
ในงาน IMF Spring Meetings 2026 ที่วอชิงตัน ดี.ซี. ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นเวที Governor Talks เพื่อตอบคำถามเรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลกที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างที่ทราบกันดีว่า ไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น หนี้ครัวเรือนสูง สังคมสูงอายุ และพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของ GDP ขณะที่นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 10% ของ GDP ทำให้ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตพลังงานหรือสงครามในตะวันออกกลาง ไทยรับผลกระทบเต็ม ๆ ทั้งต้นทุนขนส่ง ราคาปุ๋ย และค่าครองชีพของประชาชน
แต่สิ่งที่ ดร.เอกนิติ พูดบนเวที IMF รอบนี้ไม่ได้เป็นแค่การยอมรับปัญหา เขาวาดภาพทิศทางที่ชัดว่าไทยจะใช้วิกฤตเป็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทั้งระบบ
ดร.เอกนิติ มองว่าหัวใจของนโยบายเศรษฐกิจไทยในตอนนี้คือ 'การลงทุน' ไม่ใช่การกระตุ้นการบริโภค เพราะการลงทุนทำได้สามอย่างพร้อมกัน ทั้งกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ยกระดับผลิตภาพในระยะยาว และลดความเปราะบางต่อวิกฤตภายนอก
เขายกตัวอย่างว่า แทนที่จะจ่ายค่านำเข้าน้ำมันแพง ๆ ไทยสามารถเปลี่ยนเงินเหล่านั้นเป็นการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ทั้งโซลาร์เซลล์ Smart Grid และระบบกักเก็บพลังงาน รัฐบาลยังให้แรงจูงใจทางภาษีเพื่อให้ครัวเรือนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา และมีแผนให้ประชาชนสามารถขายไฟกลับเข้าระบบได้ แต่ยังต้องลงทุนใน Smart Grid เพิ่ม
ในเรื่องการลงทุน ตอนนี้กระแสการลงทุนจากต่างประเทศไหลเข้าไทยและอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกษตรอัจฉริยะ แปรรูปอาหาร อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ผลิตเซิร์ฟเวอร์ และดาต้าเซ็นเตอร์
เพื่อลดอุปสรรคเหล่านี้ รัฐบาลกำลังผลักดัน 'Omnibus Law' เพื่อลดขั้นตอนราชการที่ซับซ้อน ต่อยอดจากโปรแกรม 'Fast Track' ที่ช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนเติบโตราว 8%
เป้าหมายสูงสุดคือเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อ GDP จากที่ลดลงเหลือ 22-23% หลังวิกฤตต้มยำกุ้งปี 1997 ให้กลับไปอยู่ที่ 30% ภายใน 3-4 ปี
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดร.เอกนิติ ไม่ได้พูดถึงการลงทุนแค่ในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ เขาให้น้ำหนักกับ 'การลงทุนในคน' ไม่น้อยไปกว่ากัน
เขาชี้ว่า ในอดีตการยกระดับทักษะต้องใช้เวลาหลายปีในมหาวิทยาลัย แต่วันนี้ด้วย AI อย่าง ChatGPT หรือ Gemini คนสามารถเรียนรู้ได้เร็วขึ้นมาก ตั้งแต่ระดับครัวเรือนไปจนถึงธุรกิจ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยยกระดับทักษะและผลิตภาพ พร้อม ๆ กับช่วยบรรเทาปัญหาสังคมสูงอายุไปด้วย
ดร.เอกนิติ เชื่อม FDI เข้ากับการพัฒนาคนผ่านโปรแกรม 'Skill Bridge' ที่ BOI BOI พยายามเชื่อมการลงทุนต่างชาติกับการยกระดับทักษะแรงงานไทย ไม่ใช่แค่เข้ามาตั้งโรงงานแล้วจบ แต่ต้องช่วยยกระดับทักษะคนไทยให้พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ด้วย
เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลจะสร้างสมดุลระหว่างวินัยการคลังกับการช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ดร.เอกนิติ ตอบด้วยหลักที่เรียกว่า '4T'
'T' แรกคือ 'Target เน้นการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า เลิกการกระตุ้นแบบเดิม เน้นอุดหนุนแบบเจาะกลุ่ม ไม่หว่านแหอีกต่อไป
'T' ที่สองคือ 'Transition' เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำมันทั้งในระยะสั้นเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ และระยะยาวเพื่อลดความเปราะบางของประเทศ
'T' ที่สามคือ 'Transform'ใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัลปรับโครงสร้างภาคเศรษฐกิจ ยกระดับทักษะประชาชน
'T' สุดท้ายคือ 'Together' รัฐและเอกชนต้องทำงานร่วมกัน
สิ่งที่ทำให้หลัก 4T ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ คือไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่พร้อมรองรับอยู่แล้ว โดยเฉพาะ 'PromptPay' ที่เชื่อมต่อทุกอย่างเข้าด้วยกันได้
ดร.เอกนิติ เล่าว่ารัฐบาลสามารถจ่ายเงินอุดหนุนตรงถึงคนขับรถบรรทุกได้ทันที โดยจับคู่ใบขับขี่กับบัญชี QR payment ส่วนกลุ่มเปราะบางก็มีบัตรสวัสดิการ บัตรดิจิทัล ที่รัฐจ่ายตรงและติดตามการใช้จ่ายได้ ปัจจุบันมี wallet สำหรับก๊าซแล้ว และกำลังสร้าง wallet สำหรับน้ำมันเพิ่มอีก
ดร.เอกนิติ มองว่าในยุคที่ระบบพหุภาคีอ่อนแอลง ภูมิภาคนิยมจะมีความสำคัญมากขึ้น และ ASEAN มีโอกาสมหาศาล เพราะการค้าภายในอาเซียนยังมีพื้นที่เติบโตอีกมาก
ในฐานะที่ไทยมีบทบาทผลักดันการเชื่อมโยงดิจิทัลในอาเซียน ดร.เอกนิติ เสนอว่าอาเซียนต้องวางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วมกัน ทั้ง Digital ID, ระบบชำระเงินดิจิทัล, และ Data Governance ถ้าวางรากฐานเหล่านี้ได้ SME จะเข้าถึงบริการข้ามพรมแดนได้ง่ายขึ้น การชำระเงินดิจิทัลจะไหลข้ามประเทศ เท่ากับเปิดตลาดใหม่ให้ธุรกิจขนาดเล็กทั่วอาเซียน
เขายกตัวอย่างว่า ปัจจุบันไทยเชื่อม PromptPay กับ PayNow ของสิงคโปร์แล้ว ช่วยให้นักท่องเที่ยวทั้งสองประเทศจ่ายเงินข้ามกันได้สะดวก ถ้าทำ QR code ที่ใช้ข้ามกันได้ทั้งอาเซียน จะเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยว การค้า และการแลกเปลี่ยนเติบโตขึ้นอีกมาก
เขาปิดท้ายด้วยการเตือนว่า ไทยผ่านวิกฤตมาแล้วทุกรูปแบบ ตั้งแต่ต้มยำกุ้ง, วิกฤตการเงินโลก จนถึงโควิด และในเดือนตุลาคมนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank Annual Meetings ที่กรุงเทพฯ เป็นครั้งที่สอง หลังจากครั้งแรกเมื่อปี 1991 ภายใต้ธีม 'Thailand's New Horizons: Empowering People, Building Resilience'
ดร.เอกนิติ เรียกการจัดงานครั้งนี้ว่า 'Olympics of Finance' ครั้งที่ 2 ของไทย และอาจเป็นบทพิสูจน์ประเทศไทยในสายตาชาวโลกอีกครั้ง
อ้างอิง : เซสชัน Governor Talks Thailand: Navigating Macro Challenges ของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในงาน IMF Spring Meetings 2026, mof.go.th
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด