
World Economic Forum (WEF) เผยแพร่รายงาน Travel & Tourism Development Index (TTDI) 2026 หรือดัชนีพัฒนาการด้านการท่องเที่ยวและการเดินทาง ซึ่งเป็นฉบับที่ 10 ของซีรีส์การจัดอันดับด้านการท่องเที่ยวที่ WEF ทำต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2007
ปีนี้ไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 38 จาก 110 ประเทศทั่วโลก ด้วยคะแนนรวม 4.35 จากคะแนนเต็ม 7 เพิ่มขึ้น 10 อันดับ และคะแนนดัชนีเพิ่มขึ้น 5.6% เมื่อเทียบกับการจัดอันดับปี 2024 ทำให้ไทยติดอันดับ 6 ของประเทศที่คะแนนดัชนีพัฒนาเร็วที่สุดในโลกในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าตัวเลข 5.6% ที่เพิ่มขึ้นนี้คือคะแนนดัชนี TTDI ที่ใช้วัดเงื่อนไขซึ่งเอื้อต่อการพัฒนาภาคการท่องเที่ยว ไม่ได้สะท้อนจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นโดยตรงแต่อย่างใด

TTDI เป็นดัชนีที่ WEF จัดทำร่วมกับ Zurich Insurance Group บริษัทประกันภัยระดับโลก พัฒนาต่อยอดมาจาก Travel & Tourism Competitiveness Index (TTCI) ที่เคยจัดทำทุก 2 ปีระหว่างปี 2007-2019 ก่อนปรับรูปแบบใหม่ในปี 2022 ให้ครอบคลุมมิติความยั่งยืนและความสามารถในการรับมือความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น
ดัชนีนี้ไม่ได้วัดผลลัพธ์การท่องเที่ยวโดยตรง เช่น จำนวนนักท่องเที่ยว การใช้จ่าย หรือรายได้ แต่วัดเงื่อนไขที่ทำให้แต่ละประเทศดึงดูด รองรับ และพัฒนาภาคการท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน โดยแบ่งเป็น 5 มิติหลัก ได้แก่
สภาพแวดล้อมพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว (Enabling Environment) ซึ่งครอบคลุมเงื่อนไขด้านธุรกิจ ความปลอดภัย สาธารณสุข ตลาดแรงงาน และความพร้อมด้านดิจิทัล
ทั้ง 5 มิตินี้ใช้จัดกลุ่มนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้คำนวณคะแนนรวมโดยตรง เพราะคะแนนรวมคำนวณจากค่าเฉลี่ยของ 17 เสาหลัก (pillar) ย่อยและตัวชี้วัด 102 รายการ ให้คะแนนแต่ละประเทศในสเกล 1 ถึง 7 คะแนน โดย 1 คือแย่ที่สุดและ 7 คือดีที่สุด ปีนี้ครอบคลุม 110 ประเทศ เก็บข้อมูลล่าสุดถึงเดือนพฤษภาคม 2026
ถ้าย้อนไปดูกรอบเวลาที่ยาวขึ้นตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2026 อันดับของไทยขยับขึ้นเพียง 1 อันดับ และคะแนนเพิ่มขึ้น 3.9% สะท้อนว่าการปรับตัวของไทยส่วนใหญ่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง 2 ปีหลังนี้เอง
แรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดมาจากเสาหลักด้านทรัพยากรทางวัฒนธรรม (Cultural Resources) ซึ่งวัดความพร้อมด้านทรัพยากรทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ทั้งจำนวนแหล่งมรดกโลกเชิงวัฒนธรรม (World Heritage cultural sites) มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่น ประเพณีและงานฝีมือ และกระแสความสนใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อกิจกรรมเชิงวัฒนธรรมในวงกว้าง เช่น อาหารท้องถิ่น โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ เทศกาล และการแสดงศิลปะ
ไทยเป็นประเทศที่คะแนนในเสาหลักนี้ปรับขึ้นเร็วที่สุดในโลกระหว่างปี 2024-2026 ด้วยคะแนนที่เพิ่มขึ้นถึง 42% สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกในเสาหลักเดียวกันที่เพิ่มขึ้น 9.6% อยู่มาก ทั้งนี้ Cultural Resources เป็นเสาหลักที่ปรับตัวดีขึ้นมากที่สุดในบรรดา 17 เสาหลักของทั้งดัชนีด้วยเช่นกัน โดยกว่า 95% ของ 110 ประเทศมีคะแนนเสาหลักนี้ดีขึ้น
นอกจากนี้ ไทยยังถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 10 เศรษฐกิจกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ด้านการท่องเที่ยว (major emerging T&T economies) ร่วมกับจีน อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ตุรกี เม็กซิโก และบราซิล ซึ่งเป็น 10 ประเทศที่มีสัดส่วน GDP ทางตรงจากการท่องเที่ยวมากที่สุดในกลุ่มประเทศรายได้ไม่สูง รวมกันคิดเป็นกว่า 28% ของ GDP ทางตรงจากภาคท่องเที่ยวทั่วโลก และมีแนวโน้มขยับขึ้นเป็น 35% ภายในปี 2035
กลุ่มประเทศนี้มีคะแนนดัชนีเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 4.7% นับตั้งแต่ปี 2019 เร็วกว่าค่าเฉลี่ยของดัชนีภาพรวมทั้งโลกที่เพิ่มขึ้น 2.9% และกลุ่ม Top 20 ประเทศชั้นนำที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.9% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าโมเมนตัมของตลาดเกิดใหม่ในเอเชียกำลังมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ต่อภาพรวมท่องเที่ยวโลก

ในภูมิภาคอาเซียน สิงคโปร์ยังคงเป็นชาติที่คะแนนสูงสุด อยู่อันดับ 13 ของโลก คะแนน 4.89 ตามด้วยอินโดนีเซียอันดับ 23 คะแนน 4.56 และมาเลเซียอันดับ 26 คะแนน 4.50 ส่วนไทยอยู่อันดับ 38 คะแนน 4.35 ตามมาด้วยเวียดนามอันดับ 52 คะแนน 4.15 ฟิลิปปินส์อันดับ 57 คะแนน 4.08 และลาวอันดับ 75 คะแนน 3.69
ทว่าเมื่อดูที่ความเร็วในการพัฒนาแทนอันดับ ภาพจะต่างออกไป เพราะในบรรดา 10 ประเทศที่คะแนนดัชนีเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลกระหว่างปี 2024-2026 มีชาติอาเซียนติดอยู่ถึง 5 ประเทศ ได้แก่ เวียดนามอันดับ 2 ของโลก (+6.3%) ลาวอันดับ 3 (+6.1%) มาเลเซียอันดับ 5 (+5.8%) ไทยอันดับ 6 (+5.6%) และฟิลิปปินส์อันดับ 7 (+5.5%) แสดงให้เห็นว่าทั้งภูมิภาคกำลังเร่งพัฒนาเงื่อนไขด้านการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน แม้อันดับโดยรวมของแต่ละประเทศจะยังห่างกันอยู่มาก

ในภาพใหญ่ระดับโลก ญี่ปุ่นขึ้นเป็นอันดับ 1 ด้วยคะแนน 5.27 ตามด้วยสหรัฐฯ (5.23) สเปน (5.22) ออสเตรเลีย (5.18) และฝรั่งเศส (5.17) ส่วนที่เหลือใน 10 อันดับแรกคือเยอรมนี สหราชอาณาจักร จีน สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลี โดย 9 ใน 10 ประเทศเป็นเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว มีเพียงจีนประเทศเดียวที่เป็นข้อยกเว้น
ระหว่างปี 2024-2026 เศรษฐกิจ 101 จาก 110 ประเทศ หรือคิดเป็น 92% มีคะแนนดัชนีดีขึ้น และคะแนนเฉลี่ยทั่วโลกเพิ่มขึ้น 2.1% ซึ่งเป็นอัตราเร่งเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2019 โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่คะแนนเพิ่มเร็วที่สุดในโลก เพิ่มขึ้น 3.6% เฉลี่ยอยู่ที่ 4.29 คะแนน ส่วนยุโรปและยูเรเซียยังครองตำแหน่งภูมิภาคที่คะแนนเฉลี่ยสูงสุดของโลกไว้ได้ที่ 4.39 คะแนน
WEF ยังชี้ 3 เสาหลักที่กำลังเป็นแรงกดดันต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวทั่วโลกในช่วงนี้
ทั้งนี้ ปี 2025 ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวโลกทำสถิติใหม่หลายด้าน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั่วโลกแตะระดับ 1,500 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% จากปี 2024 และสูงกว่าปี 2019 ถึง 4.4% ภาคการท่องเที่ยวสร้างมูลค่าเศรษฐกิจรวมทั้งทางตรง ทางอ้อม และผลกระทบต่อเนื่อง สูงถึง 11.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.1% จากปี 2024 คิดเป็นเกือบ 10% ของ GDP โลก และรองรับการจ้างงานทั่วโลกถึง 366 ล้านตำแหน่ง หรือคิดเป็น 1 ใน 9 ของงานทั้งหมดในโลก
สำหรับกลุ่ม 10 เศรษฐกิจกำลังพัฒนาขนาดใหญ่ด้านการท่องเที่ยวที่ไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย รายงานระบุว่าก้าวต่อไปของการไล่ตามกลุ่มประเทศผู้นำด้านการท่องเที่ยวของโลกจะขึ้นอยู่กับความลึกของโครงสร้างพื้นฐาน บริการ และเงื่อนไขที่รองรับนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการท่องเที่ยวเป็นหลัก มากกว่าความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวซึ่งกลุ่มนี้มีอยู่แล้วในระดับหนึ่ง (หน้า 28)
สำหรับการเก็บข้อมูลของไทยในรายงาน TTDI 2026 WEF ทำงานร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะสถาบันพันธมิตรประจำประเทศไทย (Partner Institute)
อ้างอิง : World Economic Forum
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด