมือประกาศเอง ไม่ปล่อยให้ฝ่ายบุคคลเป็นคนบอกข่าวร้าย แต่เหตุผลเบื้องหลังต่างกันหมด และนั่นคือสิ่งที่ทำให้สัปดาห์นี้น่าจับตา
4,000 คนตกงานในสัปดาห์เดียว ตัวเลขน่าตกใจ แต่เรื่องราวเบื้องหลังบอกอะไรมากกว่าตัวเลข มันบอกว่าโลกของงานกำลังเปลี่ยน และการเปลี่ยนนั้นมาจากหลายทิศทางพร้อมกัน
อ้างอิง: techcrunch, variety, nypost
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด