Qwen2.5-Max คืออะไร หมัดสองจาก AI จีนโดยยักษ์ใหญ่ Alibaba ที่เก่งกว่า Deepseek R1

Alibaba Cloud เปิดตัว Qwen2.5-Max โมเดล AI รุ่นใหม่ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับตลาดเทคโนโลยีสหรัฐฯ อีกครั้งในรอบสัปดาห์นี้ นี่เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นครั้งที่ 2 หลังจากจีนเปิดตัว AI ระดับสูงอีกตัว คือ DeepSeek R1 ซึ่งทำให้หุ้นของ Nvidia ร่วงลงกว่า 17% เพราะนักลงทุนเริ่มตระหนักว่า AI ของจีนอาจกำลังไล่ทันหรือแม้แต่แซงหน้าสหรัฐฯ

Qwen2.5-Max คืออะไร แข็งแกร่งแค่ไหน?

โมเดล AI ตัวใหม่นี้ ทำคะแนนได้สูงกว่าทั้ง DeepSeek R1 และสามารถแข่งขันกับ GPT-4o และ Claude-3.5-Sonnet ซึ่งเป็น AI ระดับท็อปของสหรัฐฯ ได้อย่างสูสี โดยเฉพาะในด้านการใช้เหตุผลและการวิเคราะห์ข้อมูล ตัวเลขที่น่าสนใจคือ

  • คะแนน LiveCodeBench (ความสามารถในการเขียนโค้ด): 38.7%
  • คะแนน Arena-Hard (ความสามารถด้านการใช้เหตุผลและการตอบคำถามที่ซับซ้อน): 89.4%

นอกจากจะมีประสิทธิภาพสูงแล้ว Alibaba ยังเน้นว่า Qwen2.5-Max ใช้พลังประมวลผลน้อยลงมาก เพราะใช้สถาปัตยกรรมแบบ Mixture-of-Experts (MoE) ซึ่งเปิดใช้งานเฉพาะบางส่วนของเครือข่ายประสาทเทียมตามความต้องการของงานนั้น ๆ ทำให้ ลดภาระของ GPU และโครงสร้างพื้นฐาน ได้อย่างมหาศาล

หนึ่งในจุดที่ทำให้ Qwen2.5-Max น่าสนใจคือ ต้นทุนการใช้งานที่ถูกลงอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับ AI แบบเดิมที่ต้องใช้ ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ และ GPU หลายหมื่นตัว

นั่นทำให้ Qwen2.5-Max โดดเด่นในเรื่อง

  • ต้นทุนลดลง: สามารถทำงานได้โดยใช้พลังประมวลผลน้อยกว่ารุ่นก่อน ๆ ถึง 40-60% ซึ่งหมายความว่า บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ GPU หรือสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่
  • ประสิทธิภาพไม่ลด: ทำให้สามารถนำ AI ไปใช้กับงานที่ซับซ้อน เช่น การพัฒนาแอปพลิเคชัน, การวิเคราะห์ข้อมูลทางการเงิน และการพัฒนาซอฟต์แวร์ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ใช้งานง่ายขึ้น: การที่ AI ตัวนี้ทำงานได้ดีแม้ในอุปกรณ์ที่มีทรัพยากรจำกัด องค์กรขนาดเล็กและกลาง ก็สามารถเข้าถึง AI ระดับสูงได้ง่ายขึ้น 

จีนพลิกเกมไม่ใช้พลังประมวลผลมหาศาล แต่ใช้ “ความฉลาด” ของ AI

ก่อนหน้านี้ ความเชื่อหลักในวงการ AI คือ ถ้าจะพัฒนา AI ที่ฉลาดขึ้น ก็ต้องใช้ชิปประมวลผลที่แรงขึ้น ซึ่งทำให้บริษัทในสหรัฐฯ เช่น OpenAI และ Google ลงทุนใน GPU นับหมื่นตัว

แต่จีนกำลังแสดงให้เห็นว่า AI ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากำลังประมวลผลมหาศาลเสมอไป Qwen2.5-Max ใช้ เทคนิคที่ฉลาดกว่า โดยเลือกเปิดใช้งานเฉพาะบางส่วนของระบบประสาทเทียม (MoE) ทำให้ใช้ทรัพยากรน้อยลง แต่ยังสามารถให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่าหรือดีกว่า

เว็บไซต์ venturebeat ระบุว่า ทิศทางของ AI กำลังเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นพลังประมวลผลมหาศาล มาเป็นการออกแบบระบบที่ฉลาดขึ้นและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า

  • AI ในอนาคตจะมีขนาดเล็กลง แต่ฉลาดขึ้น
  • องค์กรสามารถใช้งาน AI ได้โดยไม่ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานราคาแพง
  • การแข่งขันจะไม่ขึ้นอยู่กับใครมีชิปแรงกว่า แต่เป็นเรื่องของใครออกแบบ AI ได้ดีกว่า

สำหรับ บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ คำถามสำคัญคือ พวกเขาจะสามารถปรับตัวได้เร็วพอหรือไม่? หากไม่สามารถเปลี่ยนแนวทางได้ทันเวลา จีนอาจก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำ AI ของโลกได้ภายในไม่กี่ปี ซึ่งสถานการณ์ในปัจจุบันกำลังชี้ให้เห็นว่ามาตรการควบคุมการส่งออกชิปของสหรัฐฯ อาจย้อนกลับมาส่งผลเสียต่อสหรัฐฯ เอง

เดิมทีสหรัฐฯ คาดหวังว่าการจำกัดการส่งออกชิปขั้นสูงให้จีนจะช่วยชะลอการพัฒนา AI ของจีน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม จีนกลับเร่งพัฒนาสถาปัตยกรรม AI ที่ฉลาดขึ้นและใช้ทรัพยากรน้อยลง ทำให้สามารถแข่งกับสหรัฐฯ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาชิประดับสูงจาก Nvidia หรือ AMD

หากจีนสามารถพัฒนา AI ที่ทรงประสิทธิภาพโดยไม่ต้องใช้ชิปนำเข้าอุตสาหกรรม AI ทั่วโลกอาจเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หลายประเทศอาจเลือก ใช้ AI จากจีนแทนสหรัฐฯ เพราะต้นทุนต่ำกว่าและใช้ทรัพยากรคุ้มค่ากว่า ซึ่งจะทำให้บริษัทเทคโนโลยีในสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่หนักขึ้น เนื่องจากโมเดล AI ของจีนอาจถูกนำไปใช้แพร่หลายทั่วโลก

อ้างอิง: venturebeat

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

ทำไมผู้นำยุค AI ถึงเดิมพันกับคน มากกว่าการลดพนักงาน

เจาะลึกทำไมบริษัทระดับโลกในปี 2026 เลิกบ้าการลดคน แต่หันมาใช้ AI เสริมศักยภาพมนุษย์แทน พร้อมเผย 3 คัมภีร์ลัดสำหรับผู้นำที่ต้องการเปลี่ยนความกลัวให้กลายเป็นความได้เปรียบทางธุรกิจ...

Responsive image

ใครคือ Satoshi? เมื่อ New York Times เปิดหน้าสืบสวน พุ่งเป้า Adam Back คือบิดา Bitcoin ตัวจริง

NYT มั่นใจ! เจอตัว Satoshi Nakamoto แล้ว? เจาะลึกรายงานสืบสวนล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่ Adam Back ซีอีโอ Blockstream กับหลักฐานไทม์ไลน์ที่หายไปอย่างประจวบเหมาะ...

Responsive image

ถอดรหัส '3C Framework' งานวิจัยจุฬาฯ ที่ถูกพูดถึงบนเวที Digital Health Asia 2026 ที่ชี้ว่าสตาร์ทอัพไม่ได้ขาดไอเดีย

สตาร์ทอัพไทย 636 ราย ระดมทุนรวมกว่า 2,451 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีเพียง 16% เท่านั้นที่ไปถึง Series A ได้ อีก 7% ไปถึง Series B และแค่ 1% เท่านั้นที่ไปถึง Series C...