นับเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทยในปีนี้ เมื่อการจัดอันดับจากสถาบันระดับโลกชี้ว่า ระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 62.6% จนสามารถเบียดขึ้นมาอยู่ในกลุ่ม Top 50 ของโลกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี
ขณะเดียวกันในมิติของกลไกภาครัฐ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ได้เปิดเผยว่า ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัป กำลังมีความคืบหน้าและใกล้เป็นรูปเป็นร่างอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการปลดล็อกขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาว

การจัดอันดับครั้งนี้มาจากรายงานของ StartupBlink แพลตฟอร์มวิเคราะห์และจัดอันดับระบบนิเวศสตาร์ตอัปชั้นนำของโลก ซึ่งทำการประเมินจาก 120 ประเทศ และมากกว่า 1,500 เมืองทั่วโลก โดยใช้ 3 ตัวชี้วัดหลักในการคำนวณคะแนน ได้แก่
และภาพรวมปีนี้สะท้อนให้เห็นถึง Momentum ที่แข็งแกร่งของประเทศไทยใน 3 มิติหลัก ได้แก่ Community Activity ขยับขึ้นสู่อันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กิจกรรมและความร่วมมือของเครือข่ายสตาร์ตอัปไทยมีความคึกคักและหนาแน่นขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี

Unicorn ตัวใหม่เพิ่มขึ้นเป็น 4 ตัว สะท้อนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการ Scale Up สู่ระดับสากลและดึงดูดทุนต่างชาติได้จริง และการกระจายตัวสู่ภูมิภาค สตาร์ตอัปไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป เห็นได้ชัดจากอัตราการเติบโตของเมืองรองอย่าง เชียงใหม่ที่เติบโตถึง 92% และ ภูเก็ตที่เติบโต 86%
นอกจากภาพรวมที่เติบโตแล้ว ประเทศไทยยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงบนเวทีโลก เช้น MedTech (การแพทย์และสุขภาพ) รั้งอันดับ 8 ของโลก เพราะได้รับอานิสงส์จากฐานระบบสาธารณสุขไทยที่แข็งแกร่งเป็นทุนเดิม ประกอบกับฐานข้อมูลสุขภาพที่สอดคล้องกับบริบทของประชากรในภูมิภาค ทำให้สตาร์ตอัปที่พัฒนาโซลูชันภายใต้ Context ของไทย มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งต่างชาติลอกเลียนแบบได้ยาก
Robotics (หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ) กรุงเทพฯ คว้าอันดับ 17 ของโลก เป็นผลจากการต่อยอดฐานอุตสาหกรรมการผลิตและการประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ไทยสะสมความเชี่ยวชาญมานานหลายทศวรรษ สู่การทรานส์ฟอร์มเป็นนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อรองรับ Automation Trend ในภาคอุตสาหกรรม

ความคืบหน้าครั้งสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายไทย เมื่อ ร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาสตาร์ตอัป ในปัจจุบันตัวร่างกฎหมายกำลังอยู่ในขั้นตอนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภา
กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปรับปรุงกฎระเบียบเดิม แต่เป็นการสร้าง Regulatory Framework (กรอบกฎหมายใหม่) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับธรรมชาติและการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจสตาร์ตอัปโดยเฉพาะ ซึ่งมี 4 เสาหลักที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งเรื่องนวัตกรรมและการลงทุน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ระดับโครงสร้างการบริหารไปจนถึงสิทธิประโยชน์รายบริษัท
ความน่าสนใจของปีนี้ ไม่ใช่แค่การเติบโตแบบก้าวกระโดด หรือการมีกฎหมายมารองรับ แต่เป็นจังหวะเวลาที่ทุกอย่างเดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ที่ได้เน้นย้ำถึงภาพใหญ่ไว้ว่า
"สตาร์ตอัปเป็นกลไกสำคัญในการสร้าง New Growth Engine ให้กับประเทศ และรัฐบาลพร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย นักลงทุน เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสตามเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงด้วยวิจัยและนวัตกรรม"
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด