
ว่ากันว่าหาก SpaceX เข้าตลาดหุ้นเมื่อไหร่ อาจมีมูลค่ามากกว่า Meta มากกว่า Tesla และใหญ่กว่าทุกบริษัทใน S&P 500 (ยกเว้น Nvidia, Apple, Alphabet, Microsoft และ Amazon)
เพราะบริษัทนี้ทำธุรกิจตั้งแต่จรวด ดาวเทียม อินเทอร์เน็ตจากอวกาศ AI ไปจนถึงโซเชียลมีเดีย และเจ้าของก็คือคนเดียวกับที่อยากย้ายมนุษย์ไปดาวอังคาร
และล่าสุด SpaceX ของ Elon Musk เพิ่งยื่นเอกสาร S-1 ต่อ SEC อย่างเป็นทางการ และจะเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq รวมถึง Nasdaq Texas ภายใต้ชื่อย่อ 'SPCX' ภายในเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุน
ตัวเลขที่ตลาดจับตามากที่สุดคือขนาดของดีล รายงานหลายสำนักระบุว่า SpaceX ตั้งเป้าระดมทุนสูงถึง 75,000-80,000 ล้านดอลลาร์ ที่มูลค่าบริษัทประมาณ 1.75 ถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขนี้สูงกว่า IPO ของ Saudi Aramco ที่เคยทำสถิติไว้ในปี 2019 ที่ 29,000 ล้านดอลลาร์ มากกว่า 2 เท่าครึ่ง แม้คำนวณเงินเฟ้อแล้วก็ยังทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น
สิ่งที่ทำให้ดีลนี้ใหญ่กว่าที่ใครคาดการณ์คือ SpaceX ไม่ใช่บริษัทจรวดอย่างเดียวอีกต่อไป เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา SpaceX ได้ควบรวมกิจการกับ xAI สตาร์ทอัพ AI ของ Musk เอง โดยตีมูลค่ารวม 1.25 ล้านล้านดอลลาร์
และเนื่องจาก xAI ได้ซื้อ X (อดีต Twitter) ไปก่อนหน้านั้นในเดือนมีนาคม 2025 ผลคือ SpaceX กลายเป็นบริษัทแม่ที่ถือทั้งจรวด, Starlink, xAI และ X รวมไว้ในที่เดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่ SpaceX เปิดเผยงบการเงินอย่างละเอียดต่อสาธารณะ หลังก่อตั้งมา 24 ปี และตัวเลขที่ออกมาก็สะท้อนทั้งความใหญ่ และความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน
ปี 2025 SpaceX มีรายได้รวม 18,700 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ขาดทุนจากการดำเนินงาน (Operating Loss) อยู่ที่ 2,600 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อรวมผลกระทบจากการควบรวม xAI ตัวเลข Net Loss ทั้งปีอยู่ที่ 4,940 ล้านดอลลาร์
ส่วนไตรมาสแรกของปี 2026 บริษัททำรายได้ 4,690 ล้านดอลลาร์ และขาดทุนเกือบเท่ารายได้ที่ 4,280 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสะท้อนว่าค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ของ xAI กำลังลากผลประกอบการรวมลง
ที่น่าสนใจคือ ก่อนควบรวม xAI ปี 2024 SpaceX เคยทำกำไร 791 ล้านดอลลาร์ บนรายได้ 14,020 ล้านดอลลาร์ การควบรวมจึงเปลี่ยนสถานะบริษัทจาก 'ทำกำไรแล้ว' เป็น 'เผาเงินหนัก' ในชั่วข้ามคืน
แม้ภาพจำของ SpaceX คือจรวด แต่ตัวที่หาเงินให้บริษัทจริง ๆ คือ Starlink อินเทอร์เน็ตดาวเทียม ตามเอกสาร S-1 SpaceX แบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม
Space กลุ่มจรวดและการปล่อยดาวเทียม ทำรายได้ 4,100 ล้านดอลลาร์ในปี 2025
Connectivity กลุ่ม Starlink ทำรายได้ 11,400 ล้านดอลลาร์ โต 50% จากปีก่อน คิดเป็นประมาณ 60% ของรายได้รวมทั้งบริษัท และมี Operating Income ที่ 4,400 ล้านดอลลาร์ ปลายปี 2025 Starlink มีผู้ใช้ทั่วโลก 9.2 ล้านราย และทะลุ 10 ล้านรายไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
AI กลุ่ม xAI และ X ทำรายได้ 3,200 ล้านดอลลาร์ แต่ขาดทุนจากการดำเนินงาน 6,400 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากเร่งลงทุน Data Center สำหรับเทรน AI
พูดอีกแบบหนึ่งคือ Starlink กำลังหาเงินมาเลี้ยงทั้งธุรกิจจรวด และ xAI ไปพร้อมกัน
หนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดจากเอกสาร S-1 คือดีลระหว่าง SpaceX กับ Anthropic ซึ่ง SpaceX จะปล่อยเช่ากำลังประมวลผลส่วนเกินจาก Data Center COLOSSUS และ COLOSSUS II ให้ Anthropic ใช้ คิดเงิน 1,250 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน ไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2029
รายงานระบุว่า Anthropic จะใช้กำลังประมวลผลทั้งหมดของ Colossus 1 ในเมือง Memphis รัฐ Tennessee ซึ่งมี GPU ของ Nvidia กว่า 220,000 ตัว และจะได้กำลังไฟเพิ่มอีก 300 เมกะวัตต์ภายในหนึ่งเดือน
Musk เองก็โพสต์บน X ว่าหลังเจอทีม Anthropic แล้วรู้สึกว่าทุกคนมีความสามารถสูง และใส่ใจที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง จากเดิมที่เขาเคยเรียก Anthropic ว่า 'woke' และ 'evil' มาก่อน
ประเด็นจริง ๆ คือ SpaceX กำลังกลายเป็นผู้ให้บริการ Compute ให้กับคู่แข่งของ xAI ในตัวเอง สะท้อนว่าบริษัทมองโครงสร้างพื้นฐาน AI เป็นธุรกิจที่ใหญ่และมั่นคงพอ ๆ กับธุรกิจจรวดของตัวเอง
แม้จะเข้าตลาดหุ้น แต่ Musk จะไม่ยอมเสียอำนาจควบคุม ตามเอกสาร S-1 Musk ถือ Class A 849.5 ล้านหุ้น และ Class B 5,570 ล้านหุ้น โดย Class B มีน้ำหนักโหวต 10 เสียงต่อหุ้น ขณะที่ Class A มี 1 เสียง
ผลคือ Musk ถือ Equity ราว 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่คุมเสียงโหวตได้ถึง 85% นอกจาก Musk แล้วไม่มีบุคคลหรือนิติบุคคลใดถือเกิน 5% และ SpaceX จะยังคงสถานะ 'Controlled Company' ซึ่งหมายความว่าไม่จำเป็นต้องมีบอร์ดอิสระเสียงข้างมาก
ในเอกสาร S-1 SpaceX ระบุชัดว่ามองโครงสร้างพื้นฐาน AI ในอวกาศเป็นธุรกิจอนาคต โดยมีแผนปล่อยดาวเทียม AI Compute เร็วสุดในปี 2028 ซึ่งบริษัทอธิบายว่าเป็นกุญแจสำคัญในการตอบโจทย์ความต้องการพลังงานของ AI ในอนาคต ที่บนพื้นโลกอาจไม่พอ
บริษัทยังเขียนใน S-1 ตอนหนึ่งว่าความพยายามด้านอวกาศจะเป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่ปรับโฉมอุตสาหกรรมบนโลก และนำไปสู่การเกิดตลาดมูลค่าล้านล้านดอลลาร์ใหม่ ๆ บนดวงจันทร์ บนดาวอังคาร และไกลออกไป
ตามรายงานของ CNBC ระบุว่า SpaceX วางแผนเริ่ม Roadshow ขายหุ้นให้นักลงทุนสถาบันวันที่ 8 มิถุนายน โดยมี Goldman Sachs เป็น Lead Underwriter ตามด้วย Morgan Stanley, Bank of America, Citigroup และ JPMorgan Chase รวมแล้วมี Underwriter มากกว่า 20 รายในดีลนี้ ราคาต่อหุ้นและจำนวนหุ้นที่ขายยังไม่ระบุในเอกสารปัจจุบัน
อ้างอิง : SEC, investopia, CNBC, Reuters
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด