
การพูดถึงความมั่นคงไซเบอร์ระดับประเทศ มักพาเรานึกถึงระบบป้องกันราคาแพง งบประมาณมหาศาล และหน่วยงานความมั่นคงที่ทำงานอยู่หลังฉาก ทว่า Liisa-Ly Pakosta รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและกิจการดิจิทัลของเอสโตเนีย กลับเริ่มต้นจากคำที่ฟังดูไม่เทคนิคเลย นั่นคือ ‘ความไว้ใจ’
บนเวที Singapore International Cyber Week (SICW) 2026 Liisa-Ly ขึ้นกล่าวปาฐกถา ก่อนร่วมวงสนทนา (Fireside Chat) กับ Gwenda Fong ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งสิงคโปร์ (Cyber Security Agency of Singapore: CSA) และกรรมาธิการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของสิงคโปร์ โดยวงสนทนานี้ตั้งต้นจากโจทย์ที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน คือการเป็นประเทศเล็กที่พึ่งพาดิจิทัลสูง จึงต้องการให้โลกไซเบอร์ยังคง ‘เปิดกว้าง ปลอดภัย และน่าไว้วางใจ’
ความเหมือนนี้ปรากฏตั้งแต่ช่วงต้นของปาฐกถา เมื่อ Liisa-Ly ระบุว่าเอสโตเนียเป็นหนึ่งในประเทศที่ใช้ดิจิทัลมากที่สุดในโลกเช่นเดียวกับสิงคโปร์ และเทียบจุดเริ่มต้นของรัฐดิจิทัลเอสโตเนียกับวิธีที่สิงคโปร์แก้ปัญหาเรื่องน้ำ เพราะทั้งคู่เกิดจากความจำเป็นเร่งด่วนที่บีบให้ต้องคิดค้นทางออกเชิงวิศวกรรมที่ ‘ดี ราคาถูก และได้ผลสูงมาก’ ไปพร้อมกัน จนชวนผู้ฟังชาวสิงคโปร์ให้นึกถึงเอสโตเนียทุกครั้งที่เปิดก๊อกน้ำ
โจทย์เร่งด่วนของเอสโตเนียเกิดขึ้นในทศวรรษ 1990 หลังได้รับเอกราชคืนจากการยึดครองของสหภาพโซเวียต ขณะนั้นประเทศแทบไม่มีเงินเหลือเลย แต่ต้องการสร้างระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพสูงให้ได้โดยเร็ว
Liisa-Ly เล่าว่าวิศวกรรมเบื้องหลังรัฐดิจิทัลของเอสโตเนียตั้งอยู่บนหลักการสามข้อ ซึ่งทั้งหมดมีปลายทางเดียวกันคือความไว้ใจ ข้อแรกคือความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ข้อที่สองคือความโปร่งใสเต็มรูปแบบ บริการภาครัฐจำนวนมากจึงพัฒนาบนซอฟต์แวร์ Open Source รวมถึงระบบเลือกตั้งออนไลน์ (e-Voting) ที่ Liisa-Ly ระบุว่าน่าจะเป็นระบบที่ถูกตรวจสอบและถูกพยายามเจาะมากที่สุดในโลก แต่เพราะโค้ดส่วนใหญ่เปิดเผย เอสโตเนียจึงร่วมกับพันธมิตรค้นพบช่องโหว่ได้ก่อนผู้ไม่หวังดีเสมอ
หลักการข้อที่สามคือความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภาคเอกชน โดย Liisa-Ly มองว่านวัตกรรมมาจากภาคเอกชน เพราะข้าราชการทำได้ดีหลายเรื่อง แต่ไม่ค่อยเก่งเรื่องนวัตกรรม การที่รัฐบาลยอมรับความเสี่ยงเพื่อเปิดรับนวัตกรรมที่ดีที่สุด จึงทำให้บริการภาครัฐของเอสโตเนียกลายเป็นดิจิทัลแทบทั้งหมด โดยข้อยกเว้นที่ Liisa-Ly ยกมาคือการหย่าร้าง (ปัจจุบันคู่สมรสยื่นหย่าออนไลน์ได้แล้ว แต่ยังต้องพบเจ้าหน้าที่หนึ่งครั้ง ตามข้อมูลจาก e-Estonia)
เมื่อฐานข้อมูลเชื่อมถึงกันขนาดนี้ รัฐจึงให้บริการได้ล่วงหน้า ตั้งแต่ปี 2014 เอสโตเนียเริ่มให้บริการตามเหตุการณ์สำคัญในชีวิต (Life Event-based Services) เช่น เมื่อเด็กคนหนึ่งเกิด ครอบครัวที่ให้ความยินยอมไว้ก่อนจะได้รับทุกบริการโดยอัตโนมัติ ทั้งแพทย์ประจำครอบครัว เงินสวัสดิการบุตร และเอกสารของเด็ก Liisa-Ly ย้ำว่าระบบแบบนี้ทำงานได้เพราะประชาชนเป็นเจ้าของข้อมูลของตัวเอง และไว้ใจรัฐมากพอจะยินยอมให้ข้อมูล ระดับความปลอดภัยไซเบอร์จึงต้องสูงตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม รัฐที่ข้อมูลทั้งหมดเป็นดิจิทัล เชื่อมถึงกัน และมีคุณภาพสูง ย่อมกลายเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงเช่นกัน Liisa-Ly ระบุว่าในปี 2007 เอสโตเนียเป็นประเทศแรกที่ถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยอีกประเทศหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเอสโตเนียยังรับมือด้วยการปิดอินเทอร์เน็ตได้ แต่ทางเลือกนี้ไม่มีอีกแล้วในวันนี้
แม้เอสโตเนียจะมีกฎความปลอดภัยไซเบอร์ที่เข้มงวดมาตั้งแต่ก่อนปี 2007 แต่หลังเหตุการณ์ครั้งนั้น รัฐได้ยกระดับกฎทั้งหมดให้เป็นข้อบังคับ และทำงานกับภาคเอกชนใกล้ชิดขึ้นอีก เหตุผลคือเมื่อทุกระบบเชื่อมถึงกัน การรั่วไหลจะเกิดฝั่งบริษัทหรือฝั่งรัฐก็ไม่ต่างกันนัก เพราะสิ่งที่เสียหายคือความไว้ใจที่ต้องรักษาไว้ด้วยกัน
ความร่วมมือนี้ยังขยายไปไกลกว่าบริษัท Liisa-Ly เล่าว่าเอสโตเนียมีอาสาสมัครจำนวนมากที่พร้อมเข้ามาช่วยเมื่อเกิดสถานการณ์ร้ายแรง โดยมีการจัดระบบอย่างดีและตรวจสอบประวัติทุกคน กำลังเสริมกลุ่มนี้ยิ่งสำคัญขึ้น เพราะนับตั้งแต่สถานการณ์ในยูเครนยกระดับเต็มรูปแบบ เอสโตเนียเห็นการโจมตีทางไซเบอร์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

ถึงอย่างนั้น Liisa-Ly ยอมรับว่าความปลอดภัยไซเบอร์ 100% ไม่มีอยู่จริง และเปรียบว่าตลอดประวัติศาสตร์ เมื่อมีคนคิดค้นลูกศรได้ ก็จะมีคนคิดค้นโล่ตามมา รัฐจึงต้องปรับตัวตามนโยบาย ‘ลูกศรใหม่ โล่ใหม่’ อยู่ตลอดเวลา
ลูกศรอันใหม่ล่าสุดคือคำตอบเมื่อ Gwenda ถามว่าพัฒนาการใดเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องความมั่นคงไซเบอร์มากที่สุด Liisa-Ly ชี้ไปที่ช่วงเวลาที่ได้เห็นว่าเอเจนต์ AI (AI Agent) สามารถนำการโจมตีได้เอง โดยเทียบความรู้สึกนั้นกับคนที่เห็นปืนใหญ่ครั้งแรกหลังคุ้นเคยกับลูกศรและโล่มาตลอด เพราะความต่างด้านขอบเขตและความเร็วใหญ่มาก จนวิธีทำงานแบบเดิมที่มนุษย์รวมตัวกันหาทางรับมือไม่เร็วพออีกต่อไป
ผลที่ตามมาคือเอสโตเนียเปลี่ยนจาก ‘โมเดลตอบสนองเหตุ’ มาเป็น ‘โมเดลเฝ้าระวังต่อเนื่อง’ (Monitoring Model)
เนื่องจากไม่มีช่องว่างให้เตรียมตัวรับมืออีกแล้ว การป้องกันจึงกลายเป็น AI รับมือ AI โดยยังมีมนุษย์คอยกำกับ ขณะเดียวกันโครงสร้างองค์กรก็ต้องรวมศูนย์มากขึ้น เพื่อให้ตามความเร็วนี้ทัน ซึ่ง Liisa-Ly ตอบไว้เมื่อผู้ฟังถามถึงระบบเลือกตั้งที่ต้องเผชิญผู้โจมตีที่ใช้ AI
อีกด้านหนึ่ง Liisa-Ly มองว่าโจทย์พื้นฐานยังเหมือนเดิม คือปกป้องข้อมูลอ่อนไหว เอกสาร และการเชื่อมต่อของระบบ (Interoperability) แต่สิ่งที่ใหม่คือการเชื่อมต่อกำลังขยายจากภายในประเทศไปสู่ระหว่างประเทศ Liisa-Ly หวังว่าอีกไม่นานจะเดินทางเข้าสิงคโปร์ด้วยพาสปอร์ตดิจิทัลในวอลเล็ตดิจิทัล (Digital Wallet) แทนเล่มกระดาษ ซึ่งเป็นเรื่องของ ‘ชั่วโมง ไม่ใช่วัน’ และหมายถึงความปลอดภัยไซเบอร์อีกระดับหนึ่ง
เมื่อโจทย์ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีอย่างเดียว Liisa-Ly จึงย้ำว่าเรื่องนี้ครอบคลุมทั้งมิติวัฒนธรรม การเมือง และการทูต ส่วนเรื่องการปรับองค์กรและสังคม Liisa-Ly เปรียบกับการเลี้ยงลูกห้าคนของตัวเองว่า ถ้าไม่เก็บที่นอนก็ไม่ได้ค่าขนม เอสโตเนียก็มีกติกาความปลอดภัยไซเบอร์ที่เป็นรูปธรรมแบบเดียวกัน เพราะบทเรียนสำคัญคือ ‘กฎต้องชัดพอที่ทุกคนจะปฏิบัติตาม’
แต่การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นอยู่ในระดับสังคม เอสโตเนียสอนทักษะดิจิทัลและความปลอดภัยไซเบอร์ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ซึ่งส่งผลกว้างกว่าที่คิด เพราะเด็กกลับบ้านไปเล่าสิ่งที่เรียนให้ปู่ย่าตายายฟัง สังคมทั้งระบบจึงเข้าใจเรื่องที่มองไม่เห็นอย่างความปลอดภัยไซเบอร์ได้ในระดับที่ดี
นอกจากนี้ รัฐยังเปิดให้ทุกคนเรียนความปลอดภัยไซเบอร์และ AI ได้ฟรี Liisa-Ly ยกตัวอย่างว่าแม้แต่หญิงสูงวัยในหมู่บ้านห่างไกลก็เรียนได้ที่ห้องสมุดประจำหมู่บ้าน เพราะบรรณารักษ์ได้รับการอบรมมาแล้ว
จากการเรียนรู้ระดับสังคม บทสนทนาขยับไปสู่ความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน Gwenda ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐต้องรับผิดชอบความมั่นคงของชาติ ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจำนวนมากเป็นของเอกชน แล้วสมดุลระหว่างสองฝ่ายลงตัวแล้วหรือยัง
Liisa-Ly ตอบว่าเป้าหมายของสังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบอย่างเอสโตเนียคือ ‘ให้ประชาชนแทบไม่รู้สึกว่ามีรัฐบาลอยู่’ เพราะได้รับบริการอย่างราบรื่น ผลคือประชาชนก็ไม่รู้เช่นกันว่าบริการนั้นมาจากรัฐหรือเอกชน รัฐจึงต้องทำงานร่วมกับเอกชนเพื่อรักษาความไว้ใจ ซึ่งสำคัญต่อทั้งสองฝ่ายในมิติที่กว้างกว่าเทคโนโลยีหรือการรั่วไหลของข้อมูล
ความร่วมมือนี้ต้องมาพร้อมการประเมินความเสี่ยงที่ละเอียดและปรับใหม่อยู่เสมอตามความเสี่ยงที่เกิดขึ้น Liisa-Ly อธิบายว่าเอสโตเนียมองอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) จากมุมความเสี่ยง ไม่ใช่มุมภูมิศาสตร์ ซึ่งต่างจากหลายประเทศ หลักที่ยึดจึงสรุปได้ว่า ‘ประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง และไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการรายเดียว’ (No Vendor Lock-in)
เมื่อมองไปในอนาคตข้างหน้า Gwenda ชวนคิดถึงภัยที่อาจปรากฏเต็มรูปแบบในอีกหลายปี เช่น ควอนตัมที่อาจทำลายการเข้ารหัสทุกรูปแบบที่ใช้อยู่ Liisa-Ly ตอบว่าสิ่งที่มนุษยชาติทำได้คือการวางกติกา โดยยกตัวอย่างพลังงานนิวเคลียร์ที่ใช้เวลาตั้งแต่สิงหาคม 1945 ถึงปี 1970 กว่าจะกำกับดูแลได้ ครั้งนี้โลกต้องเร็วกว่านั้น และจำเป็นต้องมีกติการะดับโลกทั้งเรื่อง AI และโซเชียลมีเดีย
ตรงนี้เองที่ความเหมือนของสองประเทศชัดขึ้นอีกครั้ง Liisa-Ly ระบุว่าเอสโตเนียกับสิงคโปร์มีจุดยืนตรงกันเรื่องโซเชียลมีเดีย คือไม่เลือกแบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก แต่ต้องการให้แพลตฟอร์มปรับตัวเองให้ปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน เพื่อใช้ด้านดีและตัดด้านร้ายออกไป
คำถามปิดท้ายของ Gwenda จึงพุ่งตรงไปที่สถานะของทั้งสองประเทศ ในฐานะประเทศเล็กที่พึ่งพาดิจิทัลสูง แต่อยู่ในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ที่ต่างกันพอสมควร เมื่อบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ (Big Tech) มีอิทธิพลมากขึ้น ประเทศเล็กจะมีเสียงในการตัดสินใจที่กระทบความมั่นคงดิจิทัลของตัวเองได้อย่างไร
Liisa-Ly ตอบว่าหลักนิติธรรมระดับโลกสำคัญที่สุด และต้องมีกติกาที่ป้องกันไม่ให้ช่องว่างทางดิจิทัล (Digital Divide) กว้างขึ้น ทางออกมีหลายทาง ทั้งโอเพนซอร์ส การดึงภาษาและวัฒนธรรมของประเทศเล็กเข้ามามีส่วนร่วม และการสร้างความโปร่งใส โดย Liisa-Ly มองว่าช่องว่างทางดิจิทัลที่ขยายตัวน่ากังวลกว่าการโจมตีไซเบอร์ที่นำโดยเอเจนต์ AI เสียอีก เพราะการโจมตียังรับมือได้ แต่ช่องว่างนี้จะเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่ามาก ทั้งระหว่างคนแต่ละกลุ่มและระหว่างประเทศ
ทางออกที่ Liisa-Ly ย้ำตลอดทั้งปาฐกถาจึงวนกลับมาที่ความร่วมมือกับประเทศที่คิดคล้ายกัน เมื่อเกิดการโจมตีไซเบอร์ที่หนึ่ง ผลกระทบมักลามไปที่อื่นด้วย การเรียนรู้จากกันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องเปิดเผยว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ใครอยากเล่านัก แต่นี่คือทางเดียวที่จะปกป้องกันได้ เพราะแม้คนร้ายอาจสร้างสรรค์กว่าในบางครั้ง แต่เมื่อฝ่ายที่ดีรวมพลัง ความคิด และความรู้เข้าด้วยกัน ก็จะแข็งแกร่งกว่าเสมอ
Liisa-Ly ยกความร่วมมือกับสิงคโปร์เป็นตัวอย่าง โดยระบุว่าสองประเทศที่ใช้ดิจิทัลสูงนี้คิดคล้ายกัน สนับสนุนและเรียนรู้จากกันมาตลอด ซึ่งช่วยเอสโตเนียได้มากในทางปฏิบัติ ส่วน Gwenda สรุปบทสนทนาว่าอนาคตของความมั่นคงไซเบอร์จะไม่ได้ถูกกำหนดโดยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับการตัดสินใจในวันนี้ว่าจะร่วมมือกันหรือไม่ และอย่างไร
Liisa-Ly ปิดท้ายว่าความไว้ใจสร้างยากแต่ทำลายง่าย และไม่เคยเป็นแค่เรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึงวิธีสอนเด็ก การดูแลผู้สูงอายุ การจัดสังคมไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และการกู้ความไว้ใจหลังเกิดการรั่วไหล
สำหรับประเทศเล็กอย่างเอสโตเนียและสิงคโปร์ เกราะไซเบอร์ที่แข็งแรงที่สุดจึงอาจไม่ใช่เทคโนโลยี แต่เป็นความไว้ใจที่ทุกคนช่วยกันรักษา
อ้างอิง : Keynote และ Fireside Chat ‘Liisa-Ly Pakosta x Gwenda Fong’ งาน Singapore International Cyber Week (SICW) 2026, e-Estonia
ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด