สัมภาษณ์พิเศษ Dr. Werner Vogels VP & CTO แห่ง Amazon ผู้ร่วมสร้างยุค AWS อยู่กับ Amazon มา 22 ปี วันนี้เขามอง AI อย่างไร

ถ้าย้อนกลับไปเมื่อ 22 ปีก่อน Dr. Werner Vogels คงไม่คิดว่าตัวเองจะทำงานกับบริษัทเดียวได้นานขนาดนี้ และจริง ๆ เขาเกือบไม่ได้เป็นหนึ่งในคนสำคัญเบื้องหลังเทคโนโลยีของ Amazon และ AWS ด้วยซ้ำ

ตอนนั้น Werner เป็นนักวิชาการที่คลุกคลีกับโจทย์ยากของ Distributed Systems มาหลายปี เมื่อได้รับคำเชิญจาก Amazon ให้ไปพูดเรื่องงานวิจัย ปฏิกิริยาแรกของเขาคือปฏิเสธ เพราะสงสัยว่าทำไมต้องไป ในเมื่อ Amazon ในสายตาตอนนั้นก็เป็นเพียงร้านหนังสือออนไลน์ที่มี Web Server กับ Database อยู่เบื้องหลัง แต่สุดท้ายเขาก็ยอมไปคุย และเปลี่ยนใจ

จนกระทั่งได้เข้าไปเห็นระบบจริง เขาพบว่า Amazon กำลังแก้ปัญหาเทคโนโลยีในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน หลายอย่างไม่มีซอฟต์แวร์สำเร็จรูปรองรับและต้องสร้างขึ้นเอง เขาจึงตัดสินใจเข้าร่วม Amazon ในปี 2004 และก้าวขึ้นมาเป็น CTO นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา

จากวันนั้นผ่านมา 22 ปี Werner ดำรงตำแหน่ง VP & CTO ของ Amazon.com ผ่านการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ยุคที่ Cloud Computing ยังเป็นเรื่องใหม่ การเกิดขึ้นของ AWS และ Serverless จนมาถึงวันที่ Generative AI ช่วยให้คนคนเดียวสร้าง Prototype ขึ้นมาได้ภายในคืนเดียว

Werner บอกกับ Techsauce ว่า ถ้าถามเขาตอนหนุ่มว่าจะอยู่บริษัทเดิมนานกว่า 20 ปีไหม คำตอบคงเป็น “ไม่” แต่สิ่งที่ทำให้อยู่มาจนถึงวันนี้คือ Amazon แทบไม่มีปีไหนที่เหมือนเดิม

และในโอกาสที่ Werner เดินทางมาเยือนประเทศไทย Techsauce ได้สัมภาษณ์เขาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุด เมื่อ AI ไม่ได้แค่ทำให้งานเร็วขึ้น แต่กำลังเปลี่ยนวิธีสร้างซอฟต์แวร์ วิธีทำงานขององค์กร และบทบาทของนักพัฒนาเอง

เมื่อใคร ๆ ก็ใช้ AI สร้างของได้ในคืนเดียว

หนึ่งในเรื่องที่ Techsauce หยิบมาคุย คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน Amazon ช่วงต้นปี 2026 ซึ่ง Werner เล่าไว้ในบล็อกของเขาเมื่อเดือนมิถุนายน

นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งในทีม Amazon Quick ใช้เวลาทั้งคืนสร้าง Prototype ของ Amazon Quick desktop ด้วย Kiro เครื่องมือช่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย AI ของ AWS

เช้าวันต่อมา เมื่อเอามาให้ทีมดู คำถามแรกที่ได้รับตามบล็อกคือ

“ขอเอาไปลงในแล็ปท็อปตอนนี้เลยได้ไหม”

จากสิ่งที่คืนก่อนยังเป็นเพียงการทดลอง ไม่นานก็มีคนเข้ามาลองใช้ เสนอสิ่งที่อยากได้เพิ่ม และเริ่มรับผิดชอบส่วนต่าง ๆ ของโปรเจกต์

สำหรับ Werner เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนแค่ว่า AI ทำให้คนคนหนึ่งสร้างของได้เร็วขึ้น แต่ยังทำให้แนวคิด Two-pizza culture ของ Amazon ทำงานได้ง่ายขึ้น นั่นคือการให้ทีมมีขนาดเล็ก มีอิสระในการทดลอง ตัดสินใจ และดูแลปัญหาหนึ่งตั้งแต่ต้นจนจบ

เมื่อ Techsauce ถามว่า ตอนเห็น Prototype ที่สร้างเสร็จในคืนเดียว เขาคิดอะไร Werner บอกว่า

พวกเขาสร้าง Product เสร็จในคืนเดียวหรือเปล่า ? ไม่ พวกเขาสร้าง Prototype เสร็จในคืนเดียวต่างหาก

AI ทำให้การพิสูจน์ว่า “ไอเดียนี้สร้างได้ไหม” เร็วขึ้นมาก จากสิ่งที่อาจเคยใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน วันนี้คนไม่กี่คนอาจทำออกมาให้เห็นได้ภายในคืนเดียว

แต่การพิสูจน์ว่า สร้างได้ ยังห่างจากคำว่า พร้อมให้คนอื่นใช้

เมื่อ Prototype ต้องกลายเป็น Product คำถามจะเปลี่ยนทันที ทั้งเรื่องความปลอดภัย ต้นทุน ความเสถียร และการรองรับผู้ใช้จำนวนมาก

AI จึงไม่ได้ทำให้หน้าที่ของคนหายไป แต่เปลี่ยนโจทย์จาก “เราจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร” ไปเป็น “เมื่อสร้างได้แล้ว เราจะทำให้มันดีพอและรับผิดชอบต่อมันได้อย่างไร”

AI เปลี่ยนวิธีเริ่มต้นสร้าง Product

Amazon มีกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Working Backwards

โดยปกติทีมจะเริ่มจากเขียน Press Release จำลองสำหรับใช้ภายใน เพื่ออธิบายให้ชัดว่ากำลังแก้ปัญหาอะไร สร้างอะไร และลูกค้าจะได้ประโยชน์อย่างไร ก่อนตามด้วย FAQ และเอกสารอื่น ๆ จนเห็นภาพตรงกัน แล้วจึงเริ่มสร้าง Prototype

แต่เมื่อ AI ทำให้การสร้างต้นแบบง่ายขึ้น Werner มองว่าลำดับนี้ไม่จำเป็นต้องตายตัว

ทีมอาจลองสร้าง Prototype ขึ้นมาก่อน เพื่อดูว่าไอเดียทำงานจริงหรือไม่ ให้คนอื่นเข้ามาลอง เติม Requirement แล้วค่อยกลับไปตกผลึกว่าสิ่งที่ควรสร้างจริง ๆ คืออะไร

เขายกคำพูดของ Grace Hopper หนึ่งในผู้บุกเบิกวงการคอมพิวเตอร์ว่า

ประโยคที่อันตรายที่สุดในภาษาอังกฤษคือ ‘เราทำแบบนี้มาตลอด’

สิ่งที่เปลี่ยนจึงไม่ใช่หลักคิดของ Working Backwards แต่เป็น จังหวะของกระบวนการ ทีมยังต้องกลับมาทำ Requirement, Press Release และ FAQ เพียงแต่ Prototype ที่เคยอยู่ช่วงหลัง อาจถูกดึงขึ้นมาไว้ข้างหน้าเพื่อช่วยให้ทีมเรียนรู้เร็วขึ้น

Werner ให้เหตุผลว่า งานนวัตกรรมเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ถ้ารู้อยู่แล้วว่าการทดลองจะออกมาอย่างไร มันก็ไม่ใช่การทดลอง และหลายครั้งเอกสารที่เขียนไว้ก่อนก็ต้องแก้อยู่ดีเมื่อได้เห็นของจริง

Amazon ใช้วิธีนี้มาตั้งแต่ก่อนยุค Generative AI เช่นตอนเริ่มทำ Amazon Fresh ทีมยังไม่รู้ว่าประสบการณ์ซื้อของชำออนไลน์ควรหน้าตาแบบไหน จึงสร้าง Prototype ให้ลูกค้ากลุ่มเล็กลองก่อน แล้วค่อยนำสิ่งที่เรียนรู้กลับมาสร้างระบบจริงให้รองรับ Scale ความเสถียร ต้นทุน และความปลอดภัยระดับ Amazon

สำหรับ Werner นี่คือคุณค่าของ Prototype

มันไม่ได้มีไว้บอกว่าเราสร้างเสร็จแล้ว แต่ช่วยให้เราเรียนรู้ว่าสิ่งที่ควรสร้างจริง ๆ คืออะไร

Product คือของที่ต้องเอาไปให้คนที่เราไม่รู้จักใช้

Werner พูดติดตลกว่า ถ้าสร้าง Prototype ขึ้นมาแล้วคนครึ่งบริษัทหันมาใช้ ก็อาจถึงเวลาคิดเรื่อง Product จริง

เพราะ Product ไม่ได้มีโจทย์แค่ว่า ทำงานได้หรือไม่

Product is something that you give in the hands of strangers.

หรือ Product คือสิ่งที่ต้องส่งไปอยู่ในมือของคนที่เราไม่รู้จัก และคนเหล่านั้นอาจรวมถึงผู้ไม่หวังดีด้วย

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่ Werner มองว่าธุรกิจต้องเจอคือ การคาดการณ์ต้นทุน

ในระบบฐานข้อมูล วิศวกรสามารถประเมินได้ค่อนข้างแม่นว่า Query หนึ่งครั้งใช้ทรัพยากรเท่าไร และถ้ารัน 10,000 ครั้งจะมีต้นทุนประมาณไหน แต่ Large Language Model คาดการณ์ได้ยากกว่า Werner ยกตัวอย่างว่า เพียงสลับคำสองคำใน Input ต้นทุนฝั่ง Output อาจเปลี่ยนไปถึง 10 เท่า

ตอนทำ Prototype เรื่องนี้อาจยังไม่สำคัญมาก แต่เมื่อกลายเป็น Product ธุรกิจต้องตอบให้ได้ว่า ถ้าใช้งานจริงจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไร โดยเฉพาะธุรกิจ Margin ต่ำอย่าง Retail

ยังไม่รวมเรื่องทรัพยากร เพราะ CTO จำนวนมากต้องรายงานต่อบอร์ดว่าบริษัทใช้ทรัพยากรไปมากแค่ไหน หากระบบ AI ขนาดใหญ่ใช้ GPU และพลังงานจำนวนมาก ก็ต้องมีวิธีรายงานตัวเลขนี้ให้บอร์ดได้

Prototype อาจยังไม่ต้องตอบคำถามเหล่านี้ แต่ Product ต้องตอบให้ได้

AI สร้าง แต่คนต้องรับผิดชอบ

อีกประเด็นที่ Werner Vogels ย้ำหลายครั้งคือ การนำ AI มาใช้ไม่ได้ทำให้ผู้พัฒนาหลุดพ้นจากความรับผิดชอบ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของระบบ

เขาอธิบายว่า ผู้โจมตีมีข้อได้เปรียบ เพราะไม่จำเป็นต้องสนใจว่าซอฟต์แวร์จะทำงานได้อย่างเสถียรหรือปลอดภัยในระยะยาว ขอเพียงโจมตีสำเร็จสักครั้งก็เพียงพอแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้โจมตียังสามารถใช้ AI Agent จำนวนมากออกค้นหาช่องโหว่ในระบบได้ด้วยต้นทุนต่ำ ดังนั้น เมื่อฝ่ายโจมตีใช้ AI ได้ ฝ่ายป้องกันก็ควรใช้ AI เข้ามาช่วยตรวจสอบระบบของตัวเองเช่นกัน ไม่ว่าโค้ดนั้นจะเขียนโดยมนุษย์หรือสร้างขึ้นด้วย AI 

You build it, you own it. คุณสร้างมัน คุณก็ต้องเป็นรับผิดชอบมัน

Vogels ยึดหลักคิดที่ว่าถ้าเราสร้างอะไรขึ้นมา ก็ต้องรับผิดชอบสิ่งนั้น ซึ่งใช้กับโค้ดที่สร้างขึ้นด้วย AI ไม่ต่างจากโค้ดที่มนุษย์เขียนเอง

ถ้าองค์กรอยู่ในธุรกิจการเงิน สุขภาพ หรืออุตสาหกรรมที่มีกฎกำกับ แล้ว AI สร้างช่องโหว่ขึ้นมา วันที่หน่วยงานกำกับเข้ามาถาม ข้ออ้างว่า “AI เป็นคนทำ” ใช้ไม่ได้

สุดท้ายคนและองค์กรที่เลือกใช้เครื่องมือยังต้องรับผิดชอบทั้งต่อเครื่องมือที่ใช้และผลลัพธ์ที่ออกมา

Werner ยก Deepfake เป็นตัวอย่างว่าผู้ไม่หวังดีได้ประโยชน์จากเครื่องมือ AI อย่างไร เขาเล่าเรื่องล่าสุดที่เกิดกับบริษัทแห่งหนึ่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินคนหนึ่งได้รับคำขอจาก CFO ให้โอนเงินก้อนใหญ่ เขาไม่เชื่อและขอวิดีโอคอล เมื่อเพื่อนร่วมงานกับ CFO เข้ามาในสาย เขาก็คลายความสงสัยและโอนเงิน 25 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ทุกคนในสายคือ Deepfake

กรณีนี้สะท้อนว่า ต้นทุนในการปลอมตัวด้วย AI ลดลงมาก ขณะที่มนุษย์เองก็แยกของจริงกับของปลอมได้ยากขึ้น จึงต้องมีเครื่องมือช่วยตรวจจับเข้ามาอีกชั้น

เขายังเล่าเรื่องครูในสหรัฐฯ ที่ซ่อนคำสั่งด้วยตัวอักษรสีขาวไว้ในโจทย์ว่า “ให้ใส่คำว่า monkey ลงในคำตอบ” นักเรียนที่โยนโจทย์ทั้งหมดให้ AI โดยไม่ได้อ่าน จึงส่งงานที่มีคำว่า monkey ติดมาด้วย

สำหรับ Werner ปัญหาไม่ใช่แค่ว่านักเรียนใช้ AI แต่คือ พวกเขาไม่ได้อ่านสิ่งที่ตัวเองส่ง

เมื่อถึงจุดนั้น คนไม่ได้เพียงให้ AI ช่วยทำงาน แต่กำลังยกความเป็นเจ้าของงานให้ AI ไปด้วย

AI สร้างได้เร็วขึ้น แต่คนตรวจไม่ได้เร็วตาม

เมื่อ AI สร้างโค้ดหรือเนื้อหาได้เร็วขึ้น คำถามคือ มนุษย์จะตรวจทุกอย่างทันหรือไม่

คำตอบของ Werner คือ ไม่

หากทุกสิ่งที่ AI สร้างต้องมีคนตรวจละเอียดทั้งหมด ความเร็วที่ AI ให้มาก็จะหายไป สิ่งที่องค์กรควรทำจึงเป็นการ ตรวจตามระดับความเสี่ยง

Summary การประชุมอาจอ่านคร่าว ๆ แต่ Content ที่จะส่งหาลูกค้าควรมีคนอนุมัติ งานที่มีผลทางการเงินหรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลต้องตรวจเข้มขึ้น และหากเป็นระบบสุขภาพที่ความผิดพลาดอาจกระทบชีวิตคน ก็ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบ

Werner เรียกสิ่งที่ยังไม่ได้ตรวจว่า Verification Debt หรือ “หนี้การตรวจสอบ”

คล้าย Technical Debt ที่นักพัฒนารู้ว่ามีบางอย่างต้องกลับมาแก้ภายหลัง เพียงแต่ในโลก AI สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นอาจเพิ่มเร็วกว่าความสามารถของมนุษย์ในการ Verify

องค์กรจึงต้องมี Verification Budget กำหนดว่าจะใช้เวลาและทรัพยากรในการตรวจสอบมากแค่ไหน แล้วทุ่มไปยังจุดที่เสี่ยงที่สุด ทั้งด้านการทำงาน ความปลอดภัย และต้นทุน

เหตุผลสำคัญคือธรรมชาติของ Generative AI

Generative AI itself is built for plausibility, not for truth.

หรือ Generative AI ถูกสร้างมาเพื่อสร้างคำตอบที่ ดูสมเหตุสมผล ไม่ใช่เพื่อรับประกันว่าคำตอบนั้นคือความจริง

Werner จึงมองว่าหลักการออกแบบระบบที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูงยังสำคัญ เขายกตัวอย่างเครื่องบิน Airbus A320 ที่ใช้คอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์หลายชุดเพื่อลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดเพียงจุดเดียว

ในโลก AI หลักคิดเดียวกันอาจหมายถึงการใช้หลายโมเดลช่วยตรวจสอบผลลัพธ์ซึ่งกันและกัน แทนที่จะฝากทุกอย่างไว้กับโมเดลเดียว

องค์กรไทยไม่ต้องรีบใส่ AI ไปทุกที่

ข้อมูลจาก AWS และ Strand Partners ระบุว่า ธุรกิจไทยที่มองว่าตัวเองพร้อมมากหรือพร้อมเต็มที่สำหรับ Agentic AI มี 19%

ขณะเดียวกัน ธุรกิจ 71% รายงานว่า AI use case ริเริ่มโดยหน่วยธุรกิจหรือพนักงานที่ไม่ใช่สายเทคนิค แต่มีองค์กรเพียง 19% ที่มีนโยบายกำกับการใช้งานลักษณะนี้อย่างครอบคลุมและบังคับใช้จริง

เมื่อถามว่าอะไรคือคอขวด Werner ตอบตรง ๆ ว่า

We shouldn't push AI down the throat of everyone. เราไม่ควรยัดเยียด AI ให้ทุกคน

เขาเล่าว่า บางบริษัทเข้ามาหา AWS ด้วยความกลัวว่า ถ้าไม่ใช้ AI บริษัทจะหายไปจากตลาด ซึ่ง Werner บอกว่าไม่ใช่ความจริง

สิ่งที่องค์กรควรถามก่อนคือ มีคนที่เหมาะสมหรือยัง มีการฝึกอบรมเพียงพอหรือไม่ และเข้าใจความสามารถของเทคโนโลยีในเวลานั้นดีแค่ไหน

อีกอย่างคือ AI เปลี่ยนเร็วมาก Werner เล่าว่า แม้แต่เขาเองหยุดอ่านข่าวเทคโนโลยีไปหนึ่งเดือน เมื่อกลับมาก็ยังต้องใช้เวลาตามให้ทัน คำแนะนำสำหรับ CTO คือ ไม่ต้องอายที่จะกด Pause ไม่จำเป็นต้องอยู่บน Frontier ล่าสุดเสมอไป แต่ควรถามว่า

ปัญหาที่เราต้องการแก้คืออะไร และ AI คือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหานั้นจริงหรือไม่

งานบางประเภทเห็นประโยชน์ชัด เช่น ให้ Agent ช่วยรวบรวมเอกสารให้ทนาย หรือดึงข้อมูลและ Log จากหลายระบบมาเตรียมให้วิศวกร Security

AI ช่วยลดงานที่ใช้เวลา แต่คนยังเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะความคิดสร้างสรรค์ วิจารณญาณ ปัญญา และประสบการณ์ ยังไม่อยู่ในระบบเหล่านี้

ไม่ใช่ทุกปัญหาต้องแก้ด้วย Generative AI

Werner เตือนว่า ไม่ควรเอา Generative AI ไปใส่ในทุกงานเพียงเพราะกำลังเป็นเทคโนโลยียอดนิยม เขาถามติดตลกว่า

อยากให้ Generative AI ขับเครื่องบินไหม ? ถ้ามันหารันเวย์ไม่เจอ มันสร้างรันเวย์ขึ้นมาเอง

AI มีมานานก่อน Generative AI งานอย่าง Image Recognition, Forecasting หรือ Fraud Detection ยังเหมาะกับ AI รูปแบบเดิม

แม้แต่ระบบตรวจจับการฉ้อโกงของ Amazon Retail ที่ใช้ข้อมูลคำสั่งซื้อในอดีตจำนวนมหาศาลมาประเมินความเสี่ยง หากคะแนนสูงก็ไม่ได้ปฏิเสธทันที แต่ส่งให้มนุษย์ตรวจต่อ

หรือหุ่นยนต์ใน Fulfillment Center ก็ไม่ได้ต้องการ AI ที่คิดอะไรก็ได้ แต่ต้องการระบบที่ทำงานตามหน้าที่และไม่วิ่งชนกัน

คำถามจึงไม่ใช่ “ตรงนี้เอา AI มาใช้ได้ไหม” แต่คือ “เทคโนโลยีแบบไหนเหมาะกับปัญหานี้ที่สุด”

มี AI ก็ไม่ได้แปลว่าประสบการณ์ 10 ปีหมดความหมาย

สำหรับนักพัฒนารุ่นใหม่ Werner มองว่า ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนผลิต “AI Expert สำเร็จรูป” ออกมาได้ สิ่งที่มหาวิทยาลัยทำได้คือสร้างคนที่รู้จักเทคโนโลยีและรู้วิธีเรียนรู้

แต่เมื่อเข้าทำงานจริง สิ่งแรกที่ต้องเรียนคือการทำงานเป็นทีม

ในมหาวิทยาลัยอาจเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ แต่ในโลกจริง คุณอาจได้รับ Codebase ที่พัฒนามาแล้ว 20 ปี และต้องเข้าใจสิ่งที่คนก่อนหน้าสร้างไว้ก่อนจะต่อยอด

เมื่อถูกถามว่าบทบาทของนักพัฒนาจะเปลี่ยนอย่างไร Werner ใช้คำว่า “แผลเป็น”

The scars that you have from 10 years of development.

ประสบการณ์จากการพัฒนาซอฟต์แวร์ 10 ปีไม่ได้หมดความหมายเพราะมี AI ตรงกันข้าม มันยิ่งจำเป็นต่อการออกแบบและตรวจสอบระบบใหม่

การที่นักพัฒนาไม่ต้องพิมพ์โค้ดทุกบรรทัด ไม่ได้หมายความว่าเขาเลิกเป็น Architect คนยังต้องคิด Requirement, Design, องค์ประกอบของระบบ และประสบการณ์ของผู้ใช้

สิ่งที่เปลี่ยนคือเครื่องมือ ไม่ใช่ความรับผิดชอบในการคิด

ถ้าไม่ชอบเรียนรู้ นี่เป็นอาชีพที่ไม่เหมาะกับคุณ

และสำหรับ Werner การเป็นวิศวกรหมายถึงต้องเรียนรู้ไปตลอดอาชีพ เขายกตัวอย่างวิวัฒนาการภาษาตั้งแต่ COBOL, Pascal, C, C++, Ruby, Python จนถึง Rust และในอนาคตก็จะมีเครื่องมือชุดใหม่ตามปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น

AI จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในเส้นทางที่นักพัฒนาต้องเรียนรู้ต่อไป

งานที่สำคัญที่สุด อาจเป็นงานที่ไม่มีใครเห็น

เมื่อ Techsauce ถามว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ Amazon มีงานอะไรที่ลูกค้าแทบไม่เคยเห็นแต่เขาภูมิใจ Werner เล่าถึงสิ่งที่เรียกว่า Invisible Engineering

หนึ่งในนั้นคือ AWS Nitro

ในยุคแรกของ Cloud เมื่อ Virtual Machine หลายตัวทำงานบน Hardware เดียวกัน ทุกเครื่องต้องแย่งกันใช้ Network และ Disk ยิ่ง Hardware รองรับ VM ได้มาก ปัญหาเรื่องความคาดการณ์ได้ของระบบก็ยิ่งชัด

AWS จึงสร้าง Hardware ของตัวเองเพื่อแยกงาน Network และ Storage ออกจาก CPU หลัก พร้อมลด Hypervisor ให้บางลงและลดพื้นที่ที่อาจถูกโจมตี

สิ่งที่ลูกค้ารับรู้คือ Network เร็วขึ้นประมาณ 3 เท่าและ Performance คาดการณ์ได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องรู้เลยว่าเบื้องหลังเปลี่ยนอะไรไป

แนวคิดเดียวกันยังอยู่เบื้องหลัง Firecracker microVMs ที่ช่วยให้ Serverless มีต้นทุนเหมาะสมขึ้น รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเวลาที่ AWS สร้างเพื่อให้ระบบฐานข้อมูลหลาย Region เรียงลำดับ Transaction ได้ถูกต้อง

Werner พูดติดตลกว่า วิศวกรคงไม่สามารถกลับบ้านไปบอกแม่ว่า

“ฟังก์ชันที่ผมเขียนวันนี้สุดยอดมาก”

แล้วหวังว่าแม่จะตอบว่า

“แม่ภูมิใจในตัวลูกจัง”

“Never happens.”

นี่คือเหตุผลที่เขามองว่า วิศวกรต้องมี ความภูมิใจในวิชาชีพของตัวเอง เพราะงานสำคัญจำนวนมากอาจไม่มีใครมองเห็น

ลูกค้า E-commerce เห็นเพียงกดซื้อสินค้าแล้วของมาถึงบ้าน แต่หลังบ้านมีทั้งระบบป้องกันการฉ้อโกง การพยากรณ์ หุ่นยนต์ และการคำนวณเส้นทาง

ตอน Werner เข้า Amazon การส่งฟรีเมื่อซื้อถึง 25 ดอลลาร์ต้องรอสองสัปดาห์ วันนี้ผู้ใช้ในหลายพื้นที่คาดหวังว่าจะได้รับสินค้าในวันเดียว

ทั้งหมดคือผลจากงานวิศวกรรมที่แทบไม่เคยปรากฏบนหน้าจอ

สำหรับ Werner AI ก็เป็นเพียงเครื่องมืออีกชุดหนึ่งของวิศวกรเหล่านี้ เครื่องมือเปลี่ยนได้ แต่งานของวิศวกรไม่ได้หายไป

AI พูดภาษาไทยได้ ไม่ได้แปลว่าจะเข้าใจคนไทย

ช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ Werner พูดถึง AI ที่เข้าใจวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะการรองรับภาษา ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจวัฒนธรรม

ถ้าแปลภาษาไทยเป็นอังกฤษ ส่งเข้าโมเดลอเมริกัน แล้วแปลคำตอบกลับมาเป็นไทย สิ่งที่ได้อาจเป็นภาษาไทย แต่แก่นยังเป็น “คำตอบแบบอเมริกัน” วิธีพูด ระดับความสุภาพ การแสดงความเคารพ และสิ่งที่เหมาะสมในแต่ละสังคมต่างกัน

Werner ยกบ้านเกิดของตัวเองเป็นตัวอย่างว่า คนเนเธอร์แลนด์ขึ้นชื่อเรื่องการพูดตรง โมเดลที่สะท้อนวัฒนธรรมแบบนั้นตรง ๆ อาจไม่เหมาะกับสังคมไทย

นี่คือเหตุผลที่เขามองว่า Culturally Aware Models หรือโมเดล AI ที่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรม จะยิ่งมีความสำคัญ หาก AI กำลังจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นแนวโน้มที่เขาเคยคาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้

เทคโนโลยีไม่ควรมีเป้าหมายแค่ทำเงิน

เขามองว่า โลกยังมีปัญหาของมนุษย์อีกจำนวนมากที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปช่วยได้

ครูจำนวนมากต้องใช้เวลาไปกับงานธุรการ แทนที่จะได้ใช้เวลากับเด็ก 

ผู้สูงอายุจำนวนมากกำลังเผชิญกับความโดดเดี่ยว ขณะที่โครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไปและลูกหลานไม่ได้อาศัยอยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่เหมือนในอดีต

สำหรับเขา AI อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อแก้ปัญหาพวกนี้ได้

Werner ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างหุ่นยนต์แมวที่ผู้สูงอายุสามารถพูดคุยด้วย และเมื่อถึงเวลา 11 โมงก็ถามขึ้นมาว่า “กินยาหรือยัง ?”

หรือระบบที่ตรวจพบว่า ผู้สูงอายุลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำกลางดึก แต่ผ่านไป 15 นาทีแล้วยังไม่กลับมา จึงส่งข้อความหาคนใกล้บ้านให้ช่วยเข้าไปดู

เขายังเล่าถึง The Now Go Build CTO Fellowship ที่นำ CTO และวิศวกรขององค์กรไม่แสวงหากำไรมาช่วยกันคิดว่า เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการศึกษา สุขภาพ หรือการจัดการภัยพิบัติได้อย่างไร

Werner บอกว่า วิศวกรของ Amazon หลายคนยินดีสละเวลาสัปดาห์ละ 4-5 ชั่วโมงเพื่อช่วยองค์กรเหล่านี้ เพราะสำหรับเขา คนในวงการเทคโนโลยีไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้าง Product ใหม่ แต่ต้องคิดด้วยว่า เทคโนโลยีที่ตัวเองสร้างขึ้นส่งผลต่อโลกอย่างไร

เขาปิดการสัมภาษณ์ ด้วยหนึ่งใน Leadership Principles ของ Amazon

With success and scale comes broad responsibility.

เมื่อความสำเร็จและขนาดใหญ่ขึ้น ความรับผิดชอบก็ต้องกว้างขึ้นตามไปด้วย

อ้างอิง : สัมภาษณ์พิเศษ Dr.Werner Vogels เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2026

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Gemini ‘สร้างและแก้ไฟล์งาน’ ได้ในหน้าเดียวแล้ว ไฮไลต์ตรงไหน สั่ง AI แก้ได้ตรงนั้นได้เลย

Google อัปเดตแอป Gemini ให้สร้าง พรีวิว และแก้ไขไฟล์งานได้จบในแชต ทั้งสไลด์ สเปรดชีต เอกสาร และ PDF ไฮไลต์สั่งแก้เฉพาะจุดได้ ก่อนส่งต่อเข้า Google Workspace หรือดาวน์โหลดเป็น PPTX...

Responsive image

Meta เปิดตัว Waddle World แอปสัตว์เลี้ยง AI สไตล์ทามาก็อตจิ

Meta ปล่อยแอปใหม่ชื่อ Waddle World เป็นเกมเลี้ยงสัตว์เสมือนคล้ายทามาก็อตจิ แต่ใช้ AI ทำงานอยู่เบื้องหลัง...

Responsive image

เรื่องเล่าของ Judit Polgár นักหมากรุกหญิงเบอร์ 1 ของโลก ที่เคยยอมทิ้งสัญชาตญาณตัวเอง เชื่อการคำนวนของคอมฯ จนแพ้

ถอดบทเรียน Judit Polgár แชมป์หมากรุกหญิงเบอร์ 1 ของโลก ผู้เคยทิ้งสัญชาตญาณตัวเองจนแพ้เพราะเชื่อคอมพิวเตอร์ สู่แง่คิดการตัดสินใจและข้อคิดการพึ่งพา AI สำหรับคนทำงานยุคนี้...