AI กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนใหม่ของเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศที่จะดึงศักยภาพของ AI มาใช้ได้สูงสุด คือประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อที่พร้อมพา AI เข้าไปปฏิบัติงานในทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง
Techsauce ได้มีโอกาสพูดคุยในวงสัมภาษณ์พิเศษกับ คุณกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี (CTO) ของ AIS และคุณวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ เป็นหัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศของ AIS ถึงทิศทางเทคโนโลยีและการแข่งขันในทศวรรษหน้า คุณกิตติชี้ให้เห็นว่า สมรภูมิต่อไปจะตัดสินกันที่ความพร้อมของ Digital Infrastructure ว่าใครจะสามารถเปลี่ยน AI จากแนวคิดให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้จริง
ซึ่งด้าน AIS เองก็ได้วางก้าวสำคัญด้วยการเปิดให้บริการ 5G-ADVANCED เพื่อรองรับการเติบโตนี้และปูทางประเทศไทยสู่การเป็น ASEAN AI Connectivity Hub
ก่อนจะเจาะลึกถึงความพร้อมของ AIS การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ 5G-ADVANCED จะช่วยให้เห็นภาพรวมของทิศทางเทคโนโลยีในอนาคตได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

5G-ADVANCED คือ เทคโนโลยีเครือข่ายรุ่นต่อยอดจาก 5G หัวใจสำคัญคือการนำคลื่นความถี่หลายย่านมารวมพลังกันผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Carrier Aggregation หากเปรียบเครือข่ายเดิมเป็นถนนหลายสายแยกกัน 5G-ADVANCED ก็เหมือนการเชื่อมถนนเหล่านั้นเข้าด้วยกันจนกลายเป็นทางด่วนยกระดับขนาดใหญ่ ทำให้ข้อมูลรับส่งได้เร็วและลื่นไหลขึ้นอย่างมาก
ในเชิงเทคนิค จุดแข็งของ AIS เกิดจากการถือครองคลื่นความถี่ครบทุกย่าน ทั้งย่าน 700 MHz ที่ส่งสัญญาณได้ไกลและทะลุผ่านอาคารได้ดี ย่าน 2100 MHz ที่สร้างความสมดุล และย่าน 2600 MHz ที่เด่นเรื่องความจุและการรับส่งข้อมูลความเร็วสูง
เมื่อนำคลื่นความถี่ FDD (700 และ 2100 MHz) ที่เด่นเรื่องการแยกช่องรับส่งข้อมูลมารวมพลังกับคลื่น TDD (2600 MHz) ผ่านระบบบริหารจัดการอัตโนมัติ ผลลัพธ์ที่ได้คือความเร็วฝั่งอัปโหลดที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า และดาวน์โหลดเร็วขึ้น 1.5 เท่า
แล้วทำไม 5G-ADVANCED ถึงกลายเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของเศรษฐกิจในวันนี้?
ทาง AIS ได้แบ่งปันว่า ได้มีการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปริมาณการอัปโหลดของคนไทยในปัจจุบัน พุ่งสูงขึ้นกว่า 25 เท่า ขณะที่การดาวน์โหลดโตขึ้น 10 เท่า ทั้งหมดนี้มาจากเทรนด์การไลฟ์ขายของ Live Commerce, งานของ Content Creator และการใช้งาน Generative AI ที่ต้องส่งข้อมูลขึ้นระบบ Cloud ก่อนการประมวลผลเสมอ
นอกจากนี้ ในอนาคตอันใกล้ ผู้ใช้งานบนเครือข่ายจะไม่ได้มีเพียงมนุษย์ แต่รวมถึง AI Agent หุ่นยนต์ รถยนต์ไร้คนขับ และอุปกรณ์ IoT อีกหลายพันล้านชิ้น ซึ่งล้วนต้องการเครือข่ายที่มีความหน่วงต่ำ (Low Latency) และเสถียรภาพสูง
ยิ่งไปกว่านั้นคือเรื่องของโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะประเทศไทยยังตั้งอยู่จุดศูนย์กลางภูมิภาคและกำลังได้รับการลงทุนด้าน Cloud กับ Data Center จากผู้ให้บริการระดับโลก การมีโครงข่าย 5G-ADVANCED จึงเป็นการปูทางให้ไทยกลายเป็นฐานยุทธศาสตร์ที่บริษัทเทคโนโลยีเลือกใช้พัฒนาและให้บริการ AI ทั่วอาเซียน
การพัฒนาของเครือข่ายมือถือในแต่ละยุคล้วนเติบโตไปพร้อมกับวิถีชีวิตและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ
ยุค 2G คือ ยุคของการสื่อสารดิจิทัลผ่าน SMS
ยุค 3G คือ การเปิดประตูสู่อินเทอร์เน็ตบนมือถือ
ยุค 4G คือการผลักดันให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทั้งโมบายแบงก์กิ้ง สตรีมมิ่ง และอีคอมเมิร์ซ
ยุค 5G คือ การเชื่อมต่อได้ขยายขอบเขตจากคนไปสู่อุปกรณ์ IoT รถยนต์ และเมืองอัจฉริยะ

และในก้าวถัดไปเมื่อ AI เข้าไปอยู่ในทุกอุตสาหกรรม โครงข่ายจึงต้องวิวัฒน์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์ยุค AI-Native Network ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไร้คนขับที่ต้องสื่อสารกับระบบจราจรตลอดเวลา โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ AI Vision ตรวจสอบสายการผลิต หรือโรงพยาบาลที่ส่งภาพถ่ายความละเอียดสูงให้ AI ช่วยวินิจฉัยโรค ทุกภาพเหล่านี้ต้องพึ่งพาการส่งข้อมูลขาขึ้นปริมาณมหาศาล (Massive Uplink) ที่มีความเสถียรสูง ซึ่ง 5G-ADVANCED ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับภารกิจเหล่านี้โดยเฉพาะ
เมื่อมองภาพการใช้งานดิจิทัลของคนไทยที่ได้กล่าวไปข้างต้น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจึงเป็นมากกว่าเครื่องมือสื่อสาร แต่กลายเป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจและชีวิตประจำวัน
คุณกิตติได้เปรียบเทียบไว้อย่างน่าสนใจว่า AI ทำหน้าที่เปรียบเสมือนสมองที่คอยคิดวิเคราะห์ แต่การจะนำ AI ไปใช้ประโยชน์ให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องอาศัย Infrastructure ที่แข็งแรง ซึ่งเปรียบเสมือนระบบประสาทที่เชื่อมโยงและส่งผ่านคำสั่งไปยังทุกส่วน
AIS จึงได้วางยุทธศาสตร์สร้าง Intelligent Infrastructure ผ่าน WISE Framework โดยนำจุดแข็ง 3 ด้าน ทั้งคลื่นความถี่ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญ มาขับเคลื่อนผ่าน 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่
Watch Ahead (W)
ใช้ AI และระบบอัตโนมัติช่วยคาดการณ์ว่าเครือข่ายจะเกิดปัญหาตรงไหน เพื่อแก้ไขได้เร็วขึ้น
Innovate Beyond (I)
ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายกับพาร์ทเนอร์ เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมของโครงข่าย และเปิดทางให้เกิดการใช้งานรูปแบบใหม่
Security & Trust (S)
วางระบบป้องกันภัยคุกคามไว้ตั้งแต่ระดับเครือข่าย เพื่อให้ผู้ใช้ทำธุรกรรมและใช้บริการดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย
Energy Intelligence (E)
บริหารการใช้พลังงานของโครงข่ายให้มีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อการใช้งานเพิ่มขึ้น การใช้พลังงานก็เพิ่มตาม

ข่าวดีคือ AIS ได้เปิดให้บริการ 5G-ADVANCED เชิงพาณิชย์เป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเครือข่ายพร้อมใช้งานจริงแล้วในวันนี้
โดยขีดความสามารถของเครือข่ายแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักคือ
อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันเทคโนโลยีใหม่ให้เกิดประโยชน์และเปลี่ยนผ่านชีวิตผู้คนได้จริงจำเป็นต้องมีความพร้อมในทุกมิติ ซึ่ง AIS ได้เตรียมความพร้อมรองรับไว้ครบทั้ง 3 ด้าน
Network Ready ด้วยโครงข่าย 5G เดิมที่ครอบคลุมประชากรกว่า 95%
Device Ready รองรับสมาร์ทโฟนหลากหลายตั้งแต่ระดับเรือธงไปจนถึงรุ่นราคาย่อมเยาว์
Usage Ready ฐานผู้ใช้บริการ 5G ของ AIS ที่มีอยู่แล้วกว่า 19.7 ล้านราย

ที่สำคัญคือ ลูกค้าที่มีแพ็กเกจ 5G ของ AIS อยู่แล้ว สามารถเข้าถึงและสัมผัสประสบการณ์ 5G-ADVANCED ได้ทันทีบนอุปกรณ์ที่รองรับ โดยไม่ต้องสมัครบริการเพิ่ม ไม่มีค่าใช้จ่ายส่วนเกิน และไม่มีเงื่อนไขขั้นต่ำใด ๆ
ในมุมมองของ Techsauce นี่คือหนึ่งในความเคลื่อนไหวทางเทคโนโลยีที่น่าตื่นเต้นอย่างมากของประเทศไทย เพราะเมื่อมองย้อนกลับมาที่จุดแข็งทางภูมิศาสตร์ใจกลางอาเซียน บวกกับการไหลเข้ามาลงทุน Data Center ของยักษ์ใหญ่ระดับโลก และความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทย
การเกิดขึ้นของ 5G-ADVANCED จาก AIS ที่ทำงานร่วมกับโครงข่ายไฟเบอร์ คลาวด์ และ AI Platform จึงไม่ได้เป็นแค่การอัปเกรดความเร็วของสัญญาณโทรศัพท์ทั่วไป แต่คือ ตัวเร่งที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก และปลดล็อกศักยภาพของ Smart City, การแพทย์ทางไกล ไปจนถึงภาคการผลิตแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริงในไทยก่อนใคร
บทความนี้เป็น Advertorial
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด