ย้อนไปในปี 1997 Apple อยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท เงินสดเหลือพอใช้แค่ 90 วันก่อนล้มละลาย หุ้นร่วง ขาดทุนต่อเนื่องมาหลายปี นักวิเคราะห์พากันเขียนว่า Apple ควรปิดบริษัทแล้วคืนเงินให้ผู้ถือหุ้น แม้แต่ Michael Dell ยังออกมาพูดต่อสาธารณะว่าถ้าเป็นตัวเองก็จะทำแบบนั้น

Steve Jobs กลับมาในฐานะ interim CEO พร้อมกับที่ Apple จ่ายเงิน $429 ล้านซื้อบริษัท NeXT ของเขา ซึ่ง OS จาก NeXT นั้นกลายเป็นรากฐานของ macOS ที่ใช้มาจนถึงทุกวันนี้ และในช่วงเวลานั้นเองที่เขาทิ้งวาทะคลาสสิกไว้ว่า "ทางรอดของ Apple ไม่ใช่การลดต้นทุน แต่คือการใช้นวัตกรรมนำพาตัวเองออกจากวิกฤต" (The cure for Apple is not cost-cutting. The cure for Apple is to innovate its way out of its current predicament.)
เกือบสามทศวรรษต่อมา Apple กำลังเผชิญกับทางแยกครั้งใหม่ในยุค AI แตกต่างตรงที่ครั้งนี้พวกเขาเลือกจ่ายเงินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีให้ Google มาเป็นผู้สร้างสมองกล AI ให้
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของทั้งสาวกและนักลงทุนทั่วโลกก็คือ นี่คือการใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนตามวิถีเดิม หรือเป็นการยอมรับว่าตัวเองตามไม่ทันแล้วกันแน่?
หากจะหาหลักฐานชิ้นโตที่สะท้อนว่า Apple ตกขบวนเทคโนโลยี AI มากแค่ไหน คำตอบนั้นฝังอยู่ในโทรศัพท์ของทุกคน นั่นคือ Siri
ย้อนกลับไปในปี 2011 Siri คือนวัตกรรมเปลี่ยนโลกที่ทำให้คนทั้งโลกอ้าปากค้าง เป็นครั้งแรกที่สมาร์ตโฟนสามารถฟังและโต้ตอบกับเราได้อย่างเป็นธรรมชาติ ทว่าตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา ในขณะที่ ChatGPT, Gemini และ Copilot พัฒนาแบบก้าวกระโดดจนทิ้งห่างไปสุดกู่ Siri กลับถูกแช่แข็งอยู่กับที่
บนเวที WWDC เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2026 Apple ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ตัวแทนบริษัทออกมายอมรับต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาว่า "มีหลายช่วงที่เราคาดหวังจาก Siri มากกว่านี้" พร้อมเปิดตัวระบบใหม่ในชื่อ Siri AI
แม้ชื่อจะฟังดูล้ำสมัย แต่รายละเอียดเบื้องหลังกลับดูไม่ใช่ทิศทางใหม่ของ Apple ขนาดนั้น เพราะ Siri AI ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสมองของ Apple เอง แต่วิ่งบนโครงข่าย Google Gemini ขนาด 1.2 ล้านล้านพารามิเตอร์ ซึ่งใหญ่กว่าโมเดลระบบคลาวด์เดิมของ Apple ถึง 8 เท่า ซ้ำร้ายกว่านั้นคือ แม้ Apple จะพยายามรันระบบนี้บน Private Cloud Compute ของตัวเองแล้ว แต่ขีดความสามารถกลับไม่เพียงพอ สุดท้ายจึงต้องโยนงานไปให้ Google จัดการบนชิปตัวท็อปอย่าง Nvidia Blackwell B200
ตัวเลขผลประกอบการปี FY2025 บอกเราชัดเจนว่า โลกเทคโนโลยีตอนนี้กำลังถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม
ปีที่ผ่านมา Apple เติบโตขึ้น 6.4% ทำรายได้ไป 4.16 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถ้ามองเผิน ๆ ก็ถือว่าเยอะมาก แต่ถ้าลองหันไปมองเพื่อนร่วมวงการอย่าง Meta ที่โต 22%, Google Cloud โต 32%, Microsoft โต 18% หรือ Nvidia ที่โตทลุโลกไปถึง 114% ภาพจะเปลี่ยนไปทันที
ความน่ากลัวไม่ใช่แค่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างรายได้ บริษัทที่เติบโตแบบก้าวกระโดดเหล่านี้ มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ พวกเขาหาเงินจาก AI ได้โดยตรงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นระบบโฆษณาที่แม่นยำขึ้น, ค่าบริการรายเดือน, ค่าเปิดใช้ API หรือการขายชิปเพื่อเอาไปเทรน AI
ขณะที่ Apple ยังไม่มีโมเดลธุรกิจจาก AI ที่ชัดเจนเลย รายได้ส่วนที่โตดีที่สุดยังคงเป็นกลุ่ม Services (โต 13%) ซึ่งเป็นโมเดลแบบเดิมและไม่ได้พึ่งพา AI เป็นหลัก
สิ่งนี้สะท้อนออกมาที่มูลค่าบริษัททันที ตอนนี้ Nvidia ขึ้นไปแตะ 5.23 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วย Alphabet (Google) ที่ 4.63 ล้านล้านดอลลาร์ และแซง Apple ที่อยู่ที่ 4.53 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไปเรียบร้อยแล้ว นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019 ที่ Google มูลค่าสูงกว่า Apple
จริงอยู่ที่ iPhone ยังขายดี ระบบนิเวศของ Apple ยังเหนียวแน่น และรายได้จากบริการก็ยังโต แต่คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นคือ ถ้าสมองและความฉลาดของ Siri ต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Google แล้วคนจะซื้อ iPhone ไปเพื่ออะไร?
ในยุคก่อน คำตอบมันในรูปแบบที่ว่า เราซื้อเพราะชิปแรงกว่า กล้องสวยกว่า หรือระบบมันเสถียรไร้รอยต่อกว่า แต่ในยุคที่ AI กำลังกลายเป็นสิ่งพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ ถ้า Gemini ทำงานบน iPhone ได้ดีพอ ๆ กับบน Android ความได้เปรียบที่เป็นเอกลักษณ์ของ Apple จะอยู่ตรงไหน?
Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์สาย Apple ชื่อดังบอกไว้ว่า นักลงทุนที่ยังถือหุ้น Apple อยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เพราะพวกเขาเห็นว่า Apple มี AI ที่เก่งกว่าคนอื่น แต่ถือเพราะความเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว Apple จะหาทางกลับมานำหน้าได้ในที่สุด ซึ่งมันคือมูลค่าที่ขับเคลื่อนด้วยศรัทธาล้วน ๆ
ถ้าเรากลับไปมองคำพูดของ Steve Jobs ที่บอกว่าทางรอดคือนวัตกรรม ดีลระหว่าง Apple กับ Google ครั้งนี้ ตีความได้ 2 มุมมองที่ต่างกัน
มุมแรกคือ ยุทธศาสตร์ยืมมือคู่แข่ง Apple อาจจะแค่เลือกสิ่งที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้มาให้ลูกค้าใช้ก่อน เพื่อรักษาฐานคนใช้ไว้ เหมือนที่ Jobs เคยยอมจับมือกับ Microsoft ในปี 1997 เพื่อให้บริษัทรอดตาย
มุมที่สองคือ การยอมแพ้ การยอมจ่ายเงินให้คู่แข่งสายตรงเพื่อทำสิ่งที่เป็นหัวใจของผลิตภัณฑ์ตัวเอง อาจเป็นการยอมรับกลาย ๆ ว่า Apple หมดสิทธิ์สู้ในศึกนี้แล้ว
ความต่างคือ ถ้าเป็นมุมแรก Apple ต้องมีแผนการเดินหมากที่ชัดเจนซ่อนอยู่ข้างหลัง แต่ปัญหาคือในงาน WWDC 2026 ที่ผ่านมา Apple บอกแค่ว่า Siri จะฉลาดขึ้น จะรู้จักคุณมากขึ้น แต่ไม่ได้บอกเลยว่าตอนนี้ Apple กำลังซุ่มสร้างโมเดลของตัวเองอยู่ที่ไหน ดีลกับ Google นี้จะเป็นแค่เรื่องชั่วคราวหรือตลอดไป และ AI จะทำเงินให้บริษัทได้ยังไง
ปี 1997 Steve Jobs กลับมาในวันที่ Apple แย่ที่สุด แต่เขากลับมาพร้อมพิมพ์เขียวของระบบปฏิบัติการ NeXT, พร้อมคอมพิวเตอร์ iMac และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า Apple จะขายอะไรในอนาคต
ตัดภาพมาปี 2026 Tim Cook พามือถือ iPhone เดินหน้าต่อโดยใช้สมองของ Google Gemini... พร้อมกับคำถามสำคัญที่ยังไม่มีใครตอบได้ว่า ในยุคที่ AI ครองโลก Apple จะต้องเดินต่ออย่างไร?
อ้างอิง: youtube, macrumors, heygotrade, investing, finance.yahoo, finance.yahoo
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด