ควรเปลี่ยนมือถือทุกกี่ปี สำรวจชี้ การเปลี่ยนทุก 5 ปี ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้เกือบครึ่ง

ควรเปลี่ยนมือถือทุกๆ กี่ปี ? คำถามนี้อาจผุดขึ้นมาในหัวทุกครั้งที่มีมือถือรุ่นใหม่เปิดตัว พร้อมฟีเจอร์ล้ำ ๆ และกล้องที่คมกว่าครั้งก่อน แต่รู้หรือไม่ว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่เปลี่ยนมือถือใหม่ทุก 2.5 – 3 ปี ทั้งที่มือถือหลายรุ่นยังใช้งานได้ดี แค่แบตเสื่อมหรือหน้าจอแตกนิดหน่อย ก็รีบเปลี่ยนเครื่องทันที

ล่าสุดทาง Back Market แพลตฟอร์มขายอุปกรณ์รีเฟอร์บิช (Refurbished) จับมือกับ iFixit เปิดแคมเปญที่ตั้งใจเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลก ด้วยแนวคิดว่า การใช้มือถือให้นานขึ้นอย่างน้อย 5 ปี ไม่เพียงช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า แต่ยังช่วยลดผลกระทบต่อโลกอย่างยั่งยืนอีกด้วย

ทำไมเราถึงควรใช้มือถือให้นานขึ้น ?

  1. ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-waste)  มือถือที่ถูกทิ้งทุก 2-3 ปี กลายเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำจัดได้ยาก และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ
  2. ลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตเครื่องใหม่ การผลิตสมาร์ตโฟน 1 เครื่องปล่อย CO₂ จำนวนไม่น้อย การลดจำนวนเครื่องที่ผลิตใหม่เท่ากับลดคาร์บอนทางอ้อม

แล้วทำไมเราต้องใช้โทรศัพท์ให้ได้นานสัก 5 ปี ?

ข้อมูลจาก Apple และงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมหลายแหล่งระบุว่า การเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียวใน iPhone 13 แล้วใช้งานต่อจนครบ 5 ปี จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนถึง 49% เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนเครื่องใหม่ตามรอบทั่วไป และถ้าเครื่องนั้นได้รับการดูแลดีพอที่จะใช้งานต่อเนื่องถึง 10 ปี จะลดการปล่อย CO₂ ได้มากถึง 68% ซึ่งเท่ากับลดขยะอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมหาศาลลงได้ทันทีในระดับโลก

ประเด็นสำคัญคือ การรักษาอุปกรณ์ให้ใช้งานได้นานไม่ใช่ความรับผิดชอบของผู้บริโภคเพียงฝ่ายเดียว แต่ทั้ง Back Market และ iFixit ยังร่วมกันผลักดันให้ภาครัฐและผู้ผลิตสมาร์ตโฟนขยายการซัพพอร์ตอะไหล่และซอฟต์แวร์ให้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นและลดการถูกบีบบังคับให้เปลี่ยนเครื่องเพียงเพราะระบบไม่อัปเดตหรือหาอะไหล่ไม่ได้

ทั้งสองบริษัทผลักดันให้ผู้ผลิตขยายระยะเวลาการซัพพอร์ตจากเดิมที่อยู่ที่ราว 7 ปี ให้เพิ่มเป็น 10 ปี เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถใช้สมาร์ตโฟนเครื่องเดิมได้อย่างมั่นใจในระยะยาว

นอกจากนั้น พวกเขายังเรียกร้องให้ผู้ผลิตเปิดช่องทางให้ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงอะไหล่ คู่มือการซ่อม และเครื่องมือที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องผ่านศูนย์บริการที่ผูกขาดการซ่อมหรือจำกัดสิทธิ์ในการดูแลอุปกรณ์ของตัวเอง

ปัจจุบันผู้ผลิตรายใหญ่ เช่น Apple, Google และ Samsung เริ่มขยับมาให้การสนับสนุนระยะยาวในระดับ 7 ปี ซึ่งถือว่าเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับอดีต แต่ยังถือว่าไม่ครอบคลุมพอ โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่แบรนด์อื่นในตลาด Android ที่อยู่ในกลุ่มราคากลางถึงล่าง ซึ่งยังคงซัพพอร์ตเพียงแค่ 3-4 ปี หรือบางรุ่นแทบไม่มีการอัปเดตเลยหลังจากขายไปเพียงปีหรือสองปีแรก

ซึ่งการการผลักดันให้ผู้ผลิตขยายการซัพพอร์ตจึงไม่ใช่แค่เรื่องความยุติธรรมกับผู้บริโภค แต่ยังเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานให้เกิด “เศรษฐกิจการซ่อม” (Repair Economy) ที่หมุนเวียนได้จริง และยั่งยืนในระยะยาว

อ้างอิง: wired

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำไมญี่ปุ่นรับมือภัยพิบัติได้ดีกว่าประเทศไหนในโลก? ถอดบทเรียนการออกแบบชีวิต เมือง และสังคมให้ไม่ล้มเมื่อโลกสั่น

ญี่ปุ่นรับมือภัยพิบัติได้อย่างโดดเด่นเพราะมี ‘วัฒนธรรมความยืดหยุ่น’ ที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวัน งานวิจัยของศาสตราจารย์ Miho Mazereeuw และหนังสือ Design Before Disaster เผยให้เห็นว่าก...

Responsive image

สตาร์ทอัพสวิสฯ พัฒนา ‘Aurin’ เปลี่ยนปัสสาวะเป็นปุ๋ยพรีเมียม จากเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียที่ ESA รับรอง

รู้จัก VunaNexus สตาร์ทอัพสวิสที่นำเทคโนโลยีอวกาศจาก ESA มาเปลี่ยนปัสสาวะให้เป็นปุ๋ย "Aurin" ช่วยลดมลพิษไนโตรเจนและสร้างระบบหมุนเวียนสารอาหารที่ยั่งยืนในอาคารสูง...

Responsive image

Solar Cell ย้อนกลับ? นวัตกรรมจาก Stirling Engine ปั่นไฟจากความเย็นยามค่ำคืน ไม่ง้อแดดและแบตเตอรี่

นวัตกรรม Stirling Engine ผสาน Radiative Cooling ผลิตพลังงานกลจากความเย็นยามค่ำคืน ไม่ง้อแสงอาทิตย์ ไม่ใช้แบตเตอรี่ ทางเลือกใหม่เพื่อการระบายอากาศในโรงเรือนและบ้านประหยัดพลังงาน...