หลายปีที่ผ่านมา คนทำงานแทบทุกสายได้ยินคำเตือนแบบเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่า AI กำลังจะเข้ามากินงาน โปรแกรมเมอร์ก็โดน ฝ่ายบริการลูกค้าก็โดน ไปจนถึงงานที่เคยคิดว่าปลอดภัยอย่างนักกฎหมายและคนทำงานการเงิน
เสียงเตือนเหล่านี้ไม่ได้มาจากใครก็ไม่รู้ แต่มาจากคนที่สร้างเทคโนโลยีนี้เอง Dario Amodei CEO ของ Anthropic เคยเตือนว่า AI อาจกระทบงานออฟฟิศระดับเริ่มต้นได้ถึงครึ่งหนึ่ง แม้ปีนี้ท่าทีของเขาจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว ส่วน Mustafa Suleyman หัวหน้าฝ่าย AI ของ Microsoft ประเมินเร็วกว่านั้นอีก เขามองว่างานของคนทำงานมืออาชีพส่วนใหญ่อาจถูกแทนที่ได้ภายใน 12 ถึง 18 เดือน
แต่เชื่อไหมว่า มีผู้นำเทคอีกคนที่มองเรื่องนี้ต่างออกไป และคำตอบของเขาอาจทำให้หลายคนสบายใจขึ้น ขณะเดียวกันก็อาจทำให้อีกหลายคนนั่งไม่ติด โดยเฉพาะคนที่มีคำว่า Manager อยู่ในตำแหน่ง

Brian Chesky ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Airbnb มองว่า ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของคนทำงานไม่ใช่ตัวเทคโนโลยี แต่คือการไม่ยอมพัฒนาตัวเองไปพร้อมกับมัน ในรายการพอดแคสต์ Invest Like The Best Chesky พูดไว้ชัดว่ามีคนอยู่ 2 แบบที่จะข้ามไปยุค AI ไม่ได้
แบบแรก ผู้จัดการที่ดูแลคนอย่างเดียว (Pure People Manager): คนที่หน้าที่หลักคือคุมทีม จัดประชุม และคุย One-on-One โดยแทบไม่ได้แตะเนื้องานเอง
แบบที่สอง คนที่ยึดติด (Rigid People): คนที่ไม่อยากเปลี่ยน ไม่อยากพัฒนา และเชื่อว่าตัวเองหลบเทคโนโลยีนี้ได้
สิ่งที่น่าสนใจคือ Chesky ไม่ได้แบ่งคนตามสายงานหรือทักษะ อย่างที่คำเตือนเรื่อง AI ส่วนใหญ่ทำ เขาไม่ได้บอกว่านักบัญชีอันตราย หรือโปรแกรมเมอร์ปลอดภัย แต่แบ่งตามบทบาทและทัศนคติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนเลือกได้
พูดอีกแบบคือ ในสายตาของ Chesky ชะตากรรมของคนทำงานในยุค AI ไม่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว แต่ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะเลือกทำอะไรต่อจากนี้
ใน 2 กลุ่มนี้ กลุ่มที่ Chesky พูดถึงหนักที่สุดคือผู้จัดการ
เขาอธิบายว่าเมื่อ AI เข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรและวิธีทำงานของพนักงาน คนที่ต้องปรับตัวก่อนใครคือหัวหน้า และเขาพูดตรง ๆ ว่าไม่คิดว่าผู้จัดการที่ดูแลคนอย่างเดียวจะมีคุณค่าอะไรในอนาคต
Chesky ขยายความว่า หัวหน้าจะทำตัวเป็นนักบำบัดของลูกทีม เข้าประชุม แล้วนั่งคุย One-on-One ไปวัน ๆ แบบนี้ไม่ได้อีกแล้ว งานของ Manager แบบเดิม ๆ เช่น ติดตามความคืบหน้า สรุปรายงาน ส่งต่อข้อมูลระหว่างทีม หรือแจกงาน เป็นงานที่ AI เริ่มทำแทนได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อข้อมูลไหลถึงทุกคนได้เองโดยไม่ต้องผ่านคนกลาง ชั้นของผู้จัดการที่ทำหน้าที่ส่งต่อข้อมูลก็เริ่มไม่จำเป็น
สิ่งที่ยังเหลือและมีค่ามากขึ้น คือความเข้าใจเนื้องานอย่างลึกซึ้ง และการตัดสินใจว่าอะไรดีหรือไม่ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้จัดการแบบดูแลคนอย่างเดียวไม่มี
แล้วผู้จัดการแบบไหนที่จะอยู่รอด Chesky เรียกว่า Hybrid People Manager หรือ Manager IC โดย IC ย่อมาจาก Individual Contributor หมายถึงคนที่ลงมือทำงานเอง ไม่ได้แค่คุมทีม
ผู้จัดการแบบนี้ต้องมีลักษณะสำคัญ 3 อย่าง
ตัวอย่างที่เขายกขึ้นมาคือ Jony Ive อดีต Chief Design Officer ของ Apple ผู้อยู่เบื้องหลังการออกแบบ iMac, iPod และ iPhone Chesky มองว่า Ive บาลานซ์ระหว่างการออกแบบผลิตภัณฑ์กับการนำทีมได้ลงตัว เขาเป็นหัวหน้าทีมออกแบบขนาดใหญ่ แต่ก็ยังลงไปคลุกกับรายละเอียดของงานดีไซน์ด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ Chesky ไม่ได้บอกว่าความสัมพันธ์กับทีมไม่สำคัญ เขายังมองว่าการเช็กอินกันเป็นประจำ หรือชวนลูกทีมไปกินข้าวเย็นเป็นเรื่องดี แต่การคุมคนอย่างเดียวไม่พออีกต่อไป หัวหน้ายุคนี้ต้องบริหารคนผ่านเนื้องาน
กลุ่มที่สองที่ Chesky เตือนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้จัดการ แต่รวมถึงพนักงานทั่วไปทุกระดับที่คิดว่าจะเลี่ยงเทคโนโลยีนี้ไปได้ เขามองว่าคนกลุ่มนี้จะเจองานหนักขึ้นเรื่อย ๆ ในยุค AI
แต่ Chesky ก็มีข่าวดีมาด้วย เขาบอกว่าเครื่องมือ AI เรียนรู้ได้ง่ายมาก ขอแค่มี Growth Mindset ก็ตามทันโลกได้ไม่ยาก
Growth Mindset เป็นแนวคิดที่ Carol Dweck นักจิตวิทยาจาก Stanford University นำเสนอ หมายถึงทัศนคติที่เชื่อว่าความสามารถของคนพัฒนาได้ด้วยการเรียนรู้และฝึกฝน ตรงข้ามกับ Fixed Mindset ที่เชื่อว่าความสามารถเป็นของติดตัวมาแต่เกิดและเปลี่ยนไม่ได้
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่ขวางคนจำนวนมากไม่ให้ใช้ AI มักไม่ใช่ความยากของเครื่องมือ แต่เป็นความรู้สึกบางอย่าง เช่น
มุมมองของ Chesky ตรงกับสิ่งที่ผู้นำเทคหลายคนพยายามบอกคนทำงานที่กังวลอยู่ตอนนี้ ว่าแชตบอตและ AI Agent จะไม่ได้แย่งงานเราไปโดยตรง แต่คนที่ใช้ AI เป็นต่างหากที่จะแย่ง
ในฐานะผู้นำองค์กร Chesky ไม่ได้มอง AI เป็นภัยคุกคาม เขาเคยบอกว่า AI มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของ Airbnb และพยายามบอกผู้นำธุรกิจคนอื่นว่า AI ไม่ใช่แค่ของเสริม แต่เป็นสิ่งจำเป็น
ในการให้สัมภาษณ์กับ CNBC Chesky บอกว่าในมุมธุรกิจ AI คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นกับ Airbnb
เขาอธิบายต่อว่า บริษัทที่ผู้ก่อตั้งยังนำทัพเอง และบริษัทที่พร้อมเปลี่ยนแปลง คือกลุ่มที่จะได้ประโยชน์จาก AI เพราะ AI หมายความว่าทุกคนต้องเปลี่ยน และถ้าไม่เปลี่ยน ก็จะโดน Disrupt
ถ้าสังเกตดี ๆ จะเห็นว่าตรรกะที่ Chesky ใช้กับองค์กร กับตรรกะที่เขาใช้กับคนทำงานเป็นเรื่องเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทหรือคน ตัวแปรที่ตัดสินว่าใครรอดไม่ใช่ขนาดหรือประสบการณ์ แต่คือความพร้อมที่จะเปลี่ยน
จากสิ่งที่ Chesky และผู้นำเทคคนอื่นพูด พอจะสรุปเป็นสิ่งที่ทำได้จริงดังนี้
อ้างอิง: fortune
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด