
ในเวทีเสวนาหัวข้อ IMF Inspired: AI: Unlocking Our Human Potential
Dr. Ayesha Khanna Co-Founder and CEO of Addo ได้พูดถึงผลกระทบของ AI ต่องาน เศรษฐกิจและสังคม เธอบอกว่าคนส่วนใหญ่มอง AI สุดโต่งไปทั้งสองทางและมองแบบเหวี่ยงไปมาระหว่างความกลัวว่าจะมาแย่งงานและหวังว่าจะเข้ามาแก้ได้ทุกปัญหา แต่คำถามที่ควรถามคือเราจะอยู่กับ AI แบบไหน โดยที่คนยังเป็นฝ่ายกำหนดทิศทาง เพราะ AI จะช่วยหรือจะสร้างปัญหาขึ้นอยู่กับว่าคนเลือกใช้มันอย่างไร
การพึ่งพา AI มากเกินไป โดยขาดความเข้าใจ อาจทำให้ทักษะการคิดของพนักงานถดถอยได้ การกำหนดทิศทางเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การตั้งกฎว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่ต้องเตรียมความพร้อมและสอนให้พนักงานทำงานคู่กับ AI ให้เป็น
หลายองค์กรอาจคิดว่าแค่ซื้อเครื่องมือ AI มาให้พนักงานใช้ก็เพียงพอแล้ว แต่นั่นยังไม่ตอบโจทย์ หากอยากให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและพนักงานไม่ต่อต้าน ควรเริ่มต้นจากการเลือกกระบวนการทำงานหลักสัก 3-5 อย่างที่ AI สามารถเข้ามาช่วยให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน จากนั้นต้องอธิบายให้พนักงานเข้าใจภาพเดียวกันว่า AI จะเข้ามาช่วยลดภาระงานส่วนไหน และรูปแบบการทำงานของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อมี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วย การสื่อสารเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากองค์กรไม่ชี้แจงแนวทางให้ชัดเจน พนักงานก็จะเกิดความสับสน เดาไปต่าง ๆ นานา และลงเอยด้วยความกังวลว่าตัวเองจะถูก AI เข้ามาแย่งงาน
ความกังวลเรื่อง AI ต่างกันไปในแต่ละที่ ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่เป็นสังคมสูงวัยมักกลัวว่า AI จะแย่งงานและเปลี่ยนวิถีชีวิตที่คุ้นเคย ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนา รวมถึงหลายประเทศในอาเซียนกลับมองด้วยความตื่นเต้นและมีความหวังมากกว่า เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำ
ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปเยอะมาก แต่บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ไม่ได้อยากปลดคนเพื่อเอา AI มาแทน สิ่งที่เขาต้องการคือพนักงานที่พร้อมเรียนรู้และลองใช้ AI คนที่เสี่ยงตกงานจริง ๆ คือคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนและต่อต้านเทคโนโลยี ส่วนคนที่เปิดรับจะเป็นคนที่องค์กรอยากได้ เพราะฉะนั้นทักษะที่ต้องมีไม่ใช่คนที่เก่งเทคโนโลยีเสมอไป แต่เป็นคนที่เข้าใจงานของตัวเองดีพอและรู้ว่าจะเอา AI มาช่วยตรงไหนให้งานออกมาดีขึ้น
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการใช้ AI ของแต่ละเพศ ข้อมูลชี้ว่าผู้หญิงระวังมากกว่า โดยส่วนใหญ่รอให้องค์กรอนุมัติหรือรอให้มั่นใจก่อนถึงจะเริ่มใช้จริงจัง ขณะที่ผู้ชายกล้าลองเร็วกว่า ผู้หญิงยังให้น้ำหนักกับการกำกับดูแล ความถูกต้อง และจริยธรรมของ AI มากกว่า ซึ่งเป็นมุมที่ดีและจำเป็นมาก แต่อย่างไรก็ตามหากผู้หญิงไม่กล้าทดลองและก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างหรือผู้ลงทุนก็มีความเสี่ยงที่จะถูกมองข้ามและพลาดโอกาสในการร่วมกำหนดกลยุทธ์หรือการลงทุนในภาพใหญ่
ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ AI จะครองโลก แต่คือการที่เราพึ่งพา AI จนสูญเสียความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เด็กนักเรียนที่ให้ AI ทำการบ้านให้ทุกอย่างจะเริ่มทำข้อสอบได้แย่ลงเพราะสมองไม่ได้ฝึกฝน นอกจากนี้การปล่อยให้ระบบอัตโนมัติทำงานอย่างไร้ขอบเขตก็เป็นอันตราย ทางออกคือเราต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้ถูกกับงาน ไม่ใช่ใช้ AI กับทุกเรื่อง เรื่องไหนเสี่ยงและต้องใช้ความละเอียดอ่อนของมนุษย์ก็ควรใช้กระบวนการแบบดั้งเดิม
เรื่องที่สำคัญที่สุดคือคนต้องคุม AI ไม่ใช่ให้ AI คุมเรา การจะอยู่กับเทคโนโลยีนี้ให้ดีไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเขียนโค้ดเป็น แต่ต้องมีทัศนคติที่ถูก รู้จักฝึกคิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งปรับระบบการศึกษาและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงและใช้งาน AI ได้อย่างเท่าเทียม ที่สำคัญคือต้องรักษาความเป็นมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ และการตัดสินใจที่ดีเอาไว้ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับสังคมจริง ๆ
สำหรับ Dr. Ayesha Khanna AI เป็นได้ทั้งผู้ช่วย คู่คิด หรือทำงานแทนเราก็ได้ แต่คนต้องเป็นคนกำหนดขอบเขตเสมอ เธอจึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้คนสายเทคคิดอยู่ฝ่ายเดียว ต้องมีนักปรัชญา นักมานุษยวิทยา นักสังคมวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์มาช่วยกันคิดและกำหนดทิศทางของ AI ด้วย
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด