
ทรัพยากรน้ำกลายเป็นประเด็นสำคัญทั่วโลก แนวคิด 'Water Positive' กำลังได้รับความสนใจจากองค์กรชั้นนำ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่พึ่งพาการใช้พลังงานมหาศาล แนวคิดนี้หมายถึง การที่องค์กรคืนน้ำสู่ธรรมชาติในปริมาณมากกว่า ที่ตัวเองใช้ออกไป ผ่านโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ เช่น การบูรณะพื้นที่ชุ่มน้ำ การปลูกป่า หรือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานน้ำในชุมชน เพื่อชดเชยน้ำที่สูญเสียไปจากการระเหยในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในศูนย์ข้อมูล (Data center) ที่ใช้น้ำเย็นเครื่องจักรที่ทำงานหนักตลอดเวลา แนวคิดนี้คล้ายกับ 'Carbon Positive' แต่เน้นที่น้ำ โดยบริษัทจะวัดผลจากปริมาณน้ำที่ 'เติมกลับ' เทียบกับปริมาณที่ใช้จริง Microsoft เป็นหนึ่งในผู้นำที่ประกาศเป้าหมายนี้ตั้งแต่ปี 2020 โดย Brad Smith ประธานบริษัท กล่าวว่า 'น้ำคือสิ่งจำเป็นต่อชีวิต' และตั้งเป้าจะเป็น Water Positive ภายในปี 2030 ด้วยการลดการใช้น้ำ สนับสนุนโครงการฟื้นฟู และนำเทคโนโลยีประหยัดน้ำมาใช้
อย่างไรก็ตาม ความบูมของ AI ได้เปลี่ยนภาพทุกอย่าง จากข้อมูลภายในที่ New York Times ได้รับ (เผยแพร่เมื่อต้นปี 2026) Microsoft คาดการณ์ว่าการใช้น้ำในศูนย์ข้อมูลกว่า 100 แห่งทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก จาก 7.9 พันล้านลิตรในปี 2020 เป็น 18 พันล้านลิตรในปี 2030 (เพิ่มขึ้น 150%) แม้จะปรับลดจากคาดการณ์เดิมที่ 28 พันล้านลิตร หลังนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เช่น การออกแบบศูนย์ข้อมูลใหม่และข้อมูลที่ดีขึ้นจากผู้เช่าอาคาร แต่ตัวเลขนี้ยังไม่รวมดีลศูนย์ข้อมูลมูลค่ากว่า 50 พันล้านดอลลาร์ที่เซ็นเมื่อปีก่อน ปัญหาเด่นชัดในพื้นที่ขาดแคลนน้ำ เช่น
ไม่ใช่ Microsoft เพียงเจ้าเดียว Google Amazon และ Meta ก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน เช่น Amazon ถอนโครงการในแอริโซนาเพราะกังวลน้ำ Google ถอนในชิลี และชาวบ้านในจอร์เจียกล่าวหา Meta ว่าทำให้น้ำประปาขาดแคลน นักวิจัยคาดว่าศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ จะใช้น้ำเพิ่มเป็น 150-275 พันล้านลิตรภายในปี 2028 จาก 60 พันล้านลิตรในปี 2022
AI ทำให้เกิดการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลเพิ่มแบบเร่งด่วน เพื่อรองรับ ChatGPT และโมเดลอื่นๆ โดยข้อมูลไม่รวมน้ำที่ใช้ในโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าให้ศูนย์ข้อมูล ซึ่งอาจทำให้ผลรวมพุ่งอีก 3 เท่า (เกือบ 80 พันล้านลิตรในปี 2030) แม้การใช้น้ำรวมของศูนย์ข้อมูลจะยังน้อย (0.04% ของสหรัฐฯ) แต่ในพื้นที่ขาดแคลน ส่งผลกระทบชัดเจน เพราะน้ำส่วนใหญ่ระเหยไปในระบบทำความเย็น Microsoft ยืนยันว่ายังอยู่ในเส้นทางเป้าหมาย โดย Melanie Nakagawa หัวหน้าฝ่ายความยั่งยืน ระบุว่าบริษัทลดการใช้น้ำ ฟื้นฟูแหล่งน้ำผ่านโครงการกว่า 75 แห่ง เช่น ปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำในไอโอวา และติดตั้งเซ็นเซอร์รั่วในที่อยู่อาศัยยากจนในเท็กซัส พร้อมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานน้ำกับหน่วยงานท้องถิ่น แต่ Priscilla Johnson อดีตผู้อำนวยการกลยุทธ์น้ำของ Microsoft ชี้ว่า 'น้ำมักถูกมองข้าม' เพราะทีมถูกวัดผลจากความเร็วและต้นทุน ไม่ใช่สิ่งแวดล้อม
Google เป็นอีกบริษัทที่ประกาศแนวคิดคล้าย Water Positive โดยมุ่งเติมกลับน้ำที่ใช้และออกแบบการทำความเย็นศูนย์ข้อมูลแบบ 'Climate‑Conscious Cooling' คือเลือกเทคโนโลยีทำความเย็นตามบริบทพื้นที่ เพื่อบาลานซ์ทั้งการใช้น้ำและพลังงาน ลดผลกระทบด้านคาร์บอนและทรัพยากรไปพร้อมกัน ตัวอย่างที่จับต้องได้คือศูนย์ข้อมูลใกล้เมืองแอตแลนตา รัฐจอร์เจีย ซึ่ง Google ลงทุนสร้างระบบ 'Sidestream Facility' ร่วมกับหน่วยงานน้ำท้องถิ่น โดยนำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วจากโรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเดิมจะถูกปล่อยลงแม่น้ำ Chattahoochee มาส่งต่อเข้าโรงงานของ Google ใช้เป็นน้ำทำความเย็น จากนั้นจึงบำบัดและส่งกลับคืนแม่น้ำอีกครั้ง นอกจากลดการใช้น้ำประปาแล้ว ยังช่วยลดแรงกดดันต่อแม่น้ำสายหลักของภูมิภาคด้วย
อีกเคสหนึ่งคือศูนย์ข้อมูลในเนเธอร์แลนด์ที่ Google ร่วมพัฒนาท่อส่งน้ำอุตสาหกรรมใหม่กับบริษัทน้ำท้องถิ่น เพื่อลดการพึ่งพาน้ำบาดาล และเลือกใช้น้ำรีเคลมหรือน้ำคุณภาพอุตสาหกรรมแทนการแย่งชิงน้ำดื่มจากชุมชน ซึ่งสะท้อนวิธีคิด 'ออกแบบระบบตั้งแต่ต้น' ให้สอดคล้องกับสภาพลุ่มน้ำ ไม่ใช่สร้างเสร็จแล้วค่อยตามแก้
Amazon Web Services (AWS) เลือกใช้กลยุทธ์ 'Recycled Water First' ในหลายรัฐของสหรัฐฯ โดยใช้น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วมาเป็นน้ำหล่อเย็นศูนย์ข้อมูล แทนน้ำประปาหรือน้ำสะอาดที่ใช้ดื่มได้ ปัจจุบัน AWS ใช้น้ำรีไซเคิลทำความเย็นในหลายไซต์ และประกาศว่าจะขยายศูนย์ข้อมูลที่ใช้น้ำรีไซเคิลให้ครอบคลุมกว่า 120 แห่งในสหรัฐฯ ภายในปี 2030 ซึ่งคาดว่าจะช่วยประหยัดน้ำดื่มได้กว่า 530 ล้านแกลลอนต่อปีในชุมชนรอบศูนย์ข้อมูล น้ำที่ใช้แล้วจะถูกส่งกลับไปยังโรงบำบัดเพื่อวนกลับเข้าระบบอีกครั้ง ช่วยลดทั้งการใช้น้ำใหม่และการปล่อยน้ำเสียลงธรรมชาติ
จุดน่าสนใจคือ AWS ไม่ได้โฟกัสแค่ 'ประสิทธิภาพภายในรั้วโรงงาน' แต่เชื่อมต่อกับระบบน้ำของเทศบาลและโครงสร้างพื้นฐานของเมือง ทำให้โมเดลนี้ขยายผลได้กว้าง และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ทรัพยากรน้ำในระดับรัฐและเมือง
Meta ประกาศเป้าหมายชัดเจนว่าจะเป็นบริษัท Water Positive ภายในปี 2030 โดยเน้นสามเสาหลักคือ การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพในศูนย์ข้อมูล การจัดหาน้ำอย่างรับผิดชอบ และการลงทุนในโครงการฟื้นฟูแหล่งน้ำในลุ่มน้ำที่ศูนย์ข้อมูลเข้าไปตั้งอยู่ Meta ระบุว่าจะฟื้นฟูน้ำให้ได้ 200% ของปริมาณที่ใช้ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงด้านน้ำสูง และ 100% ในพื้นที่เสี่ยงปานกลาง ผ่านโครงการร่วมกับองค์กรอนุรักษ์ เช่น The Rivers Trust ในไอร์แลนด์ เพื่อช่วยฟื้นฟูลุ่มน้ำที่ขาดแคลน ทั้งเพื่อการใช้งานของชุมชนและเพื่อระบบนิเวศ แนวทางนี้ทำให้ Water Positive ไม่ใช่แค่ตัวเลขรวมของบริษัท แต่ผูกโยงกับ 'ระดับลุ่มน้ำ (watershed level)' อย่างชัดเจน
จุดร่วมสำคัญคือ การขยับจากการ 'ลดผลกระทบ' ไปสู่การ 'ออกแบบระบบน้ำของศูนย์ข้อมูลใหม่' ตั้งแต่ต้นทาง ทั้งการเลือกทำเล การออกแบบระบบทำความเย็น การเชื่อมต่อกับโครงสร้างพื้นฐานน้ำของเมือง และการลงทุนฟื้นฟูในระดับลุ่มน้ำ ไม่ใช่แค่ซื้อเครดิตหรือโครงการชดเชยในที่ห่างไกล กรณีของ Microsoft ใกล้จาการ์ตา หรือโมเดลใช้น้ำรีเคลมของ Google และ AWS สามารถเป็น 'กรอบคำถาม' สำคัญให้ภาครัฐและนักลงทุนใช้เจรจา ว่าศูนย์ข้อมูลรุ่นใหม่ไม่ควรเป็นแค่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่ต้องเป็น 'โครงสร้างพื้นฐานน้ำและสิ่งแวดล้อม' ให้กับเมืองไปพร้อมกันด้วย
ที่มา: The New York Times, Google, ESGdive, Meta
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด