ใช้ AI มากไป ทักษะการคิดอาจถดถอย สรุปมุมมองจากเวที IMF

ใช้ AI มากไป ทักษะการคิดอาจถดถอย สรุปมุมมองจากเวที IMF

ในเวทีเสวนาหัวข้อ IMF Inspired: AI: Unlocking Our Human Potential 

Dr. Ayesha Khanna Co-Founder and CEO of Addo ได้พูดถึงผลกระทบของ AI ต่องาน เศรษฐกิจและสังคม เธอบอกว่าคนส่วนใหญ่มอง AI สุดโต่งไปทั้งสองทางและมองแบบเหวี่ยงไปมาระหว่างความกลัวว่าจะมาแย่งงานและหวังว่าจะเข้ามาแก้ได้ทุกปัญหา แต่คำถามที่ควรถามคือเราจะอยู่กับ AI แบบไหน โดยที่คนยังเป็นฝ่ายกำหนดทิศทาง เพราะ AI จะช่วยหรือจะสร้างปัญหาขึ้นอยู่กับว่าคนเลือกใช้มันอย่างไร

1. องค์กรต้องเตรียมคน แจกเครื่องมืออย่างเดียวไม่พอ

การพึ่งพา AI มากเกินไป โดยขาดความเข้าใจ อาจทำให้ทักษะการคิดของพนักงานถดถอยได้ การกำหนดทิศทางเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่การตั้งกฎว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่ต้องเตรียมความพร้อมและสอนให้พนักงานทำงานคู่กับ AI ให้เป็น

หลายองค์กรอาจคิดว่าแค่ซื้อเครื่องมือ AI มาให้พนักงานใช้ก็เพียงพอแล้ว แต่นั่นยังไม่ตอบโจทย์ หากอยากให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและพนักงานไม่ต่อต้าน ควรเริ่มต้นจากการเลือกกระบวนการทำงานหลักสัก 3-5 อย่างที่ AI สามารถเข้ามาช่วยให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน จากนั้นต้องอธิบายให้พนักงานเข้าใจภาพเดียวกันว่า AI จะเข้ามาช่วยลดภาระงานส่วนไหน และรูปแบบการทำงานของพวกเขาจะเปลี่ยนไปอย่างไรเมื่อมี AI เข้ามาเป็นผู้ช่วย การสื่อสารเรื่องนี้มีความสำคัญมาก เพราะหากองค์กรไม่ชี้แจงแนวทางให้ชัดเจน พนักงานก็จะเกิดความสับสน เดาไปต่าง ๆ นานา และลงเอยด้วยความกังวลว่าตัวเองจะถูก AI เข้ามาแย่งงาน

2. แต่ละประเทศมอง AI ไม่เหมือนกัน

ความกังวลเรื่อง AI ต่างกันไปในแต่ละที่ ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศที่เป็นสังคมสูงวัยมักกลัวว่า AI จะแย่งงานและเปลี่ยนวิถีชีวิตที่คุ้นเคย ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนา รวมถึงหลายประเทศในอาเซียนกลับมองด้วยความตื่นเต้นและมีความหวังมากกว่า เพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะทำให้คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดความเหลื่อมล้ำ 

3. ผลกระทบต่อการทำงานและการปรับตัว

ตลาดแรงงานเปลี่ยนไปเยอะมาก แต่บริษัทชั้นนำส่วนใหญ่ไม่ได้อยากปลดคนเพื่อเอา AI มาแทน สิ่งที่เขาต้องการคือพนักงานที่พร้อมเรียนรู้และลองใช้ AI คนที่เสี่ยงตกงานจริง ๆ คือคนที่ไม่ยอมเปลี่ยนและต่อต้านเทคโนโลยี ส่วนคนที่เปิดรับจะเป็นคนที่องค์กรอยากได้ เพราะฉะนั้นทักษะที่ต้องมีไม่ใช่คนที่เก่งเทคโนโลยีเสมอไป แต่เป็นคนที่เข้าใจงานของตัวเองดีพอและรู้ว่าจะเอา AI มาช่วยตรงไหนให้งานออกมาดีขึ้น

4. ผู้ชายกับผู้หญิงใช้ AI ต่างกัน

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการใช้ AI ของแต่ละเพศ ข้อมูลชี้ว่าผู้หญิงระวังมากกว่า โดยส่วนใหญ่รอให้องค์กรอนุมัติหรือรอให้มั่นใจก่อนถึงจะเริ่มใช้จริงจัง ขณะที่ผู้ชายกล้าลองเร็วกว่า ผู้หญิงยังให้น้ำหนักกับการกำกับดูแล ความถูกต้อง และจริยธรรมของ AI มากกว่า ซึ่งเป็นมุมที่ดีและจำเป็นมาก แต่อย่างไรก็ตามหากผู้หญิงไม่กล้าทดลองและก้าวขึ้นมาเป็นผู้สร้างหรือผู้ลงทุนก็มีความเสี่ยงที่จะถูกมองข้ามและพลาดโอกาสในการร่วมกำหนดกลยุทธ์หรือการลงทุนในภาพใหญ่ 

5. พึ่ง AI มากไป อาจทำให้คิดเองไม่เป็น

ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การที่ AI จะครองโลก แต่คือการที่เราพึ่งพา AI จนสูญเสียความคิดสร้างสรรค์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เด็กนักเรียนที่ให้ AI ทำการบ้านให้ทุกอย่างจะเริ่มทำข้อสอบได้แย่ลงเพราะสมองไม่ได้ฝึกฝน นอกจากนี้การปล่อยให้ระบบอัตโนมัติทำงานอย่างไร้ขอบเขตก็เป็นอันตราย ทางออกคือเราต้องเลือกใช้เทคโนโลยีให้ถูกกับงาน ไม่ใช่ใช้ AI กับทุกเรื่อง เรื่องไหนเสี่ยงและต้องใช้ความละเอียดอ่อนของมนุษย์ก็ควรใช้กระบวนการแบบดั้งเดิม 

6. มนุษย์ต้องเป็นคนกำหนดขอบเขต AI เสมอ

เรื่องที่สำคัญที่สุดคือคนต้องคุม AI ไม่ใช่ให้ AI คุมเรา การจะอยู่กับเทคโนโลยีนี้ให้ดีไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องเขียนโค้ดเป็น แต่ต้องมีทัศนคติที่ถูก รู้จักฝึกคิดวิเคราะห์ พร้อมทั้งปรับระบบการศึกษาและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงและใช้งาน AI ได้อย่างเท่าเทียม ที่สำคัญคือต้องรักษาความเป็นมนุษย์ ความคิดสร้างสรรค์ และการตัดสินใจที่ดีเอาไว้ เพื่อให้ AI เป็นเครื่องมือที่ช่วยยกระดับสังคมจริง ๆ 

สำหรับ Dr. Ayesha Khanna AI เป็นได้ทั้งผู้ช่วย คู่คิด หรือทำงานแทนเราก็ได้ แต่คนต้องเป็นคนกำหนดขอบเขตเสมอ เธอจึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ควรปล่อยให้คนสายเทคคิดอยู่ฝ่ายเดียว ต้องมีนักปรัชญา นักมานุษยวิทยา นักสังคมวิทยา และนักเศรษฐศาสตร์มาช่วยกันคิดและกำหนดทิศทางของ AI ด้วย

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

เอสโตเนียเริ่มป้องกันภัยไซเบอร์ที่ ‘ห้องเรียนอนุบาล’ สรุปแนวคิด Cybersecurity จากรัฐมนตรีดิจิทัลเอสโตเนีย

รัฐมนตรีดิจิทัลเอสโตเนียเล่าบนเวที SICW 2026 ว่าประเทศเล็กสร้างรัฐดิจิทัลบนความไว้ใจอย่างไร และต้องปรับตัวแค่ไหนเมื่อ AI Agent เริ่มนำการโจมตีไซเบอร์ได้เอง...

Responsive image

สิงคโปร์เปิดยุทธศาสตร์ไซเบอร์ปี 2026 ตั้งศูนย์บัญชาการ ตัดโดเมนอันตราย ใช้ AI ป้องกันชาติ

ไม่มีใครเห็นภัยไซเบอร์ครบทั้งภาพ สิงคโปร์เปิดยุทธศาสตร์ไซเบอร์ 2026 บนเวที SICW 2026 ตั้ง NC3 ใช้ AI ป้องกันระดับชาติ พร้อมคำถามสำคัญว่า AI Agent ในองค์กรแตะระบบไหนได้บ้าง...

Responsive image

สรุป 2 เรื่องที่ IMF เจอ จากข้อมูลรับสมัครงาน 700 ล้านรายการ นายจ้างลดความต้องการแรงงานลง 10% แต่ก็ยังต้องการจ้างคนแม้ AI จะเก่ง

ข้อแรกคือ นายจ้างลดความต้องการแรงงานลงราว 10% ในงานที่ AI มีประโยชน์มากกว่า ข้อที่สองคือ นายจ้างยังต้องการคนทำงานกลุ่มนี้อยู่ แม้ความสามารถของ AI จะพัฒนาขึ้นต่อเนื่อง สองข้อน...