AI หลงเชื่อข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก หลังนักวิจัยสร้าง ‘โรคทิพย์’ มาทดสอบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่นักวิจัยอยากทดสอบความสามารถของ AI โดยการทดลองสร้างโรคปลอมที่ไม่มีอยู่จริงขึ้นมา แล้วนำข้อมูลเกี่ยวกับโรคดังกล่าวไปเผยแพร่บนอินเทอร์เน็ตเพื่อดูว่าระบบเอไอจะแยกแยะได้ไหม ผลปรากฏว่าเอไอไม่ใช่แค่เชื่อ แต่ยังนำข้อมูลมั่ว ๆ นี้ไปใช้ตอบคำถามและวินิจฉัยอาการราวกับเป็นข้อมูลทางการแพทย์ที่ถูกต้อง 

สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลมาก ๆ คือข้อมูลชุดนี้ยังถูกนำไปอ้างอิงในงานวิจัยทางการแพทย์จริง ๆ นี่จึงเป็นสัญญาณเตือนครั้งใหญ่ว่า AI อาจไม่ได้มีความสามารถในการแยกแยะข้อมูลจริงหรือข้อมูลเท็จมากขนากนั้น และหากไม่มีการตรวจสอบที่ดีพอ ความผิดพลาดเหล่านี้ก็อาจส่งผลกระทบในวงกว้างได้เช่นกัน 

โรคปลอมที่ถูกสร้างขึ้นมามีชื่อว่า Bixonimania ถูกแต่งสตอรี่ให้มีอาการตาแดงและปวดตาจากการจ้องจอหรือแสงสีฟ้ามากเกินไป โปรเจกต์นี้เริ่มขึ้นช่วงต้นปี 2024 นำโดย Almira Osmanovic Thunström นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน

ซึ่งเธอได้เผยแพร่งานวิจัยปลอม 2 ฉบับลงไปผ่านแพลตฟอร์ม Preprint เพื่อดูว่าระบบ AI จะตีความข้อมูลเหล่านี้อย่างไร เพื่อทดสอบสมมติฐานว่า AI จะสามารถแยกแยะโรคที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกออกจากข้อมูลทางการแพทย์ได้หรือไม่ หรือจะเอาข้อมูลไปแนะนำเหมือนกับเป็นข้อมูลแพทย์ที่น่าเชื่อถือ

เมื่อ AI เชื่อข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงบนโลก

ผลปรากฏว่า AI เชื่อสนิทใจ หลังจากที่งานวิจัยถูกปล่อยออกไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ ระบบ AI บางตัวก็เริ่มนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้อ้างอิงเหมือนกับว่าเป็นโรคนี้นี้มีจริง

และเมื่อมีคนสอบถามเกี่ยวกับอาการ Copilot อธิบายว่า Bixonimania เป็นโรคที่เกิดจากการได้รับแสงสีฟ้าจากหน้าจอมากเกินไป ขณะที่ ChatGPT ให้ข้อมูลว่าเป็นภาวะรอยคล้ำรอบดวงตารูปแบบหนึ่ง ทั้งที่โลกนี้ไม่เคยมีจริงอยู่บนโลกด้วยซ้ำ แต่หลังจากนั้นโฆษกของ OpenAI ระบุว่า ChatGPT รุ่นปัจจุบันได้มีการรับการปรับปรุงให้มีความแม่นยำมากขึ้น และมีมาตรการป้องกันการตอบกลับด้วยข้อมูลดีกว่าโมเดลรุ่นก่อน ๆ แล้ว แต่เรื่องที่น่าตกใจกว่าการที่ AI หลงเชื่อโรคปลอมก็คือข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หลอกแค่เอไอเท่านั้น เพราะภายหลังยังพบว่ามีงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญแล้ว ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้อ้างอิงต่อ

นักวจัยจึงมองว่าเรื่องนี้กำลังสะท้อนปัญหาที่ใหญ่กว่า AI อีก เพราะดูเหมือนว่าจะมีนักวิจัยบางคนหยิบข้อมูลอ้างอิงที่เอไอแนะนำมาใช้ต่อ โดยไม่ได้กลับไปตรวจสอบหรืออ่านต้นฉบับด้วยตัวเอง จนทำให้ข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงหลุดเข้าไปอยู่ในงานวิชาการได้

ผลกระทบที่ตามมาคือข้อมูลเท็จกระจายต่อไป 

ซึ่งต้องบอกตรง ๆ ว่าทีมวิจัยไม่ได้พยายามทำให้ข้อมูลนี้ดูสมจริงจนแยกไม่ออก ตรงกันข้ามพวกเขาจงใจทิ้งหลักฐานเอาไว้หลายจุดเพื่อบอกคนอ่านว่านี่คือเรื่องแต่ง

เริ่มตั้งแต่ชื่อโรค Bixonimania ที่ใช้คำว่า Mania ซึ่งเป็นศัพท์ทางจิตเวช และแทบไม่มีทางถูกนำมาตั้งเป็นชื่อโรคเกี่ยวกับดวงตา นอกจากนี้ยังมีการใส่ชื่อนักวิจัยปลอม รวมถึงมหาวิทยาลัยปลอมที่ตั้งอยู่ในเมืองที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งในข้อมูลมีการอ้างถึงศาสตราจารย์จาก Starfleet Academy และห้องแล็บจากยาน USS Enterprise ในจักรวาล Star Trek รวมถึงระบุว่าได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิของ Sideshow Bob ตัวละครจาก The Simpsons รวมถึงชื่อมหาวิทยาลัยจากหนังเรื่อง The Lord of the Rings และที่แสบสุดคือในบทนำเขียนบอกไว้โต้ง ๆ เลยว่า ‘เนื้อหาทั้งหมดนี้ถูกแต่งขึ้น’ และ ‘กลุ่มตัวอย่าง 50 คนคือคนที่สมมติขึ้นมา’ แต่แม้จะมีสัญญาณเตือนชัดเจนขนาดนี้ทั้ง AI และคนบางส่วนก็ยังหลงเชื่อและนำข้อมูลเหล่านี้ไปอ้างอิงต่อราวกับเป็นงานวิจัยจริง

Alex Ruani นักวิจัยจาก University College London มองว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่าข้อมูลปลอมแพร่กระจายได้น่ากลัวแค่ไหนและถ้าระบบคัดกรองทางการแพทย์ยังแยกแยะเรื่องแบบนี้ไม่ได้ อนาคตก็น่าเป็นห่วง

ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เทคโนโลยี AI พัฒนาเร็วเกินไป โดย Mahmud Omar แพทย์และนักวิจัยจากฮาร์วาร์ดระบุว่า โมเดล AI รุ่นใหม่ ๆ ถูกปล่อยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องและเร็วเกินไปจนผู้พัฒนาเองก็ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลไม่ทัน นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนถึงสิ่งที่น่ากลัวที่สุดนั่นคือ เมื่อ AI จำข้อมูลผิด ๆ เข้าไปมันจะเอาข้อมูลนั้นไปสร้างซ้ำและส่งต่อขยายวงกว้างไปเรื่อย ๆ จนคนทั่วไปแยกไม่ออกและเชื่อสนิทใจว่านั่นคือเรื่องจริง ซึ่งจะยิ่งทำให้เราห่างไกลจากความจริงไปทุกที

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมวงการวิชาการเริ่มนั่งไม่ติดและต้องรีบหาทางรับมือ เพราะในยุคที่ใคร ๆ ก็ใช้ AI ค้นคว้าข้อมูล ทำให้การรักษาความถูกต้องของข้อมูล จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากและกำลังกลายเป็นโจทย์หินของทั้งของนักวิจัย โรงเรียน มหาวิทยาลัย และคนทำ AI เอง

อ้างอิง: inc

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

GitHub Copilot ขึ้นราคา จุดชนวน ‘Tokenpocalypse‘ เมื่อเงินนักลงทุนหยุดอุดหนุน ต้นทุนจริงของ AI กำลังถูกส่งต่อมาที่ผู้ใช้

Microsoft เปลี่ยน GitHub Copilot มาคิดเงินตาม token จนบิลนักพัฒนาบางคนพุ่งจาก 50 เป็น 3,000 ดอลลาร์ต่อเดือน เกิดเป็นคำว่า Tokenpocalypse สะท้อนว่ายุค AI ราคาถูกที่นักลงทุนอุดหนุนกำ...

Responsive image

UN เตือน AI ยิ่งเก่ง โลกยิ่งพัง ใช้น้ำมากกว่าน้ำดื่มคนทั้งโลก ที่สำคัญมีแค่ สหรัฐฯ-จีน ได้ประโยชน์ แต่ประเทศกำลังพัฒนารับภาระสิ่งแวดล้อม

UN เตือนวิกฤตสิ่งแวดล้อมระลอกใหม่! เจาะลึกตัวเลขช็อกโลกเมื่อ AI จ่อฮุบไฟ 3% และซดน้ำหล่อเย็นมหาศาลภายในปี 2030 สรุปประเด็นร้อนที่คนไอทีห้ามมองข้าม...

Responsive image

Anthropic เปิดเผย Claude สร้างตัวเองได้แล้ว! เตือนทั้งวงการถึงเวลาเหยียบเบรก ก่อนมันจะสร้าง AI ที่เก่งกว่าตัวเองขึ้นมา

Anthropic ออกมาเตือนทั้งวงการให้ 'เหยียบเบรก' AI ก่อนแตะจุด recursive self-improvement ที่ AI สร้าง AI เก่งกว่าตัวเองได้เอง พร้อมเสนอคุมเข้มแบบสนธิสัญญานิวเคลียร์ ทั้งที่ตัวเองเพิ่...