DeepMind + Isomorphic Labs กางแผนคุมดาบสองคม ใช้ AI ป้องกัน AI จากการสร้างเชื้อโรคชนิดใหม่

AI ตัวเดียวกันที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ออกแบบวัคซีนได้เร็วขึ้นหลายเท่า ก็อาจถูกดัดแปลงไปใช้ออกแบบเชื้อโรคชนิดใหม่ได้เช่นกัน ความย้อนแย้งข้อนี้คือโจทย์ที่ Google DeepMind และ Isomorphic Labs สองบริษัท AI ในเครือ Alphabet พยายามตอบด้วยการประกาศแนวทางร่วมด้านความยืดหยุ่นต่อภัยชีวภาพ (Bioresilience) ออกมาเป็นครั้งแรก

แนวทางนี้ตั้งอยู่บนภารกิจสองด้านที่เดินคู่กัน ด้านหนึ่งคือการป้องกันไม่ให้ผู้ไม่หวังดีนำโมเดลของบริษัทไปใช้ในทางที่ผิด อีกด้านหนึ่งคือการเปิดให้รัฐบาล นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางชีวภาพ ได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกันนี้สร้างเกราะป้องกันให้สังคมพร้อมรับมือการระบาดในอนาคต โดย Google DeepMind ระบุว่าตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ได้เดินหน้าความร่วมมือกว่า 15 โครงการกับหน่วยงานรัฐ องค์กรด้านความมั่นคงทางชีวภาพ และกลุ่มวิจัยต่าง ๆ ไปแล้ว

ทำไมยักษ์ AI ต้องลงมาเล่นเรื่องเชื้อโรค

เหตุผลสำคัญคือภูมิทัศน์ความมั่นคงทางชีวภาพของโลกกำลังเปลี่ยนเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งระบบนิเวศทางธรรมชาติที่แปรปรวน การเดินทางข้ามพรมแดนที่หนาแน่น และความเสี่ยงที่ AI จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ทั้งหมดนี้ทำให้โลกต้องระแวดระวังมากขึ้น แต่ในเวลาเดียวกัน DeepMind มองว่า AI เองก็เป็นเครื่องมือสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการตอบโต้ภัยเหล่านี้ เพราะโมเดล AI ระดับแนวหน้า และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่ตามมา คือสิ่งที่จะช่วยให้สังคมฟื้นตัวจากเหตุการณ์อย่างการระบาดครั้งใหม่ได้เร็วขึ้น

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เรื่องนี้เป็นไปได้จริงคือชุดเทคโนโลยีที่ DeepMind และ Isomorphic Labs พัฒนาขึ้น เริ่มจาก AlphaFold ที่ทำแผนที่โครงสร้างสามมิติของโปรตีนเกือบทั้งหมดที่มนุษย์รู้จักราว 200 ล้านชนิด จน Demis Hassabis ซีอีโอ DeepMind และ John Jumper คว้ารางวัลโนเบลสาขาเคมีปี 2024 ไปครอง ต่อด้วย IsoDDE (Isomorphic Labs Drug Design Engine) เครื่องมือออกแบบยาที่ให้ความแม่นยำระดับใช้งานจริงกับระบบชีวภาพที่ซับซ้อน และ AlphaGenome ที่ช่วยไขว่าจีโนมทำงานอย่างไร เทคโนโลยีเหล่านี้เปลี่ยนสมดุลจากการ 'ตั้งรับรอให้เกิดการระบาดแล้วค่อยแก้' มาเป็นการออกแบบแนวป้องกันเชิงรุกได้ล่วงหน้า

จากฐานนี้ ทั้งสองบริษัทจึงเปิดให้พันธมิตรที่ไว้วางใจได้เข้าถึงโมเดลและเอเจนต์ AI ของตน เพื่อขับเคลื่อนงานใน 3 ด้านหลัก คือ การป้องกัน (Prevent) การตรวจจับ (Detect) และการตอบสนอง (Respond)

Prevent ปิดประตูไม่ให้โมเดลตกอยู่ในมือผิด

ด้านการป้องกัน DeepMind วางกระบวนการความปลอดภัยไว้ 4 ขั้นตอนสำหรับโมเดลอย่าง Gemini เพื่อให้ปลอดภัยและยังเป็นประโยชน์กับผู้เชี่ยวชาญจริง ได้แก่ การจำลองภัยคุกคาม (Threat Modeling) การประเมินความเสี่ยง (Evaluations) การวางมาตรการลดความเสี่ยง (Mitigations) และการเฝ้าติดตาม (Monitoring) โดยทำงานใกล้ชิดกับนักชีววิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทั้งภายในบริษัทและพันธมิตรภายนอก เพื่อทำความเข้าใจภัยที่อาจเกิด ทดสอบโมเดลกับภัยเหล่านั้น แล้วสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแรงเข้าไปในตัวโมเดล

ไฮไลต์ที่น่าสนใจคือความพยายามนำเทคโนโลยีลายน้ำดิจิทัล (SynthID) ซึ่งเดิมใช้ฝังลายน้ำในคอนเทนต์ที่ AI สร้างขึ้น มาปรับใช้กับโลกชีววิทยา แนวคิดคือการช่วยให้ผู้ให้บริการสังเคราะห์ DNA สามารถคัดกรองลำดับพันธุกรรมที่ AI สร้างขึ้นและอาจมีความเสี่ยงได้ก่อนที่จะผลิตออกมาเป็นชิ้นงานจริง

Detect จับสัญญาณการระบาดให้เร็วและถูกลง

ด้านการตรวจจับ เป้าหมายคือทำให้การเฝ้าระวังเชื้อก่อโรค (Pathogen Surveillance) มีต้นทุนถูกลงและได้ผลเร็วขึ้น ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเอเจนต์ AlphaEvolve ที่นำมาช่วยปรับปรุงอัลกอริทึมสำหรับผลิตและวิเคราะห์ข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมแบบเมตาจีโนม (Metagenomic Sequencing) ผลลัพธ์คือการวิเคราะห์ DNA ทำได้เร็วและแม่นยำขึ้น ทำให้การไล่ตามร่องรอยโรคระบาดทั่วโลกในสเกลใหญ่มีต้นทุนถูกลงอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ทีมงานยังกำลังสำรวจว่าเทคโนโลยีอย่าง AlphaGenome และการอธิบายหน้าที่ของโปรตีน (Protein Function Annotation) จะนำมาใช้ตรวจจับและระบุลักษณะเชื้อก่อโรคจากข้อมูลลำดับพันธุกรรมได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นรูปแบบแปลกใหม่และภัยคุกคามที่เพิ่งก่อตัวได้เร็วกว่าวิธีการแบบเดิม

Respond ออกแบบวัคซีนแข่งกับเวลา

ด้านการตอบสนองคือจุดที่ DeepMind ต่อยอดจากผลงานของ AlphaFold โดยตรง ด้วยการเปิดให้นักวิจัยที่ไว้วางใจได้เข้าถึงระบบ AI รุ่นล่าสุด เพื่อเร่งการออกแบบวัคซีนและมาตรการรับมืออื่น ๆ ทั้งสำหรับภัยที่รู้จักอยู่แล้วและภัยชนิดใหม่ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

ในฝั่ง Isomorphic Labs ได้ตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อนำเครื่องมือออกแบบยา IsoDDE ไปใช้อย่างรวดเร็วในการออกแบบมาตรการทางการแพทย์ ทั้งรับมือการระบาดที่เกิดตามธรรมชาติและความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้ AI ขั้นสูงในทางที่ผิด โดยทำงานร่วมกับรัฐบาลและหน่วยงานสาธารณสุขระดับโลก เพื่อพัฒนากลยุทธ์การวินิจฉัยและการรักษาที่หลากหลาย ทั้งนี้ Isomorphic Labs เป็นบริษัทที่ Demis Hassabis ก่อตั้งขึ้นในปี 2021 และเพิ่งปิดรอบระดมทุน Series B มูลค่า 2.1 พันล้านดอลลาร์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 ซึ่ง BioSpace ระบุว่าเป็นดีลระดมทุนด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่ใหญ่เป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีความร่วมมือออกแบบยากับ Novartis และ Eli Lilly อยู่แล้ว

เมื่อบริษัท AI ยอมไม่ปล่อยโมเดล ถ้าคุมความเสี่ยงไม่ได้

DeepMind ย้ำว่างานทั้งหมดนี้เป็นความพยายามระยะยาวที่ซับซ้อน และเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางกว้างขึ้นในการบริหารความเสี่ยงด้านเคมี ชีวภาพ รังสี และนิวเคลียร์ (Chemical, Biological, Radiological and Nuclear: CBRN) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการลดความเสี่ยงเชิงรุกและระเบียบการประเมินอย่างเข้มงวดภายใต้กรอบความปลอดภัยของโมเดลแนวหน้า (Frontier Safety Framework) ของบริษัท

ที่น่าสนใจคือท่าทีของผู้บริหาร รายงานบทสัมภาษณ์พิเศษของ Reuters ระบุว่า Helen King รองประธานฝ่าย Responsibility ของ Google DeepMind ยืนยันจุดยืนไว้อย่างชัดเจนว่า 'หากเราพบว่าโมเดลกำลังเข้าใกล้ระดับความสามารถที่เป็นอันตราย และเรายังไม่มีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เราก็จะไม่ปล่อยโมเดลนั้นออกมา' สะท้อนว่าบริษัทพร้อมชะลอการเปิดตัวโมเดลหากยังคุมความเสี่ยงไม่ได้ ด้าน Owen Larter ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบาย Frontier AI และกิจการระหว่างประเทศ เสริมว่าห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าต่างเห็นตรงกันว่าต้องมีการทดสอบอย่างเข้มงวดก่อนปล่อยโมเดลออกสู่สาธารณะ

DeepMind และ Isomorphic Labs ประกาศว่าจะทำงานอย่างเปิดกว้างและร่วมมือกับห้องแล็บด้านความมั่นคงทางชีวภาพ รัฐบาล และชุมชนวิทยาศาสตร์ในวงกว้าง พร้อมเปิดรับพันธมิตรใหม่เพิ่มเติม ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเปิดตัวเครื่องมือใหม่ แต่คือการวางตำแหน่งให้ AI เป็นทั้งเกราะและดาบในสมรภูมิความมั่นคงทางชีวภาพ ก่อนที่วันหนึ่งความสามารถแบบเดียวกันนี้จะตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ตั้งใจใช้มันสร้างภัยแทนที่จะป้องกัน

ที่มา: Google DeepMind, Reuters, BioSpace, BioPharma Dive

ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ เพื่ออ่านบทความฟรีไม่จำกัด

No comment

RELATED ARTICLE

Responsive image

Meta เปิดตัว Muse Code AI เขียนโค้ดตัวแรก พัฒนาโดย Alexandr Wang

Meta เปิดตัว Muse Code เอไอเขียนโค้ดตัวแรกของบริษัทเพื่อแข่งขันกับผู้นำตลาดอย่าง Anthropic และ OpenAI...

Responsive image

ซีอีโอ Hugging Face เตือน ‘การกระจุกตัวของอำนาจ’ คือความเสี่ยงที่ใหญ่สุดของวงการ AI

โมเดล AI ของ OpenAI หลุด Sandbox ไปแฮก Hugging Face เอง Clement Delangue ซีอีโอ Hugging Face เผยบทเรียน ชี้ 'Concentration of Power' คือความเสี่ยงใหญ่สุดของวงการ และทำไมโมเดล Open-...

Responsive image

ผลสำรวจ Microsoft พบคนไทยใช้ AI สูง แต่ทักษะคิดวิเคราะห์ยังรั้งท้ายอาเซียน

ไมโครซอฟท์เปิดรายงาน Work Trend Index 2026 สำรวจคนทำงาน 20,000 คนใน 10 ประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย โดยมีตัวเลขที่น่าสนใจดังนี้...