
Ethan Mollick อาจารย์ด้านการบริหารจาก Wharton School และหนึ่งในนักวิชาการที่ติดตามผลกระทบของ AI ต่อการทำงานอย่างใกล้ชิด โพสต์ข้อความบน X ที่สวนทางกับกระแสตามหา 'สูตรลับการเขียน Prompt' ซึ่งแพร่หลายมาตลอดหลายปี โดยระบุว่าลูกเล่นการเขียนคำสั่ง (Prompting Tricks) หมดความสำคัญลงไปแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่ AI จะก้าวเข้าสู่ยุค Agent ด้วยซ้ำ
สาระสำคัญของ Ethan Mollick คือ วิธีที่ได้ผลที่สุดในการใช้ AI ขณะนี้ไม่ใช่การท่องสูตรหรือค้นหาคำวิเศษ แต่คือการสื่อสารความต้องการให้ชัดเจน กำหนดเป้าหมายให้แน่นอน ระบุผลลัพธ์ที่ต้องการ อธิบายให้เห็นภาพว่าผลงานแบบไหนถือว่าดีและแบบไหนยังไม่ดีพอ พร้อมบอกวิธีตรวจสอบผลลัพธ์ ซึ่ง Ethan Mollick สรุปเองว่า 'ทั้งหมดนี้ก็คือทักษะการบริหารจัดการนั่นเอง' โดยแนบหลักฐานเป็นรายงานวิจัยชุด Prompting Science ทั้งสี่ฉบับจากทีม Wharton Generative AI Labs ที่นำความเชื่อยอดนิยมเกี่ยวกับการเขียน Prompt มาทดสอบอย่างเป็นระบบ
รายงานฉบับแรกในชื่อ Prompt Engineering is Complicated and Contingent วางรากฐานสำคัญไว้สองข้อ ข้อแรกคือไม่มีมาตรฐานเดียวในการตัดสินว่าโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model หรือ LLM) 'สอบผ่าน' การวัดผลมาตรฐาน (Benchmark) หรือไม่ และการเลือกเกณฑ์วัดที่ต่างกันส่งผลต่อคะแนนอย่างมีนัยสำคัญ เกณฑ์ที่เหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับเป้าหมายการใช้งานของแต่ละคน ข้อที่สองคือเป็นเรื่องยากที่จะรู้ล่วงหน้าว่าเทคนิคการเขียนคำสั่งแบบใดจะช่วยหรือกลับทำร้ายคำตอบในคำถามหนึ่ง ๆ ตัวอย่างที่ทีมวิจัยพบคือการใช้ถ้อยคำสุภาพกับ AI บางครั้งช่วยให้ผลดีขึ้น แต่บางครั้งกลับทำให้แย่ลง ข้อสรุปคือไม่มีสูตรสำเร็จที่ใช้ได้กับทุกสถานการณ์
รายงานฉบับที่ 2 ในชื่อ The Decreasing Value of Chain of Thought in Prompting ศึกษาการสั่งให้ AI ให้เหตุผลทีละขั้น (Chain-of-Thought หรือ CoT) ซึ่งเคยเป็นเทคนิคยอดนิยมสำหรับงานที่ต้องคิดวิเคราะห์ ผลการทดสอบให้ภาพที่ละเอียดขึ้นว่า สำหรับโมเดลที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ให้เหตุผลโดยเฉพาะ โดยเฉพาะรุ่นเก่าหรือรุ่นเล็กที่ไม่ได้คิดเป็นขั้นตอนอยู่แล้ว การสั่งแบบ CoT ยังช่วยยกระดับผลเฉลี่ยได้เล็กน้อย แต่ก็แลกมากับความผันผวนของคำตอบที่มากขึ้น จนบางครั้งทำให้ตอบผิดในคำถามที่เดิมทีตอบถูก และยังกินโทเคน (Token) กับเวลามากกว่าการตอบตรง ๆ ส่วนโมเดลที่ออกแบบมาให้ให้เหตุผลได้เองอยู่แล้ว (Reasoning Models) การสั่ง CoT เพิ่มแทบไม่ได้ช่วยให้แม่นยำขึ้นเลย แต่กลับเพิ่มเวลาและต้นทุนอย่างเห็นได้ชัด
รายงานฉบับที่ 3 ที่ตั้งชื่อแบบยั่วล้อว่า I'll pay you or I'll kill you but will you care? หยิบสองความเชื่อยอดฮิตมาทดสอบ คือการเสนอให้ทิปเป็นรางวัลและการขู่ AI ซึ่งการขู่นี้เคยถูกพูดถึงโดยคุณ Sergey Brin ผู้ร่วมก่อตั้ง Google ที่เคยให้ความเห็นว่า 'โมเดลมักทำได้ดีขึ้นถ้าคุณขู่มัน' เมื่อทีมวิจัยนำมาวัดผลจริงกับชุดข้อสอบระดับสูงอย่าง GPQA และ MMLU-Pro กลับพบว่าทั้งการให้ทิปและการขู่โดยรวมไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อคะแนน แม้การปรับถ้อยคำจะทำให้ผลลัพธ์รายคำถามเปลี่ยนไปได้บ้าง แต่ก็ยากที่จะคาดเดาล่วงหน้าว่าจะเปลี่ยนไปในทางดีหรือร้าย
รายงานฉบับที่ 4 ในชื่อ Playing Pretend: Expert Personas Don't Improve Factual Accuracy ตรวจสอบเทคนิคสวมบทบาท (Persona) กับหกโมเดลบนชุดข้อสอบ GPQA Diamond และ MMLU-Pro ที่ครอบคลุมวิทยาศาสตร์ วิศวกรรม และกฎหมาย ผลคือการกำหนดให้ AI สวมบทผู้เชี่ยวชาญตรงสาขา เช่นสั่งว่าให้เป็นผู้เชี่ยวชาญฟิสิกส์เพื่อตอบโจทย์ฟิสิกส์ ไม่ได้ช่วยเพิ่มความแม่นยำอย่างมีนัยสำคัญ ยกเว้นเพียงโมเดล Gemini 2.0 Flash ขณะที่การสวมบทผู้เชี่ยวชาญผิดสาขาให้ผลต่างเพียงเล็กน้อยและบางครั้งแย่ลง ส่วนการสวมบทที่ความรู้น้อยอย่างคนทั่วไป เด็กเล็ก หรือเด็กวัยหัดเดิน มักทำให้ความแม่นยำลดลง ทั้งนี้ทีมวิจัยย้ำว่าผลนี้พูดถึงความแม่นยำของคำตอบเท่านั้น การสวมบทบาทอาจยังมีประโยชน์ในแง่อื่น เช่นการปรับโทนของข้อความ
เมื่อลูกเล่นหมดความหมาย สิ่งที่ Ethan Mollick เสนอให้ทำแทนคือการเปลี่ยนกรอบคิด จากการมองว่ากำลัง 'ป้อนคำสั่งให้เครื่อง' มาเป็นการ 'สื่อสารงานให้คนเก่งคนหนึ่งที่ทำตามตัวอักษรเป๊ะ' โดยมีองค์ประกอบสำคัญสี่อย่าง

อย่างแรกคือระบุเป้าหมายให้ชัดว่าต้องการอะไรและเพื่ออะไร อย่างที่สองคือกำหนดรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการให้เจาะจง ทั้งความยาว โครงสร้าง และกลุ่มผู้อ่าน อย่างที่สามคืออธิบายให้เห็นว่างานที่ดีมีหน้าตาอย่างไรและงานที่ยังไม่ผ่านเป็นแบบไหน เพื่อให้ AI มีเกณฑ์เทียบ และอย่างที่สี่คือบอกวิธีตรวจสอบหรือทดสอบผลลัพธ์ เพื่อให้รู้ว่างานที่ได้ใช้ได้จริงหรือไม่ Ethan Mollick ชี้ว่าทั้งสี่ข้อนี้คือหัวใจเดียวกับการมอบหมายงานให้พนักงานหรือผู้รับเหมาที่มีฝีมือ นั่นคือยิ่งโจทย์ชัด โอกาสได้งานตรงใจก็ยิ่งสูง
ประเด็นที่ Ethan Mollick ย้ำเพิ่มเติมในทวีตต่อเนื่องคือ อย่าไปยึดติดกับ 'รูปแบบ' ของคำสั่งมากเกินไป ไม่ว่าจะจัดให้อยู่ในฟอร์แมตเอกสารขอข้อเสนอ (Request for Proposal หรือ RFP) เอกสารกำหนดคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ (Product Requirements Document หรือ PRD) หรือคู่มือขั้นตอนการทำงาน (Standard Operating Procedure หรือ SOP) สิ่งที่ตัดสินคุณภาพผลลัพธ์ไม่ใช่ชื่อฟอร์แมต แต่คือเนื้อหาสาระที่ใส่ลงไปว่าครบถ้วนและชัดเจนแค่ไหน
นัยของเรื่องนี้คือทักษะที่มีค่าที่สุดในการใช้ AI ไม่ใช่การจดจำเทมเพลตสำเร็จรูป แต่คือความสามารถในการคิดให้ตกผลึกว่าตนเองต้องการอะไร แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นข้อกำหนดที่อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน ซึ่งเป็นทักษะที่ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางเทคนิคก็ฝึกได้
การเปลี่ยนมุมมองที่คุณ Mollick เสนอ ทำให้การใช้ AI ให้เก่งขึ้นไม่ได้ผูกอยู่กับการสะสมสูตรลับอีกต่อไป แต่กลับไปอยู่ที่ทักษะพื้นฐานที่คนทำงานทุกคนพอจะฝึกได้ นั่นคือการคิดให้ชัดว่าต้องการอะไร สื่อสารให้ตรง และรู้ว่าจะวัดผลอย่างไร ผู้ที่มอบหมายงานเป็นและอธิบายความคาดหวังได้ดี จึงมีแนวโน้มดึงศักยภาพจาก AI ได้มากกว่าผู้ที่พึ่งพาเทคนิคเฉพาะทางเพียงอย่างเดียว และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการฝึกสั่งงาน AI ให้ชัดเหมือนบริหารทีม จึงเป็นทักษะที่คุ้มค่ากับการลงมือปรับใช้ตั้งแต่ตอนนี้
ผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดวิธีทดสอบและผลลัพธ์ฉบับเต็ม สามารถอ่านรายงานชุด Prompting Science ทั้งสี่ฉบับได้ฟรีจากเว็บไซต์ทางการของ Wharton Generative AI Labs และคลังงานวิจัย arXiv ดังนี้
ฉบับที่ 1 Prompt Engineering is Complicated and Contingent
ฉบับที่ 2 The Decreasing Value of Chain of Thought in Prompting
ฉบับที่ 3 I'll pay you or I'll kill you but will you care?
ฉบับที่ 4 Playing Pretend: Expert Personas Don't Improve Factual Accuracy
ที่มา: Ethan Mollick (X)
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด