
ถ้าพูดถึงเมือง ‘มาร์เบยา’ ทางตอนใต้ของสเปน ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงเป็นเมืองตากอากาศของเศรษฐีที่มีทั้งบ้านหรู เรือยอชต์ ซูเปอร์คาร์ และช็อปแบรนด์เนมริมหาด แต่ตอนนี้เมืองกำลังเปลี่ยนโฟกัส หันมาดึงดูดกลุ่มนักลงทุน ผู้ประกอบการและคนทำงานสายเทคฯ ให้ย้ายเข้ามาตั้งรกรากมากขึ้น
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ พอเม็ดเงินจากทั่วโลกไหลเข้ามาแบบจัดเต็ม ราคาบ้านและที่ดินก็พุ่งกระฉูดตามไปด้วย กลายเป็นว่าคนท้องถิ่นต้องรับกรรมแบกค่าอยู่ค่ากินที่แพงขึ้นและต้องมองดูเมืองที่คุ้นเคยเปลี่ยนไปแบบไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แถมเมืองที่เคยคุ้นตาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือกลิ่นอายเดิม
มาร์เบยาเป็นจุดหมายปลายทางของบรรดาเศรษฐีหลายประเทศมานานแล้ว โดยเฉพาะชาวยุโรปและสแกนดิเนเวียที่นิยมมาซื้อบ้านพักตากอากาศหรือย้ายมาลงหลักปักฐานกันตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 แต่ในอีกมุมหนึ่งที่นี่ก็เคยเป็นแหล่งกบดานของพวกหนีคดีข้ามชาติ จนได้ฉายาดาร์ก ๆ ว่า 'Costa del Crime' มาแล้ว ยิ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ความรวยของเมืองนี้ยิ่งเตะตามากขึ้น สังเกตได้จากโปรเจกต์บ้านหรูระดับไฮเอนด์และหมู่บ้านจัดสรรที่มีระบบความปลอดภัยแน่นหนาพากันผุดขึ้นเต็มเนินเขารอบเมือง
แต่ตอนนี้มาร์เบยาไม่ได้อยากหยุดอยู่แค่การเป็นเมืองตากอากาศของคนรวยอีกต่อไปแล้ว เป้าหมายใหม่ของพวกเขาคือการปั้นตัวเองให้เป็น ‘ศูนย์กลางเทคโนโลยีและธุรกิจของยุโรป’ โดยวาดฝันให้ Costa del Sol เป็นเหมือน Silicon Valley และมีมาร์เบยาเป็นเหมือน Palo Alto เมืองที่เป็นที่ตั้งของบริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในสหรัฐฯ
ภาพที่เริ่มชัดขึ้นคือการมี Co-working Space และออฟฟิศใหม่ ๆ เปิดตัวควบคู่ไปกับร้านอาหารและโรงแรมหรูที่มีอยู่เดิม ด้าน Christian Rasmussen ซีอีโอของ The Pool หรือศูนย์กลางธุรกิจในมาร์เบยา มองว่าเมืองนี้กำลังสลัดภาพจำเมืองพักร้อน เพื่อก้าวมาเป็นพื้นที่ทำงานจริงจังสำหรับคนยุคใหม่ และเขาเชื่อว่ามาร์เบยาในอนาคตจะเปลี่ยนไปจากภาพที่เราเห็นตอนนี้แบบหน้ามือเป็นหลังมือ
บรรยากาศที่ The Pool บนถนนสายหรู Golden Mile สะท้อนภาพนี้ได้ดี ตอนที่สำนักข่าว Bloomberg แวะไปดูเมื่อช่วงเดือนพฤษภาคมก็เจอทั้งนักธุรกิจฟินแลนด์กำลังประชุมกัน ขณะที่ผู้ประกอบการจากยุโรปและตะวันออกกลางก็นั่งทำงานอยู่ตามพื้นที่ส่วนกลาง
ภาพนี้บอกชัดเจนเลยว่ากลุ่มคนที่ย้ายเข้ามาอยู่มาร์เบยาเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว จากเมื่อก่อนที่ลูกค้าหลักของตลาดอสังหาฯ คือชาวยุโรปวัยกลางคนที่มาหาซื้อบ้านพักตากอากาศ แต่พอหลังยุคโควิดกลับมีคนรุ่นใหม่หันมาซื้อบ้านไว้อยู่อาศัยและทำงานแบบถาวรตลอดทั้งปีมากขึ้น แม้ลูกค้าหลักจะยังเป็นชาวอังกฤษ สแกนดิเนเวีย เยอรมัน และดัตช์ แต่กลุ่มใหม่ ๆ จากสหรัฐฯ แคนาดา โปแลนด์และกลุ่มประเทศอาหรับก็เริ่มเข้ามาให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้านซีอีโอบริษัทอสังหาฯ ใหญ่ ๆ ถึงกับบอกว่าเมื่อก่อนที่นี่เป็นแค่เมืองเล็ก ๆ น่ารัก ๆ แต่ตอนนี้กลายเป็นเมืองแบบเต็มตัวแล้ว เพราะแค่ช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมามีทั้งยิม ร้านอาหาร โรงแรมและแบรนด์ระดับโลกแห่มาเปิดกันเพียบ ตอนนี้นักพัฒนาอสังหาฯ เลยตั้งเป้าใหม่ อยากปั้นให้ ‘มาร์เบยา’ ให้กลายเป็นฐานที่มั่นตลอดทั้งปีของผู้ก่อตั้งบริษัทและนักลงทุน
การเปลี่ยนแปลงของมาร์เบยาไม่ได้หยุดอยู่แค่วงการอสังหาฯ แต่ยังรวมถึงบริการที่ออกมารองรับครอบครัวต่างชาติที่กะมาอยู่ยาวด้วย มีคนในพื้นที่เล่าว่าจากเมื่อ 40 ปีก่อนเมืองนี้มีโรงเรียนนานาชาติแค่ราว 11 แห่ง ตอนนี้พุ่งไปกว่า 50 แห่งแล้ว กลุ่มเด็กที่มาเรียนก็มีตั้งแต่ลูกเศรษฐีที่ไม่ได้อยู่ประจำ ไปจนถึงครอบครัวจากสหรัฐฯ ดูไบ รัสเซีย และจีน ที่ย้ายเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ทางด้านซีอีโอของ The Pool ก็มองว่ามาร์เบยากำลังดึงดูด Talent เก่ง ๆ เข้ามามากขึ้น ไม่ใช่แค่เป้าหมายของคนใกล้วัยเกษียณแบบเมื่อก่อนอีกแล้ว ช่วงแรกคนที่เข้ามาอาจจะเป็นกลุ่ม 'Solopreneur' โดยเฉพาะสายเทคฯ ซึ่งอาจจะยังไม่ได้จ้างคนพื้นที่มากนัก แต่เขาก็หวังว่าพอคนเก่ง ๆ เหล่านี้มาอยู่รวมกัน จะเกิดการจับเข่าคุย แลกเปลี่ยนไอเดีย และจับมือกันขยายธุรกิจให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริงจัง
ภาพนี้ตรงกับประสบการณ์ของผู้ชายคนหนึ่งที่ย้ายมาอยู่มาร์เบยาหลังโควิด โปรไฟล์เขาไม่ธรรมดาเพราะผ่านงานบริษัทอย่าง Google มาแล้ว ตอนที่หาที่อยู่ใหม่ เขาลังเลระหว่างมาดริดกับมาร์เบยา แต่สุดท้ายก็เคาะที่มาร์เบยา เพราะตอบโจทย์ทั้งเรื่องคุณภาพชีวิตและมีชุมชนคนต่างชาติที่พร้อมอยู่แล้ว เขาเชื่อว่า ‘มาร์เบยา’ มีองค์ประกอบครบพอที่จะปั้นบริษัทเทคฯ ได้สบาย ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการ เงินทุน และมี AI เป็นตัวช่วย เพราะทุกวันนี้ขอแค่อินเทอร์เน็ตดี ๆ กับเครื่องมือพร้อม เราก็สามารถสร้างธุรกิจเทคฯ ด้วยทีมงานแค่ไม่กี่คนได้แล้ว ซึ่งจุดแข็งพวกนี้นี่แหละที่อาจผลักดันให้มาร์เบยากลายเป็นฮับแห่งนวัตกรรมได้จริง ๆ ในอนาคต
ภาครัฐท้องถิ่นเองก็ช่วยผลักดันเรื่องนี้ โดยเทศบาลทำโครงการร่วมกับ The Pool เพื่อดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ ล่าสุด Christian Rasmussen ซีอีโอของ The Pool เดินทางไปจีนพร้อมนายกเทศมนตรี เพื่อโปรโมต Marbella ว่าเป็นประตูให้นักลงทุนต่างชาติเข้าสู่ตลาดยุโรป นอกจากนี้ยังเปิดโครงการ Marbellup สอนประชาชนใช้ AI และจัดงาน Startup Olé ในเดือนมิถุนายน ให้บริษัทเทคโนโลยีได้มาพบปะและสร้างเครือข่ายกัน
แต่การมี Co-working Space หรือสตาร์ตอัปมาตั้งในเมือง ไม่ได้ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีทันที Josemaria Siota ผู้อำนวยการบริหาร Entrepreneurship and Innovation Center ของ IESE Business School ในบาร์เซโลนา อธิบายว่าเมืองที่สร้างศูนย์กลางผู้ประกอบการได้สำเร็จ ต้องให้สตาร์ตอัป นักลงทุน มหาวิทยาลัย บริษัทใหญ่ และภาครัฐทำงานร่วมกันได้จริง การมีทุกฝ่ายอยู่ในเมืองเดียวกันยังไม่พอ
เขายังมองว่า Marbella มีของครบหลายอย่างแล้ว ทั้งเงินทุน คนเก่ง และคุณภาพชีวิตที่ดี แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นระบบนิเวศผู้ประกอบการเต็มตัว โจทย์ต่อจากนี้คือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าองค์ประกอบเหล่านี้จะเชื่อมกันจนเกิดธุรกิจใหม่ เกิดการจ้างงาน และเกิดนวัตกรรมที่โตต่อเนื่องได้จริง
Marbella ได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากคนรวยและผู้ประกอบการที่ย้ายเข้ามา แต่เมืองที่เปลี่ยนเร็วขนาดนี้ก็ทำให้คนที่อยู่มานานไม่สบายใจ หมู่บ้านหรู โครงการอสังหาฯ ขนาดใหญ่ และเงินทุนต่างชาติ ทำให้คนท้องถิ่นหลายคนรู้สึกว่าเมืองที่เคยรู้จักกำลังหายไป
Juan Guerrero วัย 70 ปี อยู่ใน Marbella มา 50 ปี เขาเล่าว่าเมืองนี้เคยเป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ที่มีสวนผักอยู่ทั่ว ตอนนี้ทั้งชาวประมงและสวนผักแทบไม่เหลือแล้ว ถนนแน่นไปด้วยผู้คน บางสายถูกขายให้ร้านอาหารไปทั้งสาย ร้านค้าท้องถิ่นทยอยปิดตัว แล้วร้านเครือใหญ่ก็เข้ามาแทน
บ้านของตัวเขาเองก็อยู่ในย่านเมืองเก่า ซึ่งบ้านหลายหลังในย่านนี้ถูกเปลี่ยนเป็นร้านอาหาร ร้านค้า หรือโรงแรมเล็ก ๆ ไปแล้ว เขาได้จดหมายจากบริษัทอสังหาฯ ขอซื้อบ้านในราคา 300,000 ยูโร (ราว 343,000 ดอลลาร์สหรัฐ) อยู่เป็นระยะ แต่เขาไม่คิดขาย เพราะทุกวันนี้หาบ้านราคาที่จ่ายไหวได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
ตัวเลขก็ยืนยันเรื่องนี้ ข้อมูลจาก Idealista ระบุว่าราคาบ้านใน Marbella เฉลี่ยต่อตารางเมตรเพิ่มขึ้นราว 74% ในช่วง 5 ปี จาก 3,225 ยูโรในเดือนมิถุนายน 2021 เป็น 5,608 ยูโรในเดือนมิถุนายน 2026 ส่วนย่าน Marbella Pueblo ราคาขึ้น 21.8% จากปีก่อน มาอยู่ที่ 5,403 ยูโรต่อตารางเมตร
นอกจากค่าครองชีพและราคาที่อยู่อาศัยแล้ว Marbella ยังมีรายงานเหตุรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งเหตุยิงกันในร้านอาหารและไนต์คลับ รวมถึงการสกัดกั้นยาเสพติดทางทะเล โดยเจ้าหน้าที่เชื่อมโยงเหตุการณ์บางส่วนกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่ดำเนินงานในภูมิภาคนี้
Antonio Garcia คนขับแท็กซี่วัยประมาณ 30 ปลาย ๆ อธิบายว่า Marbella ในช่วงกลางวันกับกลางคืนให้ความรู้สึกต่างกันอย่างมาก กลางวันเมืองยังดำเนินไปตามปกติ แต่เมื่อถึงกลางคืน กิจกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดและอาชญากรรมจะเห็นได้ชัดขึ้น
ซึ่งเขามีลูกวัย 2 ขวบ และกำลังคิดเรื่องย้ายไปอยู่เมืองที่เล็กกว่านี้ เพราะกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยที่ลดลง เขาอยากให้ลูกเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับครอบครัวมากกว่า สำหรับเขาการไหลเข้ามาของความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้บรรยากาศและตัวตนของ Marbella เปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น และเมื่อคิดถึงอนาคตของลูก เขาก็เริ่มมองหาสถานที่อื่นที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของครอบครัวได้ดีกว่า
หลายเมืองทั่วโลกเคยพยายามดึง Digital Nomad และบริษัทเทคโนโลยีให้มาตั้งฐานแบบเดียวกับ Marbella แต่มีไม่กี่เมืองที่ทำได้สำเร็จ Marbella มีจุดแข็งหลายอย่าง ทั้งคุณภาพชีวิต โรงเรียนนานาชาติ ชุมชนชาวต่างชาติ และเงินทุน อีกทั้ง AI ก็ทำให้ผู้ประกอบการตั้งบริษัทได้โดยใช้คนไม่กี่คน แต่ถ้าธุรกิจ นักลงทุน มหาวิทยาลัย และภาครัฐยังไม่ทำงานร่วมกัน ก็จะไม่เกิดบริษัทใหม่และการจ้างงานในเมืองได้จริง
อีกโจทย์ที่ Marbella ต้องแก้ไปพร้อมกันคือคนที่อยู่ในเมืองมาก่อน ถ้าราคาบ้านแพงจนคนท้องถิ่นอยู่ไม่ไหว ร้านค้าดั้งเดิมทยอยหายไป และคนในเมืองเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย การเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจได้ประโยชน์แค่กับคนที่เพิ่งย้ายเข้ามา
จำนวนเศรษฐีที่ย้ายเข้ามา หรือจำนวนบริษัทเทคโนโลยีที่มาเปิดสำนักงาน ยังบอกไม่ได้ว่า Marbella จะเป็น Silicon Valley แห่งใหม่ได้หรือไม่ สิ่งที่ต้องดูคือเมืองจะสร้างธุรกิจและโอกาสใหม่ได้จริงแค่ไหน และคนที่อยู่ที่นี่มาตลอดจะยังมีที่ให้ใช้ชีวิตต่อไปหรือเปล่า
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด